ขลู่

ขลู่

ขลู่

ขลู่ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่พบมากบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ ชายฝั่งทะเล และแนวป่าชายเลน เป็นไม้พุ่มที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวเมื่อขยี้ใบ นิยมใช้ทั้งในด้าน สมุนไพรไทย อาหารพื้นบ้าน และชาขลู่ โดยเฉพาะใบซึ่งเป็นส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันพบว่า ขลู่มีสารกลุ่ม caffeoylquinic acids, flavonoids, phenolic compounds และ terpenoids ซึ่งเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน เช่น การต้านอนุมูลอิสระและการต้านการอักเสบ

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: ขลู่
  • ชื่อไทย: ขลู่
  • ชื่อท้องถิ่น: ขลู, หนวดงิ้ว, หนวดงั่ว, หนวดวัว และมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น
  • ชื่อสามัญ: Indian camphorweed, Indian marsh fleabane, Pluchea
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Pluchea indica (L.) Less.
  • วงศ์: Asteraceae หรือ Compositae
  • ลักษณะการเจริญเติบโต: ไม้พุ่มอายุหลายปี ใบเขียวตลอดปี
  • ส่วนที่นิยมใช้: ส่วนเหนือดิน โดยเฉพาะ ใบ
  • กลิ่น: ใบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีกลิ่นชัดเจนเมื่อขยี้
  • การใช้ประโยชน์: สมุนไพรพื้นบ้าน ชาสมุนไพร อาหาร และผลิตภัณฑ์จากใบขลู่

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้พุ่มไม่ผลัดใบ แตกกิ่งก้านมาก ลำต้นตั้งตรงหรือเอนเล็กน้อย โดยทั่วไปสูงประมาณ 0.5–2 เมตร และบางแหล่งรายงานว่าสามารถสูงได้ถึงประมาณ 3 เมตร กิ่งมีลักษณะเป็นทรงกระบอกและกิ่งอ่อนอาจมีขนละเอียด
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ก้านใบสั้นมากหรือเกือบไม่มีก้าน รูปไข่กลับถึงรูปใบหอกกลับ ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบสอบ ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย แผ่นใบค่อนข้างหนาและเป็นกระดาษ ขนาดประมาณกว้าง 1–5 เซนติเมตร ยาว 2–9 หรือประมาณ 2.5–10 เซนติเมตร ใบมีกลิ่นหอมฉุนเมื่อขยี้
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งหรือตามซอกใบ ช่อดอกมีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกมีสีขาวอมม่วง ชมพู หรือม่วงอ่อน
  • ผล: เป็นผลแห้งแบบ achene ขนาดเล็ก มีสันตามยาวและมีขนพู่สีขาวที่ช่วยในการกระจายเมล็ด
  • ราก: เป็นระบบรากของไม้พุ่ม มีรายงานการนำรากมาใช้ศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา โดยเฉพาะด้านการต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ขลู่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย และมีการกระจายพันธุ์ต่อเนื่องไปถึงทางตอนเหนือของออสเตรเลีย พบในประเทศไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน จีนตอนใต้ และพื้นที่อื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในประเทศไทยพบได้มากตาม พื้นที่ชื้นแฉะ ชายฝั่งทะเล ป่าชายเลน ขอบลำคลอง และบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำเค็ม โดยสามารถเจริญได้ในดินหลายประเภทและทนต่อสภาพแวดล้อมชายฝั่งได้ดี

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำ: เป็นวิธีที่นิยมและทำได้ง่าย เลือกกิ่งที่แข็งแรง มีข้อหรือตา แล้วนำไปปักชำในวัสดุปลูกที่สามารถระบายน้ำได้ดีและมีความชื้นเหมาะสม
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: สามารถขยายพันธุ์โดยเมล็ดได้ เมล็ดมีขนาดเล็กและมีพู่ช่วยกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ: มีการศึกษาการขยายพันธุ์ขลู่ในระดับห้องปฏิบัติการ โดยใช้ชิ้นส่วนใบ ข้อ และยอดเป็น explant เพื่อพัฒนาแนวทางการขยายพันธุ์จำนวนมาก
  • สภาพแวดล้อม: ขลู่เหมาะกับพื้นที่เขตร้อน มีแสงแดดเพียงพอ และมีความชื้นในดินพอเหมาะ โดยพบตามธรรมชาติได้ดีในพื้นที่ชายฝั่งและพื้นที่ชุ่มน้ำ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ส่วนเหนือดิน: ใช้ทั้งสดและแห้ง
  • ใบ: เป็นส่วนที่นิยมใช้มากที่สุด สามารถนำไปชงเป็น ชาขลู่ หรือใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ราก: มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ และมีการนำไปศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา โดยเฉพาะฤทธิ์ต้านการอักเสบ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ขับปัสสาวะ: ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมีการใช้ขลู่เป็นสมุนไพรช่วยขับปัสสาวะ และมีการศึกษาฤทธิ์ขับปัสสาวะของสารสกัดจากใบในสัตว์ทดลอง
  • แก้ไข้และแก้ร้อนใน: มีการใช้ส่วนเหนือดินหรือใบในตำรับพื้นบ้านและแนวทางการใช้สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐานสำหรับอาการไข้และร้อนใน
  • บรรเทาอาการช้ำใน: มีข้อมูลการใช้ขลู่ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยสำหรับอาการช้ำใน
  • ใช้ภายนอกสำหรับแมลงกัดต่อย: ใบสดสามารถขยี้แล้วใช้ทาบริเวณที่ถูกแมลงกัดต่อยตามคำแนะนำด้านการใช้สมุนไพรพื้นบ้าน
  • ใช้กับแผล: มีการใช้ใบสดพอกบริเวณแผลตามภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร
  • ต้านการอักเสบ: งานวิจัยระดับสัตว์ทดลองและเซลล์พบว่าสารสกัดจากใบและรากมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ แต่ยังไม่ควรตีความว่าใช้แทนยารักษาโรคอักเสบในคนได้
  • ต้านอนุมูลอิสระ: ใบขลู่มีสารฟีนอลิกและ caffeoylquinic acids ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง การใช้ตามภูมิปัญญา กับ หลักฐานจากงานวิจัย เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกสำหรับการรักษาโรคโดยตรงยังมีจำกัด

วิธีใช้

  • ชงเป็นชา: ใบขลู่สดหรือแห้งสามารถนำมาชงเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรได้ โดยข้อมูลจากสถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุรูปแบบชงสำหรับผลิตภัณฑ์ในสถานพยาบาลที่ขนาดครั้งละ 2–4 กรัม ชงด้วยน้ำร้อนประมาณ 120–200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร
  • รูปแบบแคปซูล: มีการใช้ผลิตภัณฑ์แคปซูลขลู่ในบางสถานพยาบาล โดยข้อมูลดังกล่าวระบุขนาด 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร ทั้งนี้ไม่ควรนำขนาดนี้ไปใช้กับผลิตภัณฑ์ทุกชนิดโดยอัตโนมัติ เพราะความแรงและสารสกัดของแต่ละผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน
  • ใช้ภายนอก: ใบสดขยี้ใช้ทาบริเวณแมลงกัดต่อย หรือใช้ใบสดพอกบริเวณแผลตามภูมิปัญญาและคำแนะนำของหน่วยงานด้านการแพทย์แผนไทย

ในบัญชียาจากสมุนไพร

ขลู่มีประวัติการใช้ในกลุ่ม สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน ของประเทศไทย และมีข้อมูลการใช้ในสถานพยาบาลแพทย์แผนไทยในรูปแบบชงและแคปซูล

สำหรับ บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ไม่ควรระบุว่าขลู่เป็นรายการยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติปัจจุบันโดยตรงจากข้อมูลแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้ ข้อมูลประวัติศาสตร์บางแหล่งระบุว่าขลู่เคยอยู่ในกลุ่มรายการสมุนไพรที่ใช้ในบัญชียาโรงพยาบาลหรือการส่งเสริมการใช้สมุนไพร แต่สถานะดังกล่าวแตกต่างจากการเป็น “รายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ” จึงควรแยกสองระบบนี้ออกจากกัน

สารสำคัญ

มีการศึกษาพบสารสำคัญในขลู่หลายกลุ่ม ได้แก่

  • Caffeoylquinic acids: เช่น chlorogenic acid และ dicaffeoylquinic acid หลายชนิด เป็นกลุ่มสารสำคัญที่พบมากในใบขลู่
  • Flavonoids: เช่น quercetin, kaempferol, myricetin, luteolin และ apigenin
  • Phenolic compounds: มีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • Terpenoids และ terpene glycosides
  • Lignans
  • Sterols
  • Thiophenes
  • สารระเหยและน้ำมันหอมระเหย: พบสารประกอบระเหยหลายชนิดในใบ

การศึกษาจากตัวอย่างขลู่ในประเทศไทยสามารถตรวจวิเคราะห์ caffeoylquinic acids ได้ 6 ชนิด ได้แก่ 3-O-caffeoylquinic acid, 4-O-caffeoylquinic acid, 5-O-caffeoylquinic acid, 3,4-O-dicaffeoylquinic acid, 3,5-O-dicaffeoylquinic acid และ 4,5-O-dicaffeoylquinic acid

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

มีงานวิจัยเกี่ยวกับ ขลู่ (Pluchea indica) ทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ สัตว์ทดลอง และการศึกษาทางคลินิกบางส่วน

  • การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากรากและใบแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดลอง และพบสารกลุ่ม flavonoids และ polyphenols ที่มีบทบาทต่อฤทธิ์ดังกล่าว
  • การศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดจากรากสามารถลดการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลองหลายรูปแบบ รวมถึงการอักเสบที่เหนี่ยวนำด้วย carrageenan, histamine และ serotonin
  • การศึกษาด้านเมตาบอลิซึม: การทดลองแบบสุ่มในผู้มีภาวะก่อนเบาหวานจำนวน 45 คน พบว่าการดื่มชาขลู่วันละครั้งเป็นเวลา 12 สัปดาห์สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดบางตัว เมื่อเทียบกับกลุ่ม placebo แต่เป็นการศึกษาขนาดเล็ก จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าชาขลู่ใช้รักษาโรคเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูงได้
  • การวิเคราะห์มาตรฐานสารสำคัญ: มีการพัฒนาวิธี HPLC และ HPTLC สำหรับตรวจวัด caffeoylquinic acids ในใบขลู่และผลิตภัณฑ์ชาขลู่ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์สมุนไพร

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

งานวิจัยรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของขลู่หลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ
  • ฤทธิ์ขับปัสสาวะ
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด
  • ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด
  • ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลบางรูปแบบ
  • ฤทธิ์ปกป้องตับในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาท
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในระดับห้องปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์เหล่านี้จำนวนมากยังเป็นข้อมูลจาก หลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำมาใช้ยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์โดยตรง

ความปลอดภัย

ข้อมูลการศึกษาทางคลินิกในผู้มีภาวะก่อนเบาหวานที่ได้รับชาขลู่ 1.5 กรัมต่อวันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของ BUN, creatinine, ALT, ALP และ CBC เมื่อเทียบกับ placebo ในการศึกษานั้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลความปลอดภัยระยะยาว การใช้ในขนาดสูง และการใช้สารสกัดเข้มข้นยังมีจำกัด จึงควรใช้ขลู่ในรูปแบบอาหารหรือชาสมุนไพรในปริมาณเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดเข้มข้นโดยไม่อยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

ข้อควรระวังสำคัญ: ใบขลู่ที่ขึ้นตามธรรมชาติในพื้นที่ป่าชายเลนอาจสะสม โซเดียม จากดินและน้ำเค็มได้สูง ผู้ที่ต้องจำกัดโซเดียม เช่น ผู้มีความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงไม่ควรรับประทานใบขลู่ปริมาณมาก

ข้อห้ามใช้

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดข้อห้ามใช้เฉพาะของขลู่ได้อย่างครอบคลุม แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในกรณีต่อไปนี้

  • ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ Asteraceae ควรหลีกเลี่ยงหากเคยมีประวัติแพ้พืชกลุ่มนี้
  • ผู้ที่ต้องจำกัดโซเดียม ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานใบขลู่ปริมาณมาก โดยเฉพาะใบที่เก็บจากพื้นที่ชายฝั่งหรือป่าชายเลน
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร: ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอสำหรับการใช้สารสกัดหรือขนาดทางยา จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ในขนาดสูง
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เป็นประจำ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่ชัดเจนเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่าง ขลู่กับยาชนิดใดโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลฤทธิ์ขับปัสสาวะและผลต่อระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังร่วมกับ

  • ยาขับปัสสาวะ เนื่องจากขลู่อาจมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
  • ยาลดน้ำตาลในเลือด เนื่องจากมีข้อมูลการศึกษาว่าชาขลู่อาจมีผลต่อระดับน้ำตาล
  • ยาลดความดันโลหิต หากใช้สารสกัดในขนาดสูง เนื่องจากมีข้อมูลฤทธิ์ทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับระบบดังกล่าว

ข้อควรระวังเหล่านี้เป็น การประเมินเชิงเภสัชวิทยา ไม่ใช่ข้อยืนยันว่ามีปฏิกิริยาระหว่างยาเกิดขึ้นจริงในมนุษย์ จึงควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพก่อนใช้ร่วมกับยาประจำ

การใช้ในอาหาร

ใบขลู่สามารถนำมาใช้เป็นอาหารได้ โดยเฉพาะในชุมชนบริเวณชายฝั่งและภาคใต้

  • รับประทานใบอ่อนและยอดอ่อน
  • ลวกกินกับน้ำพริก
  • ใช้ประกอบอาหารพื้นบ้าน เช่น ยำและแกงคั่ว
  • ใช้เป็นผักหรือเครื่องปรุงอาหาร
  • นำใบแห้งไปทำ ชาขลู่

ใบขลู่สด 100 กรัม มีรายงานว่าประกอบด้วยโปรตีนประมาณ 1.8 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม ใยอาหารละลายน้ำ 0.5 กรัม ใยอาหารไม่ละลายน้ำ 0.9 กรัม คาร์โบไฮเดรต 8.7 กรัม แคลเซียมประมาณ 250 มิลลิกรัม และเบต้าแคโรทีนประมาณ 1.2 มิลลิกรัม

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ชาขลู่
  • ใบขลู่แห้งสำหรับชง
  • แคปซูลขลู่
  • สารสกัดจากใบขลู่
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเพื่อสุขภาพ
  • ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากสารสกัดที่มี caffeoylquinic acids
  • ผลิตภัณฑ์ด้านเครื่องสำอางและการดูแลผิว ซึ่งเป็นแนวทางที่มีการศึกษาวิจัยเพิ่มขึ้นในช่วงหลัง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบ: สามารถเก็บได้ตลอดปี แต่ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์และการใช้ประโยชน์ระบุว่า หากต้องการใบสำหรับเป็นผักหรือสมุนไพร ควรเก็บใบอ่อนหรือเก็บก่อนเริ่มออกดอก
  • การทำแห้ง: คัดเลือกใบที่สมบูรณ์ ล้างสิ่งปนเปื้อน ผึ่งหรืออบให้แห้งสนิท แล้วเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท
  • การเก็บรักษา: ควรเก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเท ไม่โดนแสงแดด ความชื้น และความร้อนโดยตรง
  • วัตถุดิบจากพื้นที่ชายฝั่ง: ควรคำนึงถึงการปนเปื้อนและปริมาณเกลือแร่ โดยเฉพาะโซเดียม เนื่องจากขลู่ที่ขึ้นในพื้นที่เค็มอาจมีโซเดียมสูง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ขลู่เป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งของไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากการใช้เป็นยาแล้ว ใบยังใช้เป็นอาหารและเครื่องดื่ม

ภูมิปัญญาที่พบ ได้แก่ การนำใบมาชงเป็นชา การใช้เป็นยาขับปัสสาวะ การใช้สำหรับอาการไข้และร้อนใน การใช้ใบสดกับแมลงกัดต่อยและแผล และการนำใบอ่อนมารับประทานเป็นผัก

ในประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม ขลู่หรือ beluntas ยังมีการใช้เป็นอาหารและพืชสำหรับทำแนวรั้ว ส่วนในประเทศไทยใบขลู่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงและผลิตเป็นชาสมุนไพรในเชิงชุมชนและเชิงพาณิชย์

ประวัติและวัฒนธรรม

ขลู่เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้กันมายาวนานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีทั้งบทบาทด้าน อาหาร สมุนไพร และเครื่องดื่มสมุนไพร การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชาขลู่ในประเทศไทยได้รับการส่งเสริมในระดับชุมชน โดยมีโครงการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนในหลายจังหวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2551 เพื่อยกระดับคุณภาพและสุขลักษณะของผลิตภัณฑ์ชาขลู่

สถานะการอนุรักษ์

ขลู่เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย และพบในประเทศไทยตามธรรมชาติ จึงยังไม่ถือเป็นสมุนไพรหายากในระดับชนิดพันธุ์

ข้อมูลจาก Plants of the World Online ระบุว่าการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของ Pluchea indica จัดอยู่ในกลุ่ม ไม่ถูกคุกคาม (not threatened)

อย่างไรก็ตาม การเก็บจากธรรมชาติในพื้นที่ป่าชายเลนควรคำนึงถึงการรักษาระบบนิเวศ การปนเปื้อน และการเก็บอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อมีการนำไปผลิตเชิงพาณิชย์

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
  • อันดับ (Order): Asterales
  • วงศ์ (Family): Asteraceae
  • สกุล (Genus): Pluchea Cass.
  • ชนิด (Species): Pluchea indica (L.) Less.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Baccharis indica L., Placus indicus (L.) Baill.

ปัจจุบันชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับคือ Pluchea indica (L.) Less.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ขลู่ควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลักษณะทางเภสัชเวท และวิธีวิเคราะห์ทางเคมีหรือพันธุศาสตร์

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: ไม้พุ่มแตกกิ่งมาก ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่กลับหรือรูปใบหอกกลับ ขอบใบหยัก และใบมีกลิ่นหอมเมื่อขยี้
  • ลักษณะทางเภสัชเวท: ตรวจสอบลักษณะของใบและเนื้อเยื่อพืชด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อแยกจากพืชชนิดอื่น
  • การตรวจสอบสารสำคัญ: สามารถใช้ HPLC หรือ HPTLC ตรวจสอบและหาปริมาณ chlorogenic acid และ caffeoylquinic acids ซึ่งเป็นสารกลุ่มสำคัญในใบขลู่
  • DNA barcoding: Pluchea indica ได้รับการรวมอยู่ในฐานข้อมูล DNA barcode ของพืชสมุนไพรไทยที่ใช้สำหรับการตรวจสอบเอกลักษณ์วัตถุดิบสมุนไพร โดยมีข้อมูลลำดับ DNA สำหรับตำแหน่งพันธุกรรมหลายตำแหน่ง

การตรวจสอบหลายวิธีร่วมกันมีความสำคัญต่อ การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ขลู่ โดยเฉพาะเมื่อมีการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์. (ม.ป.ป.). ขลู่ (Pluchea indica (L.) Less.). สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
  2. สุริยพันธ์, อ. (2557). ใบขลู่: คุณค่าทางโภชนาการ ฤทธิ์ทางชีวภาพและความเป็นพิษ. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  3. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). Pluchea Cass. e-Flora of Thailand, Volume 13, Part 2.
  4. Chan, E. W. C., Ng, Y. K., Wong, S. K., & Chan, H. T. (2022). Pluchea indica: An updated review of its botany, uses, bioactive compounds and pharmacological properties. Pharmaceutical Sciences Asia, 49(1), 77–85. https://doi.org/10.29090/psa.2022.01.21.113
  5. Kongkiatpaiboon, S., Chewchinda, S., & Vongsak, B. (2018). Optimization of extraction method and HPLC analysis of six caffeoylquinic acids in Pluchea indica leaves from different provenances in Thailand. Revista Brasileira de Farmacognosia, 28(2), 145–150. https://doi.org/10.1016/j.bjp.2018.03.002
  6. Sen, T., Dhara, A. K., Bhattacharjee, S., Pal, S., & Nag Chaudhuri, A. K. (2002). Antioxidant activity of the methanol fraction of Pluchea indica root extract. Phytotherapy Research, 16(4), 331–335. https://doi.org/10.1002/ptr.892
  7. Sen, T., Basu, A., Ray, R. N., & Chaudhuri, A. K. N. (1991). Antiinflammatory evaluation of a Pluchea indica root extract. Journal of Ethnopharmacology, 33(1–2), 135–141. https://doi.org/10.1016/0378-8741(91)90172-A
  8. Sirichaiwetchakoon, K., Churproong, S., Kupittayanant, S., & Eumkeb, G. (2021). The effect of Pluchea indica (L.) Less. tea on blood glucose and lipid profile in people with prediabetes: A randomized clinical trial. Journal of Alternative and Complementary Medicine, 27(8), 669–677. https://doi.org/10.1089/acm.2020.0246
  9. Urumarudappa, S. K. J., Tungphatthong, C., Jaipaew, J., et al. (2022). Development of a DNA barcode library of plants in the Thai Herbal Pharmacopoeia and Monographs for authentication of herbal products. Scientific Reports, 12, 9624. https://doi.org/10.1038/s41598-022-13287-x
  10. World Flora Online / Kew Science. (2026). Pluchea indica (L.) Less. Plants of the World Online.

 

Scroll to top