กระโดนดิน
กระโดนดิน เป็นไม้พุ่มเตี้ยในวงศ์ Lecythidaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Careya herbacea Roxb. พบในประเทศไทยโดยเฉพาะบริเวณท้องนาและพื้นที่ทุ่งที่มีดินทราย มีลักษณะคล้ายต้นกระโดนแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมีการใช้ เปลือกต้น เป็นสมุนไพร โดยกล่าวถึงการใช้เพื่อขับปัสสาวะ แก้ปวดเมื่อย แก้ความผิดปกติของไต และช่วยแก้เบาหวาน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เฉพาะของกระโดนดินยังมีค่อนข้างจำกัด จึงควรแยกข้อมูลจาก Careya arborea ซึ่งเป็นกระโดนอีกชนิดหนึ่งออกจากข้อมูลของกระโดนดินอย่างชัดเจน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : กระโดนดิน
- ชื่อท้องถิ่น : กระโดนเบี้ย (นครพนม), กระโดนทุ่ง (นครสวรรค์), กระโดนเตี้ย
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Careya herbacea Roxb.
- วงศ์ : Lecythidaceae
- สกุล : Careya
- ลักษณะการเจริญเติบโต : ไม้พุ่มเตี้ยหรือพืชกึ่งไม้พุ่ม สูงประมาณ 0.1–0.3 เมตร
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : เปลือกต้น
- รสยาในตำรายาไทย : รสจืด
- แหล่งอาศัยในประเทศไทย : ท้องนา พื้นที่ทุ่ง และพื้นที่ดินทรายบางแห่ง
- สถานะข้อมูลทางการแพทย์ : มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาไทย แต่หลักฐานทางคลินิกและเภสัชวิทยาเฉพาะของ C. herbacea ยังมีจำกัด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้พุ่มเตี้ยหรือพืชกึ่งไม้พุ่ม โดยข้อมูล Flora of Thailand ระบุว่าสูงได้ถึงประมาณ 0.3 เมตร และมีรากค่อนข้างหนาและอวบ
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ ออกเป็นกลุ่มบริเวณปลายกิ่ง รูปร่างตั้งแต่รูปช้อนถึงรูปไข่กลับแคบ ขนาดประมาณ 7–14 × 2.5–5 เซนติเมตร ขอบใบหยักมนหรือจักฟันเลื่อย แผ่นใบค่อนข้างเกลี้ยง
- ดอก : ออกบริเวณปลายกิ่งหรือซอกใบ เป็นช่อแบบช่อกระจะสั้น ๆ มีประมาณ 2–4 ดอก หรืออาจพบดอกเดี่ยว ดอกมีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับลำต้น
- ผล : ผลกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5–3.5 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยงติดอยู่บริเวณปลายผล
- เมล็ด : มีจำนวนมาก รูปรี และฝังอยู่ภายในเนื้อผล
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย อินเดียตอนเหนือ และภูมิภาคอินโดจีน
- การกระจายพันธุ์ : พบในบังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เนปาล เมียนมา ไทย กัมพูชา และลาว
- ในประเทศไทย : มีรายงานว่าพบกระจายตามพื้นที่ท้องนาและพื้นที่ทุ่ง และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุว่าปัจจุบันเป็นพืชที่พบได้ค่อนข้างยาก
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่มีการระบุไว้สำหรับกระโดนดิน โดยนำเมล็ดจากผลที่สมบูรณ์มาเพาะ
- ควรใช้วัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี เนื่องจากพืชชนิดนี้พบตามพื้นที่ทุ่งและดินทราย
- ควรอนุรักษ์ต้นพันธุ์จากธรรมชาติและหลีกเลี่ยงการเก็บจากประชากรธรรมชาติในปริมาณมาก เนื่องจากมีรายงานว่าพบได้ยากในปัจจุบัน
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เปลือกต้น : เป็นส่วนที่มีการระบุใช้เป็นยาตามตำรายาไทย
- รสยา : รสจืด
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- เปลือกต้น : ใช้ขับปัสสาวะ
- เปลือกต้น : ใช้แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
- เปลือกต้น : ใช้แก้ไตพิการตามศัพท์และแนวคิดของตำรายาไทย
- เปลือกต้น : ใช้แก้เบาหวานตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
หมายเหตุสำคัญ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญา ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคเบาหวานหรือโรคไตในมนุษย์ เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับ Careya herbacea โดยเฉพาะ
วิธีใช้
มีข้อมูลระบุเพียงการใช้ เปลือกต้น ตามตำรายาไทย แต่ไม่พบแหล่งข้อมูลมาตรฐานที่ระบุขนาดรับประทานและวิธีเตรียมสำหรับ Careya herbacea โดยเฉพาะอย่างเพียงพอ จึงไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานขึ้นเองสำหรับเผยแพร่เป็นคำแนะนำในการรักษา
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่ค้นได้ ไม่พบข้อมูลที่ยืนยันว่า กระโดนดิน (Careya herbacea Roxb.) เป็นตัวยาสำคัญหรือเป็นสมุนไพรเดี่ยวที่มีรายการข้อบ่งใช้เฉพาะในบัญชียาจากสมุนไพรแห่งชาติ จึงควรระบุว่า ยังไม่พบรายการเฉพาะของกระโดนดินในบัญชียาจากสมุนไพรจากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบ แทนการระบุว่าเป็นยาที่อยู่ในบัญชีโดยไม่มีหลักฐาน
สารสำคัญ
ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอจากเอกสารวิชาการที่ตรวจสอบได้เกี่ยวกับ สารสำคัญเฉพาะของ Careya herbacea Roxb. โดยตรง
ควรระมัดระวังการนำข้อมูลสารเคมีของ กระโดน (Careya arborea) มาใช้แทนกระโดนดิน เพราะเป็นคนละชนิด แม้อยู่ในสกุลเดียวกันก็ตาม งานวิชาการของ C. arborea มีรายงานสารกลุ่มไตรเทอร์พีน ฟลาโวนอยด์ แทนนิน ซาโปนิน และสารประกอบฟีนอลิกหลายชนิด แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่ควรระบุว่าเป็นสารสำคัญของกระโดนดินโดยตรง
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ข้อมูลการวิจัยเกี่ยวกับ กระโดนดิน (Careya herbacea) โดยตรงยังมีจำกัดมาก เมื่อเทียบกับ Careya arborea ซึ่งเป็นกระโดนอีกชนิดหนึ่ง
จากการค้นฐานข้อมูลและแหล่งวิชาการที่เกี่ยวข้อง พบงานวิจัยจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับ C. arborea เช่น การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านเนื้องอก และการศึกษาทางเภสัชวิทยา แต่ไม่ควรนำผลเหล่านี้มาอ้างเป็นหลักฐานยืนยันสรรพคุณของ C. herbacea โดยตรง
เภสัชวิทยา
ยังไม่มีข้อมูลเภสัชวิทยาที่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับสรุปฤทธิ์ของ กระโดนดิน (Careya herbacea) ในมนุษย์
ข้อมูลฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่พบจำนวนมากเป็นการศึกษาของ Careya arborea เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ จึงควรจัดเป็น ข้อมูลของพืชสกุลเดียวกัน ไม่ใช่หลักฐานโดยตรงของกระโดนดิน
ความปลอดภัย
- ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยและพิษวิทยาของ กระโดนดินโดยตรง ไม่เพียงพอ
- ไม่ควรใช้เปลือกต้นในปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคไตหรือเบาหวาน ไม่ควรนำสมุนไพรชนิดนี้มาใช้ทดแทนยาที่แพทย์สั่ง
- หากมีอาการผิดปกติหลังใช้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เวียนศีรษะ หรือปัสสาวะผิดปกติ ควรหยุดใช้และปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่พบข้อมูลการศึกษาที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกระโดนดินกับยาสมัยใหม่
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภูมิปัญญาระบุการใช้เพื่อขับปัสสาวะและแก้เบาหวาน จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษหากใช้ร่วมกับ ยาขับปัสสาวะ ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด หรือยาที่มีผลต่อการทำงานของไต เพราะยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะประเมินความเสี่ยงและขนาดยาที่เหมาะสม
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น
- ควรเก็บจากต้นที่จำแนกชนิดได้ถูกต้อง เพื่อป้องกันการปะปนกับกระโดนชนิดอื่น
- เนื่องจากกระโดนดินมีรายงานว่าพบได้ยาก ควรหลีกเลี่ยงการลอกเปลือกจากต้นธรรมชาติในปริมาณมาก
- หลังเก็บเกี่ยวควรทำความสะอาด ตัดเป็นชิ้น และทำให้แห้งในที่สะอาด อากาศถ่ายเทดี และไม่โดนความชื้น
- เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระโดนดินเป็นพืชที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น เช่น กระโดนเบี้ย ในจังหวัดนครพนม และ กระโดนทุ่ง ในจังหวัดนครสวรรค์ สะท้อนความสัมพันธ์ของพืชชนิดนี้กับภูมิประเทศและระบบนิเวศของพื้นที่ทุ่งนา
ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มีการนำเปลือกต้นมาใช้เป็นยา โดยระบุรสยาเป็นรสจืด และใช้ในกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับการขับปัสสาวะ ปวดเมื่อย ไต และเบาหวาน
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ กระโดนดิน สื่อถึงลักษณะที่แตกต่างจากกระโดนทั่วไป โดยเป็นพืชขนาดเล็กที่ขึ้นใกล้พื้นดินและมีรูปลักษณ์โดยรวมคล้ายกระโดน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Careya herbacea ได้รับการตีพิมพ์โดย William Roxburgh ในผลงาน Plantae Coromandelianae และได้รับการยอมรับเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของชนิดนี้ในฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สมัยใหม่
สถานะการอนุรักษ์
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุว่า กระโดนดินพบกระจายตามท้องนาและปัจจุบันค่อนข้างหายาก จึงควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมและการขยายพันธุ์ในแหล่งเพาะปลูกเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
ในระดับข้อมูลพฤกษศาสตร์สากล Kew ระบุว่าชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในเอเชียใต้และอินโดจีน และการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของ Angiosperm Extinction Risk Predictions จัดว่า not threatened อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวไม่ควรนำมาใช้แทนการประเมินสถานภาพประชากรในประเทศไทยโดยเฉพาะ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- หมวด (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
- อันดับ (Order) : Ericales
- วงศ์ (Family) : Lecythidaceae
- สกุล (Genus) : Careya Roxb.
- ชนิด (Species) : Careya herbacea Roxb.
ปัจจุบัน Careya herbacea Roxb. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ (accepted name) และอยู่ในวงศ์ Lecythidaceae ตามฐานข้อมูล Plants of the World Online และ e-Flora of Thailand
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). กระโดน. สารานุกรมพืช. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2563). Careya herbacea Roxb. e-Flora of Thailand, Volume 14, Part 4.
- สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กระโดนดิน. ฐานข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดกำแพงเพชร-ตาก.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กระโดนดิน. ฐานข้อมูลสมุนไพรไทย.
- Kew Science. (2026). Careya herbacea Roxb. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
- Kew Science. (2026). Careya Roxb. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
- International Plant Names Index. (2026). Careya herbacea Roxb.
- Natesan, S., Badami, S., Dongre, S. H., & Godavarthi, A. (2007). Antitumor activity and antioxidant status of the methanol extract of Careya arborea bark against Dalton’s lymphoma ascites-induced ascitic and solid tumor in mice. Journal of Pharmacological Sciences, 103, 12–23. https://doi.org/10.1254/jphs.FP0060907.
