กำลังช้างเผือก
กำลังช้างเผือก เป็นชื่อพื้นเมืองของพรรณไม้ที่มีข้อมูลการใช้เป็นสมุนไพรในประเทศไทย โดยเฉพาะในภูมิปัญญาภาคเหนือและภาคกลาง ทั้งยังเป็นไม้เถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อยที่มีดอกหอมและมีคุณค่าด้านไม้ประดับ สำหรับข้อมูลสมุนไพรในบทความนี้หมายถึง กำลังช้างเผือก ชนิด Hiptage benghalensis (L.) Kurz วงศ์ Malpighiaceae ไม่ใช่ รางจืด (Thunbergia laurifolia Lindl.) ซึ่งในบางพื้นที่ก็มีชื่อเรียก “กำลังช้างเผือก” เช่นกัน จึงควรตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ทุกครั้งก่อนนำไปใช้เป็นยา
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร: กำลังช้างเผือก
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Hiptage benghalensis (L.) Kurz
- วงศ์: Malpighiaceae
- ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร: Banisteria benghalensis L., Hiptage madablota Gaertn., Hiptage javanica Blume และ Hiptage parvifolia Wight & Arn.
- ชื่อท้องถิ่น: กำลังช้างเผือก, พญาช้างเผือก, โนรา, สะเลา, แหนปีก, กะลังจ่าง โดยชื่อเรียกแตกต่างกันตามภูมิภาค
- ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ: Bengal clock vine, Helicopter flower, Hiptage
- ลักษณะโดยทั่วไป: ไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ ดอกมีกลิ่นหอม และผลมีปีก 3 ปีก ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพืชชนิดนี้
ข้อควรระวังเรื่องชื่อ: ชื่อ “กำลังช้างเผือก” ในเอกสารไทยไม่ได้หมายถึงพืชชนิดเดียวเสมอไป เพราะ รางจืด (Thunbergia laurifolia) ก็มีชื่อท้องถิ่นว่ากำลังช้างเผือกเช่นกัน ดังนั้นฐานข้อมูลสมุนไพรควรใช้ ชื่อวิทยาศาสตร์ควบคู่กับชื่อไทย เพื่อป้องกันการใช้สมุนไพรผิดชนิด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น: เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาขนาดใหญ่ ลำต้นและกิ่งมีเนื้อไม้ สามารถเลื้อยหรือพาดไปตามต้นไม้อื่นได้
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี รูปรีแกมขอบขนานถึงรูปใบหอก ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ใบค่อนข้างหนาและมีต่อมบริเวณโคนแผ่นใบหรือก้านใบในบางลักษณะ
- ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกมีกลิ่นหอม กลีบดอกโดยทั่วไปมี 5 กลีบ สีขาว ครีม หรืออมชมพู และมักมีแต้มสีเหลืองบริเวณกลางดอก เกสรเพศผู้มี 10 อัน
- ผล: เป็นผลแห้งแบบมีปีก หรือ samara มีปีก 3 ปีกไม่เท่ากัน โดยปีกหนึ่งมีขนาดใหญ่เด่นชัด ช่วยให้ผลกระจายไปกับลม
- เมล็ด: มีลักษณะค่อนข้างกลมและอยู่ภายในผลมีปีก
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กำลังช้างเผือกมีถิ่นกำเนิดกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย โดยพบตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา เมียนมา จีนตอนใต้ อินโดจีน ไทย ไต้หวัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่อื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในประเทศไทยมีรายงานการพบในหลายพื้นที่ และข้อมูลของไทยระบุว่าพบได้ทั่วประเทศยกเว้นภาคใต้ โดยเฉพาะบริเวณป่าผลัดใบและบริเวณชายป่าในพื้นที่สูงประมาณ 300–1,600 เมตรสำหรับกลุ่มที่ระบุเป็น Hiptage benghalensis subsp. candicans
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การเพาะเมล็ด: สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด โดยผลที่มีปีกช่วยให้เมล็ดกระจายโดยลม
- การตอนกิ่ง: เป็นวิธีที่มีรายงานว่าเหมาะสมสำหรับการขยายพันธุ์ในประเทศไทย และช่วยให้ได้ต้นใหม่ที่มีลักษณะใกล้เคียงต้นแม่
- การปักชำ: สามารถใช้กิ่งปักชำได้เช่นกัน โดยมีรายงานการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและกิ่งปักชำ
- สภาพแวดล้อม: เจริญได้ทั้งในสภาพชื้นและพื้นที่ที่มีช่วงแห้งแล้ง พบได้ตั้งแต่ระดับใกล้น้ำทะเลจนถึงพื้นที่สูงประมาณ 1,000–2,000 เมตร ขึ้นอยู่กับพื้นที่และชนิดย่อย
- แสง: สามารถปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเมื่อปลูกเพื่อให้ดอก
- การดูแล: เนื่องจากเป็นไม้เลื้อย ควรมีค้างหรือโครงสร้างให้เกาะ และควรควบคุมการแตกกิ่งและการกระจายพันธุ์หากปลูกในพื้นที่จำกัด
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เนื้อไม้หรือแก่น: เป็นส่วนที่มีการใช้ในตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย โดยเฉพาะในฐานะยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ และช่วยเจริญอาหาร
- เปลือก: มีรายงานการใช้เป็นสมุนไพรในระบบการแพทย์พื้นบ้านของหลายประเทศ
- ใบ: มีการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะเกี่ยวกับโรคผิวหนังและหิดในบางพื้นที่ของเอเชีย
- รากหรือเปลือกราก: มีการศึกษาทางพฤกษเคมีและพบสารสำคัญหลายชนิด เช่น hiptagin และ mangiferin
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
ตามข้อมูลภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรไทย กำลังช้างเผือก โดยเฉพาะเนื้อไม้หรือแก่น มีการนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาเพื่อ
- บำรุงกำลังและบำรุงร่างกาย
- บำรุงธาตุ
- ช่วยให้เจริญอาหาร
- แก้อ่อนเพลีย
- ขับลม
- แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อ
- บำรุงกำหนัด
- ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ตามความเชื่อและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของประเทศอื่น มีการใช้ ใบ เปลือก และส่วนต่าง ๆ ของต้น สำหรับอาการทางผิวหนัง หิด โรคข้อและรูมาติก รวมถึงอาการไอและหอบหืด แต่ข้อมูลเหล่านี้เป็นการใช้ตามระบบการแพทย์ดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
วิธีใช้
ข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิมของไทยพบว่า เนื้อไม้หรือแก่นกำลังช้างเผือก สามารถนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยา หรือใช้ในลักษณะ ยาดอง เพื่อบำรุงกำลังและบำรุงร่างกาย โดยเอกสารของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกล่าวถึงกำลังช้างเผือกในกลุ่มสมุนไพรที่ใช้ประกอบตำรับยาดองเหล้าพื้นบ้านภาคเหนือ
เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนด ขนาดรับประทานมาตรฐาน ระยะเวลาใช้ และรูปแบบผลิตภัณฑ์สำหรับประชาชนทั่วไป จึงไม่ควรกำหนดขนาดยารับประทานขึ้นเองจากข้อมูลภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว
สารสำคัญ
การศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารหลายกลุ่มใน Hiptage benghalensis ได้แก่
- Hiptagin พบเด่นในส่วนเปลือกราก
- Mangiferin พบในราก
- Friedelin
- Epifriedelanol / Epifriedelinol
- α-Amyrin
- β-Sitosterol
- Daucosterol
- β-Sitosterol-β-D-glucoside
- 1-Octacosanol
- Tannins และ saponins ในใบ
- สารกลุ่ม flavonoids ในส่วนเหนือดิน เช่น ใบ ดอก และลำต้น
นอกจากนี้ เมล็ดของกำลังช้างเผือกมีน้ำมันที่มี ricinoleic acid ในสัดส่วนสูง โดยงานวิจัยหนึ่งรายงานว่ามีประมาณ 80% ของกรดไขมันในน้ำมันเมล็ด ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสนใจในด้านวัตถุดิบอุตสาหกรรมมากกว่าการใช้เป็นอาหารหรือยารับประทาน
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของกำลังช้างเผือกส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การศึกษาในหลอดทดลอง การทดลองในสัตว์ และการศึกษาทางพฤกษเคมี มากกว่าการทดลองทางคลินิกในมนุษย์
- งานวิจัยด้าน ฤทธิ์ต้านการอักเสบ พบว่าสารกลุ่ม triterpenes และ steroid derivatives ที่แยกได้จากเปลือกลำต้นสามารถลดการสร้าง NO และ PGE₂ รวมทั้งลดการแสดงออกของ iNOS และ COX-2 ในเซลล์ macrophage ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS และสารบางชนิดเกี่ยวข้องกับการยับยั้งเส้นทาง NF-κB
- งานศึกษาด้าน ฤทธิ์ต้านแมลง พบว่าสารสกัดจากเปลือกรากมีฤทธิ์ต่อลูกน้ำและตัวเต็มวัยของยุงบางชนิด เช่น Aedes albopictus, Anopheles barbirostris และ Culex quinquefasciatus ในการทดลอง
- มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ในสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่ากำลังช้างเผือกรักษาโรคเบาหวานในมนุษย์ได้
- งานศึกษาพฤกษเคมีพบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด จึงมีศักยภาพสำหรับการศึกษาต่อด้าน ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และเภสัชวิทยา
สรุปหลักฐาน: ปัจจุบันยังไม่ควรนำผลการทดลองในเซลล์หรือสัตว์มาอ้างว่า กำลังช้างเผือกรักษาโรคในมนุษย์ได้ เนื่องจากยังขาดข้อมูลการทดลองทางคลินิกที่มีคุณภาพและขนาดตัวอย่างเพียงพอ
เภสัชวิทยา
ข้อมูลเภสัชวิทยาที่มีการรายงาน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารบางชนิดจากเปลือกลำต้นมีผลต่อ NO, PGE₂, iNOS, COX-2 และ NF-κB ในเซลล์ทดลอง
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง: มีรายงานว่าสารสกัดเอทานอลจากส่วนเหนือดินมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางในการศึกษาก่อนคลินิก
- ฤทธิ์ลดความดันโลหิต: มีรายงานฤทธิ์ลดความดันในสัตว์ทดลอง/การศึกษาก่อนคลินิก
- ฤทธิ์ต้านพยาธิ: มีการศึกษาสารสกัดจากใบและพบฤทธิ์ต่อหนอนพยาธิในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านแมลง: สารสกัดจากเปลือกรากมีฤทธิ์ต่อลูกน้ำและยุงบางชนิด
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระ: เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากองค์ประกอบกลุ่ม triterpenes, sterols และสารฟีนอลิก
ผลดังกล่าวเป็น เภสัชวิทยาระดับก่อนคลินิก ไม่ควรนำไปเทียบเท่าประสิทธิผลของยาที่ได้รับการรับรองสำหรับรักษาโรค
ความปลอดภัย
ข้อมูลความปลอดภัยของกำลังช้างเผือกในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับ การใช้ระยะยาว การใช้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ขนาดสูง และการใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน
งานทดลองความเป็นพิษในสัตว์มีผลแตกต่างกันตามชนิดของสารสกัด ส่วนของพืช และวิธีการทดลอง จึงไม่ควรสรุปว่า “ปลอดภัยในทุกขนาด” จากผลการศึกษาก่อนคลินิกเพียงอย่างเดียว
ผู้ที่ต้องการใช้กำลังช้างเผือกเป็นยารับประทานควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุ ชื่อวิทยาศาสตร์และส่วนของพืชอย่างชัดเจน และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาประจำ
ข้อห้ามใช้
เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ไม่เพียงพอ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้เพื่อการรักษาโรคด้วยตนเองในกรณีต่อไปนี้
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร: ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ
- เด็ก: ไม่มีข้อมูลขนาดใช้ที่เหมาะสมเพียงพอ
- ผู้มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด: ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้
- ผู้ที่แพ้พืชหรือผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรชนิดนี้: ควรหลีกเลี่ยง
- ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน สำหรับโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคข้ออักเสบ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจนเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกำลังช้างเผือกกับยาในมนุษย์
อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลก่อนคลินิกว่าสารสกัดของพืชอาจมีฤทธิ์ ลดความดันโลหิต กดระบบประสาทส่วนกลาง และลดระดับน้ำตาลในสัตว์ทดลอง ดังนั้นในทางทฤษฎีผู้ที่ใช้ ยาลดความดัน ยากดประสาท หรือยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรใช้ความระมัดระวังและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกัน
ข้อมูลข้างต้นเป็น ข้อควรระวังจากหลักฐานก่อนคลินิก ไม่ใช่การยืนยันว่ามีปฏิกิริยาระหว่างยาในมนุษย์
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
สำหรับการใช้เป็นสมุนไพร ควรเก็บเกี่ยวจากต้นที่ ระบุชนิดได้ถูกต้อง และแยกส่วนที่ใช้ เช่น แก่น เนื้อไม้ เปลือก หรือใบอย่างชัดเจน
- เก็บเกี่ยวในพื้นที่สะอาด ห่างจากสารเคมีและแหล่งมลพิษ
- หลีกเลี่ยงพืชที่มีเชื้อรา แมลง หรือการปนเปื้อน
- หากใช้เนื้อไม้หรือเปลือก ควรทำความสะอาดและหั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสม
- ทำให้แห้งสนิท ก่อนเก็บเพื่อช่วยลดความชื้นและการเกิดเชื้อรา
- เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และพ้นแสงแดด
- ควรติดฉลากระบุ ชื่อสมุนไพร ชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ เพื่อป้องกันการสับสนกับสมุนไพรที่มีชื่อท้องถิ่นเหมือนกัน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กำลังช้างเผือกมีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรในภาคเหนือของประเทศไทย โดยมีการใช้ แก่นหรือเนื้อไม้ เป็นสมุนไพรบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร แก้อ่อนเพลีย ขับลม และแก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกยังบันทึก กำลังช้างเผือก (Hiptage bengalensis var. candicans) ไว้ในข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรที่ใช้ในตำรับยาดองเหล้าพื้นบ้านของภาคเหนือ โดยระบุการใช้แก่นเพื่อบำรุงกำหนัด เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยเจริญอาหาร แก้อ่อนเพลีย ขับลม และแก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ
ประวัติและวัฒนธรรม
กำลังช้างเผือกมีชื่อพื้นเมืองหลายชื่อ โดยชื่อ พญาช้างเผือก กำลังช้างเผือก โนรา สะเลา และแหนปีก สะท้อนการเรียกชื่อพรรณไม้ตามภูมิภาคของประเทศไทย
นอกจากเป็นสมุนไพรแล้ว พืชชนิดนี้ยังมีคุณค่าด้าน ไม้ประดับ เนื่องจากมีดอกสวยและมีกลิ่นหอม จึงมีการนำไปปลูกตามสวนและพื้นที่จัดภูมิทัศน์ในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สถานะการอนุรักษ์
ตามข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่า Hiptage benghalensis มีสถานะการประเมินความเสี่ยงเป็น Least Concern (LC) และการประเมินการสูญพันธุ์ในระดับหนึ่งระบุว่าไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม
อย่างไรก็ตาม พืชชนิดนี้สามารถแพร่กระจายได้ดีและมีรายงานว่าเป็น พืชต่างถิ่นรุกราน ในบางประเทศ เช่น ฮาวาย ฟลอริดา มอริเชียส และออสเตรเลีย ดังนั้นการนำไปปลูกนอกถิ่นกำเนิดควรมีการควบคุมการแพร่กระจายของเมล็ด
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom: Plantae
- Phylum: Streptophyta
- Class: Equisetopsida
- Subclass: Magnoliidae
- Order: Malpighiales
- Family: Malpighiaceae
- Genus: Hiptage
- Species: Hiptage benghalensis (L.) Kurz
- ชื่อเดิม/ชื่อพ้องสำคัญ: Banisteria benghalensis L.
- ชื่อระดับชนิดย่อยที่พบในข้อมูลประเทศไทย: Hiptage benghalensis subsp. candicans (Hook.f.) Sirirugsa
ปัจจุบัน Kew ยอมรับ Hiptage benghalensis (L.) Kurz เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของชนิด และมีการยอมรับชนิดย่อยหลายกลุ่มภายในชนิดนี้
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ เอกลักษณ์กำลังช้างเผือก ควรเริ่มจากการตรวจสอบลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นสดหรือชิ้นส่วนพืชร่วมกับชื่อวิทยาศาสตร์
- ลักษณะเด่นของต้น: ไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาเนื้อแข็ง
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรีถึงรูปใบหอก ขอบเรียบ
- ดอก: ดอกเป็นช่อ มีกลิ่นหอม กลีบดอก 5 กลีบ สีขาวหรืออมชมพูและมักมีสีเหลืองบริเวณกลางดอก
- ผล: ผลแห้งแบบมีปีก 3 ปีก โดยมีปีกหนึ่งเด่นกว่าปีกอื่น
- การตรวจทางเภสัชเวท: ควรพิจารณาลักษณะมหภาค จุลทรรศน์ องค์ประกอบทางเคมี และสารบ่งชี้ร่วมกันเมื่อจำเป็น โดยเฉพาะวัตถุดิบแห้งหรือผง
- การตรวจ DNA: ในกรณีวัตถุดิบที่ไม่สามารถระบุจากลักษณะภายนอกได้ อาจใช้วิธี DNA barcoding เป็นเครื่องมือช่วยยืนยันชนิด
การตรวจสอบชนิดมีความสำคัญอย่างมากสำหรับกำลังช้างเผือก เนื่องจาก ชื่อพื้นเมือง “กำลังช้างเผือก” สามารถหมายถึงรางจืด (Thunbergia laurifolia) ได้ด้วย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). ยาดองเหล้าหนึ่งในการรักษาโรคด้วยพืชสมุนไพร. กระทรวงสาธารณสุข.
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). กำลังช้างเผือก (Hiptage benghalensis). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ.
- มหาวิทยาลัยสุรนารี. (ม.ป.ป.). กำลังช้างเผือก. สารสนเทศท้องถิ่นนครราชสีมา.
- ศูนย์ข้อมูลพรรณไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). โนรา (Hiptage benghalensis). คลังข้อมูลทรัพยากรพรรณพืช.
- Alonzo, D. S. (2003). Hiptage benghalensis (L.) Kurz. In R. H. M. J. Lemmens & N. Bunyapraphatsara (Eds.), Plant Resources of South-East Asia No. 12(3): Medicinal and poisonous plants 3. PROSEA Foundation.
- Meena, A. K., Meena, J., Jadhav, A., & Padhi, M. M. (2014). A review on Hiptage benghalensis (Madhavilata) used as an Ayurvedic drug. Asian Journal of Pharmacy and Technology, 4(1), 28–31.
- Plants of the World Online. (2026). Hiptage benghalensis (L.) Kurz. Royal Botanic Gardens, Kew.
- Yadav, S., & Kumar, P. (2012). Production, isolation and identification of flavonoids from aerial parts of Hiptage benghalensis. International Journal of Life Science and Pharma Research, 2(3).
- [Anonymous]. (2015). Anti-inflammatory effects of triterpenes and steroid compounds isolated from the stem bark of Hiptage benghalensis. Journal of Functional Foods, 12, 420–427.
