กานพลู

กานพลู

กานพลู

กานพลูเป็นสมุนไพรและเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว นิยมใช้ส่วนของดอกตูมแห้งทั้งในอาหารและตำรับยาไทย โดยเฉพาะการใช้เพื่อขับลม บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ และบรรเทาอาการปวดฟัน จุดเด่นของกานพลูอยู่ที่น้ำมันหอมระเหยซึ่งมี ยูจีนอล (eugenol) เป็นสารสำคัญหลัก กานพลูมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมบริเวณหมู่เกาะมาลูกู ประเทศอินโดนีเซีย และปัจจุบันมีการปลูกในเขตร้อนหลายแห่งทั่วโลก

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กานพลู
  • ชื่อท้องถิ่น: จันจี่, ดอกจันทรา, กรานพลู, กรามพลู, กรานพู, กรามพู
  • ชื่อสามัญ: Clove, Clove tree
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Syzygium aromaticum (L.) Merr. & L.M.Perry
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร: Caryophyllus aromaticus L., Eugenia caryophyllata Thunb., Eugenia caryophyllus (Spreng.) Bullock & S.G.Harrison และชื่อพ้องอื่น ๆ
  • วงศ์: Myrtaceae
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา: ดอกตูมที่ยังไม่บานและทำให้แห้ง
  • ลักษณะเด่น: เป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบขนาดกลาง มีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยในหลายส่วนของต้น โดยเฉพาะดอกตูม
  • รสและตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย: ดอกมีรสเผ็ดร้อนปร่า ใช้ในกลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหารและช่องปาก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: ไม้ต้นไม่ผลัดใบ ทรงพุ่มค่อนข้างหนาแน่น โดยทั่วไปสูงประมาณ 8–20 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อนและเรียบ
  • ใบ: ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ปลายแหลม โคนสอบ ผิวใบมันเป็นเงา ด้านล่างมีต่อมน้ำมันหอมระเหยอยู่เป็นจำนวนมาก
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งหรือง่ามใบใกล้ปลายยอด ดอกตูมมีลักษณะเป็นรูปคล้ายตะปู กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอด มี 4 แฉก เมื่อดอกตูมแก่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงหรือแดงอมชมพู ก่อนนำมาเก็บเป็นเครื่องเทศและยา
  • ผล: ผลสดรูปรีหรือรูปไข่กลับ เมื่อแก่มีสีแดงเข้มหรือแดงอมม่วง ภายในมีเมล็ด
  • จุดสังเกต: ส่วนที่นำมาใช้เป็นกานพลูแห้งคือ ดอกตูมก่อนบาน ไม่ใช่ผลหรือเมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: หมู่เกาะมาลูกู (Maluku/Moluccas) ทางตะวันออกของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ว่าเป็นหมู่เกาะเครื่องเทศ
  • การกระจายพันธุ์: มีการนำไปปลูกในพื้นที่เขตร้อนหลายภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย มาดากัสการ์ แทนซาเนีย แซนซิบาร์ ศรีลังกา อินเดีย หมู่เกาะโคโมโร เซเชลส์ และบางพื้นที่ของแคริบเบียน
  • สภาพแวดล้อม: เจริญได้ดีในภูมิอากาศร้อนชื้น มักพบในพื้นที่ลาดเขาและพื้นที่ที่มีฝนเพียงพอ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์หลัก: นิยมใช้เมล็ดจากผลที่แก่เต็มที่ เมล็ดกานพลูสูญเสียความงอกได้ค่อนข้างเร็ว จึงควรเพาะหลังเก็บเมล็ดไม่นาน
  • การเพาะกล้า: เพาะในแปลงเพาะหรือภาชนะที่มีวัสดุโปร่ง ระบายน้ำดี และให้ร่มเงาในระยะแรก เมล็ดสามารถงอกได้ภายในประมาณ 2–6 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและคุณภาพเมล็ด
  • การย้ายปลูก: เมื่อต้นกล้าแข็งแรงจึงย้ายลงแปลงปลูก โดยควรลดความเข้มของร่มเงาและการให้น้ำก่อนย้ายปลูกเพื่อให้ต้นกล้าปรับตัว
  • การขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เมล็ด: มีการทดลองตอนกิ่งและทาบกิ่ง แต่โดยทั่วไปการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดยังคงเป็นวิธีสำคัญ
  • การเก็บเกี่ยว: โดยทั่วไปเริ่มเก็บดอกได้เมื่อต้นมีอายุประมาณ 4 ปีขึ้นไป และจะเก็บในระยะที่ดอกตูมเจริญเต็มที่แต่ยังไม่บาน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ดอกตูม: เป็นส่วนที่ใช้มากที่สุด โดยเก็บก่อนดอกบานแล้วนำมาตากหรือทำให้แห้ง
  • น้ำมันหอมระเหยจากดอก: ใช้ในงานด้านสมุนไพรและทันตกรรม โดยมี eugenol เป็นองค์ประกอบสำคัญ
  • ใบ: สามารถนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรมได้เช่นกัน แต่ไม่ใช่ส่วนหลักที่ใช้ในตำรับยาไทย

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และขับลม: ดอกกานพลูมีการใช้ตามภูมิปัญญาไทยเพื่อช่วยขับลมในลำไส้และบรรเทาอาการแน่นท้อง
  • บรรเทาอาการปวดท้อง: ใช้ในตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของธาตุและระบบทางเดินอาหาร
  • บรรเทาอาการปวดฟัน: น้ำมันกานพลูและดอกกานพลูมีการใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน เนื่องจาก eugenol มีฤทธิ์ระงับความรู้สึกเฉพาะที่และมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ
  • ระงับกลิ่นปาก: การอมดอกกานพลูหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดกานพลูเป็นภูมิปัญญาที่ใช้เพื่อช่วยลดกลิ่นปาก
  • แก้ไอและขับเสมหะ: มีการระบุไว้ในตำรายาและองค์ความรู้สมุนไพรไทย
  • แก้ท้องเสีย: มีการใช้กานพลูในตำรับยาไทยบางตำรับสำหรับอาการทางเดินอาหาร

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นส่วนหนึ่งเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคทุกกรณี

วิธีใช้

  • บรรเทาท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม: ผู้ใหญ่ใช้ดอกตูมแห้งประมาณ 5–8 ดอก หรือประมาณ 0.12–0.6 กรัม ทุบหรือบดแล้วต้มหรือชงกับน้ำร้อน ดื่มแต่น้ำ
  • ตามแนวทางการใช้สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน: ใช้ดอกตูม 4–6 ดอก ทุบให้ช้ำ ชงน้ำดื่มครั้งละครึ่งถ้วยแก้ว หรือใช้ดอกแห้ง 5–8 ดอกต้มน้ำดื่ม
  • บรรเทาปวดฟัน: ภูมิปัญญาดั้งเดิมใช้น้ำมันที่ได้จากการกลั่นดอกตูมในปริมาณเล็กน้อยแตะบริเวณฟันที่ปวด หรือเคี้ยวดอกตูมแห้งและอมไว้บริเวณที่ปวดเพื่อบรรเทาอาการชั่วคราว
  • ระงับกลิ่นปาก: ใช้ดอกตูมประมาณ 2–3 ดอกอมไว้ในปาก

ข้อควรระวัง: น้ำมันกานพลูเข้มข้นไม่ควรใช้โดยตรงในปริมาณมากบนเยื่อบุช่องปากหรือผิวหนัง เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือการไหม้ของเนื้อเยื่อได้

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ยาประสะกานพลู: กานพลูเป็นส่วนประกอบในตำรับยาประสะกานพลู ซึ่งอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติ
  • ตำรับยาประสะกานพลูใช้ในกลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร โดยมีการใช้ตามองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยเพื่อบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด และแน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อยหรือธาตุไม่ปกติ
  • กานพลูยังปรากฏเป็นส่วนประกอบในตำรับยาสมุนไพรอื่น เช่น ยาผสมเพชรสังฆาต ยาธาตุอบเชย ยาธาตุบรรจบ และยาหอมบางตำรับ ทั้งนี้การใช้ต้องเป็นไปตามข้อบ่งใช้และเอกสารกำกับตำรับที่ได้รับอนุญาต

สารสำคัญ

  • Eugenol (ยูจีนอล): เป็นสารสำคัญหลักของน้ำมันหอมระเหยกานพลู มีบทบาทเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และระงับความรู้สึกเฉพาะที่
  • Eugenyl acetate: เป็นองค์ประกอบสำคัญอีกชนิดหนึ่งในน้ำมันหอมระเหย
  • β-Caryophyllene: พบในน้ำมันหอมระเหยกานพลูในปริมาณสำคัญ
  • สารกลุ่มฟลาโวนอยด์: เช่น quercetin และ kaempferol
  • สารกลุ่มฟีนอลิกและกรดฟีนอลิก: เช่น gallic acid, ellagic acid, ferulic acid และ caffeic acid
  • สารกลุ่มแทนนิน: พบสารอนุพันธ์ของ gallic acid และ tannins หลายชนิด
  • น้ำมันหอมระเหยในดอกกานพลูมีปริมาณประมาณ 14–23% ของน้ำหนักแห้ง และสัดส่วน eugenol สามารถแตกต่างกันตามแหล่งปลูก พันธุ์ วิธีการเก็บเกี่ยว และวิธีสกัด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยจากกานพลูมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด รวมถึงแบคทีเรียก่อโรคในอาหารและเชื้อที่เกี่ยวข้องกับช่องปาก งานวิจัยจำนวนมากเชื่อมโยงฤทธิ์ดังกล่าวกับ eugenol
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา: น้ำมันกานพลูและ eugenol แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อราและยีสต์หลายชนิดในการทดลอง
  • ฤทธิ์ระงับปวดและชา: eugenol มีผลต่อช่องไอออนและระบบประสาทรับความเจ็บปวด จึงมีการนำมาใช้ในงานทันตกรรม
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: มีข้อมูลจากการทดลองในเซลล์และสัตว์ทดลองว่าสาร eugenol สามารถลดกระบวนการอักเสบบางเส้นทาง เช่น NF-κB และ COX-2
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: eugenol และสารประกอบฟีนอลิกของกานพลูมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านมะเร็ง: มีงานวิจัยระดับเซลล์และสัตว์ทดลองจำนวนหนึ่งรายงานผลต่อการเพิ่มจำนวนและการตายของเซลล์มะเร็ง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากานพลูหรือน้ำมันกานพลูใช้รักษามะเร็งในคนได้
  • ฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด: มีการศึกษาเกี่ยวกับผลต่อการขยายหลอดเลือดและการรวมตัวของเกล็ดเลือด แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับก่อนคลินิก

เภสัชวิทยา

  • ต้านจุลชีพ: eugenol สามารถรบกวนเยื่อหุ้มเซลล์และกระบวนการทางชีวภาพของจุลชีพ ส่งผลให้เกิดการยับยั้งหรือทำลายเชื้อบางชนิด
  • ระงับปวดและยาชาเฉพาะที่: มีข้อมูลว่า eugenol มีผลต่อช่องไอออน เช่น sodium channels และ TRPV1 ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ลดความรู้สึกเจ็บปวด
  • ต้านการอักเสบ: มีผลต่อการสร้างสารสื่อการอักเสบและเส้นทางสัญญาณบางชนิด
  • เภสัชจลนศาสตร์: eugenol สามารถถูกดูดซึมหลังรับประทานและถูกเปลี่ยนแปลงในตับอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนเป็น conjugates เช่น glucuronide และ sulfate แล้วขับออกทางปัสสาวะ

ความปลอดภัย

  • การใช้กานพลูในปริมาณที่เป็นเครื่องเทศหรือการใช้ดอกแห้งตามแนวทางสมุนไพรทั่วไปมีความปลอดภัยค่อนข้างดีในคนส่วนใหญ่
  • น้ำมันกานพลูเข้มข้น: มีความเสี่ยงต่อการระคายเคืองผิวหนังและเยื่อบุ รวมถึงอาจทำให้เกิดการแพ้หรือผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส
  • การรับประทานน้ำมันกานพลูในปริมาณมากอาจทำให้เกิดพิษรุนแรง โดยเฉพาะต่อตับ ระบบประสาท และการแข็งตัวของเลือด
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันกานพลูเข้มข้นในเด็กเล็กโดยไม่มีคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
  • ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบเข้มข้น

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด: eugenol และน้ำมันกานพลูมีข้อมูลเกี่ยวกับการยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเลือดออกเมื่อใช้ร่วมกับยาบางกลุ่ม
  • Aspirin และ NSAIDs: ควรระมัดระวังการใช้ผลิตภัณฑ์กานพลูเข้มข้นร่วมกับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  • Colchicine: มีการศึกษาสัตว์ทดลองพบว่า eugenol ในรูปแบบนาโนอิมัลชันสามารถเปลี่ยนแปลงค่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ของ colchicine จึงไม่ควรนำผลดังกล่าวไปใช้กำหนดการรักษาในคนโดยตรง
  • เอนไซม์ CYP450: การทดลองบางส่วนพบว่า eugenol มีผลต่อการแสดงออกหรือการทำงานของ CYP1A1, CYP1B1 และ CYP2E1 รวมถึง UGT บางชนิด จึงอาจมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปฏิกิริยากับยาบางรายการ
  • ยาปฏิชีวนะ: มีการศึกษาหลอดทดลองพบว่าสารสกัดกานพลูสามารถเสริมฤทธิ์ของ ampicillin และ tetracycline ต่อเชื้อบางชนิด แต่ยังไม่ควรสรุปว่าใช้ร่วมกันเพื่อรักษาการติดเชื้อในคนได้

การใช้ในอาหาร

  • ใช้ ดอกตูมแห้งเป็นเครื่องเทศ ในอาหารคาวและหวาน
  • ใช้แต่งกลิ่นในอาหารประเภทเนื้อ ซอส เครื่องแกง และเครื่องดื่ม
  • ใช้ในขนมอบและผลิตภัณฑ์เบเกอรี่เพื่อเพิ่มกลิ่นหอม
  • ใช้แต่งกลิ่นชา เครื่องดื่มสมุนไพร และเครื่องดื่มรสเผ็ดร้อน
  • น้ำมันหอมระเหยกานพลูมีศักยภาพในการใช้เป็นสารต้านจุลชีพและสารช่วยยืดอายุอาหาร โดยมีการศึกษาการใช้เป็นสารกันเสียจากธรรมชาติ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม: ยาและวัสดุทางทันตกรรม ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก และผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: ยาชง ยาผง ยาแคปซูล และตำรับยาแผนไทย
  • เครื่องสำอาง: ใช้สารสกัดหรือน้ำมันหอมระเหยเพื่อแต่งกลิ่นและเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์บางประเภท
  • น้ำหอมและผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่น: eugenol เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมน้ำหอมและสารแต่งกลิ่น
  • อุตสาหกรรมอาหาร: ใช้สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยเป็นสารแต่งกลิ่นและมีการศึกษาเพื่อใช้เป็นสารต้านจุลชีพ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ควรเก็บเกี่ยว ดอกตูมก่อนบาน โดยช่วงที่เหมาะสมคือเมื่อดอกตูมเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง
  • หลังเก็บควรทำให้แห้งโดยเร็ว เพื่อรักษาปริมาณน้ำมันหอมระเหยและคุณภาพของวัตถุดิบ
  • กานพลูคุณภาพดีควรมีกลิ่นหอมชัด มีน้ำมันหอมระเหยสูง และเมื่อบีบจะมีลักษณะค่อนข้างเหนียว
  • เก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และความร้อน
  • ควรเก็บไว้ในบริเวณแห้งและเย็น เพื่อช่วยลดการสูญเสียสารระเหย

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กานพลูมีรสเผ็ดร้อนปร่าและถูกจัดเป็นสมุนไพรที่ช่วยเกี่ยวกับ ลมและธาตุ
  • ใช้แก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม และช่วยให้การย่อยอาหารเป็นปกติ
  • ใช้แก้ปวดฟันและรำมะนาด โดยเฉพาะน้ำมันกานพลู
  • ใช้ระงับกลิ่นปาก โดยการอมดอกตูม
  • ใช้ในตำรับยาหลายชนิดร่วมกับสมุนไพรอื่น โดยเฉพาะตำรับที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร

ประวัติและวัฒนธรรม

กานพลูมีประวัติการใช้เป็นเครื่องเทศและยามายาวนาน โดยมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมที่หมู่เกาะมาลูกูของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งเครื่องเทศสำคัญของโลก การค้ากานพลูมีบทบาทอย่างมากต่อประวัติศาสตร์การค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป และเป็นหนึ่งในเครื่องเทศที่มีมูลค่าสูงในอดีต การแข่งขันเพื่อควบคุมแหล่งผลิตกานพลูมีส่วนสำคัญต่อการเดินเรือ การค้า และการขยายอิทธิพลของชาติตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สถานะการอนุรักษ์

กานพลูมีการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างแพร่หลายในเขตร้อน และตามข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่ากานพลูพบได้อย่างแพร่หลายในการเพาะปลูกและมีจำนวนมากในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ประชากรกานพลูที่เกิดจากการเพาะปลูกบางกลุ่มอาจมีความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำ จึงควรให้ความสำคัญกับการรักษาความหลากหลายของพันธุกรรมและแหล่งพันธุ์ดั้งเดิม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • กลุ่มพืชมีดอก (Angiosperms): Angiosperms
  • กลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่แท้ (Clade): Eudicots
  • กลุ่ม (Clade): Rosids
  • อันดับ (Order): Myrtales
  • วงศ์ (Family): Myrtaceae
  • สกุล (Genus): Syzygium
  • ชนิด (Species): Syzygium aromaticum (L.) Merr. & L.M.Perry

ชื่อ Syzygium aromaticum เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online (POWO) ของ Kew และมีชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานหลายชื่อ เช่น Caryophyllus aromaticus L. และ Eugenia caryophyllata Thunb.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). กานพลู (Syzygium aromaticum). คลังความรู้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร. (ม.ป.ป.). อันตรกิริยาของกานพลูและยาแผนปัจจุบัน.
  3. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร. (ม.ป.ป.). กานพลู. เอกสารความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร.
  4. สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (ม.ป.ป.). กานพลู.
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). บัญชียาจากสมุนไพรและหลักฐานเชิงประจักษ์: ยาประสะกานพลู.
  6. มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลสมุนไพร: กานพลู.
  7. Batiha, G. E.-S., et al. (2020). Syzygium aromaticum L. (Myrtaceae): Traditional uses, bioactive chemical constituents, pharmacological and toxicological activities. Biomolecules, 10(2), 202.
  8. Cortés-Rojas, D. F., de Souza, C. R. F., & Oliveira, W. P. (2014). Clove (Syzygium aromaticum): A precious spice. Asian Pacific Journal of Tropical Biomedicine, 4(2), 90–96.
  9. Kew Science. (2026). Syzygium aromaticum (L.) Merr. & L.M.Perry. Plants of the World Online.
  10. Nejad, S. M., Özgüneş, H., & Başaran, N. (2017). Pharmacological and toxicological properties of eugenol. Turkish Journal of Pharmaceutical Sciences, 14(2), 201–206.
  11. Ulanowska, M., & Olas, B. (2021). Biological properties and health benefits of eugenol—A review. International Journal of Molecular Sciences, 22(19), 10837.
  12. World Health Organization. (2002). WHO monographs on selected medicinal plants: Volume 2. Geneva: World Health Organization.

 

Scroll to top