กระโดน
กระโดนเป็นไม้ยืนต้นพื้นถิ่นของประเทศไทยที่พบได้ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และพื้นที่ป่าโปร่ง ชาวบ้านรู้จักนำยอดอ่อนและใบอ่อนมารับประทานเป็นผักพื้นบ้าน ขณะเดียวกันส่วนต่าง ๆ ของต้นยังถูกใช้ในตำรับยาพื้นบ้าน โดยเฉพาะเปลือก ใบ ดอก และผล กระโดนมีชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันว่า Careya arborea Roxb. อยู่ในวงศ์ Lecythidaceae ทั้งนี้ชื่อ Careya sphaerica Roxb. ที่พบในเอกสารสมุนไพรไทยบางแห่ง เป็นชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานของชนิดเดียวกัน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระโดน
- ชื่อท้องถิ่น: ปุยกระโดน, ปุย, ปุยขาว, พุย, ขุย, เส่เจ๊อะบะ, หูกวาง, กะนอน และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ตามแต่ละภูมิภาค
- ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ: Wild guava
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Careya arborea Roxb.
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่เคยใช้: Careya sphaerica Roxb.
- วงศ์: Lecythidaceae
- ประเภทพืช: ไม้ต้นผลัดใบ
- การใช้ประโยชน์: เป็นพืชอาหารพื้นบ้าน ไม้ใช้สอย แหล่งเส้นใย วัตถุดิบสำหรับสีย้อม และสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ไม้ยืนต้นผลัดใบ ขนาดกลางถึงค่อนข้างใหญ่ อาจสูงได้ประมาณ 30 เมตร ลำต้นแตกกิ่งค่อนข้างต่ำ เปลือกต้นหนาสีเทาเข้มหรือดำ แตกและลอกเป็นแผ่น กิ่งอ่อนมีลักษณะเป็นเหลี่ยม
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงเวียนบริเวณปลายกิ่ง ใบรูปไข่กลับค่อนข้างกว้าง ขนาดประมาณ 20–30 เซนติเมตร ขอบใบจักฟันเลื่อย เส้นแขนงใบเรียงตัวและเชื่อมใกล้ขอบใบ ก้านใบมีลักษณะคล้ายเป็นครีบ ใบแก่สามารถเปลี่ยนเป็นสีแดงก่อนร่วง
- ดอก: ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะบริเวณปลายกิ่ง โดยมักออกในช่วงที่กำลังผลิใบอ่อน ดอกมีขนาดค่อนข้างใหญ่ กลีบเลี้ยง 4 กลีบ และมีเกสรเพศผู้จำนวนมากเรียงตัวเป็นพู่เด่นชัด
- ผล: ผลค่อนข้างกลมถึงรูปไข่ ขนาดประมาณ 5–9 เซนติเมตร เมื่อแก่มีสีเขียวถึงน้ำตาล ผิวและเปลือกค่อนข้างหนา ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
- เมล็ด: เมล็ดมีลักษณะแบน รูปไข่ สีน้ำตาลอ่อน และมีความไวต่อการสูญเสียน้ำ จึงไม่เหมาะกับการเก็บรักษาในสภาพแห้งเป็นเวลานาน
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กระโดนมีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพบตั้งแต่อัฟกานิสถาน อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ ศรีลังกา ภูฏาน หมู่เกาะอันดามัน เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไปจนถึงคาบสมุทรมลายู และพบกระจายพันธุ์ทั่วไปในประเทศไทย
ในประเทศไทยพบได้หลายภูมิภาค ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ โดยมักพบใน ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าโปร่ง และพื้นที่ทุ่งหญ้า ที่ระดับความสูงประมาณ 50–900 เมตรจากระดับน้ำทะเล
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
- การเพาะเมล็ด: ควรใช้เมล็ดสดจากผลที่แก่ เนื่องจากเมล็ดกระโดนมีลักษณะไวต่อการสูญเสียน้ำและการเก็บรักษาเป็นเวลานาน
- การเตรียมเมล็ด: การแช่เมล็ดในน้ำก่อนเพาะสามารถช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกได้ โดยการทดลองของหน่วยวิจัยฟื้นฟูป่าในประเทศไทยพบว่าการแช่น้ำประมาณ 24 ชั่วโมงช่วยเพิ่มการงอกจากประมาณ 55.1% เป็น 79.6% ในการทดลองหนึ่ง
- ระยะเวลางอก: งานทดลองในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยพบว่าเมล็ดเริ่มงอกประมาณ 3 สัปดาห์หลังเพาะ และมีเวลาเฉลี่ยในการงอกราว 37 วัน โดยบางชุดมีเปอร์เซ็นต์การงอกสูงถึง 94–99%
- การปลูก: ควรปลูกในพื้นที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของไม้ขนาดใหญ่ กระโดนเป็นไม้ที่ต้องการแสงค่อนข้างมากและสามารถแตกหน่อจากตอได้ดี
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เปลือกต้น
- ใบ
- ดอก
- ผล
- เมล็ด
- ราก
ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านแตกต่างกันไป โดย เปลือกและใบ เป็นส่วนที่ได้รับการศึกษาในงานวิจัยมากกว่าส่วนอื่น
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- เปลือกต้น: ตามตำรายาไทยมีรสฝาดเมา ใช้แช่น้ำดื่มเพื่อแก้ปวดท้องและท้องเสีย และมีการใช้เป็นยาสมานแผล แก้เคล็ดเมื่อย รวมถึงมีการกล่าวถึงการใช้แก้พิษงูและอาการอักเสบจากงูกัด
- ใบ: มีรสฝาด ใช้รักษาแผลสด โดยภูมิปัญญาพื้นบ้านนำใบไปนึ่งแล้วใช้ปิดแผล หรือปรุงเป็นน้ำมันสำหรับสมานแผล
- ดอก: มีรสสุขุม ใช้เป็นยาบำรุงร่างกายหลังคลอด แก้หวัด แก้ไอ และช่วยให้ชุ่มคอ
- ดอกและน้ำจากเปลือกสด: มีการใช้ร่วมกับน้ำผึ้งเป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการหวัด ไอ และใช้เป็นยาบำรุงสำหรับสตรีหลังคลอด
- ผล: ตามตำรายาไทยมีรสจืดเย็น ใช้ช่วยย่อยอาหารและบำรุงร่างกายหลังคลอด
- ต้น: มีภูมิปัญญาการนำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อทำยาสำหรับปิดแผลมีพิษและหัวฝี
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและตำรายา ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์ทั้งหมด
วิธีใช้
- ใช้ภายนอก: ใบอาจนำไปนึ่งแล้วใช้ปิดแผลตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใช้เป็นยาต้ม/แช่น้ำ: มีการใช้เปลือกต้นตามตำรับพื้นบ้านในรูปแบบแช่น้ำหรือต้ม
- ใช้เป็นอาหาร: ใบอ่อนและยอดอ่อนรับประทานสดเป็นผักจิ้ม เนื่องจากมีรสฝาด
ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานจากข้อมูลการใช้พื้นบ้านโดยตรง โดยเฉพาะการใช้เปลือก เมล็ด หรือสารสกัดเข้มข้น เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดยามาตรฐานสำหรับการใช้รักษาโรคในคนอย่างเพียงพอ
ในบัญชียาจากสมุนไพร
พบชื่อ กระโดน (ผล) ในประกาศเกี่ยวกับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ โดยเป็น ตัวยาช่วย ในตำรับ ยาบรรเทาฝีแผล สำหรับใช้ภายนอก ไม่ได้เป็นตัวยาหลักของตำรับ และสูตร วิธีทำ สรรพคุณ ขนาดการใช้ และขนาดบรรจุต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
สารสำคัญ
จากการศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารในกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่
- ฟีนอลิกและแทนนิน
- ฟลาโวนอยด์
- ซาโปนิน
- ไตรเทอร์พีน
- สเตอรอล
- อัลคาลอยด์ พบในบางส่วนของพืช
- คูมารินและสารประกอบฟีนอลิกบางชนิด
- Ellagic acid
- Gallic acid
- Quercetin
- β-sitosterol
- β-amyrin
- Taraxerol และ taraxerol acetate
- Maslinic acid
- 2α-hydroxyursolic acid
- Arborenin ซึ่งเป็นไตรเทอร์พีนอยด์ซาโปนินที่แยกได้จากใบ
การศึกษา HPTLC พบว่าเปลือกมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม ขณะที่ใบและเมล็ดมีองค์ประกอบแตกต่างกัน จึงไม่ควรถือว่าส่วนต่าง ๆ ของต้นมีฤทธิ์หรือความปลอดภัยเหมือนกัน
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีงานวิจัยในระดับ หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง หลายด้าน แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดเปลือกกระโดนบางชนิดแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง และมีความสัมพันธ์กับปริมาณสารฟีนอลิก
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารสกัดจากเปลือกแสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งบางชนิด เช่น RD, HEp-2 และ HeLa ในหลอดทดลอง อย่างไรก็ตามไม่สามารถสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในมนุษย์ได้
- ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร: สารสกัดใบ 70% เอทานอลช่วยลดดัชนีแผลในกระเพาะอาหารของหนูทดลองหลายแบบ และพบ quercetin, ellagic acid และ gallic acid ในสารสกัด
- ฤทธิ์ปกป้องตับ: สารสกัดเปลือกด้วยเอทานอลมีผลลดตัวชี้วัดความเสียหายของตับในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยพาราเซตามอลในการทดลองหนึ่ง
- ฤทธิ์ต้านเชื้อปรสิต: สาร arborenin ที่แยกจากใบแสดงฤทธิ์ต้าน Leishmania donovani ในหลอดทดลอง
เภสัชวิทยา
จากข้อมูลการศึกษา พบแนวโน้มฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่
- ต้านอนุมูลอิสระ
- ต้านการอักเสบ
- ต้านจุลชีพ
- ต้านอาการท้องเสีย
- บรรเทาปวด
- ปกป้องตับ
- ปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหาร
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านปรสิตบางชนิด
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางในสัตว์ทดลอง
อย่างไรก็ตาม หลักฐานจำนวนมากยังเป็นการศึกษาในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาในมนุษย์เพื่อยืนยันประสิทธิผลและขนาดที่เหมาะสมก่อนนำไปใช้เป็นยารักษาโรค
ความปลอดภัย
ข้อมูลความปลอดภัยของกระโดนในมนุษย์ยังมีไม่มาก และยังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานของสารสกัดมาตรฐานในทางคลินิก
การทดลองในสัตว์บางการศึกษาพบว่าสารสกัดเปลือกด้วยเมทานอลไม่ทำให้สัตว์ทดลองเสียชีวิตที่ขนาดสูงถึง 1.6 กรัม/กิโลกรัม และการศึกษาสารสกัดจากใบอีกงานหนึ่งไม่พบพิษเฉียบพลันที่ขนาดถึง 2 กรัม/กิโลกรัม แต่ข้อมูลดังกล่าว ไม่สามารถนำมาแปลงเป็นขนาดปลอดภัยสำหรับมนุษย์โดยตรง
ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในการรับประทาน เมล็ดหรือสารสกัดเข้มข้น เนื่องจากข้อมูลสมุนไพรไทยระบุเมล็ดว่ามีรสฝาดเมาและเป็นพิษ ขณะที่ยังขาดข้อมูลพิษวิทยาในมนุษย์อย่างเพียงพอ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่พบหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันปฏิกิริยาระหว่างกระโดนกับยาชนิดใดโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดเข้มข้นร่วมกับยาประจำโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาที่มีผลต่อ การแข็งตัวของเลือด ตับ ระบบประสาท หรือยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ
ข้อมูลจากงานวิจัยที่พบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายระบบยังไม่เพียงพอที่จะระบุความเสี่ยงของปฏิกิริยาระหว่างยาได้อย่างชัดเจน
การใช้ในอาหาร
ยอดอ่อนและใบอ่อน ของกระโดนเป็นผักพื้นบ้านที่รับประทานสด โดยนิยมใช้เป็นผักจิ้มและรับประทานร่วมกับอาหารพื้นบ้านหลายชนิด รสชาติออกฝาด ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสถาบันการแพทย์แผนไทยที่จัดยอดกระโดนไว้ในกลุ่มผักพื้นบ้านรสฝาด โดยภูมิปัญญาไทยเชื่อมโยงรสฝาดกับการช่วยสมานแผลและแก้ท้องร่วง
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้าน: ใบและเปลือกมีการนำไปใช้ในตำรับสำหรับสมานแผล
- ผลิตภัณฑ์สีย้อม: เปลือกให้สีน้ำตาลเข้มหรือสีน้ำตาลแดง สามารถนำไปใช้เป็นสีย้อมธรรมชาติ
- ผลิตภัณฑ์จากเส้นใย: เปลือกมีเส้นใยที่นำไปทำเชือกและกระดาษได้
- ผลิตภัณฑ์จากไม้: เนื้อไม้สามารถนำไปใช้ทำเครื่องใช้และงานก่อสร้างบางประเภท
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบและยอดอ่อน: เก็บในช่วงที่ใบอ่อนและยอดยังไม่แก่จัด ควรคัดส่วนที่สมบูรณ์และสะอาด
- เปลือก: หากเก็บเพื่อใช้เป็นสมุนไพรควรเก็บอย่างเหมาะสมและไม่ลอกเปลือกรอบลำต้นจนทำให้ต้นไม้ตาย
- ผลและเมล็ด: ควรเก็บจากผลที่แก่เต็มที่
- เมล็ด: มีลักษณะเป็นเมล็ดที่ไวต่อการสูญเสียน้ำ การทำให้แห้งมากเกินไปทำให้ความสามารถในการงอกลดลง งานวิจัยด้านการเก็บรักษาพบว่าเมล็ดกระโดนมีลักษณะ recalcitrant seed และไม่เหมาะกับการเก็บในอุณหภูมิต่ำเป็นเวลานาน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระโดนเป็นทั้ง อาหารและยาพื้นบ้าน โดยเฉพาะในชุมชนชนบทของประเทศไทย ยอดและใบอ่อนใช้เป็นผัก ขณะที่เปลือก ใบ ดอก และผลถูกนำมาใช้ตามตำรับพื้นบ้านที่แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น นอกจากนี้เปลือกยังถูกใช้ประโยชน์ในด้านการย้อมสีและเส้นใย แสดงให้เห็นว่ากระโดนเป็นพืชที่มีคุณค่าหลากหลายทั้งด้านอาหาร การแพทย์พื้นบ้าน และการใช้สอย
ประวัติและวัฒนธรรม
กระโดนเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามกลุ่มชาติพันธุ์และภูมิภาค เช่น ปุย พุย ขุย ปุยขาว เส่เจ๊อะบะ และกะนอน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพืชชนิดนี้กับวิถีชีวิตและภาษาท้องถิ่นของชุมชนในประเทศไทย
ในด้านการใช้ประโยชน์ กระโดนมีลักษณะเด่นของพืชพื้นบ้านที่เป็นทั้ง ผัก สมุนไพร และพืชใช้สอย โดยเฉพาะการนำยอดอ่อนมารับประทานและการใช้เปลือกเป็นแหล่งเส้นใยและสีย้อม
สถานะการอนุรักษ์
ข้อมูลของ Kew ระบุว่า Careya arborea เป็นชนิดที่ยอมรับทางอนุกรมวิธานและมีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชีย ข้อมูลการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชดอกระบุว่า ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าถูกคุกคามในระดับโลก อย่างไรก็ตาม การเก็บเปลือกเพื่อใช้ประโยชน์มากเกินไป การสูญเสียพื้นที่ป่า และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ยั่งยืนอาจส่งผลกระทบต่อประชากรในระดับท้องถิ่นได้
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- หมวด (Phylum): Streptophyta
- กลุ่มพืชมีดอก (Angiosperms): Angiosperms
- ชั้น (Class): Equisetopsida
- อันดับ (Order): Ericales
- วงศ์ (Family): Lecythidaceae
- สกุล (Genus): Careya Roxb.
- ชนิด (Species): Careya arborea Roxb.
ชื่อ Careya sphaerica Roxb. ซึ่งพบในฐานข้อมูลสมุนไพรไทยบางแห่ง ปัจจุบัน Kew POWO จัดเป็นชื่อพ้องของ Careya arborea Roxb.
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559, 9 มีนาคม). กระโดน: Careya arborea Roxb. สารานุกรมพืชในประเทศไทย.
- สถาบันการแพทย์แผนไทย. (ม.ป.ป.). คุณค่าของผักพื้นบ้าน. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.
- สถาบันการแพทย์แผนไทย. (ม.ป.ป.). แนวทางการบริโภคผักพื้นบ้านตามฤดูกาล. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2556). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556.
- สมุนไพรไทย. (ม.ป.ป.). กระโดน. ฐานข้อมูลสมุนไพรไทย.
- Ambardar, N., & Aeri, V. (2013). A better understanding of traditional uses of Careya arborea Roxb.: Phytochemical and pharmacological review. CellMed, 3(4), 28.
- Gupta, P. C., & Rao, C. V. (2014). Gastroprotective effect of standardized leaf extract from Careya arborea on experimental gastric ulcers in rats. Pharmaceutical Biology, 52(8), 1003–1008.
- Kaur, M., & Yadav, R. (2017). Pharmacognostic, ethnopharmacological, phytochemical and pharmacological profile of wild guava i.e. Careya arborea Roxb. International Journal of Current Pharmaceutical Research, 9(3).
- Mandal, D., Panda, N., Kumar, S., Banerjee, S., Mandal, N. B., & Sahu, N. P. (2006). A triterpenoid saponin possessing antileishmanial activity from the leaves of Careya arborea. Phytochemistry, 67(2), 183–190.
- Senthilkumar, N., Badami, S., Cherian, M. M., & Hariharapura, R. C. (2007). Potent in vitro cytotoxic and antioxidant activity of Careya arborea bark extracts. Phytotherapy Research, 21(5), 492–495.
- Sewwandi, P. A., Kugaseelan, S., Virajini, M. P. T., Samarakoon, K. W., Jayasooriya, P. T., & Kuruppu, A. I. (2025). Exploring the potential antioxidant, anti-inflammatory, and anticancer properties of Careya arborea: A promising underutilized source of natural therapeutics. Wild, 2(4), 44.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Careya arborea Roxb. Plants of the World Online.
