กัญชง

กัญชง

กัญชง

กัญชง หรือ เฮมพ์ (Hemp) เป็นพืชในสกุล Cannabis ชนิด Cannabis sativa L. มีประวัติการใช้ประโยชน์มายาวนานทั้งด้านเส้นใย อาหาร น้ำมันจากเมล็ด เครื่องสำอาง และการแพทย์ โดยกัญชงที่ใช้ในเชิงอุตสาหกรรมและสุขภาพมักคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีสาร THC ต่ำ ขณะที่ CBD และสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ได้รับความสนใจในการศึกษาทางเภสัชวิทยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กัญชง
  • ชื่อสามัญ: Hemp, Industrial hemp
  • ชื่ออื่น: เฮมพ์, หม่าง หรือ หมั้ง ในกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Cannabis sativa L. โดยในเอกสารไทยบางแหล่งระบุเป็น Cannabis sativa L. subsp. sativa
  • วงศ์: Cannabaceae
  • สกุล: Cannabis
  • อายุ: ไม้ล้มลุกอายุปีเดียว
  • ลักษณะเด่น: ลำต้นสูงตรง ใบประกอบแบบฝ่ามือ และมีเส้นใยจากลำต้นที่มีความเหนียวและแข็งแรง
  • ประโยชน์สำคัญ: เส้นใย เมล็ด น้ำมันจากเมล็ด โปรตีน สารสกัด และวัตถุดิบสำหรับอาหาร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และอุตสาหกรรมต่าง ๆ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง มีเหลี่ยมและมีขนสั้น ความสูงโดยทั่วไปประมาณ 1–6 เมตร ขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพแวดล้อม
  • ราก: มีรากแก้วและรากแขนงจำนวนมาก ช่วยยึดลำต้นและดูดน้ำและธาตุอาหาร
  • ใบ: เป็นใบประกอบแบบฝ่ามือ มีใบย่อยประมาณ 5–11 ใบ ใบย่อยรูปแคบยาว ปลายแหลม ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ก้านใบมีขน ใบส่วนล่างมักมีจำนวนใบย่อยมากกว่าใบส่วนบน
  • ดอก: ดอกมีขนาดเล็กและมักแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกเพศผู้รวมเป็นช่อแบบโปร่ง ส่วนดอกเพศเมียมีช่อที่แน่นกว่าและมีต่อมสร้างเรซินบริเวณใบประดับ
  • ผล: เป็นผลแห้งแบบ achene รูปไข่หรือค่อนข้างกลม ผิวเรียบเป็นมัน สีเทาถึงน้ำตาล และมีลวดลายคล้ายแผนที่
  • ความแตกต่างจากกัญชา: กัญชงที่คัดเลือกเพื่อการผลิตเส้นใยมักมีลำต้นสูงเรียว ใบเรียงห่าง และให้เส้นใยมาก ส่วนกัญชามักคัดเลือกเพื่อช่อดอกและมีปริมาณสารแคนนาบินอยด์แตกต่างกัน ทั้งนี้การจำแนกกัญชงกับกัญชาในปัจจุบันควรพิจารณาตามนิยามและเกณฑ์ทางกฎหมาย รวมถึงปริมาณ THC ของวัตถุดิบ ไม่ควรใช้ลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียว

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในบริเวณเอเชียกลางต่อเนื่องไปถึงซินเจียงและปากีสถาน
  • การกระจายพันธุ์: ปัจจุบันมีการปลูกและแพร่กระจายไปในหลายพื้นที่ของโลก รวมถึงเอเชีย ยุโรป อเมริกา และประเทศไทย
  • ประเทศไทย: มีประวัติการใช้กัญชงมายาวนาน โดยเฉพาะในชุมชนชาวม้งทางภาคเหนือ ซึ่งมีการปลูกเพื่อใช้เส้นใยทำเครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ และประกอบพิธีกรรม

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
  • เมล็ดพันธุ์: ควรเลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีแหล่งที่มาและคุณภาพตรงตามวัตถุประสงค์การปลูก
  • ดิน: ควรเป็นดินที่ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุและธาตุอาหารเพียงพอ
  • น้ำ: ต้องการน้ำอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะระยะเริ่มเจริญเติบโต แต่ไม่ควรปล่อยให้ดินแฉะเป็นเวลานาน
  • แสง: ต้องการแสงแดดเพียงพอเพื่อการเจริญเติบโตและการสร้างเส้นใย
  • การเก็บเกี่ยว: ระยะเก็บเกี่ยวแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ เช่น ผลิตเส้นใย ผลิตเมล็ด หรือผลิตสารสกัด
  • ข้อควรระวัง: การปลูกเชิงพาณิชย์และการผลิตวัตถุดิบที่อยู่ภายใต้กฎหมายควบคุม ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีการผลิตสารสกัด

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ: มีการใช้ในตำรับและภูมิปัญญาบางพื้นที่ แต่การใช้ทางการแพทย์ต้องพิจารณาชนิดของวัตถุดิบ ปริมาณ THC/CBD และข้อกำหนดตามกฎหมาย
  • สารสกัด: ใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์บางประเภท โดยต้องควบคุมคุณภาพและปริมาณสารสำคัญ
  • เมล็ดและน้ำมันจากเมล็ด: มีการใช้ในอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ไม่ใช่แหล่งหลักของ THC หรือ CBD ตามธรรมชาติของเมล็ดที่สะอาด

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น: ชาวม้งมีการใช้เมล็ดกัญชงเป็นอาหารและใช้ในภูมิปัญญาด้านสุขภาพ เช่น ใช้เป็นยาบำรุงเลือด และมีการกล่าวถึงการใช้เมล็ดสดเพื่อช่วยสลายนิ่ว
  • ใบ: มีข้อมูลภูมิปัญญาบางแหล่งกล่าวถึงการใช้ใบเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด คลายกล้ามเนื้อ และใช้ในอาการบางชนิด เช่น เกาต์ อย่างไรก็ตามข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลจากภูมิปัญญา ไม่ควรนำเสนอว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่พิสูจน์แล้วทางคลินิก
  • สารแคนนาบินอยด์: งานวิจัยเกี่ยวกับ Cannabis sativa พบว่า CBD และ THC มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน โดย CBD ไม่มีฤทธิ์ทำให้เมาแบบ THC และมีการศึกษาด้านอาการปวดเรื้อรังและโรคลมชัก ส่วน THC มีข้อมูลเกี่ยวกับการลดคลื่นไส้อาเจียนและกระตุ้นความอยากอาหาร
  • ข้อสำคัญ: ไม่ควรเหมารวมสรรพคุณของกัญชากับกัญชง เนื่องจากองค์ประกอบของสารแคนนาบินอยด์ในแต่ละสายพันธุ์และผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน

วิธีใช้

  • เมล็ด: ใช้เป็นอาหารหรือวัตถุดิบสำหรับผลิตน้ำมันและโปรตีนจากเมล็ด
  • น้ำมันเมล็ดกัญชง: ใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร น้ำสลัด และผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภท
  • ใบ: การใช้เป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพต้องเป็นไปตามข้อกำหนดด้านอาหารและกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น
  • สารสกัด CBD: สามารถนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์บางประเภทภายใต้ข้อกำหนดเรื่องแหล่งที่มา ปริมาณ THC คุณภาพ และการอนุญาต
  • การใช้เป็นยา: ไม่ควรใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์ที่มี THC/CBD เพื่อรักษาโรคด้วยตนเอง ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและอยู่ภายใต้คำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • กัญชงไม่ได้มีรายการยาสมุนไพรเดี่ยวที่เป็นมาตรฐานในบัญชียาจากสมุนไพรโดยใช้ชื่อ “กัญชง” เป็นตัวยาหลักอย่างชัดเจน
  • อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีรายการยาสมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับ สารสกัดกัญชาและยาน้ำมันกัญชา เช่น ยาน้ำมันสารสกัดกัญชาที่มี CBD และ THC ในอัตราส่วนที่กำหนด และตำรับยากัญชาบางรายการ
  • ดังนั้น ในเว็บไซต์ควรแยกหัวข้อ “กัญชง” ออกจาก “กัญชา” อย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้อ่านเข้าใจว่ากัญชงทุกสายพันธุ์หรือทุกส่วนมีข้อบ่งใช้เช่นเดียวกับตำรับยากัญชา

สารสำคัญ

  • Cannabinoids: กลุ่มสารสำคัญที่พบในพืชสกุล Cannabis
  • Cannabidiol (CBD): เป็นแคนนาบินอยด์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการมึนเมาแบบ THC และเป็นสารที่ได้รับความสนใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • Δ9-Tetrahydrocannabinol (THC): เป็นสารแคนนาบินอยด์ที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทและทำให้เกิดอาการมึนเมา
  • Cannabigerol (CBG), Cannabinol (CBN): เป็นแคนนาบินอยด์อื่นที่พบและอยู่ระหว่างการศึกษา
  • สารกลุ่มฟีนอลิก: กัญชงยังมีสารกลุ่ม phenylpropanoids และ lignanamides เช่น cannabisin หลายชนิด ซึ่งมีการศึกษาด้านฤทธิ์ทางชีวภาพ
  • น้ำมันเมล็ด: มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว โดย อย. ระบุว่าปริมาณไขมันในเมล็ดกัญชงอยู่ประมาณ 29–34% และมีกรดไขมัน เช่น linoleic acid, linolenic acid และ oleic acid

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ด้านการนอนหลับ: งานวิจัยแบบสุ่มมีกลุ่มเปรียบเทียบที่ตีพิมพ์ในปี 2026 ศึกษาน้ำมัน Cannabis sativa ในผู้มีภาวะนอนไม่หลับเรื้อรังจำนวน 60 คน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าคะแนนคุณภาพการนอนหลับดีขึ้น และมีรายงานอาการไม่พึงประสงค์ระดับเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ศึกษา “น้ำมัน Cannabis sativa” และไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานเฉพาะสำหรับกัญชงทุกสายพันธุ์หรือผลิตภัณฑ์ทุกชนิด
  • ด้านโรคลมชัก: CBD มีหลักฐานทางคลินิกสนับสนุนการใช้ในโรคลมชักบางกลุ่ม โดยเฉพาะในรูปแบบผลิตภัณฑ์ยาที่มีการควบคุมปริมาณสารสำคัญ
  • ด้านอาการปวด: มีการศึกษาสารแคนนาบินอยด์ในอาการปวดเรื้อรัง แต่ผลการศึกษาขึ้นกับชนิดของสาร อัตราส่วน THC:CBD ขนาดยา และรูปแบบผลิตภัณฑ์
  • ด้านคลื่นไส้และความอยากอาหาร: THC และยาที่ออกฤทธิ์ผ่านระบบแคนนาบินอยด์มีหลักฐานบางส่วนด้านการลดคลื่นไส้อาเจียนและเพิ่มความอยากอาหาร
  • ข้อจำกัดของหลักฐาน: ผลจากสารสกัดกัญชาหรือกัญชาทางการแพทย์ไม่สามารถนำมาสรุปโดยตรงว่าเมล็ดกัญชง น้ำมันเมล็ดกัญชง หรือกัญชงที่มี THC ต่ำจะให้ผลเช่นเดียวกัน

เภสัชวิทยา

  • สาร THC ออกฤทธิ์สำคัญผ่าน CB1 receptor ในระบบประสาทส่วนกลาง และ CB2 receptor ในระบบภูมิคุ้มกันและเนื้อเยื่ออื่น
  • CBD มีเภสัชวิทยาซับซ้อนและไม่ได้ออกฤทธิ์เหมือน THC ที่ CB1 receptor โดยตรง
  • THC ถูกเปลี่ยนแปลงในตับโดยเอนไซม์หลายชนิด โดยเฉพาะ CYP2C9 และ CYP3A4
  • CBD เกี่ยวข้องกับการทำงานของ CYP2C19 และ CYP3A4 รวมถึงเอนไซม์และตัวขนส่งยาอื่น ๆ
  • ผลทางเภสัชวิทยาแตกต่างกันมากตามสัดส่วน THC/CBD วิธีให้ยา ขนาดยา และลักษณะของผลิตภัณฑ์

ความปลอดภัย

  • กัญชงที่มี THC ต่ำ ไม่ควรถูกตีความว่าไม่มีความเสี่ยง เพราะผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการสกัดอาจมีความเข้มข้นของสารแคนนาบินอยด์สูงกว่าวัตถุดิบเดิม
  • THC: อาจทำให้เกิดง่วง เวียนศีรษะ การตอบสนองช้าลง ความจำและการประสานงานของกล้ามเนื้อลดลง และในปริมาณสูงอาจเกิดอาการทางจิตประสาท
  • CBD: โดยทั่วไปไม่ทำให้เกิดอาการมึนเมาแบบ THC แต่ขนาดสูงอาจทำให้เกิดง่วง อ่อนเพลีย ท้องเสีย และอาจมีผลต่อตับหรือการทำงานของยาอื่น
  • กลุ่มที่ควรระมัดระวัง: เด็ก สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร ผู้มีโรคตับ ผู้มีโรคหัวใจและหลอดเลือด และผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารแคนนาบินอยด์
  • ผลิตภัณฑ์ควรมีการตรวจสอบปริมาณ THC/CBD และคุณภาพ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานอาจมีปริมาณสารสำคัญแตกต่างจากฉลาก

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • CBD และ THC สามารถเกี่ยวข้องกับเอนไซม์ Cytochrome P450 จึงมีโอกาสเปลี่ยนแปลงระดับยาอื่นในเลือด
  • ยาที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ warfarin, ยากันชักบางชนิด, ยากดประสาทส่วนกลาง และยาที่มีช่วงการรักษาแคบ
  • CBD อาจเพิ่มระดับของ clobazam และยาบางชนิดที่ถูกเปลี่ยนแปลงผ่าน CYP2C19
  • มีข้อมูลว่าการใช้ร่วมกับ warfarin อาจเพิ่มค่า INR และความเสี่ยงเลือดออก จึงควรติดตาม INR อย่างใกล้ชิด
  • ยากลุ่มกดประสาทเมื่อใช้ร่วมกับ THC/CBD อาจเพิ่มอาการง่วงและการทำงานของระบบประสาทลดลง
  • ความเสี่ยงของปฏิกิริยาระหว่างยาขึ้นกับขนาดยาและรูปแบบผลิตภัณฑ์ จึงไม่ควรใช้สารสกัดแคนนาบินอยด์ร่วมกับยาประจำโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

การใช้ในอาหาร

  • เมล็ดกัญชง: ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหาร ธัญชาติ ขนมปัง ขนมอบ เครื่องดื่ม โยเกิร์ต ซุป ไอศกรีม และขนมขบเคี้ยว
  • น้ำมันเมล็ดกัญชง: ใช้ในน้ำสลัด อาหารเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์อาหารบางชนิด
  • โปรตีนจากเมล็ดกัญชง: ใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
  • เมล็ดกัญชงมีโปรตีน กรดไขมันไม่อิ่มตัว กรดอะมิโนจำเป็น วิตามินอี และแร่ธาตุหลายชนิด
  • ข้อควรระวัง: การนำกัญชงหรือสารสกัดไปใช้เป็นส่วนประกอบอาหารต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขและมาตรฐานอาหารที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการควบคุม THC/CBD และชนิดของส่วนพืชที่อนุญาตให้ใช้

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์อาหาร: เมล็ด น้ำมันเมล็ด และโปรตีนจากเมล็ด
  • เครื่องสำอาง: น้ำมันเมล็ดและสารสกัดกัญชงถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเส้นผม
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: ใช้สารสกัดหรือส่วนของพืชตามข้อกำหนดด้านผลิตภัณฑ์สมุนไพร
  • ผลิตภัณฑ์เส้นใย: ใช้เส้นใยทำเสื้อผ้า เชือก กระดาษ สิ่งทอ และวัสดุชีวภาพ
  • ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม: เมล็ด น้ำมัน เส้นใย และส่วนประกอบจากกัญชงสามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายประเภท

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เมล็ด: ควรเก็บเกี่ยวเมื่อเมล็ดแก่เต็มที่และมีความชื้นเหมาะสม จากนั้นทำความสะอาดและทำให้แห้งเพื่อลดการเกิดเชื้อรา
  • ใบและส่วนพืช: ควรเก็บเกี่ยวตามวัตถุประสงค์ของผลิตภัณฑ์ และควรหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของดิน ฝุ่น จุลินทรีย์ และสารเคมี
  • การเก็บเมล็ด: ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง ความร้อน และออกซิเจน
  • วัตถุดิบสมุนไพร: ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยแนะนำให้เก็บใบกัญชาในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง และเก็บในสถานที่เย็นและแห้ง
  • การควบคุมหลังการเก็บเกี่ยวมีความสำคัญ เนื่องจากการเก็บเมล็ดไม่เหมาะสมอาจทำให้สารเรซินจากช่อดอกและใบอ่อนปนเปื้อนบนผิวเมล็ด ส่งผลให้ตรวจพบ THC/CBD ได้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • กัญชงมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวม้งในภาคเหนือของประเทศไทยมาเป็นเวลานาน
  • เส้นใย: นำมาทอเป็นเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เชือก และเครื่องใช้
  • อาหาร: มีการใช้ใบและเมล็ดในวิถีอาหารพื้นบ้าน
  • ภูมิปัญญาด้านสุขภาพ: มีการใช้เมล็ดและใบตามความเชื่อและองค์ความรู้ที่สืบทอดในชุมชน
  • พิธีกรรม: เส้นใยกัญชงมีความสำคัญในพิธีกรรมของชาวม้ง เช่น การทำสายสิญจน์ การผูกมือ และการทอเครื่องแต่งกายสำหรับงานประเพณี
  • กัญชงจึงไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจ แต่เป็นพืชที่มีความสำคัญต่ออัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนม้ง

ประวัติและวัฒนธรรม

กัญชงเป็นพืชที่มนุษย์รู้จักและนำมาใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในด้านเส้นใย เมล็ด และน้ำมัน ในประเทศไทยกัญชงมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับวัฒนธรรมของชาวม้ง ซึ่งมีการปลูกและแปรรูปเส้นใยเป็นเครื่องแต่งกายและเครื่องใช้ รวมถึงใช้ในพิธีกรรมสำคัญตั้งแต่เกิดจนถึงเสียชีวิต

ในด้านการแพทย์ ควรแยกประวัติการใช้ กัญชา ออกจาก กัญชง เพราะเอกสารตำรายาไทยจำนวนมากกล่าวถึงกัญชาโดยตรง ขณะที่กัญชงมีบทบาทเด่นในด้านอาหาร เส้นใย และภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า

สถานะการอนุรักษ์

Cannabis sativa L. ไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นพืชที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew และมีการปลูกอย่างแพร่หลายทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ พันธุ์กัญชงพื้นเมืองและพันธุ์ที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรม มีความสำคัญในด้านทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเส้นใยและวัฒนธรรมของชุมชน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Rosales
  • Family: Cannabaceae
  • Genus: Cannabis L.
  • Species: Cannabis sativa L.
  • ชื่อที่ใช้ในเอกสารไทยบางแหล่ง: Cannabis sativa L. subsp. sativa
  • ชื่อพ้องที่พบในระบบอนุกรมวิธาน: ชื่อระดับชนิดย่อยหรือพันธุ์หลายชื่อ เช่น Cannabis sativa subsp. indica และ Cannabis sativa var. indica ปัจจุบัน Plants of the World Online ของ Kew ยอมรับ Cannabis sativa L. เป็นชื่อชนิดที่ยอมรับ และจัดชื่อดังกล่าวเป็นชื่อพ้องภายใต้ชนิดนี้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566). คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนประกอบของกัญชา/กัญชง. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา – กองอาหาร
  2. กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566). เมล็ดกัญชงมีประโยชน์ด้านอาหารอย่างไร. กองอาหาร อย.
  3. กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566). ตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากเมล็ดกัญชง. กองอาหาร อย.
  4. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (2564). “กัญชง” ควรค่ากับสมญานามคำว่าพืชมหัศจรรย์ได้แน่หรือ. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  5. พิชานันท์ ลีแก้ว. (ม.ป.ป.). กัญชงกับการใช้ประโยชน์ทางด้านเครื่องสำอาง. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดล
  6. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. (ม.ป.ป.). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: กัญชา, ใบ (Cannabis sativa leaf). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย
  7. ดวงดำรงค์, จ., และคณะ. (2565). การใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรคและข้อบ่งใช้: การเปรียบเทียบหลักฐานเชิงประจักษ์ระหว่างการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนตะวันตก. Siriraj Medical Bulletin, 15(3), 155–163. Siriraj Medical Bulletin
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cannabis sativa L. Plants of the World Online. Plants of the World Online – Kew
  9. Herdegen, T., et al. (2023). Drug interactions of tetrahydrocannabinol and cannabidiol in cannabinoid drugs: Recommendations for clinical practice. Deutsches Ärzteblatt International, 120. PubMed Central
  10. Alsherbiny, M. A., & Li, C. G. (2019). Medicinal cannabis—Potential drug interactions. Medicines, 6(1), 3. PubMed Central
  11. Huestis, M. A., et al. (2018). The pharmacokinetics and the pharmacodynamics of cannabinoids. Clinical Pharmacokinetics, 57, 1–17. PubMed Central
  12. Pakdee, N., Sribunrieng, N., & Poowanna, R. (2026). Integrative therapies for chronic insomnia: A randomized controlled trial of a traditional Thai herbal remedy and Cannabis sativa oil. Sleep Medicine: X, 11, 100173. PubMed

 

Scroll to top