กระแจะ

กระแจะ

กระแจะเป็นไม้พื้นเมืองในวงศ์ Rutaceae ที่มีความสำคัญทั้งด้านสมุนไพร เครื่องหอม และภูมิปัญญาการดูแลผิว โดยเฉพาะการนำเนื้อไม้หรือเปลือกมาฝนกับน้ำใช้เป็นเครื่องประทินผิว ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่พบทั้งในประเทศไทยและเมียนมา ปัจจุบันชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับคือ Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson ส่วนชื่อ Hesperethusa crenulata (Roxb.) M.Roem. เป็นชื่อพ้องที่ยังพบในเอกสารด้านสมุนไพรและงานวิจัยจำนวนมาก

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กระแจะ
  • ชื่อท้องถิ่น : กระแจะจัน, กระแจะสัน, ขะแจะ, ตุมตัง, ตูมตัง, จุมจัง, จุมจาง, ชะแจะ, พญายา, พุดไทร, พินิยา, ฮางแกง และตะนาว
  • ชื่อที่เกี่ยวข้องกับการใช้เป็นเครื่องประทินผิว : ทานาคา (Thanaka)
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน : Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson
  • ชื่อวิทยาศาสตร์เดิม/ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Hesperethusa crenulata (Roxb.) M.Roem.; Limonia crenulata Roxb.
  • วงศ์ : Rutaceae
  • ลักษณะการใช้ : ใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน เครื่องหอม เครื่องประทินผิว และวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นหรือไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง โดยข้อมูลจากประเทศไทยรายงานความสูงประมาณ 2–10 เมตร และบางแหล่งรายงานประมาณ 3–8 เมตร ลำต้นและกิ่งมีหนามแหลม เปลือกมีสีน้ำตาลหรือขาวปนเขียวและมีผิวค่อนข้างขรุขระ
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว เรียงสลับ มีใบย่อยหลายคู่ ใบย่อยมีรูปร่างรี รูปไข่ หรือรูปรีแกมไข่กลับ ขอบใบหยักมนหรือหยักเป็นซี่ฟัน และมีต่อมน้ำมันโปร่งแสงกระจายอยู่ในแผ่นใบ ก้านใบและแกนกลางใบประกอบมีลักษณะแผ่เป็นปีก
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือกิ่งด้านข้าง ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวถึงขาวอมเหลือง และมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ
  • ผล : เป็นผลสดรูปทรงกลม ขนาดประมาณ 0.7–1.2 เซนติเมตร เมื่อสุกมีสีดำหรือม่วงคล้ำ มีเมล็ดประมาณ 1–4 เมล็ด
  • เนื้อไม้ : เมื่อตัดใหม่มีสีขาวหรือขาวนวล ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาลอมเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ และเป็นส่วนที่นิยมนำมาฝนใช้เป็นเครื่องประทินผิว

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิดและเขตการกระจายพันธุ์ : พบในเอเชียเขตร้อน ตั้งแต่บริเวณอินเดีย ศรีลังกา เมียนมา ลาว เวียดนาม และพื้นที่ในภูมิภาคอินโดจีน โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Naringi crenulata เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องในปัจจุบัน
  • ในประเทศไทย : พบตามภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงใต้ โดยขึ้นตามป่าเบญจพรรณที่ค่อนข้างแห้งแล้ง รวมถึงพื้นที่ป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง
  • ระดับความสูงที่พบ : มีรายงานการพบในประเทศไทยบริเวณระดับประมาณ 100–400 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่มีการกล่าวถึงสำหรับกระแจะ สามารถใช้เมล็ดจากผลที่สมบูรณ์นำไปเพาะเพื่อผลิตต้นกล้าได้
  • การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ : มีรายงานว่าสามารถขยายพันธุ์โดยการปักชำกิ่งอ่อนหรือใช้ส่วนของราก
  • สภาพแวดล้อม : ควรปลูกในพื้นที่ที่มีลักษณะใกล้เคียงถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ เช่น พื้นที่ค่อนข้างแห้ง มีแสงแดดเพียงพอ และดินระบายน้ำได้ดี

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ : ใช้ในตำรับยาพื้นบ้านบางพื้นที่
  • ราก : ใช้เป็นยาในภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น ตำรับยาถ่ายและตำรับแก้อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
  • เปลือกต้น : ใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับไข้และอาการบางชนิด
  • แก่นและเนื้อไม้ : ใช้เป็นยาและใช้เป็นเครื่องประทินผิว
  • ผล : มีการใช้เป็นยาบำรุงและใช้ในตำรับพื้นบ้านบางชนิด

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ใบ : ตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน มีการใช้ใบกระแจะร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับสำหรับอาการที่เรียกว่า “ลมบ้าหมู”
  • ราก : มีการใช้เป็นยาถ่าย และใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการเกี่ยวกับลำไส้และอาการปวดท้องบางชนิด
  • ผล : ตามภูมิปัญญาไทย ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง และใช้ในตำรับเกี่ยวกับไข้และระบบทางเดินอาหาร
  • แก่น : มีการใช้ในตำรับยาไทยเพื่อดับพิษร้อน บำรุงเลือด และแก้กษัยตามแนวคิดการแพทย์แผนไทย
  • เปลือกต้น : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับแก้ไข้และช่วยขับลม
  • เนื้อไม้หรือเปลือก : นำมาฝนกับน้ำใช้ทาผิวเป็นเครื่องประทินผิว ช่วยลดความมันและใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อดูแลสิว ฝ้า และผิวที่ถูกแสงแดด

หมายเหตุด้านหลักฐานทางการแพทย์ : สรรพคุณข้างต้นเป็นการใช้ตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์ในมนุษย์ทั้งหมด

วิธีใช้

  • การใช้เป็นเครื่องประทินผิว : นำเนื้อไม้หรือเปลือกไม้ที่เตรียมเป็นผงมาฝนหรือบด แล้วผสมกับน้ำให้เป็นเนื้อครีมหรือเนื้อแป้ง ก่อนนำมาทาบริเวณผิวหนังตามภูมิปัญญาดั้งเดิม วิธีนี้เป็นรูปแบบเดียวกับการใช้ “ทานาคา” ในเมียนมา
  • การใช้ในตำรับยา : มีการใช้ใบ ราก ผล แก่น และเปลือกในรูปแบบยาต้ม ยาฝน หรือเป็นส่วนประกอบของตำรับยา แต่ไม่มีข้อมูลมาตรฐานขนาดรับประทานที่เพียงพอสำหรับแนะนำให้ใช้รักษาโรคด้วยตนเอง

สารสำคัญ

  • Marmesin : เป็นสารกลุ่มคูมารินที่พบในกระแจะและได้รับการศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติในการดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลต รวมถึงความเกี่ยวข้องกับการดูแลผิว
  • Suberosin : เป็นสารกลุ่มคูมารินที่ตรวจพบในกระแจะ และมีรายงานฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียในการศึกษาเชิงทดลอง
  • Arbutin : มีรายงานการตรวจพบในเนื้อไม้กระแจะ และมีการศึกษาถึงความสัมพันธ์กับการยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสี
  • สารกลุ่ม coumarins : เป็นกลุ่มสารที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นหอมและฤทธิ์ทางชีวภาพหลายประการของกระแจะ
  • สารกลุ่ม phenolics, flavonoids, tannins, saponins และ alkaloids : การตรวจคัดกรองทางพฤกษเคมีพบสารเหล่านี้ในส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยองค์ประกอบอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช แหล่งปลูก และวิธีการสกัด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ด้านการดูแลผิว : งานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดเปลือกต้นกระแจะพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ในระดับหนึ่ง และมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียบางชนิด
  • การสร้างคอลลาเจนและลดการสร้างเม็ดสี : งานวิจัยปี 2024 ศึกษาสารสกัดเปลือกต้นกระแจะ พบความสามารถในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในเซลล์ไฟโบรบลาสต์ และลดปริมาณเมลานินในแบบจำลองเซลล์ พร้อมตรวจพบ marmesin ในตัวอย่างที่ศึกษา
  • การยับยั้ง tyrosinase : มีการศึกษาสารสกัดกระแจะเกี่ยวกับการยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในกระบวนการสร้างเมลานิน แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลอง ไม่ใช่หลักฐานทางคลินิกในผู้ป่วย
  • ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ : งานวิจัยของ Naringi crenulata มีรายงานฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านเชื้อรา ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และฤทธิ์อื่น ๆ ในแบบจำลองการทดลอง อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีการศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติมก่อนสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรค

เภสัชวิทยา

  • ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากเปลือกต้นกระแจะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ
  • ต้านการอักเสบ : มีการตรวจพบฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารสกัดกระแจะในแบบจำลองการทดลอง
  • ต้านจุลชีพ : สารบางชนิด เช่น suberosin มีรายงานฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย และสารสกัดบางชนิดมีฤทธิ์ต่อจุลชีพในการทดสอบ
  • ยับยั้งการสร้างเม็ดสี : สารสกัดและสารบางชนิดของกระแจะมีฤทธิ์ยับยั้ง tyrosinase และลดการสร้างเมลานินในแบบจำลองเซลล์
  • เกี่ยวข้องกับคอลลาเจน : มีข้อมูลการทดลองในเซลล์สนับสนุนว่าสารสกัดเปลือกต้นกระแจะสามารถส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนและมีศักยภาพด้านการดูแลผิว

ข้อจำกัดของหลักฐาน : งานวิจัยจำนวนมากเป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือเซลล์เพาะเลี้ยง จึงยังไม่สามารถนำผลดังกล่าวมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ได้

ความปลอดภัย

  • งานวิจัยเกี่ยวกับเปลือกต้นกระแจะสำหรับใช้ภายนอกพบว่า สารสกัดหลายชนิดไม่แสดงความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมในการทดสอบ และสารสกัดน้ำมีความเป็นพิษต่อเซลล์ค่อนข้างต่ำในการทดลองดังกล่าว
  • การใช้ภายนอก : ข้อมูลด้านความปลอดภัยสนับสนุนการใช้กระแจะในลักษณะผงหรือสารสกัดน้ำสำหรับทาผิวในระดับหนึ่ง แต่ยังควรทดสอบการแพ้เฉพาะบุคคลก่อนใช้ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวบอบบาง
  • การรับประทาน : แม้มีการใช้ในตำรับยาไทยและพื้นบ้าน แต่ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัย ขนาดรับประทาน และพิษวิทยาในมนุษย์ไม่เพียงพอ จึงไม่ควรนำไปใช้รับประทานในปริมาณสูงหรือใช้แทนการรักษาโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล

การใช้ในอาหาร

มีรายงานการใช้ส่วนต่าง ๆ ของกระแจะในภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่ แต่กระแจะ ไม่ใช่สมุนไพรอาหารที่นิยมใช้เป็นเครื่องเทศหรือผักในอาหารไทยทั่วไป การนำส่วนต่าง ๆ มารับประทานควรแยกจากการใช้เป็นยาและควรพิจารณาความปลอดภัยของส่วนพืชและปริมาณที่ใช้เป็นสำคัญ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว : ใช้ผงหรือสารสกัดจากเนื้อไม้และเปลือกเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • ผลิตภัณฑ์ทานาคา : กระแจะเป็นแหล่งพืชที่เกี่ยวข้องกับ “Thanaka” ซึ่งเป็นเครื่องประทินผิวแบบดั้งเดิมของเมียนมา
  • ครีมและโลชั่น : มีการนำสารสกัดกระแจะมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลผิว เช่น ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้น ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมัน และผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการลดเลือนความหมองคล้ำ
  • ผลิตภัณฑ์กันแดด : มีการศึกษาศักยภาพของสารสกัดกระแจะ โดยเฉพาะ marmesin ในด้านการดูดซับรังสี UV และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
  • เครื่องหอม : เนื้อไม้ที่มีกลิ่นหอมอ่อนสามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องหอมและเครื่องประทินผิวแบบโบราณ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • กระแจะเป็นสมุนไพรที่มีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการดูแลผิวของชุมชนในประเทศไทยและเมียนมา
  • กระแจะตะนาว เป็นชื่อที่เกี่ยวข้องกับเครื่องหอมและเครื่องประทินผิวในวัฒนธรรมไทย
  • เนื้อไม้หรือเปลือกนำมาฝนกับน้ำเพื่อทำเป็นเนื้อแป้งสำหรับทาผิว เป็นรูปแบบการใช้ที่สืบทอดมายาวนาน
  • ในภาคเหนือของไทยมีการใช้กระแจะในลักษณะเดียวกับการใช้ทานาคาในเมียนมา
  • ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กระแจะมีการใช้หลายส่วนของพืชในตำรับยา เช่น ใบ ราก ผล แก่น และเปลือกต้น

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กระแจะมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการประทินผิวและเครื่องหอมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาช้านาน
  • ทานาคาในวัฒนธรรมเมียนมา : มีการนำเนื้อไม้หรือเปลือกมาฝนกับน้ำบนแผ่นหิน แล้วนำมาทาบริเวณใบหน้าและผิวหนัง ถือเป็นภูมิปัญญาการดูแลผิวที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม
  • วัฒนธรรมไทย : กระแจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องประทินผิวและเครื่องหอม และมีการกล่าวถึง “กระแจะ” ในเอกสารด้านวัฒนธรรมและวรรณคดีไทย โดยเชื่อมโยงกับความหอมและการประทินผิว
  • กระแจะตะนาว : มีความสัมพันธ์กับชุมชนและภูมิปัญญาด้านเครื่องหอม โดยเฉพาะบริเวณที่เกี่ยวข้องกับชื่อ “ตะนาว” ในประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ และวัฒนธรรมเครื่องหอมแบบดั้งเดิม

สถานะการอนุรักษ์

  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่า Naringi crenulata เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับ และข้อมูลการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ในฐานข้อมูลดังกล่าวระบุแนวโน้มว่า ไม่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม (not threatened)
  • อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ในระดับท้องถิ่นยังมีความสำคัญ เนื่องจากกระแจะเป็นไม้พื้นเมืองที่ถูกนำมาใช้ทั้งเป็นยา เครื่องหอม และวัตถุดิบด้านเครื่องสำอาง
  • งานศึกษาของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกบางพื้นที่จัดกระแจะไว้ในกลุ่มพืชที่มีสถานภาพสมดุลในพื้นที่ศึกษาและมีโอกาสอยู่รอดในพื้นที่

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร : Plantae
  • หมวด : Tracheophyta
  • ชั้น : Angiosperms
  • อันดับ : Sapindales
  • วงศ์ : Rutaceae
  • สกุล : Naringi Adans.
  • ชนิด : Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Hesperethusa crenulata (Roxb.) M.Roem.; Limonia crenulata Roxb.
  • ชื่อที่ใช้ในฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ปัจจุบัน : Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson

Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่า Naringi crenulata เป็นชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน ส่วน Hesperethusa crenulata เป็นชื่อพ้อง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2557). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันทน์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557. กรุงเทพฯ: สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช.
  2. มูลนิธิโครงการหลวง. (ม.ป.ป.). กระแจะ (Naringi crenulata). ระบบฐานข้อมูลพรรณไม้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์.
  3. มูลนิธิสุขภาพไทย. (2562). กระแจะ ไม้พื้นเมืองกลิ่นหอม.
  4. ศรลัมพ์, พ. (2555). หน้าสวยด้วย “ทานาคาของเมียนม่าร์หรือกระแจะของไทย”. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  5. ราชบัณฑิตยสถาน. (2538). อนุกรมวิธานพืช อักษร ก. กรุงเทพฯ: เพื่อนพิมพ์.
  6. Kanlayavattanakul, M., Phrutivorapongkul, A., Lourith, N., & Ruangrungsi, N. (2552). Pharmacognostic specification of Naringi crenulata stem wood. Journal of Health Research, 23(2), 65–69.
  7. Aung, H. M., Kanpipit, N., & Thapphasaraphong, S. (2024). Effects of Thanaka (Hesperethusa crenulata) stem bark extract on collagen activation and anti-melanogenesis for cosmetic applications. Tropical Journal of Natural Product Research, 8(1), 5852–5860.
  8. Wangthong, S., Palaga, T., Rengpipat, S., Wanichwecharungruang, S. P., Chanchaisak, P., & Heinrich, M. (2010). Biological activities and safety of Thanaka (Hesperethusa crenulata) stem bark. Journal of Ethnopharmacology, 132(2), 466–472.
  9. Joo, S.-H., Lee, S.-C., & Kim, S.-K. (2004). UV absorbent, marmesin, from the bark of Thanakha, Hesperethusa crenulata. Journal of Plant Biology, 47(2), 163–165.
  10. Nayar, M. N. S., Bhan, M. K., & George, V. (1971). Chemical investigation of the stem bark of Hesperethusa crenulata. Current Science, 40(21), 570–571.
  11. Niu, X. M., Li, S. H., Peng, L. Y., Lin, Z. W., Rao, G. X., & Sun, H. D. (2001). Constituents from Limonia crenulata. Journal of Asian Natural Products Research, 3(4), 299–311.
  12. Kanlayavattanakul, M., Phrutivorapongkul, A., Lourith, N., & Ruangrungsi, N. (2009). Pharmacognostic specification of Naringi crenulata stem wood. Journal of Health Research, 23(2), 65–69.
  13. Babu, K., & Srinivasaprabhu, D. K. (2024). Pharmacognostic and phytochemical evaluation of leaf and stem of Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson. Journal of Pharmacognosy and Phytochemistry, 13(5), 254–259.
  14. Tran, V. C., Nghia, N. T., Truong, L. V. N., & Linh, N. H. K. (2024). Ethnomedicinal, phytochemical, and pharmacological properties of Diospyros mollis Griff.: A review. Natural Product Communications. หมายเหตุ: งานนี้เป็นข้อมูลของ “มะเกลือ” (Diospyros mollis) ไม่ใช่กระแจะ จึงไม่ควรนำมาใช้เป็นหลักฐานของกระแจะโดยตรง
  15. A systematic review of Thanaka (Hesperethusa crenulata, Naringi crenulata, Limonia acidissima): Its chemical, biological properties and cosmeceutical applications. (2021). Cosmetics, 8(3), 68.

Scroll to top