กลอย
กลอย เป็นพืชหัวใต้ดินในวงศ์กลอย (Dioscoreaceae) ที่พบในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียเขตร้อน นิยมนำหัวมาใช้เป็นอาหารพื้นบ้านหลังผ่านกระบวนการกำจัดพิษอย่างเหมาะสม เนื่องจากหัวสดมีสารอัลคาลอยด์ ไดออสคอรีน (dioscorine) ซึ่งเป็นสารพิษที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง นอกจากนี้ กลอยยังปรากฏในตำรับยาแผนไทยบางตำรับ โดยเฉพาะตำรับ ยาธรณีสัณฑะฆาต อย่างไรก็ตาม การใช้กลอยเป็นยาและอาหารต้องให้ความสำคัญกับการกำจัดพิษและการเตรียมวัตถุดิบอย่างถูกต้องเป็นพิเศษ
ชื่อวิทยาศาสตร์: Dioscorea hispida Dennst.
ชื่อวงศ์: Dioscoreaceae
ชื่อสามัญ: Asiatic bitter yam, Intoxicating yam
ชื่อท้องถิ่น: กลอย, มันกลอย, กลอยข้าวเหนียว, กลอยหัวเหนียว, กลอยนก, กลอยไข่, กอย, กลอยขาว
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กลอย
- ชื่ออื่น: มันกลอย, กลอยข้าวเหนียว, กลอยหัวเหนียว, กลอยนก, กลอยไข่, กลอยขาว, กอย
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Dioscorea hispida Dennst.
- วงศ์: Dioscoreaceae
- ชื่อสามัญ: Asiatic bitter yam, Intoxicating yam
- ลักษณะการดำรงชีวิต: ไม้เถาล้มลุก/ไม้เถาอายุหลายปี มีหัวสะสมอาหารใต้ดิน
- ส่วนที่ใช้ประโยชน์: หัวใต้ดินเป็นส่วนหลัก และมีการใช้รากตามภูมิปัญญาบางพื้นที่
- ข้อสำคัญ: หัวกลอยดิบมีสารพิษ โดยเฉพาะไดออสคอรีน จึงไม่ควรรับประทานสดหรือปรุงโดยไม่ผ่านกระบวนการกำจัดพิษ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: เป็นไม้เถาเลื้อยพันพืชอื่น ไม่มีมือเกาะ ลำต้นกลม เรียว มีหนามเล็ก ๆ และมีขนนุ่มสีขาวปกคลุม เถาสามารถเลื้อยได้ยาวมาก โดยบางแหล่งระบุว่ายาวได้ถึงประมาณ 20 เมตร
- หัวใต้ดิน: เป็นอวัยวะสะสมอาหาร อยู่ลึกจากผิวดินประมาณ 10–15 เซนติเมตร ลักษณะกลม รี หรือเป็นพู มีรากเล็ก ๆ กระจายโดยรอบ โดยทั่วไปพบประมาณ 3–5 หัวต่อต้น เปลือกบางสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมเหลือง เนื้อภายในมีทั้งสีขาวและสีเหลืองอ่อนถึงเหลือง
- ใบ: เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ ใบย่อยตรงกลางมีขนาดใหญ่กว่าใบคู่ข้าง รูปรี รูปไข่ หรือรูปไข่กลับ ขอบใบเรียบ
- ดอก: ดอกขนาดเล็ก สีเขียว ออกเป็นช่อตามซอกใบ โดยมีดอกเพศผู้และเพศเมียแยกกันเป็นคนละต้นตามลักษณะที่รายงานใน Flora of Thailand
- ผล: เป็นผลแห้งแตก มีลักษณะเป็นครีบ 3 ครีบ ภายในมีเมล็ดแบนและมีปีกบาง
- ช่วงออกดอก: ประมาณเดือนมีนาคม–มิถุนายน
- ช่วงติดผล: ประมาณเดือนกรกฎาคม–พฤศจิกายน
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์: พบตามธรรมชาติในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อินเดีย จีนตอนกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงอินโดนีเซีย นิวกินี และทางตอนเหนือของออสเตรเลีย
- ในประเทศไทย: พบได้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณป่าเต็งรัง ป่าผสมผลัดใบ ป่าดิบ และพื้นที่เปิดที่มีดินระบายน้ำดี
- ระดับความสูง: พบได้ตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงประมาณ 1,200 เมตร
- ถิ่นอาศัย: มักขึ้นในพื้นที่โล่งของป่าผสมผลัดใบและป่าดิบที่มีดินระบายน้ำดี
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพพื้นที่: ควรปลูกในพื้นที่ที่มีดินร่วนหรือดินที่ระบายน้ำดี เนื่องจากกลอยสร้างหัวสะสมอาหารใต้ดิน
- การปลูก: ในประเทศไทยมีทั้งการเก็บจากธรรมชาติและการปลูกในพื้นที่เกษตร โดยเก็บหัวในช่วงฤดูแล้งหลังส่วนเหนือดินแห้งตาย
- การขยายพันธุ์: กลอยสามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและส่วนของหัว แต่ข้อมูลด้านวิธีการเพาะปลูกเชิงพาณิชย์ที่เป็นมาตรฐานยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับมันหรือ Dioscorea ชนิดที่ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจทั่วไป
- ข้อควรระวังในการปลูก: เนื่องจากพืชมีความแปรผันของลักษณะหัวและปริมาณสารพิษ จึงควรใช้พันธุ์หรือแหล่งพันธุ์ที่ทราบประวัติและไม่ควรสรุปว่ากลอยที่มีลักษณะเนื้อสีใดสีหนึ่งจะปลอดสารพิษเสมอไป
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- หัวใต้ดิน: เป็นส่วนที่ใช้เป็นเครื่องยา โดยหัวแห้งใช้ในตำรับยาแผนไทยบางตำรับ
- ราก: มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ โดยเฉพาะการใช้ภายนอก
- การเตรียมเครื่องยา: ในตำรับยาบางชนิดกำหนดให้ คั่วหัวกลอยก่อนนำไปใช้ เพื่อเตรียมวัตถุดิบตามหลักการแพทย์แผนไทย
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- หัวใต้ดิน: ตามตำรายาไทยมีการใช้แก้ เถาดาน ซึ่งอธิบายตามภูมิปัญญาไทยว่าเป็นอาการแข็งเป็นลำในท้อง
- หัวตากแห้ง: มีรายงานการใช้ในตำรับพื้นบ้านเพื่อแก้น้ำเหลืองเสีย ขับปัสสาวะ และแก้อาการปวดตามข้อ
- การใช้ภายนอก: หัวหรือรากที่ผ่านการเตรียมตามภูมิปัญญา มีรายงานการนำมาทำเป็นยาสำหรับใช้ภายนอก เช่น หุงเป็นน้ำมันใส่แผลหรือใช้พอกบางชนิด
- ตำรับยาแผนไทย: กลอยเป็นส่วนประกอบของ ยาธรณีสัณฑะฆาต ซึ่งใช้ตามข้อบ่งใช้ของตำรับยาแผนไทยสำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับท้องผูกและกษัยเส้น
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อพิสูจน์ประสิทธิผลทางคลินิกของกลอยเดี่ยว ๆ โดยเฉพาะเมื่อใช้รักษาโรคที่ต้องได้รับการวินิจฉัยจากบุคลากรทางการแพทย์
วิธีใช้
- การใช้เป็นเครื่องยา: ต้องใช้หัวกลอยที่ผ่านการเตรียมวัตถุดิบตามตำรับยาแผนไทย โดยบางตำรับกำหนดให้ คั่วก่อนนำไปใช้
- การใช้ในตำรับยาธรณีสัณฑะฆาต: กลอยเป็นตัวยาชนิดหนึ่งในตำรับ ไม่ได้ใช้เป็นยาชนิดเดี่ยว โดยตำรับ พ.ศ. 2564 ระบุให้กลอย 1 กรัมในสูตรรวม 160 กรัม และกำหนดให้ตัวยากลอยคั่วก่อนนำไปใช้
- การรับประทานเป็นอาหาร: หัวต้องผ่านกระบวนการกำจัดพิษก่อน เช่น ปอกเปลือก หั่นบาง และล้างหรือแช่น้ำหลายครั้ง/ใช้น้ำไหลตามภูมิปัญญาท้องถิ่น จากนั้นจึงนำไปนึ่ง ต้ม หรือประกอบอาหาร
- ข้อควรระวัง: ไม่ควรนำหัวสดมารับประทานหรือทดลองกำจัดพิษด้วยตนเองโดยไม่มีความรู้ เนื่องจากความเข้มข้นของสารพิษอาจแตกต่างกันระหว่างแหล่งและช่วงเวลา
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- กลอยไม่ได้มีสถานะเป็น “ยาสมุนไพรเดี่ยว” สำหรับรับประทานทั่วไป แต่มีการใช้เป็น ตัวยาประกอบในตำรับยาแผนไทยที่อยู่ในระบบบัญชียาจากสมุนไพร/ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ
- ตัวอย่างสำคัญคือ ยาธรณีสัณฑะฆาต ซึ่งมีหัวกลอยเป็นส่วนประกอบ และมีการกำหนดวิธีเตรียมตัวยากลอยโดยให้คั่วก่อนนำไปปรุงยา
- การใช้ยาตามบัญชีควรเป็นไปตามข้อบ่งใช้ ขนาดยา ข้อห้ามใช้ และคำเตือนของตำรับนั้น ๆ ไม่ควรนำข้อมูลของตัวยากลอยไปใช้เป็นคำแนะนำในการรับประทานกลอยดิบ
สารสำคัญ
- Dioscorine (ไดออสคอรีน): เป็นอัลคาลอยด์สำคัญและเป็นสารพิษที่มีความเกี่ยวข้องกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และการกดระบบประสาทส่วนกลางเมื่อได้รับในปริมาณสูง
- Diosgenin และ steroidal saponins: มีรายงานการตรวจพบสารกลุ่มซาโปนินสเตียรอยด์ในกลอย และเป็นกลุ่มสารที่ได้รับความสนใจด้านเภสัชวิทยา
- Water-soluble polysaccharides: พบสารพอลิแซ็กคาไรด์ที่ละลายน้ำได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพ
- สารฟีนอลิก: งานวิจัยสมัยใหม่ตรวจพบสาร เช่น protocatechuic acid, phloretic acid และ 4-hydroxybenzoic acid ในสารสกัดน้ำ
- Dioscin: มีรายงานการตรวจพบสารกลุ่ม steroidal saponin ชนิดนี้ในสารสกัดน้ำของกลอย
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ด้านเภสัชเวท: มีการศึกษามาตรฐานทางเภสัชเวทของหัวกลอยแห้งจากหลายพื้นที่ในประเทศไทย รวมถึงการศึกษาลักษณะทางมหภาค จุลกายวิภาค ปริมาณสารสกัด และการตรวจวิเคราะห์ไดออสคอรีน
- ด้านการกำจัดพิษ: งานวิจัยและข้อมูลทางวิชาการสอดคล้องกันว่าสารไดออสคอรีนมีคุณสมบัติละลายน้ำ และกระบวนการล้างหรือแช่น้ำหลายครั้งสามารถช่วยลดสารพิษได้ จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของภูมิปัญญาการเตรียมกลอยเพื่อบริโภค
- ด้านความปลอดภัย: งานวิจัยปี ค.ศ. 2025 ที่ศึกษาสารสกัดน้ำจากหัว D. hispida พบว่าในการทดลองแบบให้ครั้งเดียวในหนู ไม่พบอาการพิษรุนแรงถึงขนาด 2,000 มก./กก. และไม่พบความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมในการทดสอบที่ใช้ อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยระบุว่ายังจำเป็นต้องศึกษาความปลอดภัยจากการใช้ซ้ำและการศึกษาในสัตว์เพิ่มเติม
- ด้านฤทธิ์ทางชีวภาพ: มีรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์อื่น ๆ จากสารสกัดหรือสารประกอบบางกลุ่ม แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง ไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับหลักฐานประสิทธิผลในมนุษย์
เภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาท: ไดออสคอรีนเป็นสารอัลคาลอยด์ที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท และหากได้รับในปริมาณมากสามารถทำให้เกิดอาการกดระบบประสาทส่วนกลางได้
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดหรือส่วนประกอบจากหัวกลอยมีรายงานฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิด เช่น Escherichia coli, Staphylococcus aureus และ Salmonella ในการศึกษาทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ: สารกลุ่ม steroidal saponins และสารประกอบฟีนอลิกได้รับการศึกษาในระดับก่อนคลินิก
- ฤทธิ์อื่น ๆ: มีการศึกษาฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน และระบบภูมิคุ้มกันจากสารสกัดหรือสารประกอบบางกลุ่ม แต่ยังไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ในมนุษย์
ความปลอดภัย
กลอยสดเป็นพืชที่ต้องระวังเรื่องพิษอย่างมาก โดยเฉพาะหัวใต้ดินที่มีไดออสคอรีนและสารอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดพิษได้
- ห้ามรับประทานหัวสดหรือกลอยที่ยังไม่ได้กำจัดพิษ
- อาการพิษที่มีรายงาน ได้แก่ คันหรือระคายคอ คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก ใจสั่น เวียนศีรษะ ตาพร่า อ่อนเพลีย และอาจมีอาการทางระบบประสาท
- หากได้รับสารพิษในปริมาณมาก อาจเกิดการกดระบบประสาทส่วนกลาง ชัก อัมพาต และอาจเสียชีวิตได้
- กลอยสีขาวหรือสีเหลืองไม่สามารถใช้สีของเนื้อหัวเป็นหลักประกันว่าปลอดภัย เพราะความแตกต่างของชนิดหรือรูปแบบภายในไม่สามารถระบุได้จากลักษณะเหนือดินอย่างแน่นอน
- การกำจัดพิษต้องอาศัยการเตรียมที่ถูกต้องและมีประสบการณ์ ไม่ควรทดลองรับประทานกลอยที่ยังไม่ผ่านกระบวนการมาตรฐาน
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกลอยเดี่ยวกับยาสมัยใหม่อย่างชัดเจน จึงควรใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะการใช้หัวกลอยหรือสารสกัดที่ไม่ผ่านการกำจัดพิษอย่างเหมาะสม
สำหรับ ยาธรณีสัณฑะฆาต ซึ่งมีกลอยเป็นส่วนประกอบ มีคำเตือนเรื่องการใช้ร่วมกับยาบางกลุ่ม เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด/ยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด และยาบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญยา เนื่องจากตำรับมีพริกไทยในปริมาณสูง ดังนั้นข้อมูลดังกล่าวควรพิจารณาในระดับ ตำรับยา ไม่ควรเหมารวมว่าเป็นปฏิกิริยาของกลอยเพียงชนิดเดียว
การใช้ในอาหาร
กลอยเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีประวัติการบริโภคในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน แต่ต้องผ่านการกำจัดพิษก่อน
- ข้าวเหนียวหน้ากลอย: นำกลอยที่กำจัดพิษแล้วมานึ่งและรับประทานร่วมกับข้าวเหนียว
- กลอยแกงบวด: ใช้กลอยที่ผ่านการเตรียมแล้วประกอบกับกะทิและน้ำตาล
- กลอยทอด: หั่นเป็นชิ้นบางแล้วนำไปทอด
- ข้าวเกรียบกลอย: ใช้กลอยหรือแป้งกลอยเป็นวัตถุดิบในการผลิต
- แป้งกลอย: สามารถนำหัวมาผ่านกระบวนการแยกแป้งเพื่อใช้ในอาหารหรือผลิตภัณฑ์บางประเภท
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์อาหาร: ใช้หัวกลอยที่ผ่านการกำจัดพิษเป็นวัตถุดิบในอาหารและขนมพื้นบ้าน
- แป้งกลอย: มีการศึกษาการสกัดแป้งจากหัวกลอยเพื่อประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารและอุตสาหกรรม
- ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง: งานวิจัยสมัยใหม่มีการศึกษาการนำแป้งและสารสกัดจากกลอยไปประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยมีการศึกษาฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์บางชนิดในระดับทดลอง
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: กลอยอาจปรากฏในรูปของตัวยาประกอบในตำรับยาแผนไทย แต่การผลิตต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สมุนไพร
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ช่วงเก็บเกี่ยว: นิยมเก็บหัวในช่วงฤดูแล้ง เมื่อส่วนเหนือดินแห้งหรือตายลง ทำให้สังเกตตำแหน่งหัวและขุดได้ง่าย
- การเลือกหัว: ควรเลือกหัวที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อรา ไม่มีร่องรอยเน่าเสีย และทราบแหล่งที่มา
- การเตรียมเป็นเครื่องยา: หัวสามารถหั่นเป็นชิ้นและทำให้แห้งตามหลักการเตรียมเครื่องยา โดยงานเภสัชเวทมีการศึกษาหัวกลอยแห้งที่เตรียมในลักษณะหั่นและตากแห้ง
- การเก็บรักษา: กลอยแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา
- ข้อสำคัญ: การทำให้แห้งไม่ได้หมายความว่าสารพิษจะถูกกำจัดหมด ดังนั้นวัตถุดิบกลอยที่ยังมีสารพิษไม่ควรถูกนำไปบริโภคโดยตรง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ภูมิปัญญาการใช้กลอยในประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับการรู้จัก “กำจัดพิษก่อนบริโภค” ซึ่งเป็นองค์ความรู้สำคัญของชุมชนที่ใช้พืชชนิดนี้เป็นอาหาร
- ปอกเปลือกหัว
- หั่นเป็นแผ่นบาง
- นำไปล้างหรือแช่น้ำหลายครั้ง
- ในบางพื้นที่ใช้ภาชนะโปร่งและให้น้ำไหลผ่านเพื่อชะสารพิษ
- เมื่อลดความขมและความระคายเคืองแล้วจึงนำไปนึ่ง ต้ม หรือประกอบอาหาร
- บางพื้นที่นำกลอยที่ผ่านการเตรียมแล้วไปผสมกับข้าวเหนียว น้ำตาล และกะทิ
ภูมิปัญญาดังกล่าวสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ที่ว่าสารไดออสคอรีนสามารถละลายน้ำได้ จึงสามารถลดลงได้ด้วยการชะล้างอย่างเหมาะสม
ประวัติและวัฒนธรรม
กลอยเป็นหนึ่งในพืชอาหารพื้นบ้านที่มีความสำคัญในบริบทของ อาหารยังชีพและอาหารป่าของชุมชนชนบทในประเทศไทย รวมทั้งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอดีตหัวกลอยสามารถเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตในช่วงที่อาหารประเภทอื่นหาได้ยาก
การนำกลอยมาเป็นอาหารสะท้อนภูมิปัญญาของชุมชนในการจัดการพืชที่มีสารพิษ โดยเฉพาะความรู้เรื่องการหั่น การแช่น้ำ การเปลี่ยนน้ำ และการปรุงให้สุก ปัจจุบันเมนูอย่าง ข้าวเหนียวกลอย กลอยแกงบวด และกลอยทอด ยังคงพบในวัฒนธรรมอาหารพื้นบ้านของไทย
สถานะการอนุรักษ์
- สถานะระดับโลก: Flora of Thailand ระบุสถานะ Least Concern (LC) ตามข้อมูล IUCN ที่อ้างอิงในงานดังกล่าว
- กลอยมีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชีย จึงไม่ได้อยู่ในกลุ่มพืชที่มีการกระจายพันธุ์จำกัดในระดับโลก
- อย่างไรก็ตาม Flora of Thailand ระบุว่ายังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมว่าประชากรหรือรูปแบบย่อยบางกลุ่มอาจมีความจำเป็นต้องได้รับการอนุรักษ์เฉพาะหรือไม่
- สถานะในพื้นที่เฉพาะ: สถานภาพอาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศหรือพื้นที่ เช่น ฐานข้อมูลพืชของสิงคโปร์ระบุสถานะท้องถิ่นเป็น Critically Endangered ดังนั้นไม่ควรนำสถานะระดับโลกไปใช้แทนสถานะการอนุรักษ์ในแต่ละประเทศ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- หมวด (Phylum): Streptophyta
- ชั้น (Class): Equisetopsida
- อันดับ (Order): Dioscoreales
- วงศ์ (Family): Dioscoreaceae R. Br.
- สกุล (Genus): Dioscorea L.
- ชนิด (Species): Dioscorea hispida Dennst.
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ: Dioscorea hispida Dennst.
- ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน: Dioscorea daemona Roxb., Dioscorea hirsuta Blume, Dioscorea lunata Roth และชื่อในระดับชนิดย่อยหรือพันธุ์อื่น ๆ อีกหลายชื่อ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). ก่อนกินกลอย…ดูกันให้ดีๆ ก่อนนะ. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กลอย. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กลอย: เครื่องยา. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). ข้อมูลสิ่งมีชีวิต: Dioscorea hispida. Thai Biodiversity Information Facility.
- สำนักงานหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2552). Flora of Thailand: Dioscorea hispida Dennst. e-Flora of Thailand.
- Sasiwatpaisit, N. (2554). Pharmacognostic specification and dioscorine content of Dioscorea hispida tubers [วิทยานิพนธ์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย].
- Muhammad, H., Nik Zainuddin, N. A. S., Md Nasir, N. L., Ab Dullah, S. S., Ibnu Rasid, E. N., Lau, M. S., Ashraf Abd Rahman, M. R., Poo, C. L., & Mustapha Kamal, S. K. (2025). Safety profile of Dioscorea hispida tuber extract: A combined acute toxicity and genotoxicity study. Frontiers in Pharmacology, 16. https://doi.org/10.3389/fphar.2025.1666101
- National Parks Board Singapore. (2025). Dioscorea hispida. Flora & Fauna Web.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Dioscorea hispida Dennst. Plants of the World Online.
- Wilkin, P., & Thapyai, C. (2009). Dioscorea hispida Dennst. In Flora of Thailand (Vol. 10, Part 1). The Forest Herbarium, Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation.
- World Health Organization/PROSEA. (n.d.). Dioscorea hispida Dennst. In Plant Resources of South-East Asia.
