กัญชา
กัญชาเป็นพืชสมุนไพรที่มีประวัติการใช้ประโยชน์มายาวนาน ทั้งด้านการแพทย์ อาหาร เส้นใย และวัฒนธรรม โดยมีสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ที่สำคัญ ได้แก่ Δ9-เตตราไฮโดรแคนนาบินอล (THC) และแคนนาบิไดออล (CBD) ปัจจุบันกัญชายังเป็นหัวข้อสำคัญทางการแพทย์และเภสัชวิทยา แต่การใช้กัญชา โดยเฉพาะช่อดอกและผลิตภัณฑ์ที่มีสารออกฤทธิ์สูง ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : กัญชา, กัญชาไทย, ต้นกัญชา
- ชื่อสามัญ : Cannabis, Marijuana, Indian hemp
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cannabis sativa L.
- วงศ์ : Cannabaceae
- สกุล : Cannabis
- ลักษณะเด่น : เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีต่อมสร้างเรซินบริเวณช่อดอกและใบประดับ
- สารสำคัญเด่น : Δ9-THC, CBD, CBG, CBN, CBC และสารกลุ่มแคนนาบินอยด์อื่น ๆ รวมถึงเทอร์พีนและฟลาโวนอยด์
- การใช้ประโยชน์ : ใช้ในตำรับยาแผนไทย การแพทย์สมัยใหม่ การวิจัย อาหารบางประเภท เส้นใย และผลิตภัณฑ์จากส่วนต่าง ๆ ของพืช
- ข้อควรทราบในประเทศไทย : สถานะทางกฎหมายของกัญชามีการควบคุมแตกต่างกันตามส่วนของพืชและลักษณะการนำไปใช้ โดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2568 กำหนดให้ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม และมีกฎเกณฑ์เพิ่มเติมด้านการจำหน่าย แปรรูป ศึกษาวิจัย และการใช้ทางการแพทย์
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น : เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งได้ ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยมและมีขนสั้น ๆ ปกคลุม ความสูงแตกต่างตามพันธุ์และสภาพแวดล้อม โดยอาจสูงประมาณ 0.9–4.5 เมตร
- ใบ : เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อยประมาณ 3–7 ใบ และบางต้นอาจพบมากกว่านั้น ใบย่อยรูปแคบยาว ปลายแหลม ขอบใบจัก และมีขนสั้น
- ดอก : โดยทั่วไปเป็นพืชแยกเพศ คือมีต้นเพศผู้และต้นเพศเมียแยกกัน ดอกเพศผู้รวมเป็นช่อโปร่ง ส่วนช่อดอกเพศเมียมีลักษณะกระชับกว่าและมีต่อมสร้างเรซินจำนวนมาก
- ผล : เป็นผลแห้งเมล็ดเดียว ไม่แตกเมื่อแก่ มีลักษณะรีหรือเกือบกลม ผิวค่อนข้างมัน สีเทาถึงน้ำตาล
- ราก : เป็นระบบรากแก้วและรากแขนง ช่วยยึดลำต้นและดูดน้ำกับธาตุอาหารจากดิน
- ต่อมเรซิน : พบมากบริเวณช่อดอกและใบประดับของต้นเพศเมีย เป็นแหล่งสำคัญของแคนนาบินอยด์และเทอร์พีน
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุถิ่นกำเนิดของ Cannabis sativa ว่าอยู่บริเวณเอเชียกลางต่อเนื่องถึงซินเจียงและปากีสถาน
- การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันมีการนำไปปลูกและพบเป็นพืชขึ้นเองในหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงเอเชีย ยุโรป แอฟริกา อเมริกา และโอเชียเนีย
- ในประเทศไทย : มีการปลูกและใช้กัญชามาเป็นเวลานาน โดยมีหลักฐานเกี่ยวข้องกับตำรับยาแผนไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา และมีการพัฒนาสายพันธุ์พื้นถิ่นในหลายพื้นที่
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : ใช้เมล็ดที่สมบูรณ์ เพาะในวัสดุปลูกที่ระบายน้ำดี แล้วจึงย้ายปลูกเมื่อต้นกล้าแข็งแรง
- การปักชำ : สามารถใช้กิ่งจากต้นแม่พันธุ์ที่แข็งแรงเพื่อขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ทำให้ได้ต้นที่มีลักษณะทางพันธุกรรมใกล้เคียงต้นแม่
- ดิน : ควรเป็นดินร่วนหรือดินที่มีอินทรียวัตถุเพียงพอและระบายน้ำได้ดี
- แสง : ต้องการแสงในระดับค่อนข้างมากเพื่อการเจริญเติบโตและการสร้างชีวมวล
- น้ำ : ต้องให้น้ำอย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงน้ำขัง
- การเก็บเกี่ยว : ระยะเก็บเกี่ยวขึ้นกับวัตถุประสงค์และส่วนของพืชที่ต้องการใช้ โดยช่อดอกสำหรับการแพทย์จำเป็นต้องมีการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานอย่างเหมาะสม
- ข้อกำกับในประเทศไทย : การปลูกไม่จำเป็นต้องขออนุญาตเพียงเพื่อการปลูก แต่หากมีการจำหน่ายช่อดอกหรือดำเนินกิจการที่อยู่ภายใต้กฎหมายสมุนไพรควบคุม ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และขออนุญาตตามกฎหมายปัจจุบัน โดยแนวทาง พ.ศ. 2569 เน้นมาตรฐานการปลูกและเก็บเกี่ยวเพื่อวัตถุดิบทางการแพทย์ เช่น GACP และการตรวจคุณภาพ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ช่อดอก : เป็นส่วนที่มีแคนนาบินอยด์ โดยเฉพาะ THC และ CBD ในระดับสูงกว่าส่วนอื่น จึงเป็นส่วนสำคัญในการผลิตสารสกัดและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์
- ใบ : ใช้เป็นเครื่องยาในตำรับยาแผนไทยบางตำรับ
- ก้านและส่วนเหนือดิน : พบการใช้ในตำรับยาแผนไทยบางชนิด
- เมล็ด : มีน้ำมันและสารอาหาร แต่มีองค์ประกอบแคนนาบินอยด์ต่ำมากเมื่อเทียบกับช่อดอก
- ราก : มีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่หลักฐานทางคลินิกสำหรับการใช้รากเป็นยายังมีจำกัด
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกมีข้อมูลตำรับยาแผนไทยที่ใช้ส่วนต่าง ๆ ของกัญชา เช่น ใบกัญชาในยาศุขไสยาศน์ ยาแก้ลมแก้เส้น และตำรับอื่น ๆ
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : กัญชามีรสยาในกลุ่ม “เมาเบื่อ” และถูกนำไปเป็นส่วนประกอบของตำรับยาเพื่อใช้ในอาการต่าง ๆ ตามทฤษฎีและตำราแพทย์แผนไทย
- ช่วยให้นอนหลับ : มีการใช้กัญชาเป็นส่วนประกอบของตำรับ เช่น ยาศุขไสยาศน์
- ช่วยเจริญอาหาร : พบการใช้ในตำรับยาแผนไทยบางตำรับ
- บรรเทาอาการปวดและปวดตึงกล้ามเนื้อ : ตำรับยาที่มีกัญชาหลายชนิดมีการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อบรรเทาอาการปวดและอาการทางระบบลมและเส้น
- บรรเทาอาการจุกเสียด แน่นเฟ้อ และขับลม : พบในตำรับยาแผนไทยหลายตำรับ
- บรรเทาอาการกล้ามเนื้อเกร็งและอาการบางอย่างทางระบบประสาท : มีการนำไปใช้ในตำรับยาบางชนิด เช่น ยาทำลายพระสุเมรุ
- ใช้ภายนอกสำหรับโรคผิวหนังบางชนิด : พบการใช้ในตำรับยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนัง
สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรับยา ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลของกัญชาทุกรูปแบบในโรคดังกล่าว เนื่องจากผลทางการแพทย์ขึ้นกับชนิดสารสกัด ปริมาณ THC/CBD วิธีใช้ และภาวะของผู้ป่วย
วิธีใช้
- ในตำรับยาแผนไทย : ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาที่ผ่านการจัดทำมาตรฐานและใช้ตามข้อบ่งใช้ของตำรับ
- รูปแบบน้ำมันหรือสารสกัด : มีทั้งผลิตภัณฑ์ที่มี THC, CBD หรือ THC:CBD ในอัตราส่วนต่าง ๆ
- รูปแบบยารับประทาน : อาจอยู่ในรูปสารสกัด น้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์ยาที่กำหนดความแรงของสารสำคัญ
- รูปแบบใช้ภายนอก : มีผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหนังตามข้อบ่งใช้
- การใช้ช่อดอกทางการแพทย์ : ในประเทศไทยภายใต้หลักเกณฑ์ปัจจุบัน การจ่ายช่อดอกเพื่อการรักษาต้องเป็นไปตามใบสั่งจ่ายสมุนไพรควบคุมและข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ โดยการจ่ายแต่ละครั้งกำหนดปริมาณสำหรับใช้ไม่เกิน 30 วัน
- ข้อควรระวัง : ไม่ควรกำหนดขนาดใช้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มี THC สูง เพราะอาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม เวียนศีรษะ ความดันและชีพจรเปลี่ยนแปลง หรือมีผลต่อการทำงานของระบบประสาท
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- กัญชาถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของ ตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาปรุงผสม หลายตำรับ
- ตัวอย่างตำรับที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเผยแพร่ ได้แก่ ยาศุขไสยาศน์, ยาอัคคินีวคณะ, ยาแก้ลมขึ้นเบื้องสูง, ยาไฟอาวุธ, ยาไพสาลี, ยาอไภยสาลี, ยาทำลายพระสุเมรุ, ยาแก้ลมแก้เส้น, ยาทัพยาธิคุณ และยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนัง เป็นต้น
- มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาที่มีสารสกัดกัญชา เช่น ตำรับเมตตาโอสถ ซึ่งมี THC และ ตำรับการุณย์โอสถ ซึ่งมี CBD ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
- การขึ้นทะเบียน การผลิต การจ่าย และการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อการรักษาต้องเป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่ใช้บังคับในช่วงเวลานั้น
สารสำคัญ
- Δ9-Tetrahydrocannabinol (Δ9-THC) : แคนนาบินอยด์ที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางและเป็นสารสำคัญที่ทำให้เกิดฤทธิ์ต่อจิตประสาท
- Cannabidiol (CBD) : แคนนาบินอยด์ที่ไม่มีฤทธิ์ทำให้มึนเมาแบบ THC และได้รับความสนใจด้านเภสัชวิทยาและการแพทย์
- Cannabigerol (CBG) : เป็นแคนนาบินอยด์อีกชนิดหนึ่งที่พบในกัญชาและเป็นสารตั้งต้นทางชีวสังเคราะห์ของแคนนาบินอยด์หลายชนิด
- Cannabinol (CBN) : เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ THC และมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการ
- Cannabichromene (CBC) : มีการศึกษาด้านฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เช่น การอักเสบและความเจ็บปวด
- THCA และ CBDA : เป็นรูปกรดของ THC และ CBD ที่พบในพืชสด และสามารถเปลี่ยนเป็นรูปกลางได้เมื่อเกิดกระบวนการดีคาร์บอกซิเลชัน
- เทอร์พีน : เช่น myrcene, limonene, pinene และ β-caryophyllene
- ฟลาโวนอยด์ : เช่น cannflavin A และ cannflavin B
กัญชามีสารเคมีจำนวนมาก ทั้งแคนนาบินอยด์ เทอร์พีน ฟลาโวนอยด์ และสารประกอบอื่น ๆ โดยองค์ประกอบและปริมาณสารสำคัญแตกต่างกันตามพันธุ์ ส่วนของพืช วิธีปลูก และกระบวนการหลังเก็บเกี่ยว
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- อาการปวดเรื้อรัง : หลักฐานจากการทบทวนอย่างเป็นระบบพบว่าผลิตภัณฑ์ที่มี THC:CBD ในสัดส่วนใกล้เคียงกันอาจช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดได้เล็กน้อยในระยะสั้น แต่มีความเสี่ยงต่ออาการเวียนศีรษะ ง่วงซึม และคลื่นไส้เพิ่มขึ้น
- อาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด : มีหลักฐานว่ากลุ่มแคนนาบินอยด์สามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัดในผู้ใหญ่ได้
- ภาวะเกร็งจากโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง : ผลิตภัณฑ์แคนนาบินอยด์ชนิดรับประทานบางรูปแบบอาจช่วยลดอาการเกร็งในระยะสั้น
- โรคลมชักบางชนิด : CBD มีหลักฐานทางคลินิกที่ชัดเจนกว่าสำหรับโรคลมชักที่พบไม่บ่อยบางชนิด แต่การใช้ต้องเป็นผลิตภัณฑ์และขนาดที่เหมาะสมภายใต้การดูแลทางการแพทย์
- โรคอื่น ๆ : ยังมีการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับมะเร็ง การอักเสบ ความผิดปกติทางระบบประสาท การนอนหลับ และภาวะอื่น ๆ แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากัญชาสามารถรักษาโรคเหล่านี้ได้โดยทั่วไป
เภสัชวิทยา
- ระบบเอนโดแคนนาบินอยด์ : THC และแคนนาบินอยด์อื่น ๆ ออกฤทธิ์เกี่ยวข้องกับระบบ endocannabinoid ซึ่งมีตัวรับสำคัญคือ CB1 และ CB2
- CB1 receptor : พบมากในระบบประสาทส่วนกลาง การกระตุ้นโดย THC เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการรับรู้ ความจำ อารมณ์ การประสานงานของการเคลื่อนไหว และการรับรู้ความเจ็บปวด
- CB2 receptor : พบมากในเซลล์และเนื้อเยื่อของระบบภูมิคุ้มกัน และเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ
- THC : เป็น partial agonist ของ CB1 และ CB2 จึงสามารถเปลี่ยนการส่งสัญญาณประสาทและการรับรู้ความเจ็บปวด
- CBD : มีกลไกซับซ้อนและไม่ได้ออกฤทธิ์ในลักษณะเดียวกับ THC ที่ CB1 โดยตรง มีผลต่อระบบตัวรับและเอนไซม์หลายชนิด
- การอักเสบและความเจ็บปวด : แคนนาบินอยด์สามารถส่งผลต่อการปล่อยสารสื่อประสาท ช่องไอออน และเส้นทางการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดและการอักเสบ
- เมแทบอลิซึม : THC และ CBD ถูกเปลี่ยนแปลงในตับผ่านระบบเอนไซม์ cytochrome P450 หลายชนิด โดยเฉพาะ CYP2C9, CYP2C19 และ CYP3A4 ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของปฏิกิริยาระหว่างยากับกัญชา
ความปลอดภัย
- อาการที่พบได้ : เวียนศีรษะ ง่วงซึม ปากแห้ง คลื่นไส้ ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง หัวใจเต้นเร็ว และการตอบสนองช้าลง
- ผลต่อระบบประสาท : THC อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการรับรู้ ความจำ สมาธิ และการประสานงานของร่างกาย
- การขับขี่ยานพาหนะ : ไม่ควรขับรถหรือใช้เครื่องจักรเมื่อมีอาการง่วงซึม เวียนศีรษะ หรือการตอบสนองลดลง
- การใช้ในเด็กและวัยรุ่น : ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากสมองยังอยู่ในช่วงพัฒนา
- สุขภาพจิต : ผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีประวัติความผิดปกติทางจิตบางชนิดควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี THC
- ตับ : CBD ในขนาดทางเภสัชกรรมบางระดับมีรายงานเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงค่าการทำงานของตับ จึงควรใช้ภายใต้การติดตามของแพทย์เมื่อใช้ในขนาดสูง
- การติดและการใช้ผิดวัตถุประสงค์ : การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี THC อย่างต่อเนื่องสามารถนำไปสู่การใช้กัญชาอย่างมีปัญหาในบางบุคคล
- การตั้งครรภ์และให้นมบุตร : ควรหลีกเลี่ยงการใช้กัญชาและผลิตภัณฑ์ที่มี THC/CBD เว้นแต่แพทย์ประเมินว่ามีความจำเป็นและเหมาะสม
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- Warfarin : เป็นปฏิกิริยาที่มีหลักฐานทางคลินิกน่าสนใจที่สุด โดยมีรายงานว่า THC และ CBD อาจเพิ่มค่า INR และเพิ่มความเสี่ยงต่อเลือดออก จึงควรติดตาม INR อย่างใกล้ชิดหากมีการใช้ร่วมกัน
- Clobazam : CBD สามารถยับยั้ง CYP2C19 และทำให้ระดับของ clobazam และเมแทบอไลต์เพิ่มขึ้นได้
- Tacrolimus : CBD อาจเพิ่มระดับยา tacrolimus จากการยับยั้งระบบ CYP3A4/5 จึงควรติดตามระดับยาและอาการไม่พึงประสงค์
- ยากดประสาทส่วนกลาง : การใช้ร่วมกับยาที่ทำให้ง่วงหรือแอลกอฮอล์อาจเพิ่มอาการง่วงซึมและการประสานงานของร่างกายผิดปกติ
- ยาบางชนิดที่ผ่าน CYP450 : CBD และ THC สามารถรบกวนเอนไซม์ CYP2C9, CYP2C19 และ CYP3A4 จึงมีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับยาหลายชนิด โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ
- ข้อแนะนำ : ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยากันชัก ยากดประสาท หรือยาที่ต้องควบคุมระดับยาอย่างใกล้ชิด ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา
การใช้ในอาหาร
- ใบกัญชา : ในประเทศไทยมีการใช้ใบกัญชาที่ไม่มีช่อดอกติดเป็นส่วนประกอบอาหารบางชนิดตามภูมิปัญญาและการบริโภคสมัยใหม่
- เมล็ดกัญชา : มีโปรตีน ไขมัน และกรดไขมันที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหารได้
- น้ำมันจากเมล็ด : ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภท
- ข้อควรระวัง : กฎหมายอาหารและกฎหมายสมุนไพรควบคุมมีข้อกำหนดเฉพาะ การใช้ช่อดอกกัญชาเป็นส่วนประกอบอาหารไม่สามารถทำได้ตามหลักเกณฑ์ปัจจุบัน และผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้ส่วนต่าง ๆ ของกัญชาต้องปฏิบัติตามมาตรฐานของกฎหมายอาหารและ อย.
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์ยา : สารสกัด THC, CBD และผลิตภัณฑ์ที่มี THC:CBD ในสัดส่วนต่าง ๆ
- ตำรับยาแผนไทย : ใช้กัญชาเป็นเครื่องยาในตำรับที่ได้รับการพัฒนาและขึ้นทะเบียน
- ผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก : ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหนังหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรบางชนิด
- ผลิตภัณฑ์อาหาร : เมล็ด น้ำมันจากเมล็ด และส่วนของพืชที่กฎหมายอนุญาต
- ผลิตภัณฑ์เส้นใย : กัญชงซึ่งเป็นพืชในกลุ่มเดียวกันมีการใช้เส้นใยอย่างแพร่หลาย ส่วนกัญชาก็มีประวัติการใช้เส้นใยในบางวัฒนธรรม
- ผลิตภัณฑ์เพื่อการวิจัย : สารสกัดและแคนนาบินอยด์บริสุทธิ์ถูกนำไปศึกษาทางเภสัชวิทยาและการแพทย์
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ช่อดอก : เก็บเกี่ยวตามระยะพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และมาตรฐานของผลิตภัณฑ์
- การทำให้แห้ง : ควรควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น แสง และการปนเปื้อน เพื่อรักษาคุณภาพของสารสำคัญ
- การตรวจคุณภาพ : วัตถุดิบสำหรับการแพทย์ควรมีการตรวจสารสำคัญ สารปนเปื้อน โลหะหนัก เชื้อจุลินทรีย์ และสารกำจัดศัตรูพืชตามมาตรฐานที่กำหนด
- ภาชนะเก็บ : ควรใช้ภาชนะที่สะอาด ป้องกันแสงและความชื้น และปิดสนิท
- สถานที่เก็บ : ต้องสะอาด แห้ง มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นตามความเหมาะสม และป้องกันการปะปนกับวัตถุดิบอื่น
- มาตรฐานปัจจุบัน : แนวทางการเพาะปลูกกัญชาทางการแพทย์ พ.ศ. 2569 เน้นการจัดเก็บช่อดอกในสถานที่ที่เหมาะสม ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น หลีกเลี่ยงแสงแดด และจัดเก็บแยกเป็นสัดส่วน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- กัญชามีการใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทยมาเป็นเวลานาน
- มีหลักฐานว่าการใช้กัญชาในประเทศไทยเกี่ยวข้องกับตำรับยาในสมัยอยุธยา โดยเฉพาะตำรับโอสถพระนารายณ์
- ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมักใช้กัญชาร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นมากกว่าการใช้กัญชาเดี่ยว
- มีการใช้ใบ ก้าน และส่วนต่าง ๆ ของต้นกัญชาในตำรับยาแตกต่างกันตามสรรพคุณของตำรับ
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้รวบรวมและศึกษาตำรับยาเข้ากัญชาหมวด ก. หลายตำรับ เพื่อพัฒนาการใช้ในระบบการแพทย์แผนไทย
ประวัติและวัฒนธรรม
- กัญชาเป็นพืชที่มนุษย์ใช้ประโยชน์มานานหลายพันปี ทั้งเป็นยา อาหาร เส้นใย และพืชที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมในบางสังคม
- ในประเทศไทย มีหลักฐานการใช้กัญชาในตำรับยาแผนไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา และมีการสืบทอดองค์ความรู้ในตำรับยาแผนไทยต่อมา
- กัญชายังมีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชุมชนบางแห่ง โดยเฉพาะการใช้เส้นใยและการนำส่วนต่าง ๆ ของพืชมาใช้ประโยชน์
- ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของกัญชาเกี่ยวข้องกับการควบคุมทางกฎหมายอย่างเข้มงวด ก่อนที่ประเทศไทยจะเปิดช่องทางการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์มากขึ้นในช่วง พ.ศ. 2562 และมีการปรับเปลี่ยนกฎหมายอีกหลายครั้งภายหลัง
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- หมวด (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
- อันดับ (Order) : Rosales
- วงศ์ (Family) : Cannabaceae
- สกุล (Genus) : Cannabis
- ชนิด (Species) : Cannabis sativa L.
ปัจจุบัน Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Cannabis sativa L. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ และจัดอยู่ในวงศ์ Cannabaceae อันดับ Rosales
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2569). แนวทางการเพาะปลูกกัญชามาตรฐานทางการแพทย์ ภายใต้กฎกระทรวงใหม่ พ.ศ. 2569. กองกัญชาทางการแพทย์.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2569). คู่มือการจัดตั้งสถานประกอบการให้บริการกัญชาทางการแพทย์ ภายใต้กฎกระทรวงใหม่ พ.ศ. 2569. กองกัญชาทางการแพทย์.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568. กองกัญชาทางการแพทย์.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2567). รหัสยาแผนไทย 24 หลัก: ตำรับยาที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ. กองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2567). สายพันธุ์กัญชาพื้นถิ่น. กองกัญชาทางการแพทย์.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). โครงการศึกษากระบวนการผลิตตำรับยาเข้ากัญชาหมวด ก จำนวน 16 ตำรับ และเครื่องยากลางปรุงสูตรผสมกัญชาต้นแบบ. คลังความรู้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์. กองกัญชาทางการแพทย์.
- National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine. (2017). The health effects of cannabis and cannabinoids: The current state of evidence and recommendations for research. National Academies Press.
- National Center for Biotechnology Information. (2025). Living systematic review on cannabis and other plant-based treatments for chronic pain: 2025 update. NCBI Bookshelf.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cannabis sativa L. Plants of the World Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cannabis L. Plants of the World Online.
- Reddy, V., & others. (2024). Systematic review of drug-drug interactions of delta-9-tetrahydrocannabinol, cannabidiol, and Cannabis. Clinical Pharmacology.
- Whiting, P. F., et al. (2015). Cannabinoids for medical use: A systematic review and meta-analysis. JAMA, 313(24), 2456–2473.
- Häuser, W., et al. (2018). Efficacy, tolerability and safety of cannabis-based medicines for chronic pain: An overview of systematic reviews. European Journal of Pain, 22(3), 455–470.
- Alswat, K., et al. (2020). Adverse effects of cannabidiol: A systematic review and meta-analysis of randomized clinical trials.
หมายเหตุ : ข้อมูลกัญชา โดยเฉพาะเรื่องสถานะทางกฎหมาย การจำหน่ายช่อดอก การใช้ทางการแพทย์ อาหาร และผลิตภัณฑ์ มีการเปลี่ยนแปลงตามกฎหมายและประกาศของหน่วยงานรัฐ ควรตรวจสอบประกาศฉบับล่าสุดก่อนนำข้อมูลไปใช้ในเชิงกฎหมายหรือคำแนะนำแก่ผู้บริโภค
