ขนุน (Artocarpus heterophyllus Lam.)
ขนุน เป็นไม้ผลเขตร้อนที่คนไทยคุ้นเคยทั้งในด้านอาหาร สมุนไพร และวัฒนธรรมพื้นบ้าน โดยเฉพาะ แก่นขนุน ใบขนุน ราก ยาง เมล็ด และผลขนุน มีการนำมาใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านในหลายพื้นที่ นอกจากนี้แก่นขนุนยังมีความสำคัญในตำรับยาแผนไทย และใช้เป็นแหล่งสีธรรมชาติสำหรับย้อมผ้า ขณะที่ผลและเมล็ดเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ขนุน
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artocarpus heterophyllus Lam.
- ชื่อสามัญ : Jackfruit, Jackfruit Tree
- วงศ์ : Moraceae
- ชื่อท้องถิ่น : ขะนู, ขะเนอ, ซีคึย, ปะหน่อย, นะยวยซะ, นากอ, เนน, มะหนุน, ลาง, ลาน, หมักหมี้, หมากกลาง และขนุนละมุด
- ลักษณะเด่น : เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ มีน้ำยางสีขาวข้น ผลเป็นผลรวมขนาดใหญ่ ภายในมี ยวงขนุน สีเหลืองหรือสีจำปาและเมล็ด
- การใช้ประโยชน์ : ใช้เป็นอาหาร สมุนไพร ไม้ใช้สอย ไม้ย้อมสี และไม้เศรษฐกิจ
- ถิ่นกำเนิด : เอเชียใต้ โดยเฉพาะบริเวณอินเดียตะวันตกเฉียงใต้และ Western Ghats ก่อนแพร่กระจายไปยังเขตร้อนของเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ขนาดกลางถึงใหญ่ สามารถสูงประมาณ 15–30 เมตร ลำต้นและกิ่งเมื่อเกิดบาดแผลจะมี น้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนม ไหลออกมา
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่ ขนาดโดยทั่วไปประมาณ 5–8 × 10–15 เซนติเมตร ปลายใบมนถึงแหลม โคนใบมน ใบค่อนข้างหนา ผิวด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านล่างมีลักษณะสากกว่า
- ดอก : ดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกเพศผู้มักออกบริเวณปลายกิ่งหรือซอกใบ ส่วนช่อดอกเพศเมียมักออกตามลำต้นหรือกิ่งขนาดใหญ่
- ผล : เป็นผลรวมขนาดใหญ่ รูปร่างกลมหรือรูปไข่ยาว เปลือกสีเขียวเมื่ออ่อนและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองน้ำตาลเมื่อแก่ มีหนามทู่ ภายในประกอบด้วยซัง ยวง และเมล็ด
- เมล็ด : อยู่ภายในยวงขนุน มีเปลือกหุ้มสีน้ำตาล เมื่อนำไปต้ม เผา หรือปรุงให้สุกสามารถรับประทานได้
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : ขนุนมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเอเชียใต้ โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุถิ่นกำเนิดในบริเวณอินเดียตะวันตกเฉียงใต้ ขณะที่งานทบทวนทางวิชาการระบุความเกี่ยวข้องกับบริเวณ Western Ghats ของอินเดีย
- การกระจายพันธุ์ : มีการปลูกอย่างกว้างขวางในเขตร้อนของเอเชีย รวมถึงไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา และประเทศเขตร้อนในแอฟริกาและอเมริกาใต้
- ประเทศไทย : พบปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศ และมีการปลูกขนุนมาเป็นเวลานานจนเกิดพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ปรับปรุงหลายชนิด
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพพื้นที่ : ขนุนเจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน ชอบพื้นที่มีแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำดี และไม่ควรมีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน
- การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วย การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง การติดตา และการต่อกิ่ง โดยการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศช่วยรักษาลักษณะพันธุ์ที่ต้องการได้ดีกว่าการเพาะเมล็ด
- ระยะปลูก : กรมวิชาการเกษตรแนะนำระยะประมาณ 8 × 8 หรือ 10 × 10 เมตร สำหรับการปลูกในพื้นที่ดอน ส่วนการปลูกแบบยกร่องสามารถใช้ระยะประมาณ 6 × 6 เมตรได้
- การดูแล : ควรให้น้ำอย่างเหมาะสม บำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ ตัดแต่งกิ่ง และควบคุมทรงพุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการดูแลและเก็บเกี่ยว
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- แก่นขนุน : เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงในตำรายาไทยและปรากฏเป็นตัวยาในตำรับยาแผนไทย
- ราก : มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใบ : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะการใช้ภายนอกและการใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับพื้นบ้าน
- ยาง : ใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เปลือกต้น : มีการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่
- เมล็ด : ใช้เป็นอาหารเป็นหลัก และมีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่ง
- ผลและเนื้อหุ้มเมล็ด : ใช้เป็นอาหารและมีการกล่าวถึงสรรพคุณตามภูมิปัญญาไทย
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
หมายเหตุ: สรรพคุณต่อไปนี้เป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกทั้งหมด
- แก่นขนุน : ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มีการใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงโลหิต ฝาดสมาน และใช้ในตำรับยาสำหรับอาการบางกลุ่ม เช่น กล่อนและอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบลม
- ราก : ในภูมิปัญญาท้องถิ่นมีการใช้ต้มเป็นยาสำหรับอาการท้องเสีย ไข้ และใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับบำรุงเลือด
- ใบ : มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับแผลหรือโรคผิวหนังบางชนิด และมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของสารสกัดใบ
- ยางขนุน : ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีการใช้ยางสดทาบริเวณแผลบวมอักเสบหรือแผลมีหนอง อย่างไรก็ตามควรระวังการระคายเคืองและการแพ้
- ผลอ่อน : ใช้เป็นผักและอาหาร โดยในภูมิปัญญาล้านนามีการใช้เป็นอาหารและกล่าวถึงการใช้เป็นยาฝาดสมาน
- ผลสุกและยวง : รับประทานเป็นผลไม้และใช้เป็นอาหาร ให้พลังงานและสารอาหารหลายชนิด
- เมล็ด : ใช้ต้ม เผา หรือปรุงสุกเพื่อรับประทาน และมีการกล่าวถึงการใช้เป็นอาหารบำรุงกำลังในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
วิธีใช้
- การใช้เป็นยาแผนไทย : แก่นขนุนสามารถพบในตำรับยาแผนไทยหลายตำรับ โดยควรใช้ตามสูตรตำรับ ขนาด และวิธีเตรียมที่กำหนดโดยผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ไม่ควรนำข้อมูลจากตำรับพื้นบ้านมาใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโรค
- การใช้ภายนอก : ภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ใช้ใบ เถ้าจากใบ หรือยางสำหรับดูแลแผล แต่การใช้ยางสดโดยตรงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้ได้
- การใช้เป็นอาหาร : ผลสุกสามารถรับประทานสด ส่วนผลอ่อนและเมล็ดควรผ่านการปรุงให้สุกก่อนรับประทาน
- การใช้ลดน้ำตาลในเลือด : มีงานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดใบขนุน แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานด้วยตนเองหรือใช้แทนยารักษาเบาหวาน
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- แก่นขนุน หรือ Artocarpus heterophyllus มีชื่ออยู่ในเอกสารยาสมุนไพรของไทย โดยคู่มือการผลิตและประกันคุณภาพเภสัชตำรับโรงพยาบาลจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2555 ระบุ ขนุน, แก่น เป็นตัวยา
- ใน รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564 พบการระบุ ขนุนละมุด – แก่น – Artocarpi Heterophylli Lignum – Artocarpus heterophyllus Lam. และแก่นขนุนยังปรากฏเป็นส่วนประกอบในตำรับยาแผนไทยหลายตำรับ
- การมีชื่อเป็น ตัวยาในตำรับยาแผนไทย ไม่ได้หมายความว่าขนุนเป็นยารักษาโรคเดี่ยวที่มีหลักฐานทางคลินิกยืนยันทุกสรรพคุณ
สารสำคัญ
- Flavonoids : พบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์หลายชนิดในส่วนต่าง ๆ ของขนุน
- Prenylated flavonoids : เป็นกลุ่มสารเด่นที่ได้รับความสนใจในการวิจัยของ A. heterophyllus
- Artocarpin : สารกลุ่ม prenylflavonoid ที่พบในขนุนและมีการศึกษาด้านฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในระดับก่อนคลินิก
- Artocarpanone : สารฟีนอลิกที่พบในขนุนและมีการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพ
- Ursolic acid และ Lupeol : เป็นสารกลุ่ม triterpenoids ที่ตรวจพบในสารสกัดใบ และมีการใช้เป็นสารบ่งชี้ในการศึกษามาตรฐานทางเภสัชเวท
- Tannins และ Phenolic compounds : พบในส่วนต่าง ๆ ของพืชและมีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- Quercetin และ Rutin : พบในสารสกัดบางส่วนของพืช
- Lectins เช่น Jacalin : เป็นโปรตีนสำคัญที่พบในเมล็ดขนุนและได้รับการศึกษาอย่างมากในด้านชีวเคมีและภูมิคุ้มกัน
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด : มีการศึกษาสารสกัดจากใบขนุนในมนุษย์ โดยการศึกษาในปี 1991 รายงานว่าสารสกัดน้ำร้อนจากใบมีผลต่อ glucose tolerance ในคนสุขภาพดีและผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลิน อย่างไรก็ตามหลักฐานดังกล่าวมีข้อจำกัดด้านขนาดสารสกัดและไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นมาตรฐานการรักษาเบาหวานในปัจจุบัน
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากผล เมล็ด ใบ เปลือก และส่วนอื่น ๆ มีสารกลุ่ม phenolics และ flavonoids ซึ่งแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : flavonoids หลายชนิดจาก A. heterophyllus แสดงฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการอักเสบในระดับเซลล์และการทดลองในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : artocarpin มีผลต่อเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ในการทดลองระดับเซลล์ โดยเกี่ยวข้องกับ Akt signaling และการเหนี่ยวนำการตายของเซลล์ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าสามารถใช้รักษามะเร็งในมนุษย์
- ภาพรวมหลักฐาน : งานทบทวนสมัยใหม่รายงานฤทธิ์ที่อยู่ระหว่างการศึกษา ได้แก่ antioxidant, antimicrobial, anti-inflammatory, antidiabetic, wound-healing และ antineoplastic แต่หลักฐานจำนวนมากยังเป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สัมพันธ์กับสาร phenolics และ flavonoids ในส่วนต่าง ๆ ของต้น
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดและ flavonoids บางชนิดแสดงฤทธิ์ต่อเชื้อจุลชีพในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีข้อมูลจากการทดลองระดับเซลล์เกี่ยวกับการยับยั้ง nitric oxide และตัวกลางการอักเสบบางชนิด
- ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด : สารสกัดใบแสดงผลในสัตว์ทดลองและมีข้อมูลการศึกษาในมนุษย์บางส่วน
- ฤทธิ์ต่อการแข็งตัวของเลือด : สารสกัดเมล็ดและโปรตีนจากยางขนุนมีผลต่อระบบการแข็งตัวของเลือดในหลอดทดลอง โดยพบการยืดค่า APTT จึงเป็นประเด็นที่ควรระวังเมื่อนำสารสกัดเข้มข้นไปใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : พบในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองเป็นหลัก ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอให้ใช้ขนุนเป็นยารักษามะเร็งในคน
ความปลอดภัย
- การรับประทานเป็นอาหาร : ผลขนุนและเมล็ดขนุนที่ปรุงสุกโดยทั่วไปเป็นอาหารที่รับประทานกันอย่างแพร่หลาย
- การแพ้ขนุน : แม้พบไม่บ่อย แต่มีรายงานการแพ้ขนุนตั้งแต่อาการแพ้ในช่องปากไปจนถึง anaphylaxis โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติแพ้เกสรเบิร์ชหรือมีภาวะแพ้ยางธรรมชาติบางราย
- ยางขนุน : ควรระวังการสัมผัสโดยตรง เนื่องจากอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือปฏิกิริยาแพ้ในผู้ที่ไวต่อยางพืช
- สารสกัดเข้มข้น : ไม่ควรนำผลการทดลองในหลอดทดลองมาเทียบเท่ากับการรับประทานขนุนเป็นอาหาร เพราะความเข้มข้นของสารสำคัญแตกต่างกันมาก
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่แพ้ขนุน : ควรหลีกเลี่ยงขนุนและผลิตภัณฑ์จากขนุน หากเคยมีประวัติแพ้
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ยางธรรมชาติ : ควรใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากมีรายงานผู้แพ้ latex บางรายเกิดปฏิกิริยารุนแรงหลังรับประทานขนุน
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร : การรับประทานเป็นอาหารตามปกติแตกต่างจากการใช้สารสกัดหรือขนาดยา จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดขนาดสูงโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- ผู้ป่วยเบาหวาน : ผลขนุนสุกมีรสหวานและมีคาร์โบไฮเดรต จึงควรรับประทานในปริมาณเหมาะสม และไม่ควรหยุดยารักษาเบาหวานเพื่อใช้ขนุนแทน
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- มีข้อมูลการทดลองว่าสารสกัดเมล็ดขนุนและโปรตีนจากยางขนุนสามารถมีผลต่อระบบการแข็งตัวของเลือด โดยเฉพาะค่า APTT
- จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่รับประทาน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulants) หรือ ยาต้านเกล็ดเลือด (antiplatelet drugs) โดยเฉพาะหากใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้มข้น
- หลักฐานด้าน herb-drug interaction ของขนุนยังมีจำกัด และข้อมูลจากการทดลองในหลอดทดลองไม่สามารถยืนยันว่าการรับประทานผลขนุนตามปกติจะทำให้เกิดปฏิกิริยากับยาทุกชนิด
- ผู้ที่ใช้ยาเป็นประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ สารสกัดขนุน หรือ แก่นขนุนในรูปแบบยา อย่างต่อเนื่อง
การใช้ในอาหาร
- ขนุนอ่อน : ใช้เป็นผักและวัตถุดิบประกอบอาหาร เช่น แกงขนุน ตำขนุน ยำ และอาหารพื้นบ้านต่าง ๆ
- ขนุนสุก : รับประทานเป็นผลไม้ มีรสหวาน กลิ่นหอม และใช้ทำขนมหวาน เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์อาหาร
- เมล็ดขนุน : สามารถต้ม เผา หรือปรุงสุกแล้วรับประทาน
- ยวงขนุน : ใช้รับประทานสดหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด
- ผลิตภัณฑ์แปรรูป : มีการนำขนุนไปทำเป็นแยม เยลลี ไอศกรีม ซอส ผลไม้อบแห้ง และผลิตภัณฑ์อาหารทดแทนเนื้อสัตว์ เนื่องจากเนื้อสัมผัสของขนุนอ่อนมีความเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : แก่นขนุนถูกนำมาใช้เป็นตัวยาในตำรับยาแผนไทย
- ผลิตภัณฑ์อาหาร : น้ำขนุน ขนุนอบแห้ง ขนุนแช่แข็ง แยม เยลลี ไอศกรีม และอาหารจากขนุนอ่อน
- ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : สารสกัดจากใบหรือส่วนต่าง ๆ ของขนุนได้รับความสนใจด้านสารต้านอนุมูลอิสระและการยับยั้ง tyrosinase แต่การนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ควรผ่านการประเมินความปลอดภัยและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์จากไม้ : เนื้อไม้ขนุนใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องดนตรี และงานไม้
- ผลิตภัณฑ์ย้อมสี : แก่นขนุนให้สีเหลืองถึงน้ำตาลและใช้เป็นสีธรรมชาติสำหรับย้อมผ้า
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยวผล : กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าสามารถใช้ระยะเวลาหลังดอกบานประมาณ 120–150 วันร่วมกับการสังเกตลักษณะผลเพื่อพิจารณาความแก่ก่อนเก็บเกี่ยว
- การเก็บรักษาผลสด : งานวิจัยหลังการเก็บเกี่ยวพบว่าอุณหภูมิมีผลต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษาขนุน โดยผลสุกบางพันธุ์สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำได้หลายวัน แต่ต้องควบคุมอาการสะท้านหนาวและการเน่าเสีย
- ยวงขนุนสด : เมื่อแกะยวงแล้วควรเก็บในภาชนะสะอาดและอุณหภูมิต่ำ งานวิจัยพบว่ายวงสดที่อุณหภูมิประมาณ 5°C สามารถเก็บรักษาได้ประมาณ 9 วันภายใต้เงื่อนไขการทดลอง แต่คุณภาพขึ้นกับพันธุ์และวิธีเตรียม
- แก่นและสมุนไพรแห้ง : ควรทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง แมลง และเชื้อรา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ภาคเหนือและล้านนา : ขนุนหรือ “บ่าหนุน” เป็นทั้งอาหาร สมุนไพร และไม้มงคล โดยนิยมใช้ผลอ่อนทำแกงขนุน ตำขนุน หรือยำขนุน
- การใช้ใบ : ใบอ่อนนำมารับประทานกับอาหารพื้นบ้าน ส่วนใบแก่และเถ้าจากใบมีการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อดูแลแผลของสัตว์เลี้ยง
- การใช้แก่น : แก่นขนุนใช้เป็นสมุนไพรและเป็นแหล่งสีธรรมชาติ
- การย้อมผ้า : แก่นขนุนหรือ “กรัก” นำมาต้มเคี่ยวให้ได้น้ำสีเหลืองถึงน้ำตาล นิยมใช้ย้อมผ้าและจีวรพระ
- การใช้ในพิธีกรรม : ชาวล้านนานิยมแกงขนุนในงานแต่งงานและช่วงสงกรานต์ เพราะถือเคล็ดเรื่องการ “หนุน” และการเกื้อหนุนกันในชีวิต
ประวัติและวัฒนธรรม
- ขนุนเป็นพืชที่มีประวัติการปลูกและใช้ประโยชน์ในเอเชียมาเป็นเวลานาน และแพร่กระจายจากเอเชียใต้ไปยังภูมิภาคเขตร้อนต่าง ๆ
- ในประเทศไทย ขนุนเป็นทั้ง ไม้ผล ไม้เศรษฐกิจ สมุนไพร และไม้มงคล โดยกรมป่าไม้จัดขนุนอยู่ในกลุ่มไม้มงคลที่ส่งเสริมให้ประชาชนนำไปปลูก
- ความเชื่อของคนไทยนิยมปลูกขนุนบริเวณหลังบ้าน เพราะชื่อ “ขนุน” สื่อถึงการ หนุนบารมี หนุนทรัพย์ และมีผู้เกื้อหนุน
- ในล้านนา “แกงบ่าหนุน” มีความหมายเชิงสิริมงคล โดยเฉพาะงานแต่งงานและวันสำคัญตามประเพณีล้านนา
สถานะการอนุรักษ์
- สถานะการอนุรักษ์ : แหล่งข้อมูลด้านพฤกษศาสตร์หลายแห่งระบุสถานะ Not Evaluated (NE) – ยังไม่ได้รับการประเมินตามเกณฑ์ IUCN สำหรับ Artocarpus heterophyllus
- ขนุนเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายและมีการใช้ประโยชน์จากพันธุ์ปลูกจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ พันธุ์พื้นเมืองและความหลากหลายทางพันธุกรรมของขนุน ยังคงมีความสำคัญต่อการปรับปรุงพันธุ์และความมั่นคงทางอาหาร
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Tracheophyta
- Class : Magnoliopsida
- Order : Rosales
- Family : Moraceae
- Genus : Artocarpus
- Species : Artocarpus heterophyllus Lam.
- ชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน : Artocarpus heterophyllus Lam.
- ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูล : Artocarpus integrifolius และชื่อพ้องอื่น ๆ
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์ : ตรวจสอบลักษณะต้น ใบ ดอก ผล และน้ำยาง รวมทั้งตรวจสอบให้ตรงกับลักษณะของ Artocarpus heterophyllus Lam.
- ลักษณะสำคัญของใบ : ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่ ขอบใบเรียบ ใบหนาและมีผิวด้านบนเป็นมัน
- ลักษณะทางจุลทรรศน์ : งานเภสัชเวทพบลักษณะสำคัญของใบ เช่น ปากใบแบบ anomocytic, กลุ่มท่อลำเลียงแบบ collateral และผลึก calcium oxalate รวมถึงขนปกคลุม ซึ่งสามารถใช้ประกอบการยืนยันเอกลักษณ์วัตถุดิบได้
- การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้ TLC หรือ HPTLC เพื่อสร้าง chemical fingerprint ของสารสกัด และตรวจสารสำคัญหรือสารบ่งชี้ เช่น ursolic acid, lupeol, tannins และ flavonoids
- การตรวจสอบระดับโมเลกุล : DNA barcoding สามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยยืนยันชนิดพืชและตรวจสอบการปลอมปนของวัตถุดิบสมุนไพร โดย A. heterophyllus มีข้อมูลอยู่ในฐานข้อมูล DNA barcode ของพืชสมุนไพรไทยที่ใช้ในการศึกษา
- การควบคุมคุณภาพ : สำหรับวัตถุดิบสมุนไพรควรตรวจสอบความชื้น เถ้ารวม เถ้าที่ไม่ละลายในกรด ปริมาณสารสกัด และการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ โลหะหนัก และสารกำจัดศัตรูพืชตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). ขนุน: ไม้มงคล ๙ ชนิด. ส่วนเพาะชำกล้าไม้ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า.
- กรมวิชาการเกษตร, สถาบันวิจัยพืชสวน. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลขนุน: Artocarpus heterophyllus Lam.
- กรมส่งเสริมการเกษตร. (2565). เทคนิคการเก็บเกี่ยวขนุน. สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร.
- ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). ขนุน. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย.
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2563). ขนุนในความเชื่อของคนล้านนา. พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา.
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ. (ม.ป.ป.). Artocarpus heterophyllus Lam. ระบบฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ.
- Baliga, M. S., Shivashankara, A. R., Haniadka, R., Dsouza, J., & Bhat, H. P. (2011). Phytochemistry, nutritional and pharmacological properties of Artocarpus heterophyllus Lam. (jackfruit): A review. Food Research International, 44(7), 1800–1811. https://doi.org/10.1016/j.foodres.2011.02.035
- Gupta, A., Marquess, A. R., Pandey, A. K., & Bishayee, A. (2023). Jackfruit (Artocarpus heterophyllus Lam.) in health and disease: A critical review. Critical Reviews in Food Science and Nutrition, 63(23), 6344–6378. https://doi.org/10.1080/10408398.2022.2031094
- Sreeja Devi, P. S., Kumar, N. S., & Sabu, K. K. (2021). Phytochemical profiling and antioxidant activities of different parts of Artocarpus heterophyllus Lam. (Moraceae): A review on current status of knowledge. Future Journal of Pharmaceutical Sciences, 7, 30.
- Singh, S., Gupta, A., & Gupta, N. (2023). Bioactive potential of Artocarpus heterophyllus Lam.: PRISMA based review. Current Traditional Medicine, 9(6). https://doi.org/10.2174/2215083809666230109152218
- Srivastava, G., & Singh, M. P. (2019). Pharmacognostic standardization and chromatographic fingerprint analysis on triterpenoidal constituents of the medicinally important plant Artocarpus heterophyllus by high-performance thin layer chromatography technique. Journal of Reports in Pharmaceutical Sciences, 8(1).
- Gangaraju, S., Manjappa, B., Subbaiah, G. K., Kemparaju, K., Shinde, M., & Sannaningaiah, D. (2015). Anticoagulant and antiplatelet activities of jackfruit (Artocarpus heterophyllus) seed extract. International Journal of Pharmacy and Pharmaceutical Sciences, 7(Supplement 1), 187–191.
- Kew Science. (2026). Artocarpus heterophyllus Lam. Plants of the World Online.

