กระบก

กระบก

กระบก

กระบกเป็นไม้ยืนต้นพื้นถิ่นของประเทศไทยที่พบได้ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น มะมื่น มะลื่น หมากบก และบก จุดเด่นคือ เนื้อในเมล็ดมีรสมันและมีน้ำมันสูง จึงนิยมนำมาคั่วรับประทาน และมีการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทยในหลายพื้นที่

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กระบก
  • ชื่อท้องถิ่น: มะมื่น, มื่น, มะลื่น, หมักลื่น, บก, หมากบก, กะบก, จะบก, ตระบก, จำเมาะ, หลักกาย
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Irvingia malayana Oliv. ex A.W.Benn.
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร: Irvingella harmandiana, Irvingella malayana, Irvingella oliveri, Irvingia harmandiana, Irvingia oliveri และ Irvingia longipedicellata โดยปัจจุบัน Kew ยอมรับ Irvingia malayana เป็นชื่อที่ถูกต้อง
  • วงศ์: Irvingiaceae
  • ประเภท: ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่
  • ส่วนที่ใช้ทางยา: เนื้อในเมล็ด
  • ส่วนที่ใช้ประโยชน์อื่น: ผล ใบ เปลือกต้น เนื้อไม้ และน้ำมันจากเมล็ด
  • ช่วงออกดอก: ประมาณเดือนมกราคม–มีนาคม
  • ช่วงติดผล: ประมาณเดือนกุมภาพันธ์–สิงหาคม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10–30 เมตร และอาจสูงได้ถึงประมาณ 35 เมตร ลำต้นเปลาตรง เรือนยอดแน่นทึบและแผ่กว้าง ต้นขนาดใหญ่อาจมีพูพอนบริเวณโคน เปลือกสีเทาอมน้ำตาล ค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงเวียนหรือเรียงสลับ รูปรี รูปไข่ หรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยง ใบแก่มีสีเขียวเข้มเป็นมัน เส้นแขนงใบเห็นได้ชัด
  • หูใบ: มีลักษณะเป็นกรวยยาว หุ้มยอดอ่อน ปลายแหลมและโค้งคล้ายรูปดาบ เมื่อหลุดร่วงจะทิ้งรอยเป็นวงแหวนบนกิ่ง
  • ดอก: ออกเป็นช่อแยกแขนงตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเขียวหรือเหลืองอ่อน กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ เกสรเพศผู้ 10 อัน
  • ผล: เป็นผลสดแบบมีผนังชั้นในแข็ง รูปไข่หรือรูปรี ขนาดประมาณกว้าง 3–4 เซนติเมตร ยาว 4–5 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีเนื้อสีส้ม
  • เมล็ด: มีเมล็ดเดียว เปลือกแข็ง รูปไข่หรือรูปรีค่อนข้างแบน ภายในเป็นเนื้อสีขาวอัดแน่นและมีน้ำมัน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: อยู่ในเขตอินโดจีนต่อเนื่องถึงภูมิภาคมาเลเซียตะวันตก
  • การกระจายพันธุ์: พบในไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม มาเลเซีย และบางส่วนของหมู่เกาะมลายู เช่น บอร์เนียว ชวา และสุมาตรา
  • ในประเทศไทย: พบกระจายอยู่ทั่วหลายภูมิภาค โดยขึ้นได้ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น และพื้นที่ป่าชายหาดบางแห่ง โดยพบตั้งแต่พื้นที่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงประมาณ 300 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
  • สภาพพื้นที่: สามารถปลูกในพื้นที่กลางแจ้งและได้รับแสงแดดได้ดี
  • ดิน: เจริญได้ในดินร่วนและดินที่ระบายน้ำได้ดี
  • การเจริญเติบโต: จัดเป็นไม้โตค่อนข้างช้าเมื่อใช้เป็นไม้ประดับ แต่เป็นไม้ที่ทนแล้งได้ดี
  • ระยะปลูก: หากปลูกเป็นไม้ประดับหรือไม้ภูมิทัศน์ควรมีพื้นที่เพียงพอ เนื่องจากเมื่อโตเต็มที่จะมีทรงพุ่มขนาดใหญ่

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เนื้อในเมล็ด: เป็นส่วนที่มีการระบุใช้ในตำรายาไทยอย่างชัดเจน โดยมีการกล่าวถึงรสมันร้อนและการใช้เพื่อบำรุงเส้นเอ็น บำรุงไขข้อ แก้ข้อขัด บำรุงไต และฆ่าพยาธิในท้อง
  • ส่วนอื่นตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: แก่น ลำต้น เปลือกต้น ใบ และผล มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านของแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกัน

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • เนื้อในเมล็ด: ตามตำรายาไทยใช้เป็นยาบำรุงเส้นเอ็น บำรุงไขข้อ แก้ข้อขัด บำรุงไต และใช้เป็นยาฆ่าพยาธิในท้อง
  • แก่น: ยาพื้นบ้านอีสานมีการใช้แก่นแก้ผื่นคัน แก้ไอ และนำไปเข้าตำรับยาพื้นบ้านหลายชนิด
  • ลำต้น: มีรายงานการใช้ต้มน้ำดื่มในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ
  • เปลือกต้น: มีการใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาพื้นบ้านสำหรับอาการปวดและอาการต่าง ๆ
  • ใบ: มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการคันตามผิวหนัง
  • ผล: มีรายงานการใช้ผลอ่อนเป็นยาระบายในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก

วิธีใช้

  • เนื้อในเมล็ด: ในภูมิปัญญาไทยนำมาใช้เป็นเครื่องยา และยังนิยมคั่วให้สุกเพื่อรับประทานเป็นอาหาร
  • การใช้ในตำรับพื้นบ้าน: บางพื้นที่นำส่วนต่าง ๆ เช่น แก่น เปลือก หรือลำต้นไปต้มน้ำหรือแช่น้ำตามตำรับเฉพาะของท้องถิ่น
  • ผลอ่อน: มีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่งใช้เป็นยาระบาย แต่การใช้ในลักษณะนี้ควรระมัดระวัง เพราะปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการถ่ายมากได้

สารสำคัญ

  • น้ำมันและไขมัน: เนื้อในเมล็ดมีไขมันเป็นองค์ประกอบสูง งานวิจัยหนึ่งพบปริมาณไขมันเฉลี่ยประมาณ 75.42% ของเมล็ดที่ศึกษา
  • กรดไขมัน: น้ำมันเมล็ดกระบกประกอบด้วยกรดไขมันหลายชนิด เช่น กรดโอเลอิก กรดปาล์มิติก และกรดไขมันชนิดอื่น ๆ
  • สารประกอบฟีนอลิก: มีการตรวจพบสารประกอบฟีนอลิกในสารสกัดเมล็ดกระบกทั้งเมล็ดดิบและเมล็ดที่ผ่านการปรุง โดยสารสกัดเอทานอลจากเมล็ดที่ปรุงแล้วมีปริมาณฟีนอลิกสูงในการศึกษาดังกล่าว
  • สารกลุ่มฟีนอลิกและสารทุติยภูมิอื่น: งานทบทวนในสกุล Irvingia รายงานการพบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ สารฟีนอลิก แทนนิน ซาโปนิน และอัลคาลอยด์ในพืชสกุลนี้ แต่ข้อมูลจำเพาะสำหรับ I. malayana ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับบางชนิดในสกุลเดียวกัน

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • คุณค่าทางโภชนาการ: งานวิจัยเกี่ยวกับเมล็ดกระบกพบว่ามีไขมันสูง โดยมีค่าเฉลี่ยไขมัน 75.42% โปรตีน 11.78% และคาร์โบไฮเดรต 6.72% ในตัวอย่างที่ศึกษา
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดเมล็ดกระบกที่ทดสอบด้วยวิธี DPPH แสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระ โดยค่าที่พบแตกต่างกันตามตัวทำละลายและสภาพของเมล็ด
  • ความเป็นพิษต่อเซลล์: การทดสอบสารสกัดเมล็ดกระบกกับเซลล์ HaCaT, Vero และ RAW 264.7 ในหลอดทดลองพบว่าเซลล์มีอัตรารอดชีวิตมากกว่า 80% ในขนาดที่ทดสอบ อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลระดับเซลล์ ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยในการรับประทานในมนุษย์ได้
  • น้ำมันเมล็ด: มีการศึกษาการนำมาผลิตไบโอดีเซล โดยงานวิจัยพบว่าน้ำมันจากเนื้อในเมล็ดสามารถนำไปผลิตไบโอดีเซลที่มีคุณสมบัติอยู่ในระดับน่าสนใจสำหรับการพัฒนาเป็นวัตถุดิบพลังงานทดแทน
  • การพัฒนาผลิตภัณฑ์: มีงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาไขกระบกเป็นสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์ เช่น ฐานยาเหน็บ และการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอาง

เภสัชวิทยา

หลักฐานเภสัชวิทยาของกระบกโดยตรงยังอยู่ในระดับการศึกษาเบื้องต้นเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการศึกษาองค์ประกอบทางเคมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และความเป็นพิษในหลอดทดลอง ขณะที่งานทบทวนพืชในสกุล Irvingia รายงานฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน เช่น ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ ต้านเบาหวาน และปกป้องตับ แต่หลักฐานดังกล่าวครอบคลุมพืชหลายชนิดในสกุล Irvingia จึงไม่ควรนำมาสรุปว่าเป็นฤทธิ์ที่ได้รับการยืนยันเฉพาะของกระบกทั้งหมด

ความปลอดภัย

  • เมล็ดกระบกเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีการนำมาคั่วรับประทาน และมีข้อมูลการศึกษาทางโภชนาการรองรับการใช้เป็นอาหาร
  • การศึกษาในหลอดทดลองพบว่าสารสกัดเมล็ดที่ทดสอบมีอัตราการรอดชีวิตของเซลล์มากกว่า 80% ในขนาดที่ศึกษา
  • ยังขาดข้อมูลการศึกษาความปลอดภัยในมนุษย์ระยะยาวและข้อมูลขนาดรับประทานเพื่อการรักษาอย่างเป็นระบบ
  • การใช้กระบกเป็นยาในขนาดสูงหรือใช้สารสกัดเข้มข้นไม่ควรถือว่าปลอดภัยเพียงเพราะเมล็ดใช้เป็นอาหารได้
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือใช้ยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร

การใช้ในอาหาร

  • เมล็ดกระบกคั่ว: เนื้อในเมล็ดมีรสมันและนิยมนำมาคั่วรับประทานเป็นของว่าง มีลักษณะรสชาติคล้ายถั่วหรืออัลมอนด์ จึงมีการเรียกในบางแหล่งว่า “อัลมอนด์ไทย” หรือ “อัลมอนด์ป่า”
  • น้ำมันเมล็ด: สามารถสกัดน้ำมันจากเนื้อในเมล็ดและนำไปใช้ประโยชน์ด้านอาหารได้
  • ใบอ่อน: มีการรับประทานเป็นผักหรือรับประทานร่วมกับอาหารพื้นบ้านในบางพื้นที่
  • งานวิจัยปัจจุบันยังศึกษาการใช้เมล็ดกระบกเป็นวัตถุดิบอาหารและส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหาร เนื่องจากมีไขมันและสารฟีนอลิกในปริมาณที่น่าสนใจ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • น้ำมันจากเมล็ด: ใช้ทำอาหาร สบู่ และเทียนไข
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง: มีการศึกษาศักยภาพของสารสกัดและไขกระบกสำหรับพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
  • เภสัชภัณฑ์: มีการศึกษาการพัฒนาไขกระบกเป็นฐานสำหรับยาเหน็บ
  • พลังงานทดแทน: น้ำมันเมล็ดกระบกได้รับการศึกษาสำหรับผลิตไบโอดีเซล โดยมีงานวิจัยในประเทศไทยรายงานศักยภาพของวัตถุดิบชนิดนี้

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยวผล: เก็บผลเมื่อแก่หรือสุกตามวัตถุประสงค์การใช้ โดยผลสุกจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง
  • การเตรียมเมล็ด: แยกเมล็ดออกจากผล กะเทาะเปลือกแข็ง และนำเนื้อในเมล็ดไปทำให้แห้งก่อนนำไปแปรรูปหรือสกัด
  • การเก็บรักษา: เนื่องจากเนื้อในเมล็ดมีน้ำมันในปริมาณสูง จึงควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท แห้ง และป้องกันความร้อน แสง และความชื้น เพื่อช่วยลดการเสื่อมคุณภาพและการเหม็นหืน
  • งานวิจัยด้านการเตรียมตัวอย่างใช้การทำให้เนื้อในเมล็ดแห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 48 ชั่วโมงก่อนบดเพื่อการทดลอง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคอีสาน: มีการใช้แก่น ลำต้น เปลือก และส่วนอื่นของกระบกในตำรับยาพื้นบ้านสำหรับอาการไอ ผื่นคัน ฟกช้ำ และอาการปวดบางชนิด
  • ภาคเหนือ: มีการใช้เปลือกต้นเข้าตำรับยาพื้นบ้านบางตำรับ
  • ภาคกลางและภาคอื่น ๆ: เนื้อในเมล็ดมีชื่อเสียงในฐานะอาหารพื้นบ้าน นิยมนำมาคั่วรับประทาน
  • ความหลากหลายของชื่อท้องถิ่น เช่น มะมื่น มะลื่น หมากบก และบก สะท้อนถึงการใช้ประโยชน์จากต้นกระบกในวัฒนธรรมอาหารและภูมิปัญญาของหลายภูมิภาค

ประวัติและวัฒนธรรม

กระบกเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนไทย โดยเฉพาะการเก็บเมล็ดมาคั่วรับประทานเป็นอาหารว่าง นอกจากนั้นไม้กระบกเป็นไม้เนื้อแข็งและหนัก จึงเคยถูกนำไปทำเครื่องมือทางการเกษตร ครก สาก สิ่งก่อสร้างในร่ม ฟืน และถ่าน ขณะที่ต้นกระบกยังมีคุณค่าด้านภูมิทัศน์และได้รับการปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่กว้าง

กระบกยังได้รับการกำหนดเป็น พันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งสะท้อนความสำคัญของพืชชนิดนี้ในบริบทท้องถิ่นของประเทศไทย

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูลของ Kew/Plants of the World Online กระบก (Irvingia malayana) มีสถานะ Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ ตามข้อมูล IUCN ที่ Kew อ้างอิง และการประเมิน Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุว่าคาดการณ์ว่าเป็นพืชที่ยังไม่ถูกคุกคาม

อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ในระดับท้องถิ่นยังมีความสำคัญ เนื่องจากกระบกเป็นไม้ป่าที่มีคุณค่าทั้งด้านอาหาร สมุนไพร ระบบนิเวศ และการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Malpighiales
  • Family: Irvingiaceae
  • Genus: Irvingia Hook.f.
  • Species: Irvingia malayana Oliv. ex A.W.Benn.

ชื่อพ้องที่สำคัญ: Irvingella harmandiana Tiegh., Irvingella malayana (Oliv. ex A.W.Benn.) Tiegh., Irvingella oliveri (Pierre) Tiegh., Irvingia harmandiana Pierre ex Laness. และ Irvingia oliveri Pierre โดยชื่อเหล่านี้ปัจจุบันถูกจัดเป็นชื่อพ้องของ Irvingia malayana

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กระบก. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  2. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. (2566). กระบก.
  3. โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. (2569). “กระบก” อัลมอนด์ไทย ของดีถิ่นอีสาน.
  4. ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน. (ม.ป.ป.). กระบก: ต้นไม้ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด.
  5. คำทับทิม, อ., และศิริภิญญานนท์, อ. (2556). การสังเคราะห์ไบโอดีเซลจากน้ำมันเมล็ดกระบก Irvingia malayana. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ.
  6. Preecharram, S., Phosri, S., Theansungnoen, T., Roschat, W., Arthan, S., Lasopha, S., & Jandaruang, J. (2023). Nutritional values and their potential applications in food products of Krabok seed (Irvingia malayana). Trends in Sciences, 21(1), 7316. https://doi.org/10.48048/tis.2024.7316
  7. Roschat, W., Phewphong, S., Pholsupho, P., Namwongsa, K., Wongka, P., Moonsin, P., Yoosuk, B., & Promarak, V. (2022). The synthesis of a high-quality biodiesel product derived from Krabok (Irvingia malayana) seed oil as a new raw material of Thailand. Fuel, 308, 122009.
  8. Jaipetch, T., Hongthong, S., Bunteang, S., Akkarawongsapat, R., Limthongkul, J., Napaswad, C., Suksen, K., Nuntasaen, N., Reutrakul, V., & Kuhakarn, C. (2019). A new ellagic acid from the leaves and twigs of Irvingia malayana. Natural Product Communications.
  9. Kew Science. (2026). Irvingia malayana Oliv. ex A.W.Benn. Plants of the World Online.
  10. World Flora Online. (2026). Irvingia malayana Oliv. ex A.W.Benn. World Checklist of Vascular Plants.

Scroll to top