กะเม็งตัวผู้

กะเม็งตัวผู้

กะเม็งตัวผู้

กะเม็งตัวผู้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่พบในพื้นที่ชื้นแฉะของประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชีย มีดอกสีเหลืองเด่น ลำต้นทอดเลื้อยและสามารถออกรากตามข้อ นิยมใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาไทยและเอเชีย โดยเฉพาะส่วนใบและทั้งต้น อย่างไรก็ตาม ชื่อ “กะเม็งตัวผู้” มีประเด็นด้านอนุกรมวิธานที่ควรระวัง เพราะแหล่งข้อมูลเก่ามักใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ Wedelia chinensis (Osbeck) Merr. ขณะที่ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากลปัจจุบันยอมรับชื่อ Sphagneticola calendulacea (L.) Pruski และจัด Wedelia chinensis เป็นชื่อพ้อง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กะเม็งตัวผู้
  • ชื่อท้องถิ่น: ฮ่อมเกี่ยวคำ (เชียงใหม่), กะเม็งดอกเหลือง, อึ้งปั้วกีเชา
  • ชื่อสามัญ: Chinese Wedelia
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน: Sphagneticola calendulacea (L.) Pruski
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในเอกสารเดิม: Wedelia chinensis (Osbeck) Merr.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Complaya chinensis (Osbeck) Strother, Wedelia chinensis (Osbeck) Merr.
  • วงศ์: Asteraceae หรือ Compositae
  • ลักษณะโดยทั่วไป: ไม้ล้มลุกหลายปี ลำต้นทอดเลื้อยหรือแผ่ไปตามพื้นและสามารถเกิดรากบริเวณข้อ ชอบบริเวณดินชื้นและมีดอกสีเหลือง
  • ข้อควรระวังด้านชื่อ: กะเม็งตัวผู้ไม่ควรสับสนกับ กะเม็งตัวเมีย/คัดเม็ง (Eclipta prostrata) ซึ่งเป็นพืชคนละชนิด แม้มีลักษณะและชื่อพื้นบ้านใกล้เคียงกัน งานวิจัยในประเทศไทยระบุว่าความคล้ายคลึงดังกล่าวอาจทำให้เกิดการใช้สมุนไพรผิดชนิดได้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นทอดเลื้อยและชูขึ้นบริเวณปลาย สูงประมาณ 10–50 เซนติเมตร ลำต้นสามารถออกรากบริเวณข้อเมื่อสัมผัสพื้นดิน
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปหอกหรือรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบอาจหยักตื้น ผิวใบมีขนสั้นประปราย ก้านใบสั้น
  • ดอก: เป็นช่อกระจุกแน่นลักษณะคล้ายดอกเดี่ยว ออกบริเวณปลายยอดหรือซอกใบ ดอกวงนอกเป็นดอกลิ้นสีเหลือง ส่วนดอกวงในเป็นดอกหลอดสีเหลือง เมื่อบานเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร
  • ผล: ผลแห้งแบบ achene รูปค่อนข้างสอบหรือเป็นเหลี่ยม ผิวไม่เรียบ มีขนาดประมาณ 4–5 มิลลิเมตร
  • ลักษณะเด่นในการจำแนก: ดอกสีเหลืองและลำต้นทอดเลื้อย เป็นลักษณะที่ช่วยแยกจากกะเม็งตัวเมียซึ่งมีดอกสีขาว

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • มีถิ่นกำเนิดและกระจายพันธุ์ในเอเชีย ตั้งแต่จีนตอนใต้ ญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงอินเดีย ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และประเทศไทย
  • ในประเทศไทยพบได้ตามบริเวณที่มีความชื้น เช่น ที่ลุ่ม ริมทาง พื้นที่รกร้าง ขอบแหล่งน้ำ และพื้นที่ดินชื้น
  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุประเทศไทยเป็นหนึ่งในเขตการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติของชนิดนี้

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • เมล็ด: สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด แต่มีรายงานว่าความแปรผันของต้นที่ได้จากเมล็ดอาจสูง เนื่องจากการผสมข้าม
  • ปักชำ: สามารถใช้กิ่งหรือลำต้นปักชำได้ และเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการขยายพันธุ์ให้ได้ต้นที่มีลักษณะใกล้เคียงต้นแม่ งานวิจัยพบว่าการใช้สาร IBA ช่วยส่งเสริมการเกิดรากของกิ่งปักชำ
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ: มีการศึกษาการเพิ่มจำนวนจากข้อ ตายอด ตาข้าง และชิ้นส่วนใบ โดยสามารถผลิตต้นพันธุ์จำนวนมากได้ภายใต้สภาวะควบคุม
  • สภาพแวดล้อม: ควรปลูกในบริเวณที่มีความชื้นเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และได้รับแสงแดดอย่างเหมาะสม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ: ใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ทั้งต้น: เป็นส่วนที่มีการใช้เป็นเครื่องยา โดยเฉพาะในตำรับพื้นบ้าน
  • ส่วนเหนือดิน: มีการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของหลายประเทศในเอเชีย

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ใบ: ตามตำราสมุนไพรไทยมีรสเอียน ใช้ต้มหรือชงรับประทานเพื่อ แก้ไอ แก้ปวดศีรษะ บำรุงร่างกาย แก้โรคผิวหนัง และช่วยแก้ผมร่วง
  • ทั้งต้น: ใช้ทำเป็นผงหรือยาชงรับประทานตามภูมิปัญญาเพื่อ แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นโลหิต บำรุงโลหิต และใช้เกี่ยวกับอาการผิดปกติของกระเพาะอาหาร นอกจากนี้มีการใช้ตำพอกบริเวณที่มีอาการบวม
  • การแพทย์พื้นบ้านในเอเชีย: มีรายงานการใช้เกี่ยวกับอาการไอ โรคผิวหนัง ผมร่วง อาการอักเสบ และโรคที่เกี่ยวข้องกับตับ
  • ข้อสำคัญ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและการศึกษาก่อนคลินิก ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์

วิธีใช้

  • แบบชงหรือต้ม: ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำใบหรือทั้งต้นมาต้มหรือชงเป็นน้ำสมุนไพร
  • แบบผง: ทั้งต้นที่ทำให้แห้งสามารถบดเป็นผงและใช้ตามตำรับพื้นบ้าน
  • ใช้ภายนอก: มีรายงานการตำส่วนของพืชแล้วนำมาพอกบริเวณที่มีอาการบวม หรือใช้กับปัญหาผิวหนังตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ข้อควรระวัง: ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานจากข้อมูลพื้นบ้านเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรักษาที่เป็นมาตรฐาน

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • จากข้อมูลที่ตรวจสอบ ไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะระบุว่า กะเม็งตัวผู้ (Sphagneticola calendulacea) เป็นรายการสมุนไพรเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้มาตรฐานในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทย
  • ควรแยกออกจาก กะเม็งตัวเมีย (Eclipta prostrata) ซึ่งปรากฏในเอกสารด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนจีนในฐานะเครื่องยาคนละชนิด
  • ดังนั้น หากนำข้อมูลลงเว็บไซต์ ควรเขียนให้ชัดเจนว่า “ยังไม่พบข้อมูลยืนยันการขึ้นบัญชีในชื่อกะเม็งตัวผู้” แทนการระบุว่าอยู่ในบัญชีโดยไม่มีหลักฐาน

สารสำคัญ

  • Wedelolactone: สารกลุ่ม coumestan ที่พบในพืชชนิดนี้และเป็นสารที่ได้รับความสนใจในการศึกษาด้านฤทธิ์ทางชีวภาพ
  • Demethylwedelolactone: สารกลุ่ม coumestan อีกชนิดหนึ่งที่พบในใบ
  • Luteolin: สารกลุ่ม flavonoid
  • Apigenin: สารกลุ่ม flavonoid
  • นอกจากนี้มีรายงานการตรวจพบ phenolics, flavonoids, tannins, saponins, phytosterols และสารกลุ่มอื่น ๆ ในสารสกัดของพืช
  • งานวิเคราะห์ด้วย UPLC-MS/MS พบว่าใบมี demethylwedelolactone, luteolin, wedelolactone และ apigenin มากกว่าส่วนรากและลำต้น โดยตัวอย่างใบมีค่าเฉลี่ยประมาณ 145.34, 85.85, 18.51 และ 34.13 ไมโครกรัม/กรัม น้ำหนักแห้ง ตามลำดับ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยในประเทศไทยที่เปรียบเทียบ กะเม็งตัวผู้ กะเม็งตัวเมีย และกระดุมทองเลื้อย พบว่าสารสกัดเอทานอลของกะเม็งตัวผู้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยมีค่า IC50 จากการทดสอบ DPPH เท่ากับ 43.48 ± 1.00 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร และมีปริมาณฟีนอลิกรวม 55.46 ± 7.18 มิลลิกรัม GAE ต่อสารสกัด 1 กรัม
  • การศึกษาดังกล่าวพบว่าสารสกัดของพืชทั้งสามชนิดมีฤทธิ์ต้านเชื้อ Staphylococcus aureus, Pseudomonas aeruginosa และ MRSA ค่อนข้างต่ำ จึงไม่ควรนำผลดังกล่าวไปอ้างว่าเป็นยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิผลในคน
  • งานวิจัยอีกฉบับพบว่าสารสกัด Wedelia chinensis มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ cholinesterase และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในหลอดทดลอง โดยพบ apigenin เป็นสารสำคัญที่มีส่วนต่อฤทธิ์ดังกล่าว
  • มีการศึกษาสารสกัดกะเม็งตัวผู้ในแบบจำลองลำไส้อักเสบในหนู และพบว่าสารสกัดสามารถลดอาการที่เกิดจากแบบจำลองการอักเสบได้ อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวยังเป็นหลักฐานระดับสัตว์ทดลอง ไม่ใช่หลักฐานการรักษาในมนุษย์
  • งานวิจัยด้านมะเร็งต่อมลูกหมากพบว่า wedelolactone, luteolin และ apigenin จาก W. chinensis สามารถออกฤทธิ์ร่วมกันในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากในการทดลอง และมีการพัฒนาสารสกัดมาตรฐานเพื่อการวิจัยต่อไป แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในมนุษย์ได้

เภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สัมพันธ์กับสารกลุ่ม phenolics และ flavonoids รวมถึง apigenin และ luteolin
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: มีรายงานจากการทดลองระดับเซลล์ โดยเฉพาะการยับยั้งการสร้าง nitric oxide
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ: มีรายงานจากการศึกษาก่อนคลินิกและการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับสารสกัด Wedelia chinensis
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: มีรายงานฤทธิ์ต่อแบคทีเรียบางชนิด แต่ผลจากงานวิจัยไทยพบว่าฤทธิ์ต้านเชื้อของสารสกัดที่ทดสอบอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
  • ฤทธิ์ยับยั้ง cholinesterase: มีหลักฐานจากการทดลองในหลอดทดลอง และพบ apigenin เป็นสารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ดังกล่าว
  • ฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง: สาร wedelolactone, luteolin และ apigenin มีการศึกษาในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอสำหรับใช้เป็นยารักษามะเร็ง

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ของกะเม็งตัวผู้ยังมีจำกัด และยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกมากพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยสำหรับการใช้รักษาโรค
  • การศึกษาความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังในหนูที่ได้รับสารสกัด W. chinensis ทางปากเป็นเวลา 28 วัน ที่ขนาด 100, 500 และ 1,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว ไม่พบความผิดปกติเด่นชัดด้านพฤติกรรม การเจริญเติบโต หรืออวัยวะจากการตรวจด้วยตาเปล่าในเงื่อนไขของการทดลองนั้น
  • ผลดังกล่าว ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยในคน หรือใช้กำหนดขนาดยาสำหรับมนุษย์ได้
  • ผู้ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวและผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบเข้มข้นหรือเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร

การใช้ในอาหาร

  • มีรายงานจากต่างประเทศว่าใบอ่อนของ Sphagneticola calendulacea มีการนำมารับประทานเป็นผักในบางพื้นที่ของเอเชีย และมีการใช้ทำเครื่องดื่มสมุนไพร
  • อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการบริโภคเป็นอาหารในประเทศไทยยังไม่เด่นชัด และไม่ควรสรุปว่าพืชชนิดนี้เป็นผักพื้นบ้านที่รับประทานได้ทั่วไปโดยไม่มีการตรวจสอบชนิดพืชและแหล่งที่มา

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: สามารถพบการกล่าวถึงการใช้สารสกัดในงานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์สมุนไพร
  • ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผม: ภูมิปัญญาดั้งเดิมของเอเชียมีการใช้ใบและส่วนเหนือดินเพื่อดูแลเส้นผมและปัญหาผมร่วง
  • ชาสมุนไพร: มีรายงานการใช้พืชชนิดนี้เป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่มสมุนไพรในบางประเทศ โดยเฉพาะไต้หวันและจีน
  • สารสกัดมาตรฐาน: มีการศึกษาการพัฒนาสารสกัดที่ควบคุมปริมาณสารสำคัญ เช่น wedelolactone, luteolin และ apigenin เพื่อใช้ในการวิจัย

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ช่วงเก็บเกี่ยว: สามารถเก็บส่วนเหนือดินหรือทั้งต้นในช่วงที่ต้นเจริญสมบูรณ์และมีดอก
  • การเตรียม: คัดแยกสิ่งปนเปื้อนและส่วนที่เสียหายออก ล้างอย่างรวดเร็วหากจำเป็น แล้วผึ่งหรือตากให้แห้ง
  • การทำแห้ง: ควรทำให้แห้งอย่างทั่วถึงเพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมสภาพของวัตถุดิบ
  • การเก็บรักษา: เก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง และควรเก็บในบริเวณที่แห้งและมีอากาศถ่ายเท
  • สำหรับวัตถุดิบที่นำไปใช้เป็นเครื่องยา ควรมีการระบุชนิดพืชและแหล่งที่มาอย่างชัดเจน เพราะกะเม็งตัวผู้มีลักษณะคล้ายกับกะเม็งตัวเมียและพืชวงศ์เดียวกันหลายชนิด

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ในภูมิปัญญาไทย ใบ ใช้ต้มหรือชงรับประทานเพื่อแก้ไอ ปวดศีรษะ บำรุงร่างกาย และใช้กับโรคผิวหนังหรือผมร่วง
  • ทั้งต้น มีการทำเป็นผงหรือยาชง ใช้ตามภูมิปัญญาสำหรับอาการไอ อาเจียนเป็นเลือด และใช้บำรุงโลหิต
  • มีการใช้ส่วนของพืชตำผสมกับข้าวเพื่อพอกบริเวณที่มีอาการบวม
  • ชื่อ “กะเม็งดอกเหลือง” เป็นชื่อที่ช่วยแยกกะเม็งตัวผู้จากกะเม็งตัวเมียที่มีดอกสีขาวในภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กะเม็งตัวผู้มีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรในเอเชียมายาวนาน โดยพบการใช้ในระบบการแพทย์พื้นบ้านของอินเดีย จีน ไต้หวัน และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ในเอกสารการแพทย์แผนไทย ชื่อกะเม็งตัวผู้ถูกบันทึกแยกจากกะเม็งตัวเมีย โดยลักษณะที่ใช้จำแนกสำคัญคือ ดอกสีเหลือง และการเจริญเติบโตในพื้นที่ชื้นแฉะ
  • ในวัฒนธรรมสมุนไพรจีน ชื่อและการใช้กะเม็งมีความเกี่ยวข้องกับการใช้พืชกลุ่มที่แตกต่างจากกะเม็งตัวผู้ของไทย จึงจำเป็นต้องตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ก่อนนำตำรับจีนมาเทียบกับตำรับไทย

สถานะการอนุรักษ์

  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ระบุสถานะการประเมินภายใต้ชื่อพ้อง Wedelia chinensis ว่า Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ
  • ข้อมูล Angiosperm Extinction Risk Predictions ยังประเมินว่าไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม
  • แม้สถานะระดับโลกจะอยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำ แต่การอนุรักษ์ในระดับท้องถิ่นยังควรให้ความสำคัญกับการรักษาถิ่นอาศัยและการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • กลุ่มพืชมีดอก (Clade): Angiosperms
  • กลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่แท้ (Clade): Eudicots
  • อันดับ (Order): Asterales
  • วงศ์ (Family): Asteraceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily): Asteroideae
  • เผ่า (Tribe): Heliantheae
  • สกุล (Genus): Sphagneticola
  • ชนิด (Species): Sphagneticola calendulacea (L.) Pruski
  • ชื่อพ้องสำคัญ: Wedelia chinensis (Osbeck) Merr.; Complaya chinensis (Osbeck) Strother; Wedelia calendulacea Less.
  • หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน: ปัจจุบัน Kew Plants of the World Online ยอมรับ Sphagneticola calendulacea เป็นชื่อที่ถูกต้อง และจัด Wedelia chinensis กับ Complaya chinensis เป็นชื่อพ้อง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2551). คู่มือการใช้สมุนไพรไทย-จีน. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์.
  2. นิศารัตน์ สังคะรัมย์, บรรลือ สังข์ทอง, และ รุจิลักขณ์ รัตตะรมย์. (2564). ฤทธิ์ทางชีวภาพ ปริมาณฟีนอลิกรวม และรอยพิมพ์โครมาโตกราฟีของกะเม็งตัวเมีย กะเม็งตัวผู้ และกระดุมทองเลื้อย. วารสารวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, [ข้อมูลบทความวิจัย].
  3. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2540). สารานุกรมสมุนไพร. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์.
  4. วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. (2539). พจนานุกรมสมุนไพรไทย (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพมหานคร: ประชุมทองการพิมพ์.
  5. ราชบัณฑิตยสภา. (2554). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. กรุงเทพมหานคร: ราชบัณฑิตยสภา.
  6. Kew Science. (2026). Sphagneticola calendulacea (L.) Pruski. Plants of the World Online.
  7. Kew Science. (2026). Wedelia chinensis (Osbeck) Merr. Plants of the World Online.
  8. Madhavan, S., & Balu, S. (1995). Rapid multiplication of Wedelia chinensis (Osbeck) Merr.—A valuable medicinal herb. Ancient Science of Life, 15(1), 75–78.
  9. Martin, K. P., Beena, M. R., & Joseph, D. (2003). High frequency axillary bud multiplication and ex vitro rooting of Wedelia chinensis (Osbeck) Merr.—A medicinal plant. Indian Journal of Experimental Biology, 41(3), 262–266.
  10. Tsai, Y.-T., & To, K.-Y. (2021). Plant regeneration from leaf explants of the medicinal herb Wedelia chinensis. Horticulturae, 7(10), 407.
  11. Tsai, Y.-T., et al. (2021). Induction of polyploidy and metabolic profiling in the medicinal herb Wedelia chinensis. Plants, 10(6), 1232.
  12. Shukla, S., et al. (2021). Evaluation of cholinesterase inhibitory and antioxidant activity of Wedelia chinensis and isolation of apigenin as an active compound. BMC Complementary Medicine and Therapies, 21.

 

Scroll to top