ก้างปลา
ก้างปลาเป็นชื่อสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น โดยในข้อมูลนี้หมายถึง ก้างปลาเครือ หรือก้างปลาแดง (Phyllanthus reticulatus Poir.) ซึ่งเป็นไม้พุ่มหรือไม้พุ่มกึ่งเถาที่พบในประเทศไทยหลายภูมิภาค และมีประวัติการใช้เป็นยาพื้นบ้าน โดยเฉพาะราก ใบ เปลือกต้น และผล ทั้งนี้ชื่อ “ก้างปลา” อาจใช้เรียกพืชชนิดอื่นในบางพื้นที่ จึงควรตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ก่อนนำไปใช้เป็นยา
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : ก้างปลา, ก้างปลาเครือ, ก้างปลาแดง, ก้างปลาขาว
- ชื่อท้องถิ่น : หมัดคำ, อำอ้าย, หมาเยี่ยว, ข่าคลอง, กระออง, ขี้เฮียด, ต่าคะโค่คึย, สะแบรที และชื่ออื่น ๆ ตามแต่ละภูมิภาค
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus reticulatus Poir.
- วงศ์ : Phyllanthaceae
- ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : Potato bush, Black-honey shrub
- ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้าน ใช้ส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ราก ใบ ต้น เปลือก และผล
- สถานะทางอนุกรมวิธาน : Phyllanthus reticulatus Poir. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้พุ่มกึ่งเถาหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก บางแหล่งระบุว่าสามารถเจริญเป็นไม้ต้นขนาดเล็กได้ สูงประมาณ 1.5–4 เมตร กิ่งมีขนาดเล็ก และอาจมีขนละเอียด
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ รูปรี หรือรูปรีแกมขอบขนาน ขนาดประมาณ 1–2.5 × 1.7–3.5 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือเว้าเล็กน้อย โคนใบมนหรือสอบ ขอบใบเรียบ ก้านใบสั้น
- ดอก : ดอกขนาดเล็ก ออกตามซอกใบเป็นช่อสั้น ๆ ช่อละประมาณ 1–3 ดอก ดอกแยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียมีลักษณะต่างกันเล็กน้อย กลีบดอกไม่มีหรือไม่เด่นชัด
- ผล : ผลสดมีลักษณะกลมแป้นหรือค่อนข้างกลม ขนาดประมาณ 4–6 มิลลิเมตร ผลอ่อนมีสีเขียวหรือแดง และเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด
- เมล็ด : เมล็ดมีลักษณะเป็นเหลี่ยม โดยหน้าตัดอาจมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมไม่เท่ากัน
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดกว้างในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อนุทวีปอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนตอนใต้ ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตอนเหนือของออสเตรเลีย
- ในประเทศไทย : พบได้หลายภูมิภาค ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ โดยมีรายงานจากจังหวัดเชียงใหม่ แพร่ ตาก เลย นครราชสีมา สุรินทร์ กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สงขลา ปัตตานี และพื้นที่อื่น ๆ
- แหล่งอาศัย : พบตามพื้นที่เปิด ที่รกร้าง ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าผสมผลัดใบ และพื้นที่ป่าที่มีความชื้นพอสมควร โดยข้อมูล Flora of Thailand ระบุช่วงความสูงที่พบประมาณ 500–1,150 เมตรในบางพื้นที่
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพพื้นที่ : เจริญได้ในดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี และสามารถเจริญได้ในพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดปานกลาง
- การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และมีข้อมูลการใช้กิ่งปักชำในการขยายพันธุ์
- การดูแล : ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำขัง และรักษาความชื้นของดินในระยะแรกหลังปลูก
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก : ใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับแก้ไข้ ร้อนใน กระหายน้ำ ขับพิษ และใช้ในตำรับยาเกี่ยวกับอาการทางระบบทางเดินหายใจและทางเดินปัสสาวะ
- ใบ : ใช้เป็นยาสมานแผล ขับปัสสาวะ และใช้ในตำรับพื้นบ้านบางชนิด
- ต้นและเปลือกต้น : ใช้ต้มเป็นยาแก้ท้องเสีย แก้บิด และใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
- ผล : ใช้เป็นยาฝาดสมานในระบบทางเดินอาหารและใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในกรณีมีการอักเสบ
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ราก : ตามภูมิปัญญาไทย ใช้แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้ ถอนพิษไข้ ขับพิษ และใช้แก้หอบหืด
- ใบ : ใช้ต้มดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ และบดหรือโขลกใช้ภายนอกเพื่อช่วยสมานแผล
- ต้นและเปลือก : ใช้ต้มดื่มเพื่อแก้บิด ท้องเสีย ขับปัสสาวะ และตามตำรายาพื้นบ้านใช้เกี่ยวกับ “น้ำเหลืองเสีย” และการฟอกโลหิต
- ผล : มีรสฝาดเฝื่อน ใช้เป็นยาฝาดสมานในระบบทางเดินอาหารและใช้แก้อาการอักเสบ
- การใช้ภายนอก : รากมีการใช้ฝนกับน้ำแล้วทาบริเวณที่มีผื่นหรือแผลตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น เริม งูสวัด และฝี
- ข้อควรเข้าใจ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์
วิธีใช้
- การต้มราก : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำรากมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม โดยมีรายงานการใช้รากประมาณ 120 กรัมในตำรับพื้นบ้านบางแหล่ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวไม่ใช่ขนาดยามาตรฐานทางคลินิกและไม่ควรนำไปใช้เองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยกำกับ
- การต้มใบหรือต้น : ใช้เป็นน้ำต้มสำหรับดื่มตามตำรับพื้นบ้าน โดยมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อขับปัสสาวะ แก้ไข้ หรือแก้ท้องเสีย
- การใช้ภายนอก : ใบอาจบดเป็นผงสำหรับใส่แผล หรือใช้ตำพอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- การใช้เป็นอาหาร : ยอดอ่อนสามารถนำมาประกอบอาหารหรือนำมารับประทานเป็นผักได้
- คำแนะนำ : ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานของสารสกัดก้างปลาสำหรับการรักษาโรคในมนุษย์ จึงไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นหรือใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- ก้างปลาแดง : รากของ Phyllanthus reticulatus มีชื่อเป็น Phyllanthi Reticulati Radix และปรากฏอยู่ในรายการวัตถุดิบสมุนไพรของ ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564 ในชื่อ “ก้างปลาแดง ราก”
- ก้างปลาขาว : เป็นคนละรายการกับก้างปลาแดง โดยระบุเป็นรากของ Flueggea virosa ซึ่งไม่ควรนำมาปะปนกับ Phyllanthus reticulatus
- ในตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ มี “ก้างปลาขาว (ราก)” และ “ก้างปลาแดง (ราก)” เป็นตัวยาตรงในตำรับ ยาแก้ร้อนใน
สารสำคัญ
มีรายงานการตรวจพบสารกลุ่มต่าง ๆ ใน Phyllanthus reticulatus ได้แก่
- Tannins และสารประกอบฟีนอลิก : เป็นกลุ่มสารที่พบในส่วนต่าง ๆ ของพืชและสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฝาดสมาน
- Flavonoids : เช่น astragalin, isoquercitrin และ kaempferol derivatives
- Ellagitannins/สารประกอบ ellagic acid : เช่น corilagin และอนุพันธ์ของ ellagic acid
- Triterpenoids และ steroids : เช่น friedelin, taraxerone, betulinic acid และ β-sitosterol
- Lignans : มีรายงานการตรวจพบ pinoresinol
- สารอื่น ๆ : มีรายงาน methyl gallate และสารอนุพันธ์ geraniinic acid รวมถึงสารประกอบอื่นจากใบและลำต้น
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับก้างปลาส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง และยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค
- ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด : การทดลองในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย alloxan พบว่าสารสกัดจากใบที่ขนาด 1,000 มก./กก. มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่เป็นหลักฐานจากสัตว์ทดลอง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในผู้ป่วยเบาหวาน
- ฤทธิ์แก้ปวดและต้านการอักเสบ : สารสกัดจากส่วนเหนือดินของพืชแสดงฤทธิ์ลดความเจ็บปวดและการอักเสบในแบบจำลองหนูทดลอง
- ฤทธิ์ต้านเชื้อ : งานทบทวนวรรณกรรมรายงานข้อมูลฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและเชื้อรา รวมถึงฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ แต่ผลการทดลองแตกต่างกันตามส่วนของพืชและชนิดของสารสกัด
- การศึกษาด้านสารเคมี : งานวิจัยจากประเทศไทยพบสารประกอบใหม่กลุ่มอนุพันธ์ geraniinic acid รวมถึง 3,4,3′-tri-O-methylellagic acid และ methyl gallate จากใบของก้างปลา
- ภาพรวมหลักฐาน : การทบทวนปี 2020 ระบุว่ามีข้อมูลฤทธิ์แก้ปวด ต้านแบคทีเรีย ต้านเบาหวาน ต้านเชื้อรา ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมาลาเรีย และปกป้องตับ แต่ยังต้องมีการศึกษาต่อเพื่อยืนยันกลไกและประสิทธิผล
เภสัชวิทยา
มีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดก้างปลาหลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
- ฤทธิ์แก้ปวด
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด
- ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย
- ฤทธิ์ต้านเชื้อรา
- ฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย
- ฤทธิ์ปกป้องตับ
- ฤทธิ์ต้านไวรัสบางชนิด
- ฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ
อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นผลจากการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง และยังไม่สามารถนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาผู้ป่วยมนุษย์ได้
ความปลอดภัย
- ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ของก้างปลาไม่เพียงพอ
- การทดลองความเป็นพิษเฉียบพลันบางงานพบว่าสารสกัดส่วนเหนือดินที่ฉีดเข้าช่องท้องหนูมีค่า LD50 ประมาณ 800 มก./กก.
- ขณะเดียวกัน การทดลองอีกงานหนึ่งให้สารสกัดส่วนเหนือดินทางปากแก่หนู และไม่พบการตายหรืออาการไม่พึงประสงค์เฉียบพลันจนถึง 2,000 มก./กก. ภายในช่วงสังเกต 24 ชั่วโมง
- ผลการทดลองดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้กำหนดขนาดที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ได้ เพราะวิธีให้สารสกัด ส่วนของพืช ชนิดของสารสกัด และระยะเวลาทดลองแตกต่างกัน
- หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาด้วยตนเองจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
- หากใช้เพื่อรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์แผนไทย แพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่าง Phyllanthus reticulatus กับยาสมัยใหม่ที่สามารถใช้เป็นข้อแนะนำเฉพาะเจาะจงได้
เนื่องจากมีรายงานฤทธิ์ ลดระดับน้ำตาลในเลือด จากการทดลองสัตว์ จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษหากนำไปใช้ร่วมกับยาลดน้ำตาล เพราะในทางทฤษฎีอาจเพิ่มผลของยาลดน้ำตาลได้ แต่ประเด็นนี้ยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพื่อยืนยัน
การใช้ในอาหาร
- ยอดอ่อน : มีการใช้เป็นผักพื้นบ้านในบางพื้นที่ โดยนำไปลวก รับประทานกับน้ำพริก หรือนำไปประกอบอาหาร เช่น แกงแคและแกงคั่ว
- ผลสุก : มีรายงานในต่างประเทศว่าสามารถรับประทานเมื่อสุกได้ แต่การใช้เป็นอาหารในประเทศไทยมีข้อมูลจำกัด จึงไม่ควรนำข้อมูลจากต่างประเทศมาใช้เป็นคำแนะนำด้านอาหารโดยตรง
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ราก ใบ และส่วนอื่น ๆ มีประวัติการใช้ในตำรับยาแผนไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ผลิตภัณฑ์จากสีธรรมชาติ : ผลสุกมีสารสีในกลุ่มแอนโทไซยานินและมีการศึกษาการนำสารสีจากผลไปใช้ประโยชน์ด้านสีธรรมชาติ
- สีย้อมและหมึก : ในบางประเทศมีการใช้ผลสุกทำหมึก และใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชเพื่อการย้อมสี ส่วนเนื้อไม้มีการใช้ทำเครื่องใช้ขนาดเล็กตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ราก : แหล่งข้อมูลด้านการใช้สมุนไพรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่ามีการเก็บรากในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้น แล้วทำให้แห้งก่อนเก็บ
- ใบ : สามารถเก็บใบแล้วทำให้แห้ง โดยมีข้อมูลการผึ่งหรือทำให้แห้งในที่ร่มเพื่อรักษาคุณภาพของวัตถุดิบ
- เปลือกต้น : มีข้อมูลว่ามีการเก็บได้ตลอดปีในบางภูมิภาค
- การเก็บรักษา : ควรเก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด และแมลง และควรติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บอย่างชัดเจน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- มีการใช้ ราก เป็นยาต้มสำหรับแก้ไข้ ร้อนใน กระหายน้ำ และอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
- มีการใช้ ใบ เป็นยาสมานแผลและขับปัสสาวะ
- มีการใช้ ต้นและเปลือก สำหรับอาการท้องเสียและบิด
- มีการใช้ ยอดอ่อน เป็นผักพื้นบ้าน
- ในบางชุมชนมีการนำก้างปลาไปประกอบในตำรับยาพื้นบ้านหลายชนิด โดยเฉพาะตำรับเกี่ยวกับไข้และฝี
ประวัติและวัฒนธรรม
ก้างปลามีชื่อเรียกแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละท้องถิ่น เช่น ก้างปลาเครือ ก้างปลาขาว ก้างปลาแดง หมัดคำ อำอ้าย ข่าคลอง และชื่อในภาษากลุ่มชาติพันธุ์บางพื้นที่ สะท้อนถึงการรู้จักและใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในชุมชนต่าง ๆ ของประเทศไทยมาเป็นเวลานาน
ในทางเภสัชกรรมแผนไทย ก้างปลาแดงยังได้รับการบันทึกเป็นวัตถุดิบสมุนไพรในชื่อ Phyllanthi Reticulati Radix ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพืชชนิดนี้มีความเกี่ยวข้องกับระบบการแพทย์แผนไทยในระดับตำรับยา ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้พื้นบ้านเท่านั้น
สถานะการอนุรักษ์
- สถานะตาม IUCN Red List : Least Concern (LC) หรือ ความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์
- Kew ระบุว่าชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชียจนถึงออสเตรเลียตอนเหนือ และการประเมินของ IUCN จัดอยู่ในระดับ Least Concern
- แม้สถานะระดับโลกยังไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง แต่การเก็บรากจากธรรมชาติจำนวนมากอาจกระทบต่อประชากรในพื้นที่เฉพาะ จึงควรส่งเสริมการปลูกและการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Magnoliopsida
- อันดับ (Order) : Malpighiales
- วงศ์ (Family) : Phyllanthaceae
- สกุล (Genus) : Phyllanthus L.
- ชนิด (Species) : Phyllanthus reticulatus Poir.
- ชื่อพ้องที่สำคัญ : Kirganelia reticulata (Poir.) Baill., Cicca reticulata (Poir.) Kurz
- ชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน : Phyllanthus reticulatus Poir.
หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน : ในเอกสารเก่า ก้างปลาอาจถูกจัดอยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae แต่การจัดจำแนกสมัยใหม่จัดสกุล Phyllanthus ไว้ในวงศ์ Phyllanthaceae
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2550). e-Flora of Thailand: Phyllanthus reticulatus Poir.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (ม.ป.ป.). ก้างปลาเครือ (Phyllanthus reticulatus Poir.). Smart Herb Platform.
- กระทรวงสาธารณสุข. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564 (National Thai Traditional Medicine Formulary 2021 Edition).
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2556). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556.
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (2561). การประชุมวิชาการพฤกษศาสตร์พื้นบ้านแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 2: ก้างปลาแดง.
- Kew Science. (2026). Phyllanthus reticulatus Poir. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
- Pojchaijongdee, N., Sotanaphun, U., Limsirichaikul, S., & Poobrasert, O. (2010). Geraniinic acid derivative from the leaves of Phyllanthus reticulatus. Pharmaceutical Biology, 48(7), 740–744. https://doi.org/10.3109/13880200903273898
- Saha, A., Masud, M. A., Bachar, S. C., Kundu, J. K., Datta, B. K., Nahar, L., & Sarker, S. D. (2007). The analgesic and anti-inflammatory activities of the extracts of Phyllanthus reticulatus in mice model. Pharmaceutical Biology, 45(5), 355–359.
- Sathasivampili, S. V., & Jeyaseelan, E. C. (2020). Pharmacological activities and phytochemical constituents of Phyllanthus reticulatus Poir. – A review. Vingnanam Journal of Science, 15(1), 7–14.
- Sharma, S., & Kumar, S. (2013). Phyllanthus reticulatus Poir. – An important medicinal plant: A review of its phytochemistry, traditional uses and pharmacological properties. International Journal of Pharmaceutical Sciences and Research, 4(7), 2528–2534.
- Kumar, S., Kumar, D., Deshmukh, R. R., Lokhande, P. D., More, S. N., & Rangari, V. D. (2008). Antidiabetic potential of Phyllanthus reticulatus in alloxan-induced diabetic mice. Fitoterapia, 79(1), 21–23. https://doi.org/10.1016/j.fitote.2007.06.012
