ก้างปลา

ก้างปลา

ก้างปลา

ก้างปลาเป็นชื่อสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น โดยในข้อมูลนี้หมายถึง ก้างปลาเครือ หรือก้างปลาแดง (Phyllanthus reticulatus Poir.) ซึ่งเป็นไม้พุ่มหรือไม้พุ่มกึ่งเถาที่พบในประเทศไทยหลายภูมิภาค และมีประวัติการใช้เป็นยาพื้นบ้าน โดยเฉพาะราก ใบ เปลือกต้น และผล ทั้งนี้ชื่อ “ก้างปลา” อาจใช้เรียกพืชชนิดอื่นในบางพื้นที่ จึงควรตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ก่อนนำไปใช้เป็นยา

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : ก้างปลา, ก้างปลาเครือ, ก้างปลาแดง, ก้างปลาขาว
  • ชื่อท้องถิ่น : หมัดคำ, อำอ้าย, หมาเยี่ยว, ข่าคลอง, กระออง, ขี้เฮียด, ต่าคะโค่คึย, สะแบรที และชื่ออื่น ๆ ตามแต่ละภูมิภาค
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus reticulatus Poir.
  • วงศ์ : Phyllanthaceae
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : Potato bush, Black-honey shrub
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้าน ใช้ส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ราก ใบ ต้น เปลือก และผล
  • สถานะทางอนุกรมวิธาน : Phyllanthus reticulatus Poir. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มกึ่งเถาหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก บางแหล่งระบุว่าสามารถเจริญเป็นไม้ต้นขนาดเล็กได้ สูงประมาณ 1.5–4 เมตร กิ่งมีขนาดเล็ก และอาจมีขนละเอียด
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ รูปรี หรือรูปรีแกมขอบขนาน ขนาดประมาณ 1–2.5 × 1.7–3.5 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือเว้าเล็กน้อย โคนใบมนหรือสอบ ขอบใบเรียบ ก้านใบสั้น
  • ดอก : ดอกขนาดเล็ก ออกตามซอกใบเป็นช่อสั้น ๆ ช่อละประมาณ 1–3 ดอก ดอกแยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียมีลักษณะต่างกันเล็กน้อย กลีบดอกไม่มีหรือไม่เด่นชัด
  • ผล : ผลสดมีลักษณะกลมแป้นหรือค่อนข้างกลม ขนาดประมาณ 4–6 มิลลิเมตร ผลอ่อนมีสีเขียวหรือแดง และเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด
  • เมล็ด : เมล็ดมีลักษณะเป็นเหลี่ยม โดยหน้าตัดอาจมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมไม่เท่ากัน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดกว้างในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อนุทวีปอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนตอนใต้ ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตอนเหนือของออสเตรเลีย
  • ในประเทศไทย : พบได้หลายภูมิภาค ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ โดยมีรายงานจากจังหวัดเชียงใหม่ แพร่ ตาก เลย นครราชสีมา สุรินทร์ กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สงขลา ปัตตานี และพื้นที่อื่น ๆ
  • แหล่งอาศัย : พบตามพื้นที่เปิด ที่รกร้าง ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าผสมผลัดใบ และพื้นที่ป่าที่มีความชื้นพอสมควร โดยข้อมูล Flora of Thailand ระบุช่วงความสูงที่พบประมาณ 500–1,150 เมตรในบางพื้นที่

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่ : เจริญได้ในดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี และสามารถเจริญได้ในพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดปานกลาง
  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และมีข้อมูลการใช้กิ่งปักชำในการขยายพันธุ์
  • การดูแล : ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำขัง และรักษาความชื้นของดินในระยะแรกหลังปลูก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : ใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับแก้ไข้ ร้อนใน กระหายน้ำ ขับพิษ และใช้ในตำรับยาเกี่ยวกับอาการทางระบบทางเดินหายใจและทางเดินปัสสาวะ
  • ใบ : ใช้เป็นยาสมานแผล ขับปัสสาวะ และใช้ในตำรับพื้นบ้านบางชนิด
  • ต้นและเปลือกต้น : ใช้ต้มเป็นยาแก้ท้องเสีย แก้บิด และใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
  • ผล : ใช้เป็นยาฝาดสมานในระบบทางเดินอาหารและใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในกรณีมีการอักเสบ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ราก : ตามภูมิปัญญาไทย ใช้แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้ ถอนพิษไข้ ขับพิษ และใช้แก้หอบหืด
  • ใบ : ใช้ต้มดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ และบดหรือโขลกใช้ภายนอกเพื่อช่วยสมานแผล
  • ต้นและเปลือก : ใช้ต้มดื่มเพื่อแก้บิด ท้องเสีย ขับปัสสาวะ และตามตำรายาพื้นบ้านใช้เกี่ยวกับ “น้ำเหลืองเสีย” และการฟอกโลหิต
  • ผล : มีรสฝาดเฝื่อน ใช้เป็นยาฝาดสมานในระบบทางเดินอาหารและใช้แก้อาการอักเสบ
  • การใช้ภายนอก : รากมีการใช้ฝนกับน้ำแล้วทาบริเวณที่มีผื่นหรือแผลตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น เริม งูสวัด และฝี
  • ข้อควรเข้าใจ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์

วิธีใช้

  • การต้มราก : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำรากมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม โดยมีรายงานการใช้รากประมาณ 120 กรัมในตำรับพื้นบ้านบางแหล่ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวไม่ใช่ขนาดยามาตรฐานทางคลินิกและไม่ควรนำไปใช้เองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยกำกับ
  • การต้มใบหรือต้น : ใช้เป็นน้ำต้มสำหรับดื่มตามตำรับพื้นบ้าน โดยมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อขับปัสสาวะ แก้ไข้ หรือแก้ท้องเสีย
  • การใช้ภายนอก : ใบอาจบดเป็นผงสำหรับใส่แผล หรือใช้ตำพอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • การใช้เป็นอาหาร : ยอดอ่อนสามารถนำมาประกอบอาหารหรือนำมารับประทานเป็นผักได้
  • คำแนะนำ : ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานของสารสกัดก้างปลาสำหรับการรักษาโรคในมนุษย์ จึงไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นหรือใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ก้างปลาแดง : รากของ Phyllanthus reticulatus มีชื่อเป็น Phyllanthi Reticulati Radix และปรากฏอยู่ในรายการวัตถุดิบสมุนไพรของ ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564 ในชื่อ “ก้างปลาแดง ราก”
  • ก้างปลาขาว : เป็นคนละรายการกับก้างปลาแดง โดยระบุเป็นรากของ Flueggea virosa ซึ่งไม่ควรนำมาปะปนกับ Phyllanthus reticulatus
  • ในตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ มี “ก้างปลาขาว (ราก)” และ “ก้างปลาแดง (ราก)” เป็นตัวยาตรงในตำรับ ยาแก้ร้อนใน

สารสำคัญ

มีรายงานการตรวจพบสารกลุ่มต่าง ๆ ใน Phyllanthus reticulatus ได้แก่

  • Tannins และสารประกอบฟีนอลิก : เป็นกลุ่มสารที่พบในส่วนต่าง ๆ ของพืชและสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฝาดสมาน
  • Flavonoids : เช่น astragalin, isoquercitrin และ kaempferol derivatives
  • Ellagitannins/สารประกอบ ellagic acid : เช่น corilagin และอนุพันธ์ของ ellagic acid
  • Triterpenoids และ steroids : เช่น friedelin, taraxerone, betulinic acid และ β-sitosterol
  • Lignans : มีรายงานการตรวจพบ pinoresinol
  • สารอื่น ๆ : มีรายงาน methyl gallate และสารอนุพันธ์ geraniinic acid รวมถึงสารประกอบอื่นจากใบและลำต้น

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับก้างปลาส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง และยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค

  • ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด : การทดลองในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย alloxan พบว่าสารสกัดจากใบที่ขนาด 1,000 มก./กก. มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่เป็นหลักฐานจากสัตว์ทดลอง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในผู้ป่วยเบาหวาน
  • ฤทธิ์แก้ปวดและต้านการอักเสบ : สารสกัดจากส่วนเหนือดินของพืชแสดงฤทธิ์ลดความเจ็บปวดและการอักเสบในแบบจำลองหนูทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อ : งานทบทวนวรรณกรรมรายงานข้อมูลฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและเชื้อรา รวมถึงฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ แต่ผลการทดลองแตกต่างกันตามส่วนของพืชและชนิดของสารสกัด
  • การศึกษาด้านสารเคมี : งานวิจัยจากประเทศไทยพบสารประกอบใหม่กลุ่มอนุพันธ์ geraniinic acid รวมถึง 3,4,3′-tri-O-methylellagic acid และ methyl gallate จากใบของก้างปลา
  • ภาพรวมหลักฐาน : การทบทวนปี 2020 ระบุว่ามีข้อมูลฤทธิ์แก้ปวด ต้านแบคทีเรีย ต้านเบาหวาน ต้านเชื้อรา ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมาลาเรีย และปกป้องตับ แต่ยังต้องมีการศึกษาต่อเพื่อยืนยันกลไกและประสิทธิผล

เภสัชวิทยา

มีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดก้างปลาหลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • ฤทธิ์แก้ปวด
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ
  • ฤทธิ์ต้านไวรัสบางชนิด
  • ฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ

อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นผลจากการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง และยังไม่สามารถนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาผู้ป่วยมนุษย์ได้

ความปลอดภัย

  • ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ของก้างปลาไม่เพียงพอ
  • การทดลองความเป็นพิษเฉียบพลันบางงานพบว่าสารสกัดส่วนเหนือดินที่ฉีดเข้าช่องท้องหนูมีค่า LD50 ประมาณ 800 มก./กก.
  • ขณะเดียวกัน การทดลองอีกงานหนึ่งให้สารสกัดส่วนเหนือดินทางปากแก่หนู และไม่พบการตายหรืออาการไม่พึงประสงค์เฉียบพลันจนถึง 2,000 มก./กก. ภายในช่วงสังเกต 24 ชั่วโมง
  • ผลการทดลองดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้กำหนดขนาดที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ได้ เพราะวิธีให้สารสกัด ส่วนของพืช ชนิดของสารสกัด และระยะเวลาทดลองแตกต่างกัน
  • หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาด้วยตนเองจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • หากใช้เพื่อรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์แผนไทย แพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่าง Phyllanthus reticulatus กับยาสมัยใหม่ที่สามารถใช้เป็นข้อแนะนำเฉพาะเจาะจงได้

เนื่องจากมีรายงานฤทธิ์ ลดระดับน้ำตาลในเลือด จากการทดลองสัตว์ จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษหากนำไปใช้ร่วมกับยาลดน้ำตาล เพราะในทางทฤษฎีอาจเพิ่มผลของยาลดน้ำตาลได้ แต่ประเด็นนี้ยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพื่อยืนยัน

การใช้ในอาหาร

  • ยอดอ่อน : มีการใช้เป็นผักพื้นบ้านในบางพื้นที่ โดยนำไปลวก รับประทานกับน้ำพริก หรือนำไปประกอบอาหาร เช่น แกงแคและแกงคั่ว
  • ผลสุก : มีรายงานในต่างประเทศว่าสามารถรับประทานเมื่อสุกได้ แต่การใช้เป็นอาหารในประเทศไทยมีข้อมูลจำกัด จึงไม่ควรนำข้อมูลจากต่างประเทศมาใช้เป็นคำแนะนำด้านอาหารโดยตรง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ราก ใบ และส่วนอื่น ๆ มีประวัติการใช้ในตำรับยาแผนไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ผลิตภัณฑ์จากสีธรรมชาติ : ผลสุกมีสารสีในกลุ่มแอนโทไซยานินและมีการศึกษาการนำสารสีจากผลไปใช้ประโยชน์ด้านสีธรรมชาติ
  • สีย้อมและหมึก : ในบางประเทศมีการใช้ผลสุกทำหมึก และใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชเพื่อการย้อมสี ส่วนเนื้อไม้มีการใช้ทำเครื่องใช้ขนาดเล็กตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ราก : แหล่งข้อมูลด้านการใช้สมุนไพรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่ามีการเก็บรากในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้น แล้วทำให้แห้งก่อนเก็บ
  • ใบ : สามารถเก็บใบแล้วทำให้แห้ง โดยมีข้อมูลการผึ่งหรือทำให้แห้งในที่ร่มเพื่อรักษาคุณภาพของวัตถุดิบ
  • เปลือกต้น : มีข้อมูลว่ามีการเก็บได้ตลอดปีในบางภูมิภาค
  • การเก็บรักษา : ควรเก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด และแมลง และควรติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บอย่างชัดเจน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • มีการใช้ ราก เป็นยาต้มสำหรับแก้ไข้ ร้อนใน กระหายน้ำ และอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
  • มีการใช้ ใบ เป็นยาสมานแผลและขับปัสสาวะ
  • มีการใช้ ต้นและเปลือก สำหรับอาการท้องเสียและบิด
  • มีการใช้ ยอดอ่อน เป็นผักพื้นบ้าน
  • ในบางชุมชนมีการนำก้างปลาไปประกอบในตำรับยาพื้นบ้านหลายชนิด โดยเฉพาะตำรับเกี่ยวกับไข้และฝี

ประวัติและวัฒนธรรม

ก้างปลามีชื่อเรียกแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละท้องถิ่น เช่น ก้างปลาเครือ ก้างปลาขาว ก้างปลาแดง หมัดคำ อำอ้าย ข่าคลอง และชื่อในภาษากลุ่มชาติพันธุ์บางพื้นที่ สะท้อนถึงการรู้จักและใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในชุมชนต่าง ๆ ของประเทศไทยมาเป็นเวลานาน

ในทางเภสัชกรรมแผนไทย ก้างปลาแดงยังได้รับการบันทึกเป็นวัตถุดิบสมุนไพรในชื่อ Phyllanthi Reticulati Radix ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพืชชนิดนี้มีความเกี่ยวข้องกับระบบการแพทย์แผนไทยในระดับตำรับยา ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้พื้นบ้านเท่านั้น

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะตาม IUCN Red List : Least Concern (LC) หรือ ความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์
  • Kew ระบุว่าชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชียจนถึงออสเตรเลียตอนเหนือ และการประเมินของ IUCN จัดอยู่ในระดับ Least Concern
  • แม้สถานะระดับโลกยังไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง แต่การเก็บรากจากธรรมชาติจำนวนมากอาจกระทบต่อประชากรในพื้นที่เฉพาะ จึงควรส่งเสริมการปลูกและการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Malpighiales
  • วงศ์ (Family) : Phyllanthaceae
  • สกุล (Genus) : Phyllanthus L.
  • ชนิด (Species) : Phyllanthus reticulatus Poir.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Kirganelia reticulata (Poir.) Baill., Cicca reticulata (Poir.) Kurz
  • ชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน : Phyllanthus reticulatus Poir.

หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน : ในเอกสารเก่า ก้างปลาอาจถูกจัดอยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae แต่การจัดจำแนกสมัยใหม่จัดสกุล Phyllanthus ไว้ในวงศ์ Phyllanthaceae

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2550). e-Flora of Thailand: Phyllanthus reticulatus Poir.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (ม.ป.ป.). ก้างปลาเครือ (Phyllanthus reticulatus Poir.). Smart Herb Platform.
  3. กระทรวงสาธารณสุข. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564 (National Thai Traditional Medicine Formulary 2021 Edition).
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2556). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556.
  5. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (2561). การประชุมวิชาการพฤกษศาสตร์พื้นบ้านแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 2: ก้างปลาแดง.
  6. Kew Science. (2026). Phyllanthus reticulatus Poir. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
  7. Pojchaijongdee, N., Sotanaphun, U., Limsirichaikul, S., & Poobrasert, O. (2010). Geraniinic acid derivative from the leaves of Phyllanthus reticulatus. Pharmaceutical Biology, 48(7), 740–744. https://doi.org/10.3109/13880200903273898
  8. Saha, A., Masud, M. A., Bachar, S. C., Kundu, J. K., Datta, B. K., Nahar, L., & Sarker, S. D. (2007). The analgesic and anti-inflammatory activities of the extracts of Phyllanthus reticulatus in mice model. Pharmaceutical Biology, 45(5), 355–359.
  9. Sathasivampili, S. V., & Jeyaseelan, E. C. (2020). Pharmacological activities and phytochemical constituents of Phyllanthus reticulatus Poir. – A review. Vingnanam Journal of Science, 15(1), 7–14.
  10. Sharma, S., & Kumar, S. (2013). Phyllanthus reticulatus Poir. – An important medicinal plant: A review of its phytochemistry, traditional uses and pharmacological properties. International Journal of Pharmaceutical Sciences and Research, 4(7), 2528–2534.
  11. Kumar, S., Kumar, D., Deshmukh, R. R., Lokhande, P. D., More, S. N., & Rangari, V. D. (2008). Antidiabetic potential of Phyllanthus reticulatus in alloxan-induced diabetic mice. Fitoterapia, 79(1), 21–23. https://doi.org/10.1016/j.fitote.2007.06.012

 

Scroll to top