ขจร

ขจร

ขจร

ขจร หรือ สลิด เป็นไม้เถาเลื้อยพื้นบ้านที่พบในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิยมปลูกเป็นทั้ง ผักพื้นบ้าน ไม้ประดับ และพืชสมุนไพร โดยเฉพาะดอกและยอดอ่อนที่นำมาประกอบอาหารได้ ดอกขจรมีกลิ่นหอมและมักส่งกลิ่นชัดในช่วงบ่ายถึงเย็น ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Telosma cordata (Burm.f.) Merr. อยู่ในวงศ์ Apocynaceae

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ขจร
  • ชื่อไทย : ขจร
  • ชื่อท้องถิ่น : สลิด, ผักสลิด, กะจอน, ขะจอน, สลิดป่า, ผักสลิดคาเลา, ผักขิก
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Telosma cordata (Burm.f.) Merr.
  • ชื่อสามัญ : Cowslip creeper, Tonkin creeper, Tonkin jasmine
  • วงศ์ : Apocynaceae
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Telosma minor (Andrews) W.G. Craib, Telosma odoratissima (Lour.) Coville ex N.E.Br., Pergularia minor Andrews, Pergularia odoratissima (Lour.) Sm. เป็นต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้ออ่อน ลำต้นหรือเถามีลักษณะกลม เหนียว เถาอ่อนสีเขียวและมีขนละเอียดสีขาว เมื่ออายุมากขึ้นเถาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล สามารถเลื้อยพันพืชอื่นได้หลายเมตร และมีน้ำยางสีขาวภายในส่วนต่าง ๆ ของต้น
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ ใบมีลักษณะรูปไข่ถึงรูปหัวใจ โคนใบเว้ารูปหัวใจ ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบบาง เส้นใบมองเห็นได้ชัด ก้านใบค่อนข้างยาว
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ช่อหนึ่งมีดอกย่อยหลายดอก ดอกมีสีเขียวอมเหลืองหรือเหลืองอมเขียว กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกทยอยบานและมีกลิ่นหอมเด่น โดยเฉพาะช่วงบ่ายและเย็น
  • ผล : เป็นฝักหรือผลรูปกระสวย/รูปรีแกมรูปหอก ผิวค่อนข้างเรียบ สีเขียวเมื่ออ่อน และเมื่อแก่จะแตกตามแนวตะเข็บ
  • เมล็ด : มีลักษณะแบนและมีขนหรือปุยสีขาวบริเวณปลาย ช่วยในการกระจายพันธุ์

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ขจร มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย ตั้งแต่บริเวณปากีสถาน อินเดีย จีนตอนใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุพื้นที่กระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ ได้แก่ บังกลาเทศ กัมพูชา จีน อินเดีย ลาว เมียนมา ปากีสถาน ไทย และเวียดนาม เป็นต้น

ในประเทศไทยพบได้หลายพื้นที่ โดยสามารถพบตาม ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าละเมาะ และบริเวณที่มีไม้พุ่มหรือไม้ต้นให้เถาเลื้อยพัน นอกจากนี้ยังมีการนำมาปลูกตามบ้านและพื้นที่เกษตรเพื่อใช้เป็นผักและไม้ประดับ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม : ขจรเจริญได้ดีในพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ ดินควรระบายน้ำดี ไม่ควรมีน้ำขัง และดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายเหมาะต่อการเจริญเติบโต
  • การเพาะเมล็ด : นำเมล็ดเพาะในวัสดุเพาะ เมื่อกล้าแข็งแรงจึงย้ายลงแปลงปลูก
  • การปักชำ : เป็นวิธีที่นิยม เนื่องจากขยายพันธุ์ได้สะดวก โดยใช้เถาหรือกิ่งที่สมบูรณ์ปักชำจนเกิดราก
  • การตอนกิ่ง : สามารถใช้ขยายพันธุ์ต้นพันธุ์ที่ต้องการรักษาลักษณะเดิมและช่วยให้ได้ต้นใหม่เร็ว
  • การทำค้าง : เนื่องจากเป็นไม้เถาเลื้อย ควรจัดทำค้างหรือหลักให้เถาพันขึ้น เพื่อให้ได้รับแสงและช่วยให้สะดวกต่อการดูแลและเก็บเกี่ยว
  • การดูแล : ควรให้น้ำอย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงน้ำขัง ตัดแต่งเถาที่แน่นเกินไปเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่งและลดปัญหาโรค

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : มีการกล่าวถึงการใช้ในตำรับและภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้เป็นยาที่ทำให้อาเจียนและใช้เกี่ยวกับอาการจากพิษตามตำรับโบราณ
  • ดอก : มีการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อบำรุงร่างกายและเป็นส่วนหนึ่งของอาหารพื้นบ้าน
  • ใบ : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านและมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาบางส่วน แต่หลักฐานทางคลินิกยังมีจำกัด

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • รากขจร : ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มีการระบุว่ารากหรือ รากสลิด มีรสเย็นและใช้เพื่อทำให้อาเจียน รวมถึงใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับการถอนพิษหรือแก้พิษเบื่อเมา
  • ดอกขจร : ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อ บำรุงหัวใจ บำรุงตับ บำรุงปอด บำรุงโลหิต และช่วยขับเสมหะ อย่างไรก็ตาม สรรพคุณเหล่านี้เป็นข้อมูลจากภูมิปัญญา ไม่ควรตีความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคจากการทดลองทางคลินิก
  • ใบและส่วนเหนือดิน : มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาในบางประเทศสำหรับปัญหาผิวหนัง แผล แผลเรื้อรัง อาการปวดศีรษะ และเยื่อบุตาอักเสบ แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับข้อมูลพื้นบ้านและการศึกษาก่อนคลินิก

วิธีใช้

  • ใช้เป็นอาหาร : ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกนำมาลวก ต้ม หรือปรุงอาหาร
  • ใช้ดอก : สามารถนำดอกสดไปประกอบอาหาร เช่น แกงจืด ผัดกับไข่ ผัดกับกุ้ง แกงส้ม ยำ หรือเมนูผักพื้นบ้านต่าง ๆ
  • การใช้เป็นยา : การใช้รากหรือสารสกัดขจรเพื่อวัตถุประสงค์ทางยาไม่ควรนำข้อมูลจากตำรับพื้นบ้านไปกำหนดขนาดรับประทานเอง โดยเฉพาะการใช้รากเพื่อทำให้อาเจียนหรือถอนพิษ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยและขนาดใช้มาตรฐานที่เพียงพอ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบข้อมูล บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งมีประกาศฉบับปรับปรุงล่าสุดที่เผยแพร่ใน พ.ศ. 2568 ไม่พบ Telosma cordata หรือ ขจร เป็นรายการยาสมุนไพรเดี่ยวในบัญชีดังกล่าว

ดังนั้น ขจรไม่ควรระบุบนเว็บไซต์ว่าเป็นสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร เว้นแต่จะมีประกาศฉบับใหม่ที่เพิ่มรายการนี้ในอนาคต

สารสำคัญ

การศึกษาทางเคมีพบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม โดยเฉพาะในดอก ได้แก่

  • สารกลุ่มฟีนอลิก (phenolic compounds)
  • ฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
  • แทนนิน (tannins)
  • กรดฟีนอลิก
  • สารระเหยและองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย
  • มีการตรวจพบสาร เช่น rutin, hyperoside, quercitrin, astragalin, isoquercitrin, isorhamnetin glycosides, quercetin, kaempferol และสารฟีนอลิกชนิดอื่น ๆ

น้ำมันหอมระเหยจากดอกมีการตรวจพบสารระเหยจำนวนมาก โดยงานวิจัยหนึ่งระบุสารระเหย 43 ชนิด และพบว่า geraniol, β-ionone, dihydro-β-ionone, dihydro-β-ionol และ theaspirane มีส่วนสำคัญต่อกลิ่นหอมของดอก

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Telosma cordata ยังอยู่ในระยะพัฒนาและส่วนใหญ่เป็นการศึกษาทางเคมี การทดลองในหลอดทดลอง และการศึกษาสัตว์ทดลอง จึงยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

  • งานวิจัยเกี่ยวกับสารฟีนอลิกจากดอกขจร/ดอกเทียนลี่พบสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์หลายชนิด และพบฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ ในการทดลองในหลอดทดลอง
  • งานวิจัยปี 2022 ศึกษาสารฟีนอลิกจากดอก T. cordata และพบว่าสารสกัดมีความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase ในการทดลองในหลอดทดลอง รวมถึงมีการใช้ molecular docking เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการจับกับเอนไซม์
  • มีการศึกษาสารสกัดของขจรในด้าน สารต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ต้านการอักเสบ ในระบบทดลองและสัตว์ทดลองบางรูปแบบ แต่ยังไม่สามารถนำผลดังกล่าวมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาผู้ป่วยได้
  • งานทบทวนเกี่ยวกับพืชอาหารไทยระบุว่าขจรเป็นพืชที่มีข้อมูลด้านฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านเบาหวานที่น่าสนใจ แต่ยังมีข้อมูลวิจัยของพืชชนิดนี้ค่อนข้างจำกัด

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากดอกขจรแสดงฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในแบบจำลอง DPPH และ ABTS ในการทดลองในหลอดทดลอง โดยเชื่อมโยงกับปริมาณสารฟีนอลิกในสารสกัด
  • ฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase : สารฟีนอลิกจากดอกขจรบางชนิดแสดงความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase ในหลอดทดลอง จึงมีศักยภาพสำหรับการศึกษาเกี่ยวกับการควบคุมระดับน้ำตาล แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ารับประทานขจรสามารถรักษาเบาหวานได้
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานการศึกษาสารสกัดจากขจรที่พบฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิด แต่ผลขึ้นกับส่วนของพืช ตัวทำละลาย และความเข้มข้นของสารสกัด
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีการศึกษาระดับก่อนคลินิกที่พบแนวโน้มฤทธิ์ต้านการอักเสบจากสารสกัด แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม
  • ฤทธิ์เกี่ยวกับระบบประสาท : มีงานวิจัยสารสกัดเฮกเซนของ T. cordata ที่ศึกษาผลต่อการเจริญของ neurite ในเซลล์ประสาท ซึ่งเป็นหลักฐานระดับเซลล์ ไม่ควรตีความว่าเป็นการยืนยันผลในการรักษาภาวะสมองเสื่อมในมนุษย์

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยของ ขจรในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับพืชสมุนไพรที่มีการศึกษาทางคลินิกอย่างกว้างขวาง

  • การรับประทาน ดอกและยอดขจรเป็นอาหาร เป็นการใช้แบบดั้งเดิมในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย แต่ไม่ได้หมายความว่าสารสกัดเข้มข้นหรือการใช้ในขนาดยาจะมีความปลอดภัยเทียบเท่าการรับประทานเป็นอาหาร
  • การใช้ รากสลิด ตามตำรับโบราณมีวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่น ทำให้อาเจียน จึงไม่ควรนำมาใช้ด้วยตนเอง
  • ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยระยะยาว การใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังยังไม่เพียงพอ
  • หากใช้ขจรเป็นอาหาร ควรเลือกส่วนที่นิยมรับประทานและปรุงให้สุกอย่างเหมาะสม

ข้อห้ามใช้

เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอ จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในกรณีต่อไปนี้

  • ผู้ที่แพ้ขจรหรือพืชในวงศ์ Apocynaceae
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้ขจรในรูปแบบสารสกัดหรือยา เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • เด็ก ไม่ควรใช้สารสกัดหรือรากเป็นยาโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดขจร
  • ไม่ควรใช้รากขจรเพื่อทำให้อาเจียนหรือถอนพิษด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาเดิมและไม่มีขนาดมาตรฐานสำหรับการดูแลตนเอง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจนเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างขจรกับยาแผนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังเชิงทฤษฎีจากผลการทดลองในหลอดทดลอง

  • สารสกัดดอกขจรมีฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase ในหลอดทดลอง ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดควรระมัดระวังการใช้สารสกัดเข้มข้นจนกว่าจะมีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอ
  • ไม่ควรใช้สารสกัดขจรร่วมกับยาอื่นเพื่อหวังผลในการรักษาโดยไม่มีคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
  • การรับประทานขจรเป็นผักตามปกติแตกต่างจากการใช้สารสกัดเข้มข้น จึงไม่ควรนำผลจากการทดลองสารสกัดมาใช้ประเมินความเสี่ยงของอาหารโดยตรง

การใช้ในอาหาร

ขจรเป็นผักพื้นบ้านที่มีการบริโภคมายาวนานในประเทศไทย โดยนิยมใช้ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอก และผลอ่อนเป็นอาหาร

เมนูที่นิยม ได้แก่

  • ดอกขจรผัดไข่
  • แกงจืดดอกขจร
  • แกงส้มดอกขจร
  • ยำดอกขจร
  • ดอกขจรผัดกุ้ง
  • ดอกหรือยอดอ่อนลวก รับประทานกับน้ำพริก
  • ใช้ดอกสดเป็นส่วนประกอบในอาหารพื้นบ้านประเภทต่าง ๆ

ข้อมูลด้านโภชนาการพบว่าดอกขจรเป็นแหล่งของสารอาหารและสารพฤกษเคมีหลายชนิด โดยเฉพาะสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และฟีนอลิก

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์อาหารและอาหารพื้นบ้าน : ดอกและยอดอ่อนใช้เป็นวัตถุดิบอาหาร
  • ชาสมุนไพร : มีการศึกษาการนำดอกขจรไปใช้ในผลิตภัณฑ์ชาดอกไม้และชาสมุนไพร
  • ผลิตภัณฑ์จากสารสกัด : สารสกัดจากดอกเป็นหัวข้อที่มีการศึกษาด้านสารต้านอนุมูลอิสระและสารฟีนอลิก แต่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการรักษาโรคยังต้องมีการประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยเพิ่มเติม
  • น้ำมันหอมระเหย/สารหอม : ดอกมีสารระเหยที่ให้กลิ่นเฉพาะตัว จึงมีศักยภาพในการใช้ด้านผลิตภัณฑ์กลิ่นหอม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ดอก : ควรเก็บดอกตูมหรือดอกที่กำลังบานตามวัตถุประสงค์การใช้ โดยการตัดเป็นช่อช่วยลดความเสียหายต่อต้น
  • ยอดและใบอ่อน : เก็บเมื่อมีขนาดเหมาะสมและยังอ่อน
  • ราก : หากต้องการใช้เป็นเครื่องยา ควรเก็บจากต้นที่มีการระบุชนิดทางพฤกษศาสตร์อย่างถูกต้อง
  • การเก็บสด : ควรคัดส่วนที่ช้ำ เน่า หรือมีเชื้อราออก และเก็บในสภาพเย็นเพื่อชะลอการเสื่อมคุณภาพ
  • การทำแห้ง : หากนำไปทำเครื่องยา ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมในสถานที่สะอาด อากาศถ่ายเท และป้องกันความชื้น
  • การเก็บเครื่องยาแห้ง : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น แมลง และการปนเปื้อน

งานศึกษารากสลิดพบลักษณะทางมหภาคและจุลทรรศน์ที่สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับการควบคุมคุณภาพของเครื่องยาได้ และเสนอค่าทางเคมีฟิสิกส์บางประการสำหรับใช้ประกอบการประเมินคุณภาพวัตถุดิบ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ขจรหรือสลิดเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและอาหารพื้นบ้านของคนไทย ทั้งในฐานะผักและไม้ดอกที่มีกลิ่นหอม มีการนำดอกมาปรุงอาหารและใช้ในงานประดิษฐ์จากดอกไม้ เช่น การร้อยมาลัยตามโอกาส

ในด้านการแพทย์พื้นบ้าน รากสลิด มีการบันทึกสรรพคุณเกี่ยวกับการทำให้อาเจียน ถอนพิษ และดับพิษ ส่วนดอกมีการกล่าวถึงการบำรุงหัวใจ ตับ ปอด และโลหิต

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ “สลิด” เป็นชื่อดั้งเดิมที่ใช้เรียกพืชชนิดนี้ ส่วนชื่อ “ขจร” เชื่อมโยงกับความหมายเกี่ยวกับการฟุ้งกระจายหรือการขจรขจาย ซึ่งสอดคล้องกับกลิ่นหอมของดอกที่สามารถกระจายไปในบริเวณรอบ ๆ ได้

ขจรยังปรากฏในวรรณกรรมและบันทึกเกี่ยวกับพรรณไม้ของไทย โดยมีการกล่าวถึงกลิ่นหอมของขจรในวรรณกรรมไทย เช่น นิราศเมืองเพชร และมีการบันทึกการใช้ดอกขจรเป็นอาหารและงานดอกไม้พื้นบ้าน

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่า Telosma cordata เป็นชนิดที่ยอมรับในปัจจุบัน และการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ระบุว่า ไม่ถูกจัดว่าอยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม โดยมีความเชื่อมั่นในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมและการรักษาพืชพื้นบ้านในพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่เกษตรยังมีความสำคัญต่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Tracheophyta
  • Class : Magnoliopsida
  • Order : Gentianales
  • Family : Apocynaceae
  • Subfamily : Asclepiadoideae
  • Tribe : Marsdenieae
  • Genus : Telosma
  • Species : Telosma cordata (Burm.f.) Merr.

ชื่อ Telosma cordata เป็นชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากล ส่วนชื่อเดิม Asclepias cordata Burm.f. เป็นชื่อพื้นฐาน (basionym) ของชื่อที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ ขจรหรือสลิด ควรเริ่มจากการตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพฤกษศาสตร์ให้ตรงกับ Telosma cordata เนื่องจากพืชในวงศ์ Apocynaceae มีหลายชนิดและชื่อท้องถิ่นอาจแตกต่างกัน

  • ลักษณะมหภาค : ตรวจสอบเถา ใบ ดอก ผล และเมล็ด โดยเฉพาะใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปหัวใจ และดอกสีเขียวอมเหลืองมีกลิ่นหอม
  • ลักษณะจุลทรรศน์ : สำหรับเครื่องยาราก สามารถตรวจสอบลักษณะเนื้อเยื่อและเซลล์ของผงยา
  • การตรวจสอบทางเคมี : งานวิจัยรากสลิดใช้วิธี TLC (Thin-Layer Chromatography) เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบเอกลักษณ์ทางเคมี และพบโครมาโทแกรมที่สามารถใช้ประกอบการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ
  • การตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ : ควรเทียบกับฐานข้อมูลอนุกรมวิธานที่เป็นปัจจุบัน เช่น Plants of the World Online และ NCBI Taxonomy
  • เครื่องยาราก : หากใช้เป็นวัตถุดิบยา ควรมีข้อมูลแหล่งที่มา การตรวจสอบชนิดพืช และการควบคุมสิ่งปนเปื้อนก่อนนำไปใช้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. ตันถวัฒนะ, ศ. (2564). การศึกษาลักษณะทางมหภาค จุลภาค และคุณสมบัติทางเคมีฟิสิกส์ของรากสลิด. วารสารหมอยาไทยวิจัย, 7(2), 105–124.
  3. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2550). ขจร. หมอชาวบ้าน.
  4. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2545). สลิดความหอมที่ขจรขจายและกินได้. หมอชาวบ้าน.
  5. สวนหลวง ร.9. (2569). พรรณไม้ในสวนหลวง ร.9.
  6. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (2564). ขจร. คลังต้นไม้แห่งการเรียนรู้.
  7. Aral, T., Hashimoto, S., & Furukawa, K. (1993). Volatile components of Telosma cordata Merrill flowers. Flavour and Fragrance Journal, 8(4), 221–223.
  8. Buathong, R., & Duangsrisai, S. (2023). Plant ingredients in Thai food: A well-rounded diet for natural bioactive associated with medicinal properties. PeerJ, 11, e14568.
  9. Liede-Schumann, S., & Meve, U. (2022). Phylogeny of Marsdenieae (Apocynaceae, Asclepiadoideae) based on chloroplast and nuclear loci, with a conspectus of the genera. Taxon.
  10. Wang, S., Tang, C., Luo, F., Shao, Y., Lei, J., Lu, C., et al. (2022). The study of phenolics from Telosma cordata (Burm. f.) Merr. flowers as α-glucosidase inhibitors: In-vitro assessment and molecular docking. Archives of Clinical Psychiatry, 49(3).
  11. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Telosma cordata (Burm.f.) Merr. Plants of the World Online.
  12. National Center for Biotechnology Information. (2026). Telosma cordata Taxonomy ID: 84866. NCBI Taxonomy.
Scroll to top