ขยุ้มตีนหมา

ขยุ้มตีนหมา

ขยุ้มตีนหมา

ขยุ้มตีนหมา เป็นไม้เถาล้มลุกในวงศ์ผักบุ้ง (Convolvulaceae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ipomoea pes-tigridis L. เป็นพืชที่พบได้ในประเทศไทยหลายภูมิภาค โดยเฉพาะบริเวณที่โล่ง ชายป่า และพื้นที่รกร้าง ลักษณะเด่นคือใบเว้าลึกเป็นพูคล้ายรอยเท้าหรืออุ้งเท้าสัตว์ และลำต้นรวมถึงใบมีขนสากหนาแน่น จึงเป็นที่มาของชื่อพื้นบ้าน “ขยุ้มตีนหมา”

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ขยุ้มตีนหมา
  • ชื่อไทย : ขยุ้มตีนหมา
  • ชื่อท้องถิ่น : ขยุ้มตีนหมา (เชียงใหม่), เถาสายทองลอย (สิงห์บุรี), เพาะละบูลู หรือ เพาละบูลู (มาเลย์–ยะลา)
  • ชื่อสามัญ : Tiger-foot Morning Glory, Tiger’s Foot
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ipomoea pes-tigridis L.
  • ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ที่พบ : Convolvulus pes-tigridis (L.) Spreng. และชื่ออื่นในอดีตบางชื่อได้รับการจัดเป็นชื่อพ้องของชนิดหรือพันธุ์
  • วงศ์ : Convolvulaceae
  • สกุล : Ipomoea
  • ลักษณะการดำรงชีวิต : ไม้เถาล้มลุกอายุสั้น โดยทั่วไปเป็นพืชปีเดียว
  • ส่วนที่มีการกล่าวถึงในการใช้เป็นยา : ราก ใบ เมล็ด และทั้งต้น ตามภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้เถาล้มลุก ลำต้นเล็ก เรียว เลื้อยหรือทอดไปตามพื้นดินและสามารถพาดพันขึ้นไปได้ ยาวประมาณ 0.5–3 เมตร ลำต้น กิ่ง และส่วนต่าง ๆ ของพืชมีขนแข็งหรือขนสากสีขาวถึงเหลืองอ่อนปกคลุมอย่างเห็นได้ชัด
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบมีรูปร่างคล้ายฝ่ามือและเว้าลึกเป็น 5–9 พู โคนใบเว้าลึก พูใบมีรูปร่างรีถึงรูปขอบขนาน แผ่นใบทั้งสองด้านมีขนสาก ก้านใบยาวประมาณ 2–8 เซนติเมตร
  • ดอก : ออกเป็นช่อแบบกระจุกแน่นบริเวณซอกใบ ก้านช่อยาว ดอกมีลักษณะเป็นรูปแตรหรือรูปลำโพง สีขาวเป็นหลัก และอาจพบสีชมพูหรือม่วงตามแหล่งข้อมูลต่างประเทศ ดอกมักบานในเวลากลางคืน
  • ผล : เป็นผลแห้งแบบแคปซูล รูปไข่หรือค่อนข้างกลม เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 4 ซีก มีขนาดประมาณ 6–8 มิลลิเมตร
  • เมล็ด : มีประมาณ 4 เมล็ดต่อผล รูปรีหรือมีเหลี่ยมเล็กน้อย มีขนปกคลุม สีอาจแตกต่างตั้งแต่สีน้ำตาลจนถึงดำตามลักษณะของเมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ขยุ้มตีนหมา มีถิ่นกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนและกึ่งร้อนของโลกเก่า ตั้งแต่แอฟริกาเขตร้อน อินเดีย ศรีลังกา เนปาล ปากีสถาน จีนตอนใต้ เมียนมา ไทย กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไปจนถึงนิวกินีและพื้นที่อื่นของภูมิภาคมาเลเซีย

ในประเทศไทยพบได้ ทุกภาค มักขึ้นตามพื้นที่โล่ง ชายป่า ป่าเสื่อมโทรม และพื้นที่ที่ถูกรบกวน โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุว่าสามารถพบได้ถึงระดับความสูงประมาณ 300 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่เหมาะสม เนื่องจากพืชสามารถสร้างเมล็ดและแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติได้ดี
  • สภาพแวดล้อม : เจริญได้ดีในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเต็มวันหรือแสงรำไร และสภาพอากาศอบอุ่น
  • วัสดุปลูก : ควรเป็นดินที่ระบายน้ำได้ดี โดยลักษณะดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายเหมาะกับพืชเถาที่ไม่ชอบน้ำขัง
  • การดูแล : หากปลูกเพื่อเก็บเป็นแหล่งสมุนไพร ควรจัดพื้นที่ให้มีโครงหรือค้างสำหรับให้เถาพาดพัน และควรควบคุมวัชพืชในระยะแรก
  • การเก็บเมล็ด : ควรเก็บผลที่แก่และเริ่มแห้งก่อนที่เมล็ดจะหลุดออกตามธรรมชาติ

ข้อมูลการปลูกของพืชชนิดนี้มีรายงานว่าสามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และบางแหล่งระบุว่าสามารถใช้กิ่งหรือท่อนลำต้นในการขยายพันธุ์ได้เช่นกัน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก
  • ใบ
  • เมล็ด
  • ทั้งต้น

ส่วนที่ใช้แตกต่างกันตามภูมิปัญญาและพื้นที่ โดยข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์จากภูมิภาคเอเชียระบุการใช้ใบ ราก และเมล็ดในรูปแบบต่าง ๆ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

หมายเหตุ: ข้อมูลต่อไปนี้เป็นการรวบรวม การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านและชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์

  • ทั้งต้น : มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อช่วยระงับพิษจากสัตว์กัด โดยเฉพาะมีการบันทึกการใช้เกี่ยวกับพิษสุนัขบ้าในตำราพื้นบ้าน อย่างไรก็ตาม การใช้สมุนไพรแทนการฉีดวัคซีนหรืออิมมูโนโกลบูลินหลังถูกสัตว์กัด ไม่สามารถทดแทนการรักษามาตรฐานได้
  • ใบ : ใบสดบดหรือตำละเอียดใช้ภายนอกสำหรับพอกบริเวณ แผล ฝี สิว และตุ่มอักเสบ ตามภูมิปัญญาในหลายประเทศของเอเชีย
  • ราก : มีการใช้ในภูมิปัญญาบางพื้นที่เป็นยาระบาย และมีรายงานการใช้สำหรับอาการไอเป็นเลือดหรือเลือดออกจากทางเดินหายใจ
  • เมล็ด : มีบันทึกการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านสำหรับอาการบวมน้ำหรือท้องมาน แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัย
  • ด้านโรคผิวหนัง : มีข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ระบุการใช้ใบกับฝี สิว แผล และก้อนอักเสบ

วิธีใช้

การใช้แบบดั้งเดิมที่มีรายงาน ได้แก่

  • ใช้ภายนอก : นำใบสดมาบดหรือตำให้ละเอียด แล้วใช้พอกบริเวณแผล ฝี สิว หรือตุ่มผิวหนังตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใช้ราก : มีตำรับพื้นบ้านที่นำรากไปต้มเป็นยารับประทาน โดยมีการกล่าวถึงการใช้เป็นยาระบายและสำหรับอาการไอเป็นเลือด
  • ใช้เมล็ด : มีบันทึกการใช้เมล็ดสำหรับอาการบวมน้ำหรือท้องมานในภูมิปัญญาบางภูมิภาค

ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานจากข้อมูลพื้นบ้านเหล่านี้ เนื่องจากยังไม่มีขนาดยาที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก และข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังจำกัด

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานว่า Ipomoea pes-tigridis L. หรือขยุ้มตีนหมาเป็นตัวยาสำคัญที่มีรายการเฉพาะอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทย ดังนั้นไม่ควรระบุว่าขยุ้มตีนหมาเป็นสมุนไพรในบัญชียาดังกล่าวโดยไม่มีหลักฐานจากบัญชีฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

สารสำคัญ

การศึกษาทางเภสัชเวชและการวิเคราะห์สารพฤกษเคมีพบกลุ่มสารหลายชนิดในส่วนต่าง ๆ ของ Ipomoea pes-tigridis ได้แก่

  • Flavonoids
  • Phenolic compounds
  • Tannins
  • Alkaloids
  • Terpenoids
  • Steroids
  • Saponins
  • Glycosides
  • Cardiac glycosides
  • Anthraquinone glycosides
  • Resins
  • Carbohydrates

การศึกษาปี 2018 รายงานผลบวกของ flavonoids, alkaloids, tannins, terpenoids, steroids, saponins และ glycosides พร้อมทั้งจัดทำลักษณะทางจุลกายวิภาคและ TLC fingerprint เพื่อใช้ประกอบการพิสูจน์เอกลักษณ์ของพืช

งานวิจัยในปี 2023 ตรวจพบสารประกอบฟีนอลิกและสารกลุ่ม flavonoid ในสารสกัดจากใบและลำต้น และการวิเคราะห์ด้วย RP-HPLC พบ p-coumaric acid ในสารสกัดบางชนิดในปริมาณเด่น

งานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2026 รายงานการแยกส่วนสกัดที่มี quercetin สูง และศึกษาความสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการปกป้องตับในสัตว์ทดลอง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของขยุ้มตีนหมาในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค

  • การศึกษาด้านเภสัชเวชพบลักษณะทางกายวิภาคของราก ลำต้น ใบ และก้านใบ รวมถึงลักษณะทางเคมีเบื้องต้นที่สามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับ การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
  • งานวิจัยปี 2022 พบว่าสารสกัดใบด้วยไฮโดรแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในหลอดทดลอง และฤทธิ์มีความสัมพันธ์กับปริมาณสารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
  • งานวิจัยปี 2023 ศึกษาการสมานแผลในหนู Wistar พบว่าสารสกัดจากพืชสามารถช่วยเพิ่มกระบวนการสมานแผลในแบบจำลองแผลกรีดและแผลตัด โดยเกี่ยวข้องกับระบบสารต้านอนุมูลอิสระและตัวชี้วัดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่
  • งานวิจัยปี 2024 รายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและประเมินความเป็นพิษต่อเซลล์ของสารสกัดเอทานอล โดยพบสารกลุ่ม tannins และ flavonoids
  • งานวิจัยปี 2026 พบว่าสารสกัดส่วน ethyl acetate ที่มี quercetin สูงสามารถช่วยลดความเสียหายของตับจากพาราเซตามอลในแบบจำลองหนูทดลอง และช่วยฟื้นตัวของระบบสารต้านอนุมูลอิสระของตับ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ใช่หลักฐานว่าสามารถใช้รักษาโรคตับในมนุษย์ได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่น่าสนใจหลายด้าน แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นหลักฐานระดับก่อนคลินิก ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากใบแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH, nitric oxide และ hydrogen peroxide รวมถึงการทดสอบ reducing power
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : การทดลองในหลอดทดลองพบว่าสารสกัดสามารถยับยั้งการเสียสภาพของโปรตีนและช่วยคงสภาพเยื่อหุ้มเม็ดเลือดแดง ซึ่งใช้เป็นแบบจำลองเบื้องต้นของฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • ฤทธิ์สมานแผล : การทดลองในหนูพบการเร่งกระบวนการสมานแผลและการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดการสร้างเนื้อเยื่อ
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ : การศึกษาในหนูปี 2026 พบสารสกัด ethyl acetate ที่อุดมด้วย quercetin ช่วยลดความเสียหายของตับจากพาราเซตามอลและช่วยฟื้นตัวของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานการทดลองในหลอดทดลองว่าสารสกัดจากใบมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียบางชนิด แต่ระดับฤทธิ์แตกต่างกันตามตัวทำละลายและความเข้มข้น และยังไม่เพียงพอสำหรับการใช้เป็นยารักษาการติดเชื้อ

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยของ ขยุ้มตีนหมาในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรสรุปว่าการใช้ทุกส่วนของพืชมีความปลอดภัยเพียงเพราะเป็นสมุนไพร

งานวิจัยสัตว์ทดลองบางการศึกษารายงานว่าสารสกัดมีความปลอดภัยในขนาดทดลองที่กำหนด โดยงานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหารรายงานว่าไม่พบสัญญาณพิษเฉียบพลันในหนูที่ขนาด 2,000 มก./กก. ตามแบบทดสอบ OECD 423 แต่ข้อมูลดังกล่าว ไม่สามารถนำมาเทียบเป็นขนาดรับประทานที่ปลอดภัยในมนุษย์ได้โดยตรง

ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน เมล็ดหรือสารสกัดเข้มข้นด้วยตนเอง จนกว่าจะมีข้อมูลด้านพิษวิทยาและขนาดใช้ในมนุษย์ที่ชัดเจน

ข้อห้ามใช้

  • ห้ามใช้แทนการรักษามาตรฐานหลังถูกสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัดหรือข่วน โดยเฉพาะกรณีที่มีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า
  • ไม่ควรรับประทานเมล็ดหรือสารสกัดเข้มข้นเอง เนื่องจากข้อมูลด้านพิษวิทยาในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการใช้รับประทานโดยไม่มีคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
  • หากใช้ภายนอกและเกิดอาการคัน แสบร้อน บวม หรือผื่นแพ้ ควรหยุดใช้ทันที

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างขยุ้มตีนหมากับยาแผนปัจจุบัน จึงไม่สามารถระบุคู่ยาที่ปลอดภัยหรือมีความเสี่ยงได้อย่างแน่ชัด

ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยารักษาโรคตับ หรือยาที่มีผลต่อระบบประสาท ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดจากขยุ้มตีนหมา

การใช้ในอาหาร

ไม่พบหลักฐานน่าเชื่อถือว่าขยุ้มตีนหมาเป็น ผักหรืออาหารสำหรับมนุษย์ที่นิยมใช้ทั่วไปในประเทศไทย

ในบางภูมิภาคของแอฟริกาและเอเชียมีการบันทึกว่าใช้เป็น อาหารสัตว์หรือพืชอาหารสัตว์ โดยเฉพาะการให้สัตว์กินในพื้นที่ที่พืชชนิดนี้ขึ้นตามธรรมชาติ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

เนื่องจากขยุ้มตีนหมาเป็นไม้เถาล้มลุกอายุสั้นและข้อมูลมาตรฐานการเก็บเกี่ยวเพื่อผลิตวัตถุดิบยาโดยเฉพาะยังมีจำกัด จึงควรใช้หลักทั่วไปของการจัดการวัตถุดิบสมุนไพร

  • เก็บ ใบและส่วนเหนือดิน ในระยะที่ต้นแข็งแรงและสมบูรณ์
  • ราก ควรขุดจากต้นที่สมบูรณ์และไม่ปนเปื้อนสารเคมี
  • เก็บวัตถุดิบในบริเวณที่สะอาด ห่างจากสารกำจัดวัชพืชและสารเคมีทางการเกษตร
  • ล้างสิ่งสกปรกและทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในที่ร่ม อากาศถ่ายเทดี
  • เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันความชื้น แมลง และแสง
  • ควรติดฉลากระบุ ชื่อพืช ส่วนที่ใช้ วันที่เก็บ และแหล่งที่มา เพื่อป้องกันการปะปนของสมุนไพรชนิดอื่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ขยุ้มตีนหมามีความเกี่ยวข้องกับ ภูมิปัญญาการใช้พืชสมุนไพรพื้นบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามพื้นที่ของประเทศไทย และมีการใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับโรคผิวหนัง ฝี สิว แผล และอาการอื่น ๆ

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุการใช้ทั้งต้นบดเพื่อระงับพิษสุนัขบ้า และการใช้ใบบดละเอียดพอกบริเวณปากแผล ฝี หรือสิว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงองค์ความรู้พื้นบ้านที่มีการบันทึกไว้ แต่การใช้ดังกล่าวไม่ควรนำมาแทนที่การรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

ในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีรายงานการนำใบมาบดใช้ภายนอกกับแผล ฝี สิว และก้อนอักเสบ ขณะที่รากและเมล็ดมีการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านในบางพื้นที่

สถานะการอนุรักษ์

ขยุ้มตีนหมาเป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนของแอฟริกาและเอเชีย และฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่าชนิด Ipomoea pes-tigridis มีการกระจายพันธุ์กว้าง

ข้อมูลการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชดอกในระดับโลกที่ Kew นำเสนอประเมิน Ipomoea pes-tigridis ว่า ไม่อยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม (not threatened) ด้วยระดับความเชื่อมั่นสูง

อย่างไรก็ตาม สถานะระดับประเทศอาจแตกต่างกัน เช่น สิงคโปร์จัดให้ชนิดนี้มีสถานะ Critically Endangered ในระดับประเทศ จึงสะท้อนว่าประชากรในบางพื้นที่อาจได้รับผลกระทบจากการสูญเสียถิ่นอาศัย แม้ในภาพรวมของชนิดพันธุ์จะยังพบกระจายเป็นบริเวณกว้าง

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Solanales
  • วงศ์ (Family) : Convolvulaceae
  • สกุล (Genus) : Ipomoea
  • ชนิด (Species) : Ipomoea pes-tigridis L.

ตามฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ชื่อ Ipomoea pes-tigridis L. เป็นชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน และอยู่ในวงศ์ Convolvulaceae อันดับ Solanales

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ ขยุ้มตีนหมา (Ipomoea pes-tigridis L.) ควรพิจารณาทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาและเภสัชเวชศาสตร์ ได้แก่

  • ลำต้น : ลำต้นเลื้อยหรือพาดพัน มีขนแข็งและขนสากปกคลุมหนาแน่น
  • ใบ : ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝ่ามือ มี 5–9 พู เว้าลึก โคนใบเว้าลึก และมีขนทั้งสองด้าน
  • ช่อดอก : ออกตามซอกใบเป็นกระจุกแน่น
  • ดอก : รูปลำโพงหรือรูปแตร สีขาวเป็นหลัก
  • ผล : ผลแห้งแบบแคปซูล รูปไข่ แตกเป็น 4 ซีก
  • เมล็ด : มีขนปกคลุม

นอกจากการตรวจสอบลักษณะภายนอกแล้ว งานวิจัยทางเภสัชเวชศาสตร์ได้ศึกษาลักษณะจุลกายวิภาคของ ราก ลำต้น ใบ และก้านใบ รวมทั้งศึกษาคุณสมบัติทางเคมีและจัดทำ TLC fingerprint ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพรได้

ข้อควรระวังในการระบุชนิด : ขยุ้มตีนหมาเป็นพืชในสกุล Ipomoea ซึ่งมีพืชหลายชนิดที่มีลักษณะคล้ายกัน การระบุชนิดเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบยาควรอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์หรือเภสัชเวชศาสตร์ และควรตรวจสอบกับตัวอย่างพรรณไม้แห้งหรือเอกสารอ้างอิงมาตรฐาน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). ขยุ้มตีนหมา: Ipomoea pes-tigridis L. สารานุกรมพืช.
  2. ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาและแหล่งข้อมูลพรรณพืชไทย. (ม.ป.ป.). ขยุ้มตีนหมา (Ipomoea pes-tigridis L.).
  3. Babu, K., Dharishini, M. P., & Austin, A. (2018). Studies on anatomy and phytochemical analysis of Ipomoea pes-tigridis L. Journal of Pharmacognosy and Phytochemistry, 7(1), 791–794.
  4. Bheemreddy, T., Murali, R., Srinivasan, N., & Manichandrika, P. (2026). Bioactivity-guided identification of a quercetin-rich ethyl acetate fraction from Ipomoea pes-tigridis L. conferring robust antioxidant defense and hepatoprotection against paracetamol-induced liver injury. Natural Product Research. https://doi.org/10.1080/14786419.2026.2706072
  5. Nataraj, G., Jagadeesan, G., Manoharan, A. L., Muniyandi, K., Sathyanarayanan, S., & Thangaraj, P. (2023). Ipomoea pes-tigridis L. extract accelerates wound healing in Wistar albino rats in excision and incision models. Journal of Ethnopharmacology, 317, 116808. https://doi.org/10.1016/j.jep.2023.116808
  6. Sameemabegum, S., Prabha, T., Sribhuvaneswari, S., Ravisankar, T., Pavithra, B., & Somasundram, S. (2022). Assessment of the antioxidant and anti-inflammatory activities of Ipomoea pes-tigridis L. leaves. Annals of Phytomedicine, 11(2), 550–557.
  7. Staples, G. W. (2010). Convolvulaceae. In Flora of Thailand (Vol. 10, Part 3, pp. 421–422). The Forest Herbarium, Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation.
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Ipomoea pes-tigridis L. Plants of the World Online.

 

Scroll to top