กวาวเครือขาว

กวาวเครือขาว

กวาวเครือขาว

กวาวเครือขาวเป็นสมุนไพรพื้นเมืองของประเทศไทยที่มีประวัติการใช้ในตำรับยาแผนไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะส่วนหัวหรือรากสะสมอาหารใต้ดิน ซึ่งมีสารกลุ่มไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogens) หลายชนิด จึงได้รับความสนใจทั้งในด้านภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย งานวิจัยทางเภสัชวิทยา และการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร ปัจจุบันชื่อทางอนุกรมวิธานที่ยอมรับคือ Pueraria mirifica Airy Shaw & Suvat. โดยชื่อ Pueraria candollei var. mirifica เป็นชื่อพ้องที่ยังพบในเอกสารจำนวนมาก

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กวาวเครือขาว
  • ชื่ออื่น: กวาวเครือ, กวาว, กวาวหัว, ตานเครือ, ตานเคือ และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
  • ชื่ออังกฤษ: White Kwao Krua, White Kwao
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ: Pueraria mirifica Airy Shaw & Suvat.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Pueraria candollei var. mirifica (Airy Shaw & Suvat.) Niyomdham
  • วงศ์: Fabaceae หรือ Leguminosae
  • ประเภทพืช: ไม้เถาเนื้อแข็ง อายุหลายปี มีหัวสะสมอาหารใต้ดิน
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา: รากสะสมอาหารหรือหัวใต้ดิน
  • ลักษณะเด่น: หัวใต้ดินมีขนาดใหญ่ เนื้อภายในสีขาว มีสารกลุ่มไฟโตเอสโตรเจน
  • สถานะด้านสมุนไพร: เป็นสมุนไพรที่มีการจัดทำมาตรฐานในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย และอยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่มีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยพันตามต้นไม้อื่น ลำต้นอาจยาวได้ประมาณ 12 เมตร ลำต้นอ่อนค่อนข้างเรียบ เมื่อมีอายุมากขึ้นเปลือกอาจแตกหรือเป็นริ้ว
  • ราก: มีรากสะสมอาหารพองโตเป็นหัวใต้ดิน รูปร่างกลมหรือรูปไข่ ขนาดประมาณ 5–40 เซนติเมตร เปลือกมีสีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาลอ่อน เนื้อภายในสีขาว และเมื่อมีอายุมากเนื้อจะมีลักษณะเป็นเนื้อไม้มากขึ้น
  • ใบ: เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ ใบย่อยปลายยอดมีขนาดใหญ่กว่าใบด้านข้าง ใบอ่อนบางส่วนอาจมีลักษณะเป็นพู
  • ดอก: ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกมีรูปร่างคล้ายดอกถั่ว สีม่วงหรือม่วงอมฟ้า
  • ผล: เป็นฝักค่อนข้างแบน รูปทรงยาวหรือรูปขอบขนาน ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด
  • เมล็ด: รูปไข่ถึงค่อนข้างกลม มีสีเข้ม และใช้ในการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของหัว ราก ใบ และช่อดอกมีรายละเอียดในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย โดยเฉพาะหัวใต้ดินซึ่งเป็นส่วนสำคัญของวัตถุดิบยา

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กวาวเครือขาวเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย โดย Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Pueraria mirifica เป็นชนิดพันธุ์ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย และจัดเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาที่พบในเขตร้อนที่มีฤดูแล้งชัดเจน

ในประเทศไทยมีรายงานการพบกวาวเครือขาวตามป่าเบญจพรรณ โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงพื้นที่ที่มีความสูงประมาณ 300–800 เมตรจากระดับน้ำทะเล และมีดินร่วนหรือดินที่ระบายน้ำได้ดี

การสำรวจประชากรในประเทศไทยพบความแตกต่างของลักษณะภายนอกและองค์ประกอบทางเคมีระหว่างประชากรจากพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนว่าพันธุกรรม สภาพภูมิอากาศ ดิน และฤดูกาลสามารถมีผลต่อคุณภาพของวัตถุดิบได้

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่: ต้องการแสงค่อนข้างมาก และเจริญได้ดีในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำดี
  • ดิน: เหมาะกับดินร่วนหรือดินร่วนซุยที่มีอินทรียวัตถุเพียงพอ ไม่ควรมีน้ำขัง
  • ช่วงปลูก: กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เริ่มปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม
  • การดูแล: ควรจัดค้างหรือโครงสร้างสำหรับให้เถาเลื้อย และควบคุมวัชพืชในระยะแรก
  • การขยายพันธุ์: สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และมีการศึกษาการขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อผลิตต้นพันธุ์และลดการพึ่งพาการขุดหัวจากธรรมชาติ
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ: มีงานวิจัยพบว่าสามารถใช้ยอดและตาข้างเป็นชิ้นส่วนเริ่มต้น และพัฒนาต้นพันธุ์ที่มีระบบรากสมบูรณ์เพื่อย้ายออกปลูกได้

การปลูกเชิงการค้าควรใช้ต้นพันธุ์ที่ระบุชนิดและแหล่งพันธุกรรมได้ชัดเจน เนื่องจากปริมาณสารสำคัญและฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนสามารถแตกต่างกันระหว่างสายพันธุ์และพื้นที่ปลูก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • หัวหรือรากสะสมอาหารใต้ดิน: เป็นส่วนหลักที่ใช้เป็นยา โดยนำมาล้าง ปอกเปลือก หั่น และทำให้แห้ง ก่อนนำไปบดหรือใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสารสกัด
  • ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดวัตถุดิบยาเป็น Pueraria Mirifica Root หรือ Puerariae Mirificae Radix ซึ่งเป็นหัวใต้ดินที่ทำให้แห้งและปอกเปลือกแล้ว

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • หัว: ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาบำรุงร่างกาย
  • ใช้ในตำรับยาอายุวัฒนะสำหรับผู้สูงอายุ
  • ใช้บำรุงกำลังและบำรุงร่างกาย
  • ใช้บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง
  • มีการกล่าวถึงการบำรุงอวัยวะสืบพันธุ์และมดลูก
  • มีการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อบรรเทาอาการที่สัมพันธ์กับความเสื่อมตามวัย

ข้อมูลเหล่านี้เป็น สรรพคุณตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันทั้งหมดจากการทดลองทางคลินิก โดยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันสนใจเป็นพิเศษต่อฤทธิ์ของไฟโตเอสโตรเจนต่ออาการวัยหมดประจำเดือน กระดูก และระบบสืบพันธุ์

วิธีใช้

  • ตามตำรายาโบราณของหลวงอนุสารสุนทร มีการนำหัวกวาวเครือขาวมาผสมกับน้ำผึ้ง ตรีผลา หรือนมสด แล้วปั้นเป็นเม็ดขนาดประมาณเมล็ดพริกไทย
  • ตำราโบราณระบุให้ใช้ในผู้สูงอายุ และมีข้อห้ามสำหรับคนหนุ่มสาว
  • ข้อมูลทางวิชาการของสำนักงานข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า การใช้กวาวเครือขาวในตำรับยาบำรุงร่างกายไม่ควรได้รับเกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน และควรใช้ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ

หมายเหตุ: ขนาดที่ใช้ในการศึกษาวิจัยแต่ละงานแตกต่างกัน และผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดอาจมีปริมาณสารสำคัญไม่เท่ากัน จึงไม่ควรนำขนาดจากงานวิจัยไปใช้เป็นคำแนะนำสำหรับผลิตภัณฑ์ทั่วไปโดยตรง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

กวาวเครือขาวมีความสำคัญในระบบสมุนไพรไทยและมี ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia) กำหนดมาตรฐานวัตถุดิบในชื่อ Pueraria Mirifica Root โดยจัดอยู่ในหมวดที่มีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน

อย่างไรก็ตาม ควรแยกความหมายระหว่าง “มีมาตรฐานใน Thai Herbal Pharmacopoeia” กับ “เป็นรายการยาสำเร็จรูปในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร” ซึ่งไม่ใช่สิ่งเดียวกัน จากข้อมูลบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรที่เผยแพร่ในช่วง พ.ศ. 2564–2566 พบว่ามีการปรับปรุงรายการยาจากสมุนไพรหลายครั้ง ขณะที่กวาวเครือขาวถูกระบุอย่างชัดเจนในฐานะสมุนไพรศักยภาพ/Herbal Champion มากกว่าการเป็นยาสำเร็จรูปที่มีข้อบ่งใช้มาตรฐานในบัญชีดังกล่าว

สารสำคัญ

กวาวเครือขาวมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม โดยเฉพาะสารไฟโตเอสโตรเจน ได้แก่

  • Isoflavones: puerarin, daidzein, daidzin, genistein และ genistin
  • Chromenes: deoxymiroestrol, miroestrol และ isomiroestrol
  • สารกลุ่มอื่น: coumestrol และสารอนุพันธ์ฟีนอลิกบางชนิด

ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุ isoflavones และ glycosides ของ isoflavones รวมถึง chromenes เช่น deoxymiroestrol, isomiroestrol และ miroestrol เป็นองค์ประกอบสำคัญของรากกวาวเครือขาว

ปริมาณสารสำคัญอาจแตกต่างกันมากระหว่างแหล่งปลูก สายพันธุ์ อายุพืช ฤดูกาล และสภาพแวดล้อม งานวิจัยจากตัวอย่างกวาวเครือขาวจากหลายจังหวัดพบความแตกต่างทั้งภายในจังหวัดและระหว่างจังหวัดของปริมาณ isoflavonoids

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

มีงานวิจัยเกี่ยวกับกวาวเครือขาวจำนวนมากทั้งระดับเซลล์ สัตว์ทดลอง และมนุษย์ แต่หลักฐานทางคลินิกยังมีข้อจำกัด และไม่ควรนำผลจากการทดลองในเซลล์หรือสัตว์มาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในคน

  • อาการวัยหมดประจำเดือน: การศึกษาระยะเริ่มต้นในสตรีวัยใกล้หมดประจำเดือนพบว่าการรับประทานกวาวเครือขาว 50 หรือ 100 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 6 เดือน มีแนวโน้มช่วยลดคะแนนอาการวัยหมดประจำเดือน เช่น อาการร้อนวูบวาบและเหงื่อออกกลางคืน แต่จำนวนผู้เข้าร่วมการศึกษายังน้อย จึงยังไม่เพียงพอสำหรับสรุปประสิทธิผลแน่นอน
  • กระดูกและระบบเมตาบอลิซึม: การทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มยาหลอกในสตรีวัยหมดประจำเดือน 71 คน ใช้ขนาด 20, 30 และ 50 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 24 สัปดาห์ พบผลต่อ bone turnover marker บางตัว แต่ไม่พบความแตกต่างสำคัญด้านความหนาเยื่อบุโพรงมดลูก และไม่พบความผิดปกติสำคัญของการทำงานของตับและไตในช่วงการศึกษา
  • ฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน: การทดลองระดับเซลล์พบว่ากวาวเครือขาวสามารถกระตุ้น estrogen receptor และฤทธิ์ดังกล่าวถูกยับยั้งโดย tamoxifen ซึ่งสนับสนุนว่าฤทธิ์บางส่วนสัมพันธ์กับระบบ estrogen receptor
  • สาร deoxymiroestrol และ miroestrol: เป็นสารที่มีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนค่อนข้างสูง และมีการศึกษาด้านชีวสังเคราะห์และกลไกระดับโมเลกุลอย่างต่อเนื่อง
  • ผลิตภัณฑ์ภายนอก: งานวิจัยในประเทศไทยเกี่ยวกับเจลทำความสะอาดอวัยวะเพศภายนอกที่มีสารสกัดรากกวาวเครือขาวร่วมกับว่านหางจระเข้ พบว่ากลุ่มทดลองมีการลดอาการบางด้านของภาวะปากช่องคลอดและช่องคลอดฝ่อแห้งมากกว่ากลุ่มควบคุม แต่พบการระคายเคืองเล็กน้อยขณะใช้

เภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์เอสโตรเจนิก: สารไฟโตเอสโตรเจนในกวาวเครือขาวสามารถจับหรือกระตุ้น estrogen receptors โดยมีความชอบต่อ ERα และ ERβ แตกต่างกันไปตามชนิดของสาร
  • ระบบสืบพันธุ์: งานวิจัยในสัตว์ทดลองพบการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อวัยวะสืบพันธุ์ รอบการสืบพันธุ์ และการทำงานของรังไข่หรืออัณฑะ ขึ้นกับขนาดและระยะเวลาที่ได้รับ
  • กระดูก: มีหลักฐานจากสัตว์ทดลองและการศึกษามนุษย์บางส่วนว่ากวาวเครือขาวอาจมีผลต่อ bone turnover และการทำงานของเซลล์กระดูก
  • ระบบไขมันในเลือด: มีการศึกษาพบความเป็นไปได้ในการปรับ lipid metabolism ผ่านการทำงานของ phytoestrogens และ estrogen receptors
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: มีการศึกษาระดับเซลล์และสัตว์ทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนเซลล์ แต่ผลการทดลองมีความแตกต่างกันตามชนิดสารสกัด ขนาด และแบบจำลองการทดลอง จึงยังไม่ควรกล่าวว่ากวาวเครือขาวใช้รักษาหรือป้องกันมะเร็งในมนุษย์
  • ระบบตับและการขับกรดน้ำดี: miroestrol และ deoxymiroestrol สามารถกดการแสดงออกของ BSEP และ MRP2 ในหนูทดลอง ซึ่งทำให้เกิดข้อกังวลทางทฤษฎีเกี่ยวกับ cholestasis และ hepatotoxicity โดยเฉพาะเมื่อใช้สารสกัดเข้มข้นหรือใช้ต่อเนื่อง

ความปลอดภัย

กวาวเครือขาวไม่ควรถูกมองว่าเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน เนื่องจากสารสำคัญมีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน

  • ผู้ที่มีโรคหรือเนื้องอกที่ไวต่อฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น มะเร็งเต้านมและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
  • หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์: ไม่ควรใช้เอง เนื่องจากมีฤทธิ์ต่อระบบฮอร์โมนและมีข้อมูลจากสัตว์ทดลองเกี่ยวกับผลต่อการสืบพันธุ์
  • หญิงวัยเจริญพันธุ์: ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากอาจรบกวนระบบฮอร์โมนและรอบประจำเดือน
  • อาการไม่พึงประสงค์ที่มีรายงาน: เจ็บหรือคัดเต้านม เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ ความผิดปกติของประจำเดือน ปวดหรือเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียน
  • การสำรวจผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกวาวเครือขาวในญี่ปุ่นพบรายงานอาการไม่พึงประสงค์ เช่น เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ ประจำเดือนผิดปกติ เต้านมบวม/เจ็บ และประจำเดือนมามาก
  • มีรายงานผู้ป่วยหนึ่งรายที่เกิด QT prolongation และ torsades de pointes หลังใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีกวาวเครือขาว โดยผู้ป่วยมีความผิดปกติทางพันธุกรรมของ KCNQ1 อยู่เดิม จึงเป็นหลักฐานจากรายงานผู้ป่วย ไม่ใช่หลักฐานว่ากวาวเครือขาวทำให้เกิดภาวะดังกล่าวในคนทั่วไป

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างกวาวเครือขาวกับยาในมนุษย์ยังมีจำกัด แต่เนื่องจากมีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ร่วมกับยาเกี่ยวกับฮอร์โมน

  • ยาฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือฮอร์โมนทดแทน: อาจเกิดผลเสริมกันทางเภสัชพลศาสตร์
  • ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมน: มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการรบกวนผลของฮอร์โมน จึงไม่ควรใช้ร่วมกันโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
  • Tamoxifen และยาที่ออกฤทธิ์ต่อตัวรับเอสโตรเจน: เนื่องจากกวาวเครือขาวสามารถกระตุ้น estrogen receptor ในการทดลองระดับเซลล์ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกันเอง โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมน
  • ยาที่มีผลต่อตับหรือการขับกรดน้ำดี: ควรระมัดระวังเมื่อใช้สารสกัดเข้มข้น เนื่องจากมีข้อมูลการทดลองเกี่ยวกับการกด BSEP/MRP2 ของ miroestrol และ deoxymiroestrol

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะจัดทำรายการปฏิกิริยาระหว่างยากับกวาวเครือขาวได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาฮอร์โมน ยาต้านมะเร็ง หรือยาที่มีผลต่อตับ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

การใช้ในอาหาร

กวาวเครือขาวมีประวัติการใช้หัวในบริบทภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่ ไม่ควรจัดเป็นผักหรืออาหารทั่วไปสำหรับรับประทานเป็นประจำ เนื่องจากหัวมีสารไฟโตเอสโตรเจนและสารกลุ่ม chromenes ที่ออกฤทธิ์ต่อระบบฮอร์โมน

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีฐานข้อมูลส่วนประกอบในอาหารที่ระบุรายการ “กวาวเครือขาว (White Kwao Krua)” จึงควรตรวจสอบข้อกำหนดด้านอาหารและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องก่อนนำไปใช้เป็นส่วนประกอบอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในเชิงพาณิชย์

สำหรับเว็บไซต์ควรหลีกเลี่ยงการระบุว่ากวาวเครือขาวเป็น “อาหารบำรุง” หรือสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยเหมือนอาหารทั่วไป เพราะอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

กวาวเครือขาวมีการนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ เช่น

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรชนิดผง
  • สารสกัดกวาวเครือขาว
  • แคปซูลหรือผลิตภัณฑ์รับประทาน
  • ผลิตภัณฑ์เพื่อสตรีวัยหมดประจำเดือน
  • เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยภายนอก
  • ผลิตภัณฑ์วิจัยและสารสกัดมาตรฐานสำหรับใช้ในห้องปฏิบัติการ

กวาวเครือขาวยังถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งใน Herbal Champions ที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดเชิงเศรษฐกิจ ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566–2570

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ส่วนที่เก็บเกี่ยวเพื่อใช้เป็นยาคือ หัวหรือรากสะสมอาหารใต้ดิน
  • ควรเลือกวัตถุดิบจากต้นที่มีการระบุชนิดถูกต้องและมาจากแหล่งเพาะปลูกที่มีการควบคุมคุณภาพ
  • หลังขุดควรทำความสะอาดและปอกเปลือกก่อนหั่นเป็นชิ้นเพื่อทำให้แห้ง
  • การทำให้แห้งควรลดความชื้นอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมสลายของสารสำคัญ
  • ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดให้วัตถุดิบมี ความชื้นหลังอบแห้งไม่เกิน 8% w/w
  • สิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 2% w/w
  • เถ้าทั้งหมดไม่เกิน 15% w/w
  • เถ้าที่ไม่ละลายในกรดไม่เกิน 1% w/w
  • สารสกัดด้วยเอทานอลไม่น้อยกว่า 7% w/w
  • สารสกัดที่ละลายน้ำไม่น้อยกว่า 44% w/w
  • การเก็บรักษา: เก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง และเก็บในบริเวณที่แห้ง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กวาวเครือขาวมีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของไทย โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการใช้หัวเป็นส่วนประกอบของตำรับยาบำรุงกำลังและยาอายุวัฒนะ

ในตำรายาของ หลวงอนุสารสุนทร ซึ่งตีพิมพ์ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 มีการกล่าวถึง “ตำรายาหัวกวาวเครือ” และการใช้หัวกวาวเครือขาวในผู้สูงอายุ โดยมีการกำหนดขนาดแบบภูมิปัญญาโบราณเป็นเม็ดประมาณเมล็ดพริกไทย

ภูมิปัญญาเหล่านี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แต่สูตรและขนาดการใช้แบบโบราณไม่ควรนำมาใช้โดยตรงโดยไม่ประเมินความปลอดภัยตามหลักการแพทย์สมัยใหม่

ประวัติและวัฒนธรรม

กวาวเครือขาวเป็นหนึ่งในสมุนไพรไทยที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่อง “ยาอายุวัฒนะ” มาอย่างยาวนาน ตำรายาหัวกวาวเครือของหลวงอนุสารสุนทรเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ากวาวเครือถูกบันทึกไว้ในองค์ความรู้ด้านยาไทยและล้านนา

ชื่อ “กวาวเครือขาว” ใช้เพื่อแยกออกจากพืชที่มีชื่อกวาวเครือชนิดอื่น เช่น กวาวเครือแดง ซึ่งเป็นคนละชนิดกัน การแยกชนิดมีความสำคัญมาก เนื่องจากพืชแต่ละชนิดมีสารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาแตกต่างกัน

ในปัจจุบันกวาวเครือขาวได้รับการมองว่าเป็นสมุนไพรที่มีอัตลักษณ์ของไทยและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ โดยภาครัฐกำหนดให้อยู่ในกลุ่ม Herbal Champions ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย

สถานะการอนุรักษ์

กวาวเครือถูกกำหนดให้เป็น สมุนไพรควบคุม ของประเทศไทย เนื่องจากมีคุณค่าต่อการศึกษาและวิจัย มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และมีความกังวลเกี่ยวกับการสูญพันธุ์จากการเก็บเกี่ยวจากธรรมชาติ

กฎหมายไทยกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการครอบครอง ใช้ประโยชน์ เก็บรักษา ขนย้าย ศึกษาวิจัย จำหน่าย ส่งออก และแปรรูปกวาวเครือเพื่อการค้า โดยปริมาณที่ต้องแจ้งหรือขออนุญาตแตกต่างกันตามประเภทผู้ครอบครองและแหล่งที่มาของวัตถุดิบ

ในด้านการอนุรักษ์ มีการศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและการผลิตต้นพันธุ์เพื่อใช้ทดแทนการขุดหัวจากป่า ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการรักษาทรัพยากรพันธุกรรมและสนับสนุนการปลูกเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน

ฐานข้อมูล Kew ระบุ Pueraria mirifica เป็นชนิดที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย และฐานข้อมูล Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุว่ามีการประเมินเชิงคาดการณ์ว่าชนิดนี้อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกคุกคาม อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวควรแยกจากสถานะบัญชี IUCN อย่างเป็นทางการ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Phylum/Division): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
  • อันดับ (Order): Fabales
  • วงศ์ (Family): Fabaceae
  • สกุล (Genus): Pueraria DC.
  • ชนิด (Species): Pueraria mirifica Airy Shaw & Suvat.

ชื่อพ้องที่สำคัญ: Pueraria candollei var. mirifica (Airy Shaw & Suvat.) Niyomdham

ปัจจุบัน Plants of the World Online ของ Kew ยอมรับ Pueraria mirifica Airy Shaw & Suvat. เป็นชื่อที่ถูกต้องและยอมรับ ขณะที่ Pueraria candollei var. mirifica ถูกจัดเป็นชื่อพ้อง

ข้อควรระวังสำหรับการเผยแพร่ข้อมูลบนเว็บไซต์

กวาวเครือขาวเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์น่าสนใจ แต่มีความเสี่ยงจากการออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงควรนำเสนอข้อมูลด้วยถ้อยคำที่แยกชัดเจนระหว่าง “สรรพคุณตามภูมิปัญญา” และ “ผลจากงานวิจัย” ไม่ควรใช้ข้อความในลักษณะรับรองว่ารักษามะเร็ง เพิ่มขนาดหน้าอก ปรับฮอร์โมน หรือรักษาโรคต่าง ๆ ได้โดยเด็ดขาด

โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีข้อความกล่าวอ้างด้านฮอร์โมนหรือความงาม ควรตรวจสอบข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลก่อนเผยแพร่หรือทำการตลาด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, กระทรวงสาธารณสุข. (2024). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: กวาวเครือ (Pueraria Mirifica Root), THP 2021 Supplement 2024. สำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.
  2. กรมส่งเสริมการเกษตร. (2564). การผลิตสมุนไพร Product Champion. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
  3. ธิดารัตน์ จันทร์ดอน. (2559). กวาวเครือขาว. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566). ฐานข้อมูลส่วนประกอบในอาหาร: กวาวเครือขาว (White Kwao Krua). กองอาหาร.
  5. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย. (2562). ประกาศเรื่องการกำหนดแบบแจ้งและบัญชีแสดงรายละเอียดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กวาวเครือ) พ.ศ. 2549. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.
  6. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2559). ตำรับยาอายุวัฒนะและตำรายาหัวกวาวเครือ. The Journal of the Royal Society of Thailand, 41(3).
  7. Chansakaow, S., Ishikawa, T., Seki, H., Sekine, K., Okada, M., & Chaichantipyuth, C. (2000). Identification of deoxymiroestrol as the actual rejuvenating principle of “Kwao Keur”, Pueraria mirifica. Journal of Natural Products, 63(2), 173–175.
  8. Cherdshewasart, W., Subtang, S., & Dahlan, W. (2007). Major isoflavonoid contents of the phytoestrogen-rich-herb Pueraria mirifica in comparison with Pueraria lobata. Journal of Pharmaceutical and Biomedical Analysis, 43(2), 428–434.
  9. Trisomboon, H., Malaivijitnond, S., Watanabe, G., & Taya, K. (2004). Estrogenic effects of Pueraria mirifica on the menstrual cycle and hormone-related ovarian functions in cyclic female cynomolgus monkeys. Journal of Pharmacological Sciences, 94(1), 51–59.
  10. Okamura, S., et al. (2008). Effects and safety of Pueraria mirifica on lipid profiles and biochemical markers of bone turnover rates in healthy postmenopausal women. Menopause, 15.
  11. Manonai, J., Chittacharoen, A., Theppisai, H., & Theppisai, U. (2004). Effect of Pueraria mirifica on vaginal symptoms in postmenopausal women. Menopause.
  12. Zeng, H., Wen, J., Chen, M., Qiu, Z., Huang, S., Hao, E., Du, Z., Yao, C., Hou, X., & Deng, J. (2026). Pueraria mirifica: A critical review of the ethnobotany, phytochemistry, pharmacology and challenges in standardization and safety. Frontiers in Pharmacology.

 

Scroll to top