ขิง
ขิง เป็นสมุนไพรและเครื่องเทศที่มีความสำคัญทั้งในด้านอาหารและการแพทย์แผนไทย โดยส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์หลักคือ เหง้าขิง ซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีรสเผ็ดร้อน ขิงถูกนำมาใช้ตามภูมิปัญญาไทยเพื่อช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด และบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ สารสำคัญในขิง และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านระบบทางเดินอาหาร การอักเสบ และอาการคลื่นไส้อาเจียน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ขิง
- ชื่อไทย : ขิง
- ชื่อท้องถิ่น : ขิงแกลง ขิงแดง ขิงเผือก และในบางพื้นที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามสายพันธุ์และลักษณะของเหง้า
- ชื่อสามัญ : Ginger, Edible ginger
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber officinale Roscoe
- ชื่อพ้องทางพฤกษศาสตร์ : Amomum zingiber L. โดยปัจจุบัน Kew ยอมรับ Zingiber officinale Roscoe เป็นชื่อที่ถูกต้อง และจัด Amomum zingiber L. เป็นชื่อพ้อง
- วงศ์ : Zingiberaceae
- ส่วนที่ใช้ : เหง้า โดยเฉพาะเหง้าแก่ทั้งสดและแห้ง
- ลักษณะยา : เหง้าขิงแห้งมีกลิ่นหอม รสเผ็ดร้อน ใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรและเครื่องเทศ
- การใช้ประโยชน์หลัก : อาหาร เครื่องดื่ม ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่นรส
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดินและแตกแขนงเป็นแง่ง ลำต้นเหนือดินเป็น ลำต้นเทียม เกิดจากกาบใบเรียงซ้อนกันแน่น โดยทั่วไปสูงประมาณ 0.5–1.2 เมตร และในสภาพการปลูกที่เหมาะสมอาจสูงได้มากกว่านี้
- เหง้า : เป็นลำต้นใต้ดินที่อวบหนา แตกแขนงคล้ายนิ้วมือ ผิวด้านนอกสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลอมเหลือง เนื้อด้านในสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน เป็นส่วนสำคัญที่นำมาใช้เป็น สมุนไพรขิง และเครื่องเทศ
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปแถบหรือรูปใบหอก ปลายใบแหลม ใบเกิดจากลำต้นเทียมและมีสีเขียว
- ดอก : ออกเป็นช่อจากบริเวณเหง้า ก้านช่อดอกค่อนข้างสั้นหรือแยกออกจากลำต้นเทียม ช่อดอกมีลักษณะคล้ายทรงกระบอกหรือรูปกรวย ใบประดับสีเขียว และดอกมีสีเหลืองอ่อนถึงเหลืองอมเขียว มีส่วนของกลีบปากสีม่วงหรือมีแต้มสีม่วง
- ผล : เป็นผลแห้งแตก รูปร่างค่อนข้างกลมและมี 3 พู
- เมล็ด : มีรูปร่างค่อนข้างรี สีน้ำตาลเข้ม และมีส่วนคล้ายครุยบริเวณโคนเมล็ด
- ข้อสังเกต : ขิงที่ปลูกเพื่อใช้เป็นอาหารและสมุนไพรโดยทั่วไปมีการออกดอกค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับขิงที่เจริญในสภาพธรรมชาติ
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : แหล่งกำเนิดของขิงยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากเป็นพืชที่มีประวัติการเพาะปลูกมาอย่างยาวนาน แต่ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สมัยใหม่ระบุเขตถิ่นกำเนิดในบริเวณ เทือกเขาหิมาลัยตะวันออกถึงจีนตอนกลางตอนใต้ ขณะที่แหล่งข้อมูลด้านสมุนไพรไทยระบุว่าอาจมีต้นกำเนิดบริเวณอินเดียตะวันออกหรือจีนตอนใต้
- การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันมีการปลูกขิงอย่างกว้างขวางในเอเชียเขตร้อนและกึ่งร้อน รวมถึงอินเดีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา ละตินอเมริกา แคริบเบียน และออสเตรเลีย
- ประเทศไทย : ขิงปลูกได้ทั่วไปและพบการปลูกเป็นพืชสวนครัวและพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม : ขิงเจริญได้ดีในพื้นที่อากาศร้อนและชื้น ต้องการดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี และมีความชื้นเพียงพอ
- ดิน : เหมาะกับดินร่วนหรือดินร่วนปนอินทรียวัตถุที่ระบายน้ำดี เพราะเหง้าไม่ชอบน้ำขัง
- การขยายพันธุ์ : นิยมใช้ เหง้า หรือท่อนเหง้าที่มีตาสมบูรณ์ โดยแบ่งเหง้าแม่ออกเป็นชิ้น ๆ แล้วนำไปปลูก นอกจากนี้มีรายงานการขยายพันธุ์ด้วยการแบ่งกอและการใช้ชิ้นส่วนข้อของเหง้าในระบบเพาะขยายพันธุ์
- การเตรียมพันธุ์ : เลือกเหง้าที่สมบูรณ์ ปราศจากโรคและแมลง มีตาที่แข็งแรง จากนั้นแบ่งเป็นท่อนตามขนาดที่เหมาะสมก่อนปลูก
- การดูแล : ควรรักษาความชื้นของดินอย่างสม่ำเสมอ กำจัดวัชพืช และเสริมอินทรียวัตถุหรือปุ๋ยตามความเหมาะสม
- การเก็บเกี่ยว : หากต้องการขิงอ่อนจะเก็บเกี่ยวก่อนเหง้าแก่เต็มที่ ส่วนการทำสมุนไพรและขิงแห้งมักใช้เหง้าที่แก่และมีสารสำคัญสะสมมากขึ้น
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เหง้า : เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาหลัก ทั้ง เหง้าขิงสด และ เหง้าขิงแห้ง
- ขิงแห้ง : ใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรตามมาตรฐาน Zingiberis Officinalis Rhizoma หรือเหง้าขิงแห้ง โดยตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยจัดอยู่ในกลุ่มยาขับลมและลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : ขิงมีรสเผ็ดร้อน ใช้เพื่อขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด คลื่นไส้อาเจียน และช่วยกระตุ้นการทำงานของธาตุในร่างกาย
- ระบบทางเดินอาหาร : ใช้บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด และอาหารไม่ย่อย
- อาการคลื่นไส้อาเจียน : มีการใช้ขิงเพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน โดยเฉพาะอาการจากการเมารถเมาเรือ และมีหลักฐานการศึกษาทางคลินิกในบางบริบท เช่น อาการคลื่นไส้ในหญิงตั้งครรภ์
- อาการไอและเสมหะ : ตำรายาไทยมีการใช้เหง้าขิงเพื่อแก้ไอและช่วยขับเสมหะ
- อาการปวดและการอักเสบ : มีการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบและบรรเทาปวดของขิง แต่ระดับหลักฐานแตกต่างกันตามโรคและรูปแบบของผลิตภัณฑ์
- ข้อควรระวังด้านการกล่าวอ้าง : สรรพคุณตามภูมิปัญญาไม่ควรตีความว่าเป็นการยืนยันว่าขิงสามารถรักษาโรคได้ทุกกรณี เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกมีความแตกต่างกันในแต่ละข้อบ่งใช้
วิธีใช้
- บรรเทาอาการท้องอืด ขับลม จุกเสียด แน่นท้อง : ขิงผงแห้งประมาณ 2–4 กรัมต่อวัน ตามแนวทางการใช้สมุนไพรของไทย
- ป้องกันและบรรเทาอาการเมารถเมาเรือ : ขิงผงแห้งประมาณ 1–2 กรัมต่อวัน โดยอาจแบ่งรับประทานเป็นครั้ง ๆ และรับประทานก่อนเดินทางประมาณ 30 นาที–1 ชั่วโมง
- ป้องกันคลื่นไส้อาเจียนหลังการผ่าตัด : มีข้อมูลการใช้ขิงผงแห้งประมาณ 1 กรัม ก่อนการผ่าตัด 1 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม การใช้ในบริบทการผ่าตัดควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
- รูปแบบอาหารและเครื่องดื่ม : สามารถใช้ขิงสดเป็นส่วนประกอบของอาหาร น้ำขิง ชาขิง และเครื่องดื่มต่าง ๆ โดยปริมาณการบริโภคในอาหารทั่วไปแตกต่างจากการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ในบัญชียาจากสมุนไพร
ขิงมีรายการอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรของประเทศไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีการจัดทำรายการและข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับขิงโดยเฉพาะ
- ข้อบ่งใช้หลักของขิง : ขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด
- ข้อบ่งใช้ด้านคลื่นไส้อาเจียน : ป้องกันและบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการเมารถเมาเรือ และใช้เพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังการผ่าตัดตามแนวทางการใช้ที่กำหนด
- การใช้ในตำรับยา : ขิงยังเป็นส่วนประกอบในตำรับยาสมุนไพรหลายตำรับ และมีการใช้น้ำขิงต้มเป็นน้ำกระสายยาในบางตำรับ
สารสำคัญ
- Gingerols : เป็นกลุ่มสารฟีนอลิกที่เกี่ยวข้องกับรสเผ็ดร้อนของขิง โดย 6-gingerol เป็นสารสำคัญที่ถูกศึกษามาก
- Shogaols : เกิดขึ้นมากขึ้นเมื่อขิงผ่านกระบวนการให้ความร้อนหรือทำให้แห้ง และมีส่วนเกี่ยวข้องกับรสเผ็ดร้อน
- Paradol : เป็นสารที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสารรสเผ็ดของขิง
- Zingerone : เป็นสารประกอบฟีนอลิกอีกชนิดหนึ่งที่พบในขิง
- น้ำมันหอมระเหย : มีสารกลุ่ม monoterpenes และ sesquiterpenes เช่น zingiberene, β-bisabolene, α-farnesene, ar-curcumene, cineole, citral และ limonene เป็นต้น
- องค์ประกอบอื่น : พบแป้ง กรดไขมัน และองค์ประกอบอื่น ๆ โดยสัดส่วนของสารสำคัญสามารถแตกต่างกันตามพันธุ์ แหล่งปลูก อายุการเก็บเกี่ยว และกระบวนการแปรรูป
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- คลื่นไส้และอาเจียน : เป็นหนึ่งในด้านที่มีการศึกษาขิงมากที่สุด งานทบทวนอย่างเป็นระบบหลายฉบับพบว่าขิงมีแนวโน้มช่วยลดอาการคลื่นไส้ โดยเฉพาะ คลื่นไส้ในหญิงตั้งครรภ์ แม้คุณภาพหลักฐานและผลต่อการอาเจียนยังมีข้อจำกัด
- อาการปวด : งานทบทวนการทดลองทางคลินิกพบสัญญาณว่าขิงอาจช่วยลดอาการปวดบางประเภท เช่น ปวดจากข้อเสื่อม ปวดประจำเดือน และปวดกล้ามเนื้อ แต่หลักฐานโดยรวมยังไม่เพียงพอสำหรับการสรุปประสิทธิผลในทุกภาวะ
- ระบบทางเดินอาหาร : มีการศึกษาทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ สัตว์ทดลอง และมนุษย์เกี่ยวกับผลของขิงต่อการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร อาการคลื่นไส้ และการทำงานของทางเดินอาหาร
- ภาวะเมตาบอลิกและเบาหวาน : งานทบทวนพบว่าการเสริมขิงมีแนวโน้มช่วยปรับตัวชี้วัดบางชนิด เช่น น้ำตาลในเลือดและ HbA1c แต่จำเป็นต้องมีการทดลองทางคลินิกคุณภาพสูงเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้เป็นการรักษา
- ภาพรวมหลักฐาน : การทบทวนงานวิจัยแบบเป็นระบบขนาดใหญ่ซึ่งรวบรวมการทดลองแบบสุ่ม 109 งานพบว่าขิงมีหลักฐานสนับสนุนในบางด้าน เช่น คลื่นไส้อาเจียน การอักเสบ และตัวชี้วัดทางเมตาบอลิก แต่มีเพียงส่วนหนึ่งของการทดลองที่มีหลักฐานคุณภาพสูง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารกลุ่ม gingerols และ shogaols สามารถเกี่ยวข้องกับการควบคุมเส้นทางการอักเสบ เช่น COX และ 5-lipoxygenase
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : งานวิจัยพบว่าขิงและสารสำคัญบางชนิดสามารถช่วยลดตัวชี้วัดของ oxidative stress และเพิ่มกิจกรรมของระบบต้านอนุมูลอิสระบางชนิด
- ฤทธิ์แก้คลื่นไส้อาเจียน : มีการเสนอว่าขิงอาจมีผลต่อการส่งสัญญาณของระบบทางเดินอาหารและตัวรับ serotonin บางชนิด ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ลดคลื่นไส้
- ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร : มีข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุมการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารและกลไกที่อาจช่วยบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยและคลื่นไส้
- ฤทธิ์ต่อเกล็ดเลือด : ผลการศึกษายังไม่เป็นเอกฉันท์ บางการศึกษาพบการลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ขณะที่บางการศึกษาไม่พบผลชัดเจน
ความปลอดภัย
- การบริโภคเป็นอาหาร : โดยทั่วไปขิงที่ใช้ในปริมาณปกติสำหรับประกอบอาหารถือว่ามีความปลอดภัยค่อนข้างดี
- อาการไม่พึงประสงค์ : การรับประทานขิงในปริมาณมากหรือผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นสูงอาจทำให้เกิดแสบร้อนกลางอก อาการระคายเคืองทางเดินอาหาร เรอ หรือระคายเคืองบริเวณปากและคอได้
- การใช้ระหว่างตั้งครรภ์ : มีหลักฐานจำนวนมากเกี่ยวกับการใช้ขิงเพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้ในหญิงตั้งครรภ์ และการทบทวนงานวิจัยปี 2024 ไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าการใช้ขิงในงานวิจัยทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อมารดาหรือทารก อย่างไรก็ตาม คุณภาพของหลักฐานยังมีข้อจำกัด และการใช้ขิงในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อน
- ผู้มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด : ควรระมัดระวังการใช้ขิงในขนาดสูงหรือสารสกัดเข้มข้น
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดี : ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ขิงในรูปแบบยา เนื่องจากขิงอาจเพิ่มการหลั่งหรือการไหลของน้ำดี ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการอุดตันของท่อน้ำดีในผู้ป่วยบางราย
- ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่ายหรือมีความผิดปกติของเกล็ดเลือด : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ขิงขนาดสูงโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
- ผู้ที่กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ขิงในรูปแบบผลิตภัณฑ์เข้มข้น
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร : การบริโภคขิงเป็นอาหารในปริมาณทั่วไปแตกต่างจากการใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์ขนาดสูง หากต้องการใช้ในรูปแบบยา ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ข้อมูลจากฐานข้อมูลอันตรกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา ของศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุประเด็นที่ควรระวังหลายรายการ
- Warfarin : มีรายงานว่าขิงอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกและอาจมีผลต่อ INR ในผู้ป่วยบางราย แม้งานวิจัยทางคลินิกบางส่วนไม่พบผลดังกล่าวอย่างชัดเจน จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังและติดตาม INR ตามคำแนะนำของแพทย์
- ยาต้านเกล็ดเลือดและยาบางชนิด : มีข้อมูลว่าขิงอาจเสริมฤทธิ์ของยาที่มีผลต่อการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เช่น nifedipine ในข้อมูลบางการศึกษา
- Ciclosporin : มีข้อมูลจากการศึกษาในสัตว์ทดลองว่าขิงอาจลดระดับยาในเลือด จึงควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์
- Crizotinib : มีข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องกับการเพิ่มระดับยาและความเสี่ยงต่อตับ โดยฐานข้อมูลสมุนไพรและยาของมหาวิทยาลัยมหิดลจัดให้เป็นปฏิกิริยาที่ควรระวังอย่างมาก
- Metronidazole : มีข้อมูลจากการศึกษาในสัตว์ทดลองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระดับยาในเลือด จึงยังไม่ควรสรุปว่าเกิดขึ้นแน่นอนในมนุษย์ แต่ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเมื่อใช้ร่วมกัน
- ยาลดน้ำตาลและอินซูลิน : ขิงอาจมีผลลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเสริมฤทธิ์ยาลดน้ำตาล แม้ความสำคัญทางคลินิกยังต้องศึกษาเพิ่มเติม
การใช้ในอาหาร
- เครื่องเทศ : ใช้เหง้าขิงสดหรือขิงแห้งเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อนในอาหาร
- อาหารไทย : ใช้ในต้ม ผัด แกง ยำ น้ำพริก อาหารประเภทปลาและเนื้อสัตว์ รวมถึงอาหารที่ต้องการลดกลิ่นคาว
- เครื่องดื่ม : นิยมทำเป็นน้ำขิง ชาขิง และเครื่องดื่มสมุนไพร
- อาหารหวาน : ใช้ทำขิงเชื่อม ขิงดอง ขนม และผลิตภัณฑ์ขิงแปรรูป
- อาหารนานาชาติ : ขิงเป็นเครื่องเทศสำคัญในอาหารเอเชีย และยังใช้ในขนมปังขิง เครื่องดื่ม ginger ale และ ginger beer
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ขิงผง แคปซูล สารสกัด และผลิตภัณฑ์สำหรับบรรเทาอาการท้องอืดหรือคลื่นไส้
- ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม : น้ำขิง ชาขิง เครื่องดื่มสมุนไพร ขิงดอง และขิงเชื่อม
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร : สารสกัดขิงและผลิตภัณฑ์ที่มี gingerols หรือสารสำคัญจากขิง
- เครื่องสำอาง : น้ำมันหอมระเหยและ oleoresin จากขิงสามารถใช้เป็นส่วนผสมด้านกลิ่นในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและน้ำหอม
- อุตสาหกรรมแต่งกลิ่นรส : ginger oleoresin และน้ำมันขิงใช้แต่งกลิ่นและรสอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ขิงอ่อน : เก็บเกี่ยวเมื่อเหง้ายังอ่อน เนื้อมีความฉ่ำน้ำ เส้นใยน้อย และรสเผ็ดไม่จัด เหมาะสำหรับบริโภคสดและแปรรูปอาหาร
- ขิงแก่ : เก็บเกี่ยวเมื่อเหง้าเจริญเต็มที่และมีผิวแข็งขึ้น เหมาะสำหรับทำขิงแห้งและใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร
- การทำขิงแห้ง : ควรทำความสะอาด หั่นหรือเตรียมเหง้าตามกระบวนการ แล้วทำให้แห้งอย่างเหมาะสมเพื่อควบคุมความชื้นและลดการปนเปื้อน
- การเก็บรักษา : ขิงแห้งควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง ความร้อน และแมลง เพื่อรักษาคุณภาพของสารสำคัญและน้ำมันหอมระเหย
- มาตรฐานวัตถุดิบ : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุลักษณะเฉพาะของเหง้าขิงแห้ง รวมถึงลักษณะทางกายภาพและองค์ประกอบทางเคมีที่ใช้ในการควบคุมคุณภาพ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- การแพทย์แผนไทย : ขิงเป็นสมุนไพรรสร้อนที่ใช้ในกลุ่มอาการเกี่ยวกับลมและระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด และคลื่นไส้อาเจียน
- การใช้ในครัวเรือน : นิยมใช้ขิงสดต้มเป็นน้ำดื่ม ใช้ประกอบอาหาร และใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับพื้นบ้าน
- การใช้เป็นส่วนประกอบตำรับยา : ขิงปรากฏในตำรับยาไทยหลายชนิด โดยมีบทบาทแตกต่างกันตามสูตรยาและวัตถุประสงค์ของตำรับ
- ความรู้ด้านพันธุ์ : ในประเทศไทยมีการเรียกขิงตามลักษณะพันธุ์และท้องถิ่น เช่น ขิงแกลง ขิงแดง และขิงเผือก โดยพันธุ์ขิงมีลักษณะของเหง้า ความเผ็ด และการนำไปใช้แตกต่างกัน
ประวัติและวัฒนธรรม
- ประวัติการใช้ : ขิงเป็นเครื่องเทศที่มนุษย์ใช้มาเป็นเวลานานในเอเชีย และแพร่เข้าสู่โลกตะวันตกผ่านเส้นทางการค้าเครื่องเทศ
- การค้าในอดีต : Kew ระบุว่าขิงเป็นหนึ่งในเครื่องเทศจากเอเชียกลุ่มแรก ๆ ที่เดินทางเข้าสู่ยุโรป โดยชาวกรีกและโรมันได้รับขิงผ่านพ่อค้าชาวอาหรับ
- วัฒนธรรมอาหาร : ขิงมีบทบาททั้งในอาหารเอเชียและอาหารตะวันตก ตั้งแต่เครื่องเทศสำหรับอาหารคาวไปจนถึงขนมปังขิง ขิงเชื่อม และเครื่องดื่ม
- วัฒนธรรมสมุนไพร : ในหลายประเทศของเอเชีย ขิงถูกใช้ควบคู่ทั้งในอาหารและการแพทย์พื้นบ้าน จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของพืชที่มีบทบาททั้งด้านอาหารและสมุนไพร
สถานะการอนุรักษ์
- สถานะตามข้อมูล Kew/IUCN : ข้อมูล Kew ระบุสถานะของ Zingiber officinale ว่า Data Deficient (DD) หรือข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับการประเมินความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างมีความน่าเชื่อถือ
- การอนุรักษ์ในทางปฏิบัติ : ขิงเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการเพาะปลูกอย่างกว้างขวาง จึงไม่ได้มีสถานการณ์ด้านการอนุรักษ์เช่นเดียวกับสมุนไพรป่าหายากหลายชนิด อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์พันธุ์พื้นเมืองและความหลากหลายทางพันธุกรรมของขิงยังมีความสำคัญต่อการเกษตรและการใช้ประโยชน์ในอนาคต
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- กลุ่มพืช (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
- อันดับ (Order) : Zingiberales
- วงศ์ (Family) : Zingiberaceae
- สกุล (Genus) : Zingiber Mill.
- ชนิด (Species) : Zingiber officinale Roscoe
ชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน : Zingiber officinale Roscoe เป็นชื่อที่ Kew Plants of the World Online ยอมรับ ส่วน Amomum zingiber L. เป็นชื่อพ้องของชนิดนี้
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะทางมหภาค : ตรวจสอบเหง้าที่แตกแขนงคล้ายนิ้วมือ ผิวสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลอมเหลือง เนื้อภายในสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน
- ลักษณะของเหง้าแห้ง : เหง้าแห้งมีรูปร่างไม่แน่นอน ค่อนข้างแบน แตกแขนงเป็นแง่งคล้ายนิ้วมือ มีข้อปล้องและรอยแผลของต้นหรือตาให้เห็นได้
- การตรวจสอบทางจุลทรรศน์ : สามารถตรวจสอบลักษณะเนื้อเยื่อ มัดท่อลำเลียง เซลล์น้ำมัน และโครงสร้างภายในของเหง้าเพื่อยืนยันเอกลักษณ์วัตถุดิบ
- การตรวจสอบทางเคมี : ตรวจหาสารกลุ่ม gingerols, shogaols และน้ำมันหอมระเหย ซึ่งเป็นกลุ่มสารสำคัญของขิง
- การควบคุมคุณภาพ : สามารถใช้การตรวจสอบเอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์ร่วมกับการตรวจสอบทางเคมีและมาตรฐานเภสัชเวท เพื่อป้องกันการปลอมปนหรือการใช้วัตถุดิบผิดชนิด โดยตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยมีข้อกำหนดสำหรับ Zingiberis Officinalis Rhizoma
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). ขิง. ฐานข้อมูลคลังความรู้สมุนไพร.
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). ขิง (KHING): Zingiberis Officinalis Rhizoma. ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร. (ม.ป.ป.). ขิง..สมุนไพรในตำรับยาไทยและการศึกษาเกี่ยวกับการบรรเทาปวด.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลอันตรกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยาแผนปัจจุบัน: ขิง.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร: ขิง. กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร.
- สถาบันการแพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (ม.ป.ป.). สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน: ขิง.
- โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). ขิง: Zingiber officinale Roscoe.
- Crichton, M., et al. (2022). Orally consumed ginger and human health: An umbrella review. The American Journal of Clinical Nutrition.
- Lai, W., Yang, S., Lin, X., Zhang, X., Huang, Y., Zhou, J., Fu, C., Li, R., & Zhang, Z. (2022). Zingiber officinale: A systematic review of botany, phytochemistry and pharmacology of gut microbiota-related gastrointestinal benefits. The American Journal of Chinese Medicine, 50(4), 1007–1042.
- Paudel, K. R., Orent, J., & Penela, O. G. (2025). Pharmacological properties of ginger (Zingiber officinale): What do meta-analyses say? A systematic review. Frontiers in Pharmacology, 16, 1619655.
- Terry, R., Posadzki, P., Watson, L. K., & Ernst, E. (2011). The use of ginger (Zingiber officinale) for the treatment of pain: A systematic review of clinical trials. Pain Medicine, 12(12), 1808–1818.
- Tiani, K. A., et al. (2024). The use of ginger bioactive compounds in pregnancy: An evidence scan and umbrella review of existing meta-analyses. Advances in Nutrition, 15(11), 100308.
- Van, B., Abdalla, A. N., Algarni, A. S., et al. (2023). Zingiber officinale Roscoe (ginger) and its bioactive compounds in diabetes: A systematic review of clinical studies and insight of mechanism of action. Current Medicinal Chemistry.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (n.d.). Zingiber officinale Roscoe. Plants of the World Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (n.d.). Ginger – Zingiber officinale.
