กอมก้อห้วย

กอมก้อห้วย

กอมก้อห้วย

กอมก้อห้วยเป็นสมุนไพรพื้นบ้านในวงศ์กะเพรา (Lamiaceae) พบขึ้นตามชายป่า ที่รกร้าง และพื้นที่โล่งในประเทศไทย มีชื่อท้องถิ่นที่พบในเอกสาร ได้แก่ สาบเสือ และ หญ้าฝรั่ง โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันว่า Anisomeles indica (L.) Kuntze พืชชนิดนี้มีประวัติการใช้เป็นยาพื้นบ้านเพื่อบำรุงธาตุ ขับลม ลดไข้ และบรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ อย่างไรก็ตาม ชื่อ “สาบเสือ” อาจทำให้สับสนกับสาบเสือที่รู้จักกันทั่วไปคือ Chromolaena odorata จึงควรตรวจสอบด้วยชื่อวิทยาศาสตร์ก่อนนำมาใช้เป็นยา

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กอมก้อห้วย
  • ชื่อท้องถิ่น: สาบเสือ, หญ้าฝรั่ง โดยชื่อและพื้นที่เรียกอาจแตกต่างกันตามท้องถิ่นและเอกสารอ้างอิง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Anisomeles indica (L.) Kuntze
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Epimeredi indicus (L.) Rothm., Marrubium indicum (L.) Burm.f., Nepeta indica L.
  • วงศ์: Lamiaceae หรือ Labiatae
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ: Indian catmint, Malabar catmint
  • ลักษณะการเจริญ: เป็นพืชล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก มีอายุยืนหรือกึ่งไม้พุ่ม พบได้ตามพื้นที่โล่ง ชายป่า และพื้นที่ถูกรบกวน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1–2 เมตร ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้าน ลำต้นและกิ่งมีลักษณะเป็นเหลี่ยมและมีร่องตื้น ๆ ปกคลุมด้วยขนสั้นนุ่ม โดยเฉพาะบริเวณกิ่งอ่อน
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปไข่แกมวงรี ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบตัดหรือสอบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย แผ่นใบมีขนทั้งสองด้าน โดยด้านบนมักมีขนหยาบกว่า ก้านใบยาวประมาณ 1–4.5 เซนติเมตร
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบและตามปลายกิ่ง ดอกออกเป็นกระจุก กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอดหรือถ้วย ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกมีสีม่วงหรือชมพูและอาจมีสีอ่อนบริเวณกลางดอก
  • ผล: เป็นผลแห้งไม่แตก มีขนาดเล็ก ลักษณะค่อนข้างกลมหรือรูปกระสวย เมื่อแก่มีสีดำเป็นมัน ขนาดประมาณ 1.5 มิลลิเมตร

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • มีถิ่นกำเนิดกว้างในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย
  • พบในอินเดีย เนปาล จีนตอนใต้และตะวันออก อินโดจีน เมียนมา ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไต้หวัน และพื้นที่อื่น ๆ ในเอเชีย
  • ในประเทศไทยมีรายงานพบหลายพื้นที่ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก เลย นครสวรรค์ กาญจนบุรี ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี เพชรบุรี และนครศรีธรรมราช
  • มักขึ้นตามชายป่า พื้นที่รกร้าง พื้นที่โล่ง ริมลำธาร และบริเวณที่ถูกรบกวน โดยพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำไปจนถึงพื้นที่ภูเขา

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การเพาะเมล็ด: สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เมล็ดควรใช้จากผลแก่สมบูรณ์และเพาะในวัสดุปลูกที่ระบายน้ำได้ดี
  • การปักชำ: มีรายงานว่าสามารถขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่งได้เช่นกัน
  • สภาพแวดล้อม: ชอบแสงแดดค่อนข้างมากถึงเต็มวัน ต้องการน้ำระดับปานกลาง และเจริญได้ดีในดินร่วนหรือดินที่ระบายน้ำดี
  • เนื่องจากเป็นพืชที่สามารถพบขึ้นเองตามพื้นที่รกร้างและพื้นที่โล่ง จึงเป็นพืชที่มีศักยภาพในการปลูกค่อนข้างง่ายเมื่อจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ต้นหรือส่วนเหนือดิน
  • ใบ
  • ราก

ข้อมูลการใช้พื้นบ้านของไทยระบุการใช้ต้น ใบ และรากแตกต่างกันตามสรรพคุณที่ต้องการ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ต้น: ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ ขับลม ขับปัสสาวะ และใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อช่วยลดไข้
  • ใบ: ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงธาตุ ใช้ในอาการรูมาติซึม และใช้ชงเป็นเครื่องดื่มเพื่อช่วยขับเหงื่อ
  • ใบ: ตำรับพื้นบ้านล้านนามีการนำใบมาเคี้ยวแล้วพ่นหรือใช้บริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
  • รากแห้ง: มีรายงานการใช้พื้นบ้านสำหรับอาการไข้ หวัด ปวดท้อง โรครูมาติก แผลที่ผิวหนัง และใช้แก้พิษงู
  • ข้อมูลดังกล่าวเป็น การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์ทั้งหมด

วิธีใช้

  • ยาต้ม: ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำต้นหรือใบมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม
  • ชงดื่ม: ใบสามารถชงกับน้ำร้อนเพื่อใช้เป็นเครื่องดื่มตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใช้ภายนอก: ใบสดมีรายงานการนำมาใช้กับบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย และมีการใช้ส่วนใบสดหรือแห้งทำเป็นน้ำล้างในภูมิปัญญาของบางประเทศ
  • ข้อควรระวัง: ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานจากข้อมูลพื้นบ้านเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดยาที่ได้รับการยืนยันสำหรับการรักษาโรคในมนุษย์อย่างเพียงพอ

สารสำคัญ

มีการศึกษาพบสารออกฤทธิ์หลายกลุ่มใน Anisomeles indica ได้แก่

  • Ovatodiolide: สารกลุ่ม cembrane-type diterpenoid หรือ macrocyclic diterpenoid เป็นหนึ่งในสารสำคัญที่ได้รับการศึกษามากที่สุด
  • Pedalitin: สารกลุ่ม flavonoid
  • Scutellarein 7-O-β-D-glucuronide methyl ester: สารกลุ่ม flavonoid
  • Acteoside: สารกลุ่ม phenylpropanoid/phenylethanoid glycoside
  • นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่ม terpenoids, flavonoids, benzenoids, phenylpropanoids และ phytosterols อีกหลายชนิด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยในปี 2002 ศึกษายาต้มจากใบและลำต้นของ Anisomeles indica ในระยะก่อนออกดอกและระยะออกดอก พบศักยภาพด้านฤทธิ์ต้านการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ และมีการประเมินความเป็นพิษของสารสกัดด้วย
  • งานวิจัยปี 2003 พบว่าสารสกัดน้ำจากใบและลำต้นของพืชระยะก่อนออกดอกมีฤทธิ์ลดความเจ็บปวดและลดภาวะไวต่อความเจ็บปวดมากเกินไปในหนูทดลอง ขณะที่ผลดังกล่าวไม่เด่นชัดในพืชระยะออกดอก
  • งานวิจัยปี 2008 พบว่าสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืชสามารถลดการสร้าง nitric oxide และไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เช่น TNF-α และ IL-12 ในเซลล์แมคโครฟาจของหนูทดลอง และพบฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งบางชนิดในหลอดทดลอง
  • งานวิจัยปี 2009 แยกสารจากพืชได้หลายกลุ่ม และพบว่า ovatodiolide, pedalitin, scutellarein derivative และ acteoside มีฤทธิ์ยับยั้งตัวกลางการอักเสบบางชนิดในหลอดทดลอง
  • งานวิจัยในปี 2022 รายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน เช่น ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และผลต่อระบบประสาทและระบบทางเดินอาหารในแบบจำลองทดลอง
  • บทความทบทวนปี 2026 สรุปว่า A. indica เป็นแหล่งสารออกฤทธิ์ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะ ovatodiolide ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านมะเร็ง ต้านไวรัส ต้านแบคทีเรีย ต้านอนุมูลอิสระ และการปรับภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังไม่เพียงพอสำหรับการสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรค

เภสัชวิทยา

จากการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง พบแนวโน้มฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการ ได้แก่

  • ต้านการอักเสบ: เกี่ยวข้องกับการลดการสร้าง nitric oxide และไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ
  • ระงับปวด: สารสกัดน้ำจากใบและลำต้นระยะก่อนออกดอกแสดงฤทธิ์ลดปวดในสัตว์ทดลอง
  • ต้านอนุมูลอิสระ: มีรายงานฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระของสารสกัด
  • ต้านจุลชีพ: มีรายงานฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิดจากสารสกัด
  • ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร: มีการศึกษาฤทธิ์ลดอาการท้องเสียและปกป้องระบบทางเดินอาหารในแบบจำลองทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของเซลล์: สารสกัดและสารบริสุทธิ์บางชนิดแสดงผลต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง

หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ in vitro หรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำผลดังกล่าวมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลของยาในผู้ป่วยมนุษย์

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยของกอมก้อห้วยในมนุษย์ยังมีจำกัด
  • งานวิจัยด้านพิษวิทยาที่ตีพิมพ์ในปี 2026 ประเมินผงมาตรฐานที่มี A. indica โดยใช้การทดสอบตามแนวทาง OECD พบว่าไม่ก่อการกลายพันธุ์ ไม่พบความผิดปกติของโครโมโซมและไมโครนิวเคลียส และในการศึกษาป้อนซ้ำ 28 วันในหนูทดลองไม่พบความผิดปกติที่สัมพันธ์กับการรักษา โดยรายงานค่า NOAEL ที่ 8,000 มก./กก./วันสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ศึกษา
  • ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นข้อมูลของ ผงมาตรฐานและแบบจำลองสัตว์ทดลอง ไม่ควรนำมาใช้กำหนดขนาดรับประทานสำหรับคนโดยตรง
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้มข้น

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอในการระบุปฏิกิริยาระหว่างกอมก้อห้วยกับยาชนิดใดอย่างชัดเจน แต่เนื่องจากสารสกัดมีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม และมีการศึกษาฤทธิ์ต่อการอักเสบ การรวมตัวของเกล็ดเลือด และระบบชีวภาพอื่น ๆ ในระดับทดลอง ผู้ที่ใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการอักเสบ ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้สารสกัดเข้มข้น จนกว่าจะมีข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างยาที่ชัดเจน

การใช้ในอาหาร

  • ในต่างประเทศมีรายงานการใช้ Anisomeles indica เป็น สมุนไพรหรือเครื่องเทศ โดยเฉพาะใบที่มีกลิ่นหอมและมีรสค่อนข้างขม
  • มีรายงานการนำใบสดหรือใบแห้งมาใช้แต่งกลิ่นอาหารในบางพื้นที่ของเอเชียใต้ โดยมักใช้ในปริมาณไม่มากเนื่องจากรสและกลิ่นค่อนข้างแรง
  • สำหรับประเทศไทย ไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่ากอมก้อห้วยเป็นผักหรือเครื่องเทศที่บริโภคกันอย่างแพร่หลาย จึงควรแยกข้อมูลการใช้เป็นอาหารของต่างประเทศออกจากภูมิปัญญาการใช้ยาในประเทศไทย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • มีรายงานการใช้พืชชนิดนี้ในรูปแบบ สมุนไพรแห้งหรือวัตถุดิบสมุนไพร ในบางประเทศ
  • มีการศึกษาการพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและสารสกัดมาตรฐาน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ศึกษาปริมาณสารออกฤทธิ์กลุ่ม ovatodiolide
  • มีงานวิจัยที่ศึกษาผงพืชมาตรฐานเพื่อประเมินความปลอดภัยสำหรับการใช้เป็นส่วนประกอบอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ยังไม่ควรสรุปว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีข้อบ่งใช้เพื่อรักษาโรค
  • มีการศึกษาการใช้ผงใบและรากเป็นวัสดุคลุมดินเพื่อยับยั้งวัชพืช ซึ่งเป็นแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ไม่ใช่ด้านยา

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ควรเก็บเกี่ยวต้นและใบจากต้นที่สมบูรณ์และปราศจากการปนเปื้อนสารเคมีหรือสิ่งสกปรก
  • หากต้องการทำวัตถุดิบแห้ง ควรทำความสะอาดและผึ่งหรือตากในที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้นสูง
  • เมื่อแห้งสนิทควรบรรจุในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และเก็บให้พ้นแสง ความร้อน และความชื้น
  • ควรติดฉลากระบุชื่อพืช Anisomeles indica (L.) Kuntze เพื่อป้องกันการสับสนกับพืชชื่อพื้นเมือง “สาบเสือ” ชนิดอื่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กอมก้อห้วยปรากฏในข้อมูลภูมิปัญญาสมุนไพรไทยและล้านนา โดยมีการใช้ส่วนต้นและใบสำหรับบำรุงธาตุ ขับลม ลดไข้ ขับเหงื่อ และใช้ใบกับบริเวณที่ถูกแมลงกัดต่อย ส่วนรากแห้งมีรายงานการใช้สำหรับอาการปวดท้อง โรครูมาติก แผลผิวหนัง และอาการอื่น ๆ ตามตำรายาพื้นบ้าน อย่างไรก็ตาม การใช้แต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกัน และควรระบุว่าเป็น ภูมิปัญญาดั้งเดิม ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก

ประวัติและวัฒนธรรม

กอมก้อห้วยเป็นพืชสมุนไพรที่มีการใช้ในระบบการแพทย์พื้นบ้านของหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย ศรีลังกา ไต้หวัน และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อพื้นเมืองจำนวนมากสะท้อนการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน เช่น การใช้เป็นยาขับลม ยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบ และสมุนไพรสำหรับระบบทางเดินอาหาร

สำหรับประเทศไทย ฐานข้อมูลด้านพรรณไม้ของกรมป่าไม้ระบุชื่อพื้นเมือง กอมก้อห้วย, สาบเสือ และหญ้าฝรั่ง และยืนยันชื่อวิทยาศาสตร์ Anisomeles indica (L.) Kuntze

สถานะการอนุรักษ์

  • Plants of the World Online (Kew) ระบุ Anisomeles indica เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธาน และการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของ Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุว่า not threatened หรือคาดว่าไม่อยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม
  • อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นการประเมินเชิงคาดการณ์ ไม่ควรตีความว่าเป็นสถานะในบัญชี IUCN Red List โดยตรง
  • การเก็บจากธรรมชาติควรหลีกเลี่ยงพื้นที่อนุรักษ์และควรส่งเสริมการปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบแทนการเก็บจากป่ามากเกินไป

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Lamiales
  • Family: Lamiaceae
  • Genus: Anisomeles R.Br.
  • Species: Anisomeles indica (L.) Kuntze

ชื่อ Anisomeles indica (L.) Kuntze เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับใน Plants of the World Online โดย Kew และมีชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานหลายชื่อ เช่น Epimeredi indicus (L.) Rothm. และ Marrubium indicum (L.) Burm.f.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมป่าไม้. (2565). รายชื่อพันธุ์ไม้สามัญและวิทยาศาสตร์. กรมป่าไม้.
  2. ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). สมุนไพรพื้นบ้านล้านนา: กอมก้อห้วย. มหาวิทยาลัยมหิดล. ข้อมูลที่เผยแพร่ซ้ำระบุหน้าข้อมูลกอมก้อห้วย หน้า 103.
  3. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กอมก้อห้วย.
  4. Chen, Y.-L., Lan, Y.-H., Hsieh, P.-W., Wu, C.-C., Chen, S.-L., Yen, C.-T., Chang, F.-R., Hung, W.-C., & Wu, Y.-C. (2008). Bioactive cembrane diterpenoids of Anisomeles indica. Journal of Natural Products, 71(7), 1207–1212. https://doi.org/10.1021/np800147z
  5. Dharmasiri, M. G., Ratnasooriya, W. D., & Thabrew, M. I. (2002). Anti-inflammatory activity of decoctions of leaves and stems of Anisomeles indica at preflowering and flowering stages. Pharmaceutical Biology, 40(6), 433–439. https://doi.org/10.1076/phbi.40.6.433.8441
  6. Dharmasiri, M. G., Ratnasooriya, W. D., & Thabrew, M. I. (2003). Water extract of leaves and stems of preflowering but not flowering plants of Anisomeles indica possesses analgesic and antihyperalgesic activities in rats. Pharmaceutical Biology, 41(1), 37–44. https://doi.org/10.1076/phbi.41.1.37.14699
  7. Hsieh, S.-C., Fang, S.-H., Rao, Y. K., & Tzeng, Y.-M. (2008). Inhibition of pro-inflammatory mediators and tumor cell proliferation by Anisomeles indica extracts. Journal of Ethnopharmacology, 118(1), 65–70. https://doi.org/10.1016/j.jep.2008.03.003
  8. Long, Y., Wang, Y., Liu, Y., He, X., et al. (2026). From ethnopharmacology to drug discovery: The therapeutic potential of Anisomeles indica. Phytochemical Analysis. https://doi.org/10.1002/pca.70071
  9. Rao, Y. K., Fang, S.-H., Hsieh, S.-C., Yeh, T.-H., & Tzeng, Y.-M. (2009). The constituents of Anisomeles indica and their anti-inflammatory activities. Journal of Ethnopharmacology, 121(2), 292–296. https://doi.org/10.1016/j.jep.2008.10.032
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Anisomeles indica (L.) Kuntze. Plants of the World Online.

 

Scroll to top