กาฝากมะม่วง

กาฝากมะม่วง

กาฝากมะม่วง

กาฝากมะม่วง เป็นพืชเบียนกึ่งปรสิตที่พบเกาะอาศัยอยู่บนต้นไม้หลายชนิด โดยชื่อเรียกในประเทศไทยมักสัมพันธ์กับต้นไม้เจ้าบ้านที่พบ เช่น กาฝากมะม่วงเมื่อพบเกาะบนต้นมะม่วง ในทางพฤกษศาสตร์ชนิดที่ตรงกับชื่อกาฝากมะม่วงคือ Dendrophthoe pentandra (L.) Miq. จัดอยู่ในวงศ์ Loranthaceae และมีการใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้เพื่อดูแลภาวะความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรนำมาใช้ทดแทนการรักษามาตรฐาน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กาฝากมะม่วง
  • ชื่ออื่น: กาฝากมะม่วงพรวน, กาฝากมะม่วงกะล่อน, กาฝากมะม่วงกะสอ
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Dendrophthoe pentandra (L.) Miq.
  • ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ: Loranthus pentandrus L., Scurrula pentandra (L.) G.Don
  • วงศ์: Loranthaceae
  • ลักษณะพืช: ไม้พุ่มกึ่งปรสิตหรือพืชเบียนกึ่งปรสิต อาศัยเกาะบนกิ่งหรือลำต้นของพืชเจ้าบ้าน
  • ลักษณะการดำรงชีวิต: มีรากเบียนหรือ haustorium แทงเข้าสู่เนื้อเยื่อของต้นเจ้าบ้านและเชื่อมต่อกับระบบท่อลำเลียง โดยเฉพาะไซเล็ม เพื่อดูดน้ำและแร่ธาตุจากเจ้าบ้าน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: เป็นไม้พุ่มกึ่งปรสิต กิ่งอ่อนมีขนสั้นนุ่ม ลำต้นแตกแขนง กิ่งอาจห้อยหรือแผ่จากจุดที่เกาะอยู่บนต้นเจ้าบ้าน
  • ราก: มีรากเบียนหรือ haustorium ทำหน้าที่ยึดเกาะและเชื่อมต่อกับระบบท่อลำเลียงของต้นเจ้าบ้าน
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงห่าง ๆ อาจเรียงสลับหรือเกือบตรงข้าม ใบรูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน เนื้อใบค่อนข้างหนา ขอบใบเรียบ ปลายใบส่วนมากมนหรืออาจแหลม โคนใบสอบหรือรูปลิ่ม
  • ดอก: ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะตามข้อหรือบริเวณซอกใบ แต่ละช่อมีหลายดอก ดอกมีลักษณะเด่นเป็นหลอด กลีบดอกมี 5 กลีบ สีเขียวหรือเขียวอมเหลือง และเมื่อดอกบานอาจเปลี่ยนเป็นสีส้ม
  • ผล: ผลสดขนาดเล็ก รูปไข่ถึงรูปคนโท มีเมล็ดเดียว เมื่อสุกมีสีแดงหรือส้มแดง และมีเนื้อเหนียวหุ้มเมล็ด
  • เมล็ด: มีสารเมือกเหนียวหรือ viscin ช่วยให้เมล็ดเกาะติดกิ่งของต้นเจ้าบ้านหลังการกระจายพันธุ์โดยสัตว์ โดยเฉพาะนก

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกระจายตั้งแต่เนปาล อินเดียตะวันออก บังกลาเทศ จีนตอนใต้และตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะมาเลเซีย
  • ประเทศที่พบ: ไทย ลาว กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เนปาล บังกลาเทศ จีน และพื้นที่ของหมู่เกาะมลายู
  • ในประเทศไทย: พบได้ในหลายพื้นที่ โดยขึ้นอาศัยบนไม้ยืนต้นหลายชนิด และสามารถพบได้ทั้งในพื้นที่ธรรมชาติ พื้นที่เกษตร และบริเวณชุมชน
  • พืชเจ้าบ้าน: มีรายงานว่าสามารถเกาะอาศัยบนพืชได้หลากหลายชนิด งานสำรวจในพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าวัดไกลกังวล จังหวัดชัยนาท พบกาฝากมะม่วงเกาะบนไม้เจ้าบ้าน 8 ชนิด ขณะที่ข้อมูลจากการศึกษาก่อนหน้านี้ในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ รายงานพืชเจ้าบ้านหลายชนิด

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์: ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดเป็นหลัก
  • วิธีตามธรรมชาติ: นกกินผลกาฝากมะม่วงแล้วช่วยกระจายเมล็ด เมื่อเมล็ดถูกขับถ่ายหรือถูกนำไปติดตามกิ่ง เมล็ดซึ่งมีสารเหนียวจะยึดติดกับเปลือกไม้ จากนั้นจึงงอกและสร้างรากเบียนเข้าสู่ต้นเจ้าบ้าน
  • การขยายพันธุ์แบบควบคุม: สามารถนำเมล็ดสดไปติดบนกิ่งของพืชเจ้าบ้านที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดการงอกและพัฒนาเป็นต้นกาฝาก
  • ข้อควรระวัง: ไม่ควรส่งเสริมการเพาะเลี้ยงโดยไม่ควบคุม เพราะกาฝากเป็นพืชเบียนและอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นเจ้าบ้านได้

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ทั้งต้น: มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • กิ่งและใบ: ใช้ในตำรับพื้นบ้านหลายพื้นที่
  • ต้น: มีรายงานการนำมาต้มเป็นยาสมุนไพร
  • ราก: มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญา แต่ข้อมูลทางเภสัชวิทยาและความปลอดภัยของรากโดยเฉพาะยังมีจำกัด

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ตามภูมิปัญญาไทย: ใช้กาฝากมะม่วงเพื่อช่วยลดความดันโลหิตสูง
  • ทั้งต้น: มีการใช้ต้มดื่มเพื่อช่วยลดความดันโลหิต รักษาและสมานแผล และใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับเบาหวาน
  • ต้นและใบ: มีการใช้แก้ปัสสาวะผิดปกติ แก้ลม อาการมึนงง และขับระดูขาว
  • กิ่งและใบ: มีการใช้แก้ปวดศีรษะ และใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับความดันโลหิตสูงและเบาหวาน
  • ภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่: มีรายงานการใช้กับโรคนิ่ว โรคไต และความผิดปกติของตับหรือดีซ่าน โดยหลักฐานเหล่านี้เป็นข้อมูลการใช้แบบพื้นบ้าน ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค

วิธีใช้

  • วิธีใช้ตามข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้าน: นำกาฝากมะม่วงที่หั่นและตากแห้งประมาณ 2 กำมือ ต้มกับน้ำให้ท่วม เคี่ยวหลังเดือดประมาณ 15 นาที แล้วนำมาดื่ม
  • รูปแบบอื่น: มีรายงานการนำส่วนของกาฝากมะม่วงมาตากแห้งหรือคั่ว แล้วชงเป็นเครื่องดื่มลักษณะคล้ายน้ำชา
  • ข้อสำคัญ: ปริมาณข้างต้นเป็นข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่ขนาดยาที่ผ่านการกำหนดมาตรฐานทางคลินิก และยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลสำหรับมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานยาลดความดันโลหิตหรือยาอื่นเป็นประจำ

สารสำคัญ

  • กลุ่มฟลาโวนอยด์: มีรายงานการตรวจพบสารกลุ่ม flavonoids ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มสารสำคัญที่ได้รับความสนใจทางเภสัชวิทยา
  • Quercetin: มีรายงานการตรวจพบและเป็นสารที่ถูกศึกษาในด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ
  • Quercitrin และ morin: มีรายงานการตรวจพบในสารสกัดของ D. pentandra
  • กลุ่มสารอื่น: การวิเคราะห์ทางพฤกษเคมีพบสารกลุ่ม alkaloids, saponins และ tannins ในสารสกัดบางชนิด
  • ข้อสังเกต: ปริมาณและชนิดของสารสำคัญอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช ชนิดตัวทำละลาย วิธีสกัด แหล่งที่เก็บ และชนิดของต้นเจ้าบ้าน

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและมะเร็งลำไส้: งานวิจัยในปี ค.ศ. 2016 พบว่าสารสกัด D. pentandra สามารถยับยั้งกระบวนการอักเสบและการเพิ่มจำนวนของเซลล์ในแบบจำลองมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่สัมพันธ์กับการอักเสบ และมีผลต่อการแสดงออกของ p53 ในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ลดความดันโลหิต: มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองที่ศึกษาสารสกัดจากใบกาฝากมะม่วงในแบบจำลองความดันโลหิตสูง พบว่าสารสกัดบางชนิดสามารถลดความดันโลหิตได้ระดับหนึ่ง โดยกลไกอาจเกี่ยวข้องกับการขยายหลอดเลือดและการลดอัตราการเต้นของหัวใจ แต่ยังไม่มีหลักฐานการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอ
  • ฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น: งานทบทวนวรรณกรรมรายงานศักยภาพด้าน antioxidant, antibacterial, anticancer, antiproliferative, antidiabetic, anti-inflammatory, hepatoprotective และ immunomodulatory แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นข้อมูลระดับหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง
  • การวิจัยด้านเมล็ด: งานวิจัยพบว่าเมล็ดตอบสนองต่อแสงและอุณหภูมิ และการผ่านระบบทางเดินอาหารของนกบางชนิดช่วยเพิ่มอัตราการงอก สะท้อนบทบาทสำคัญของนกต่อการแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติ

เภสัชวิทยา

  • ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดมีศักยภาพในการกำจัดอนุมูลอิสระ ซึ่งสัมพันธ์กับสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และสารฟีนอลิก
  • ต้านการอักเสบ: มีข้อมูลจากการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองสนับสนุนฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • ลดระดับน้ำตาล: มีรายงานฤทธิ์ต้านเบาหวานและลดระดับน้ำตาลในแบบจำลองการทดลอง
  • ลดความดันโลหิต: มีข้อมูลจากสัตว์ทดลองว่าสารสกัดบางชนิดอาจมีฤทธิ์ลดความดันโลหิต
  • ต้านการเพิ่มจำนวนของเซลล์: มีการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์และฤทธิ์ต้านมะเร็ง โดยเฉพาะแบบจำลองมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ตับ: มีรายงานศักยภาพในการปกป้องเซลล์ตับในแบบจำลองการทดลอง
  • ข้อจำกัด: ยังไม่สามารถสรุปว่าฤทธิ์ดังกล่าวมีประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ เนื่องจากยังขาดการศึกษาทางคลินิกที่มีคุณภาพและมีขนาดตัวอย่างเพียงพอ

ความปลอดภัย

  • หลักฐานในมนุษย์: ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด
  • การทดลองสัตว์: งานศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดเอทานอลในหนูพบค่า LD50 ค่อนข้างสูง แต่การศึกษาความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังพบความผิดปกติทางจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะบางส่วน จึงไม่ควรตีความว่า “ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์” สำหรับการใช้ระยะยาวในมนุษย์
  • การใช้ระยะยาว: ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันความปลอดภัยของการดื่มน้ำต้มกาฝากมะม่วงเป็นประจำเป็นเวลานาน
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร: ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาด้วยตนเอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง: ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต หรือตับ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกาฝากมะม่วงกับยาชนิดต่าง ๆ
  • ยาลดความดันโลหิต: เนื่องจากมีข้อมูลการทดลองว่าสารสกัดอาจลดความดันโลหิต จึงมีความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีที่จะเสริมฤทธิ์กับยาลดความดันโลหิต ทำให้ความดันต่ำเกินไป จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
  • ยาลดน้ำตาลในเลือด: เนื่องจากมีรายงานฤทธิ์ลดน้ำตาลในแบบจำลองการทดลอง จึงควรระวังการใช้ร่วมกับยาลดน้ำตาล แม้ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกยืนยันปฏิกิริยาดังกล่าว
  • ยาชนิดอื่น: ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันปฏิกิริยาระหว่างยากับกาฝากมะม่วงอย่างชัดเจน

การใช้ในอาหาร

  • ยังไม่พบหลักฐานเพียงพอว่ากาฝากมะม่วงเป็นพืชอาหารที่ใช้บริโภคโดยทั่วไปในประเทศไทย
  • ผล: ผลของกาฝากมะม่วงเป็นอาหารของนกและสัตว์บางชนิด ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแพร่กระจายเมล็ด แต่ไม่ควรตีความว่าเหมาะสำหรับการบริโภคเป็นอาหารของมนุษย์
  • มีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับการนำส่วนแห้งของกาฝากมะม่วงมาต้มดื่มหรือคั่วชงเป็นเครื่องดื่ม แต่ลักษณะดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่มการใช้เป็นสมุนไพรหรือเครื่องดื่มสมุนไพรมากกว่าการใช้เป็นอาหาร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • มีการนำกาฝากมะม่วงแห้งมาใช้ในลักษณะ สมุนไพรชงดื่มหรือน้ำต้มสมุนไพร ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร เนื่องจากมีการศึกษาสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน
  • อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีมาตรฐานจำเป็นต้องควบคุมชนิดพืช แหล่งวัตถุดิบ ต้นเจ้าบ้าน วิธีสกัด ปริมาณสารสำคัญ และความปลอดภัยก่อนนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยว: เก็บส่วนของกาฝากมะม่วงที่สมบูรณ์และปราศจากเชื้อรา แมลง หรือสิ่งปนเปื้อน โดยควรระบุชนิดพืชให้ถูกต้องก่อนนำมาใช้
  • การเตรียม: ส่วนที่นำมาใช้ตามภูมิปัญญามักหั่นเป็นชิ้นแล้วตากให้แห้ง หรือคั่วก่อนนำไปต้ม/ชง
  • การเก็บรักษา: ควรเก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด และแมลง
  • ข้อควรระวัง: ควรบันทึกชนิดของต้นเจ้าบ้าน เนื่องจากกาฝากมะม่วงสามารถอาศัยบนต้นไม้หลายชนิด และองค์ประกอบทางเคมีของพืชเบียนอาจแตกต่างตามแหล่งและเจ้าบ้านได้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคอีสาน: มีรายงานการใช้กาฝากมะม่วงกะสอทั้งต้นต้มดื่มเพื่อช่วยลดความดันโลหิต รักษาแผล สมานแผล และใช้ในภูมิปัญญาเกี่ยวกับเบาหวาน
  • ตำรับพื้นบ้าน: มีการนำกาฝากมะม่วงกะล่อนหรือกาฝากมะม่วงสามฤดูไปตากแห้งและคั่วก่อนนำมาใช้ประกอบตำรับยา
  • อาการปวดศีรษะ: มีการใช้ทั้งต้นต้มดื่มในบางชุมชน
  • เครื่องดื่มสมุนไพร: มีการตากแห้งหรือคั่วแล้วชงดื่มคล้ายน้ำชา
  • ความแตกต่างตามต้นเจ้าบ้าน: ภูมิปัญญาพื้นบ้านให้ความสำคัญกับต้นไม้ที่กาฝากขึ้นอยู่ โดยมีความเชื่อว่ากาฝากชนิดเดียวกันที่ขึ้นบนต้นไม้ต่างชนิดอาจมีคุณสมบัติทางยาแตกต่างกัน ประเด็นนี้เป็นองค์ความรู้พื้นบ้านที่ควรมีการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กาฝากเป็นพืชที่คนไทยโดยทั่วไปมองว่าเป็นพืชที่อาศัยและแย่งทรัพยากรจากต้นไม้ แต่ในระบบภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านกลับมีการนำกาฝากหลายชนิดมาใช้เป็นยา
  • มีบันทึกการใช้กาฝากมะม่วงเป็นเครื่องดื่มและยาพื้นบ้านในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน รวมถึงบทความในนิตยสารหมอชาวบ้านตั้งแต่ พ.ศ. 2523 ซึ่งบันทึกประสบการณ์การดื่มน้ำต้มกาฝากมะม่วงเพื่อดูแลอาการต่าง ๆ แต่บทความดังกล่าวเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล ไม่ใช่หลักฐานทางคลินิก
  • กาฝากยังมีความสัมพันธ์กับระบบนิเวศ เนื่องจากดอกและผลเป็นแหล่งอาหารของสัตว์และนก และนกมีบทบาทในการผสมเกสรและกระจายเมล็ดของพืชชนิดนี้

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะตามข้อมูล Kew: Dendrophthoe pentandra ได้รับการยอมรับเป็นชนิดที่ถูกต้อง และการประเมินการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของ Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม (not threatened) โดยมีระดับความเชื่อมั่นว่าผลการประเมินดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ
  • เนื่องจากเป็นพืชเบียนที่สามารถใช้ต้นไม้เจ้าบ้านได้หลายชนิดและมีการกระจายพันธุ์กว้าง จึงยังไม่พบข้อมูลว่ากาฝากมะม่วงกำลังเผชิญภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ในระดับชนิดพันธุ์
  • อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ควรคำนึงถึงทั้งตัวกาฝากและต้นไม้เจ้าบ้าน รวมถึงบทบาทของนกที่ช่วยแพร่กระจายเมล็ด

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Santalales
  • Family: Loranthaceae
  • Genus: Dendrophthoe Mart.
  • Species: Dendrophthoe pentandra (L.) Miq.

ชื่อพ้องที่สำคัญ: Loranthus pentandrus L. และ Scurrula pentandra (L.) G.Don โดยปัจจุบัน Kew ยอมรับ Dendrophthoe pentandra (L.) Miq. เป็นชื่อที่ถูกต้อง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืช: กาฝากมะม่วง (Dendrophthoe pentandra (L.) Miq.). สำนักหอพรรณไม้.
  2. จงอนุรักษ์, ท., และ สิริภทโท, พ. (2565). ความหลากหลายของพืชกาฝากมะม่วง (Dendrophthoe pentandra (L.) Miq.) และพรรณไม้อาศัยในพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่า วัดไกลกังวล (เขาสารพัดดีศรีเจริญธรรม) อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท. วารสารวนศาสตร์ไทย.
  3. มูลนิธิสุขภาพไทย. (2566). กาฝากมะม่วง. มูลนิธิสุขภาพไทย.
  4. หมอชาวบ้าน. (2523). น้ำชา กาฝากมะม่วง. นิตยสารหมอชาวบ้าน, 12.
  5. Endharti, A. T., Wulandari, A., Listyana, A., Norahmawati, E., et al. (2016). Dendrophthoe pentandra (L.) Miq. extract effectively inhibits inflammation, proliferation and induces p53 expression on colitis-associated colon cancer. BMC Complementary and Alternative Medicine, 16, 374.
  6. Govaerts, R., et al. (2021). World Checklist of Vascular Plants. Royal Botanic Gardens, Kew.
  7. Luo, Y.-H., & Zhang, L. (2013). Germination characteristics of Dendrophthoe pentandra seeds. Plant Diversity.
  8. Mustarichie, R., Warya, S., Saptarini, N. M., & Musfiroh, I. (2016). Acute and subchronic toxicities of Indonesian mistletoes Dendrophthoe pentandra L. (Miq.) ethanol extract. Journal of Applied Pharmaceutical Science, 6(9), 109–114. https://doi.org/10.7324/JAPS.2016.60916
  9. Nurfaat, D. L., & Indriyati, W. (2016). Uji toksisitas akut ekstrak etanol benalu mangga (Dendrophthoe pentandra) terhadap mencit Swiss Webster. Indonesian Journal of Pharmaceutical Science and Technology, 3(2), 53–65.
  10. Phaiboon, A., et al. (2023). A review of Dendrophthoe pentandra (mistletoe): Phytomorphology, extraction techniques, phytochemicals, and biological activities. Processes, 11(8), 2348.
  11. Wang, et al. (2022). Host-mediated effects on the reproductive phenological asynchrony of a generalist mistletoe in China. Journal of Plant Ecology, 15(2), 294–306.

 

Scroll to top