กวาวเครือแดง

กวาวเครือแดง

กวาวเครือแดง

กวาวเครือแดงเป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่มีชื่อเสียงจากการนำหัวหรือรากใต้ดินมาใช้ในตำรับยาแผนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มยาบำรุงกำลังและบำรุงสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย ลักษณะเด่นของพืชชนิดนี้คือเป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีหัวหรือรากสะสมอาหารใต้ดิน และเมื่อเปลือกของหัวหรือรากถูกทำให้เกิดบาดแผลจะมีสารคัดหลั่งสีแดงออกมา จึงเป็นที่มาของชื่อ “กวาวเครือแดง” ปัจจุบันมีการศึกษาสารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกวาวเครือแดงอย่างต่อเนื่อง แต่หลักฐานทางคลินิกยังมีจำกัด และตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่ายังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่ากวาวเครือแดงมีประสิทธิผลในการรักษาโรคใดเป็นการเฉพาะ

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กวาวเครือแดง
  • ชื่ออื่น: กวาวเครือ, กวาวหัว, จานเครือ, จอมทอง, ตานจอมทอง
  • ชื่อภาษาอังกฤษ: Red Kwao Krua, Kwao Krua Dang, Climbing Palas
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Butea superba Roxb. ex Willd.
  • วงศ์: Fabaceae
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา: หัวหรือรากสะสมอาหารใต้ดิน
  • ลักษณะเด่น: ไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีหัวหรือรากใต้ดิน และมีสารคัดหลั่งสีแดง
  • การใช้ตามภูมิปัญญาไทย: ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย และบำรุงสมรรถภาพทางเพศ โดยเฉพาะในตำรับยาโบราณสำหรับผู้ชาย

ปัจจุบันชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับเป็นชื่อที่ถูกต้องคือ Butea superba Roxb. ex Willd. โดยชื่อ Plaso superba และ Rudolphia superba เป็นชื่อพ้องของชนิดเดียวกัน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้เถายืนต้นหรือไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ ลำต้นสามารถเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น เมื่อมีอายุมากลำต้นจะมีขนาดใหญ่และแข็งแรง
  • เปลือก: เปลือกมีสีเทาอมสีน้ำตาลและอาจลอกเป็นสะเก็ด เมื่อทำให้เปลือกหรือหัวเกิดบาดแผลจะมีสารคัดหลั่งสีแดง
  • ใบ: เป็นใบประกอบแบบมีใบย่อย 3 ใบ ใบมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ลักษณะโดยรวมคล้ายใบทองกวาว แต่มีขนาดใหญ่กว่า
  • ดอก: ดอกออกเป็นช่อ สีส้มหรือสีส้มอมเหลือง มีลักษณะใกล้เคียงกับดอกทองกวาว
  • ผล: เป็นฝัก มีเมล็ดอยู่ภายใน
  • รากและหัว: มีรากสะสมอาหารหรือหัวใต้ดินขนาดใหญ่ รูปทรงค่อนข้างยาวหรือทรงกระบอก ภายในมีเนื้อสีอ่อน และเมื่อทำให้เปลือกเกิดบาดแผลจะมีสารคัดหลั่งสีแดง
  • ลักษณะทางเภสัชเวท: ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่ารากหัวแห้งที่ใช้เป็นเครื่องยามีลักษณะเป็นรากสะสมอาหารรูปกระสวย ยาวประมาณ 1–1.8 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8–15 เซนติเมตร

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กวาวเครือแดงมีถิ่นกำเนิดตั้งแต่อนุทวีปอินเดียไปจนถึงภูมิภาคอินโดจีน พบตามธรรมชาติใน อินเดีย บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม โดยมักพบในพื้นที่เขตร้อนตามฤดูกาลและพื้นที่ป่าที่มีช่วงแห้งแล้งอย่างชัดเจน

ในประเทศไทยมีรายงานการพบและเก็บตัวอย่างกวาวเครือแดงจากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าและภูเขาทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การปลูกและการขยายพันธุ์

กวาวเครือแดงสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ได้แก่

  • การเพาะเมล็ด: เพาะเมล็ดในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี เมื่อต้นกล้าแข็งแรงจึงย้ายลงถุงเพาะชำและนำไปปลูกในพื้นที่จริง
  • การปักชำ: ใช้กิ่งหรือเถาที่มีข้อ นำไปปักชำในวัสดุที่สามารถเก็บความชื้นและระบายน้ำได้ดี
  • การขยายพันธุ์แบบต่อรากหรือเลี้ยงกิ่ง: เป็นวิธีที่มีการประยุกต์ใช้กับกวาวเครือแดงเพื่อให้ส่วนหัวหรือรากสามารถเจริญร่วมกับต้นที่ใช้เป็นต้นตอได้
  • สภาพพื้นที่: ควรเป็นพื้นที่ที่มีการระบายน้ำดี มีความชื้นเหมาะสม และมีต้นไม้หรือโครงสร้างสำหรับให้เถาเลื้อยพาดพัน

มีรายงานการศึกษาการขยายพันธุ์แบบปักชำของ Butea superba โดยใช้กิ่งที่มีข้อและทดลองใช้สารเร่งรากกลุ่ม NAA และ IBA เพื่อเพิ่มการเกิดราก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • หัวหรือรากสะสมอาหารใต้ดิน: เป็นส่วนที่มีการใช้เป็นเครื่องยาหลัก
  • ราก: มีการใช้ตามตำรายาไทยบางตำรับ
  • เปลือกเถา: มีการระบุการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่

สำหรับมาตรฐานวัตถุดิบยาแผนปัจจุบัน ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนด Butea Superba Root หรือ Buteae Superbae Radix เป็นรากสะสมอาหารแห้งของ Butea superba Roxb. ex Willd.

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • หัวหรือราก: ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย บำรุงเนื้อหนัง และบำรุงสมรรถภาพทางเพศ
  • หัว: มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านเพื่อบำรุงความกำหนัดและเป็นยาอายุวัฒนะ
  • ราก: ตำรายาไทยบางแห่งระบุการใช้ในตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับอาการลมและความผิดปกติบางประการ
  • เปลือกเถา: มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในตำรับยาแก้พิษบางชนิด

อย่างไรก็ตาม สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจาก ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการใช้พื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อพิสูจน์ว่ารักษาโรคได้ทุกกรณี โดยเฉพาะการใช้เพื่อรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งหลักฐานการศึกษาทางคลินิกยังมีจำนวนไม่มากและให้ผลไม่สอดคล้องกันทั้งหมด

วิธีใช้

ในทางการแพทย์แผนไทย กวาวเครือแดงถูกนำไปเป็นส่วนประกอบของตำรับยา โดยเฉพาะตำรับที่มีวัตถุประสงค์เพื่อบำรุงกำลังและสมรรถภาพทางเพศ

งานวิจัยทางคลินิกในปี พ.ศ. 2546 ใช้ ตำรับผงหัวกวาวเครือแดง ในผู้ชายที่มีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศเป็นเวลา 3 เดือน และพบว่าคะแนน IIEF-5 ดีขึ้นในบางด้าน อย่างไรก็ตาม การศึกษามีขนาดตัวอย่างไม่มาก จึงยังไม่เพียงพอที่จะใช้กำหนดขนาดยาสำหรับประชาชนทั่วไป

ไม่ควรนำข้อมูลขนาดยาจากงานวิจัยมาใช้เป็นคำแนะนำในการรับประทานด้วยตนเอง เนื่องจากผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดอาจมีชนิดของสารสกัด ปริมาณสารสำคัญ และคุณภาพของวัตถุดิบแตกต่างกัน

ในบัญชียาจากสมุนไพร

กวาวเครือแดงมีข้อมูลอยู่ใน ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia) ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยกำหนดมาตรฐานของ Butea Superba Root (Buteae Superbae Radix) และจัดอยู่ในหมวดที่มีฤทธิ์คล้ายแอนโดรเจน (androgen-like effect)

อย่างไรก็ตาม ตำรามาตรฐานดังกล่าวระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ยังไม่แน่นอนว่ารากกวาวเครือแดงสามารถออกฤทธิ์เป็นยาได้อย่างมีประสิทธิผล และข้อมูลยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการรับประทานในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ดังนั้น ในการจัดทำข้อมูลเว็บไซต์ควรแยกคำว่า “มีมาตรฐานเป็นวัตถุดิบสมุนไพร” ออกจาก “มีหลักฐานเพียงพอในการรักษาโรค” ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน

สารสำคัญ

กวาวเครือแดงมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะสารกลุ่ม isoflavones, isoflavonoids และ pterocarpans

สารที่มีรายงานการตรวจพบหรือแยกได้ ได้แก่

  • Biochanin A
  • Formononetin
  • Prunetin
  • Genistein
  • Daidzein
  • Medicarpin
  • 7,4′-Dimethoxyisoflavone
  • 7-Hydroxy-6,4′-dimethoxyisoflavone
  • Campesterol
  • Stigmasterol
  • β-Sitosterol
  • Hexacosanoic acid 2,3-dihydroxypropyl ester

นอกจากนี้ยังมีการค้นพบสารประกอบใหม่ชื่อ superbanone รวมทั้งสารกลุ่ม benzoin, pterocarpans และ isoflavonoids อีกหลายชนิดจากหัวกวาวเครือแดง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

มีงานวิจัยเกี่ยวกับกวาวเครือแดงทั้งในระดับหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และมนุษย์

  • การศึกษาทางคลินิกด้านภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ: งานวิจัยแบบสุ่มและปกปิดสองฝ่ายในปี พ.ศ. 2546 รายงานว่าผู้เข้าร่วมบางส่วนมีการปรับปรุงของคะแนน IIEF-5 และไม่พบความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจากการตรวจเลือดในช่วงเวลาการศึกษา
  • การเปรียบเทียบกับ sildenafil: งานวิจัยอีกฉบับพบผลเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์กวาวเครือแดงที่ดูใกล้เคียงกับ sildenafil ในการศึกษาแบบเปิด แต่ผลดังกล่าวไม่สามารถทำซ้ำได้ในการศึกษาระยะ double-blind ต่อมา จึงยังไม่สามารถสรุปประสิทธิผลได้อย่างชัดเจน
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดกวาวเครือแดงมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในการทดลอง DPPH และตรวจพบ daidzein, genistein และ biochanin A ด้วย LC-MS/MS แต่ผลดังกล่าวเป็นหลักฐานระดับห้องปฏิบัติการ ไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลเช่นเดียวกันเมื่อรับประทานในมนุษย์
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สาร formononetin และ prunetin แสดงฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์บางชนิดในการทดลองระดับเซลล์ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ากวาวเครือแดงสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ได้
  • ฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase: สารบางชนิดที่แยกได้จากหัวกวาวเครือแดงมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase ในหลอดทดลอง แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมก่อนนำไปพัฒนาเป็นยา

เภสัชวิทยา

การศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่ากวาวเครือแดงมีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศชายหรือ androgen-like activity: เป็นคุณสมบัติที่ถูกนำมาใช้เป็นแนวทางศึกษาการออกฤทธิ์ของกวาวเครือแดง
  • ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์: การทดลองในหนูพบการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักอัณฑะและจำนวนอสุจิในบางขนาด แต่ผลไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันผลในมนุษย์ได้โดยตรง
  • ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับ estrogen receptors: สารหลายชนิดจากกวาวเครือแดงสามารถแสดงฤทธิ์ต่อ estrogen receptor ในระบบทดสอบระดับเซลล์หรือยีสต์ได้ จึงควรระมัดระวังการกล่าวอ้างเรื่องฮอร์โมน
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดลองในห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต่อเอนไซม์บางชนิด: สารบางกลุ่มแสดงฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase ในการทดลองระดับหลอดทดลอง

ความปลอดภัย

กวาวเครือแดงไม่ควรถือว่าเป็นสมุนไพรที่ “ปลอดภัยโดยไม่มีข้อจำกัด” เนื่องจากมีสารออกฤทธิ์ต่อระบบฮอร์โมนและมีข้อมูลด้านพิษวิทยาที่ควรนำมาพิจารณา

การศึกษาหนึ่งในหนูแรทเป็นเวลา 90 วันพบว่า เมื่อให้ผงหัวกวาวเครือแดงในขนาดสูงประมาณ 150–200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวัน พบการเปลี่ยนแปลงของค่าเอนไซม์ตับ เม็ดเลือด และระดับ testosterone โดยระดับ testosterone ลดลงตามขนาดยาในกลุ่มที่ได้รับขนาดสูง

อีกการศึกษาหนึ่งพบว่าการให้สารละลายผงกวาวเครือแดงในขนาด 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวันเป็นเวลา 9 สัปดาห์มีสัญญาณการเพิ่ม micronuclei ในเม็ดเลือดแดงของหนู ขณะที่การทดสอบ dominant lethal ไม่พบผลเสียต่อการสืบพันธุ์ในเงื่อนไขของการทดลองดังกล่าว

ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้กวาวเครือแดงในปริมาณสูงหรือเป็นเวลานานโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับฮอร์โมน ตับ ระบบสืบพันธุ์ หรือผู้ที่ใช้ยาที่มีผลต่อฮอร์โมน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังระบุว่าข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิผลและการใช้กวาวเครือแดงยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการรับประทานเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังมีข้อมูลทางคลินิกไม่เพียงพอที่จะระบุปฏิกิริยาระหว่างกวาวเครือแดงกับยาชนิดต่าง ๆ ได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกวาวเครือแดงมีสารที่มีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับตัวรับฮอร์โมนและระบบสืบพันธุ์ จึงควรใช้ความระมัดระวังเมื่อใช้ร่วมกับ

  • ยาที่มีผลต่อฮอร์โมนเพศชายหรือฮอร์โมนเพศหญิง
  • ยาหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้รักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
  • ยาที่มีผลต่อระบบสืบพันธุ์หรือระบบต่อมไร้ท่อ
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรหลายชนิดที่มีฤทธิ์ต่อฮอร์โมนร่วมกัน

ไม่ควรสรุปว่ากวาวเครือแดงสามารถใช้แทนยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เช่น sildenafil ได้ เพราะหลักฐานเปรียบเทียบยังมีข้อจำกัดและผลการศึกษาไม่สอดคล้องกัน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

มีการนำกวาวเครือแดงไปพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมักทำในรูปแบบผง แคปซูล หรือสารสกัด และมักมีการสื่อสารทางการตลาดเกี่ยวกับการบำรุงกำลังและสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดอาจมีความแตกต่างกันในด้านชนิดวัตถุดิบ วิธีสกัด ปริมาณสารสำคัญ และมาตรฐานการผลิต จึงไม่ควรใช้ผลการวิจัยของวัตถุดิบชนิดหนึ่งไปยืนยันประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ทุกชนิด

ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่าข้อมูลปัจจุบันยังไม่เพียงพอสำหรับการสนับสนุนการรับประทานกวาวเครือแดงในรูปอาหารเสริม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ส่วนที่ใช้: หัวหรือรากสะสมอาหารใต้ดิน
  • ควรเลือกวัตถุดิบจากต้นที่จำแนกชนิดทางพฤกษศาสตร์ได้ถูกต้อง
  • หลังเก็บเกี่ยวควรทำความสะอาดและหั่นเป็นชิ้นเพื่อช่วยให้แห้งอย่างทั่วถึง
  • ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนนำไปเก็บรักษา
  • เก็บในภาชนะที่ปิดสนิท
  • ป้องกันแสงและความชื้น
  • เก็บในบริเวณที่แห้งและอากาศไม่ร้อนจัด

ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุให้เก็บ Butea Superba Root ในภาชนะที่ปิดสนิท ป้องกันแสง และเก็บไว้ในที่แห้ง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กวาวเครือแดงเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการนำหัวใต้ดินมาใช้เป็นยาบำรุงกำลังและบำรุงสมรรถภาพทางเพศ

ลักษณะของหัวที่มีสารคัดหลั่งสีแดงคล้ายเลือดเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้พืชชนิดนี้มีความโดดเด่นในตำรายาพื้นบ้าน นอกจากนี้ยังมีการนำรากและเปลือกเถาไปใช้ในตำรับยาไทยบางชนิด

ประวัติและวัฒนธรรม

กวาวเครือแดงมีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของไทย โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับการบำรุงกำลัง ความแข็งแรง และสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย การใช้หัวใต้ดินเป็นยาบำรุงเป็นภูมิปัญญาที่ได้รับการกล่าวถึงในเอกสารด้านการแพทย์แผนไทยและต่อมาได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์เพื่อนำมาศึกษาสารออกฤทธิ์และกลไกทางเภสัชวิทยา

ความสนใจในกวาวเครือแดงเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อมีการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการศึกษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ และเกิดงานวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่า Butea superba มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และข้อมูลการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชดอกระบุว่าชนิดนี้ ยังไม่ถูกจัดว่าอยู่ในภาวะถูกคุกคาม (Not Threatened)

อย่างไรก็ตาม การเก็บหัวและรากจากธรรมชาติโดยตรงทำให้ต้นแม่ถูกทำลาย ดังนั้นการปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบและการเก็บเกี่ยวอย่างมีระบบจึงมีความสำคัญต่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
  • อันดับ (Order): Fabales
  • วงศ์ (Family): Fabaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily): Papilionoideae
  • เผ่า (Tribe): Phaseoleae
  • สกุล (Genus): Butea Roxb. ex Willd.
  • ชนิด (Species): Butea superba Roxb. ex Willd.

ชื่อพ้องที่สำคัญ ได้แก่ Plaso superba (Roxb. ex Willd.) Kuntze และ Rudolphia superba (Roxb. ex Willd.) Poir.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). กวาวเครือแดง (KWAO KHRUEA DAENG): Butea Superbae Radix. ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย. สำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.
  2. กรมป่าไม้. (2565). รายงานการศึกษาวิชาการด้านวนศาสตร์ชุมชน. กรมป่าไม้.
  3. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กวาวเครือแดง.
  4. Cherdshewasart, W., & Nimsakul, N. (2003). Clinical trial of Butea superba, an alternative herbal treatment for erectile dysfunction. Asian Journal of Andrology, 5(3), 243–246.
  5. Cherdshewasart, W., Bhuntaku, P., Panriansaen, R., Dahlan, W., & Malaivijitnond, S. (2008). Androgen disruption and toxicity tests of Butea superba Roxb., a traditional herb used for treatment of erectile dysfunction, in male rats. Maturitas, 60(2), 131–137. https://doi.org/10.1016/j.maturitas.2008.04.011
  6. Manosroi, A., Sanphet, K., Saowakon, S., Aritajat, S., & Manosroi, J. (2006). Effects of Butea superba on reproductive systems of rats. Fitoterapia, 77(6), 435–438. https://doi.org/10.1016/j.fitote.2006.05.024
  7. Ngamrojanavanich, N., Loontaisong, A., Pengpreecha, S., Cherdshewasart, W., Pornpakakul, S., Pudhom, K., Roengsumran, S., & Petsom, A. (2007). Cytotoxic constituents from Butea superba Roxb. Journal of Ethnopharmacology, 109(2), 354–358. https://doi.org/10.1016/j.jep.2006.07.034
  8. Boonsombat, J., Prachyawarakorn, V., Pansanit, A., Mahidol, C., Ruchirawat, S., & Thongnest, S. (2017). Superbanone, a new 2-aryl-3-benzofuranone and other bioactive constituents from the tuber roots of Butea superba. Chemistry & Biodiversity. https://doi.org/10.1002/cbdv.201700044
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Butea superba Roxb. ex Willd. Plants of the World Online.
  10. National Center for Biotechnology Information. (2026). Butea superba Roxb. ex Willd. Taxonomy Browser.

 

Scroll to top