ขี้กาขาว

ขี้กาขาว

ขี้กาขาว

ขี้กาขาว เป็นสมุนไพรพื้นบ้านในกลุ่มพืชวงศ์แตง มีลักษณะเป็นไม้เถาล้มลุก พบได้ตามพื้นที่รกร้าง ป่า และบริเวณที่มีความชื้นพอเหมาะ ในตำรายาไทยมีการใช้ ผล เถา ใบ และราก โดยเฉพาะผลอ่อนแห้งซึ่งใช้เป็นเครื่องยา และมีรสขมจัด ปัจจุบันชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์บางแห่งมีการปรับตามหลักอนุกรมวิธาน โดย Gymnopetalum scabrum (Lour.) W.J.de Wilde & Duyfjes เป็นชื่อพ้องของ Trichosanthes scabra Lour. ซึ่งเป็นชื่อที่ Plants of the World Online (Kew) ยอมรับในปัจจุบัน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ขี้กาขาว
  • ชื่ออื่น : เถาขี้กา, ขี้กาเถา, แตงโมป่า, มะกาดิน และในบางท้องถิ่นอาจเรียกขี้กาแดง ซึ่งชื่อพื้นบ้านอาจทำให้เกิดความสับสนกับพืชชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในเอกสารไทย : Gymnopetalum scabrum (Lour.) W.J.de Wilde & Duyfjes
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในฐานข้อมูล Kew ปัจจุบัน : Trichosanthes scabra Lour.
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Gymnopetalum scabrum (Lour.) W.J.de Wilde & Duyfjes, Gymnopetalum integrifolium (Roxb.) Kurz, Trichosanthes integrifolia (Roxb.) Kurz
  • วงศ์ : Cucurbitaceae หรือวงศ์แตง
  • ลักษณะการใช้ในแพทย์แผนไทย : ใช้เป็นเครื่องยาในตำรับยาไทย โดยมีข้อมูลการใช้ผล ราก และเถาในตำรับต่าง ๆ
  • รสยา : ขม โดยผลมีรสขมจัด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้เถาล้มลุกอายุประมาณหนึ่งปี เถาเลื้อยไปตามพื้นดินหรือไต่พันต้นไม้อื่น สามารถยาวได้ถึงประมาณ 5 เมตร ลำต้นและส่วนต่าง ๆ มีขนค่อนข้างหนาแน่น และมีมือเกาะช่วยยึดเกาะกับสิ่งใกล้เคียง
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปค่อนข้างกลม รูปไข่กว้าง รูปหัวใจ หรือเป็นเหลี่ยม โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบอาจเรียบหรือหยัก ใบมีเส้นใบแบบฝ่ามือ และมีขนโดยเฉพาะบริเวณด้านล่างของแผ่นใบ
  • มือเกาะ : เกิดบริเวณข้อของเถา เป็นเส้นสำหรับยึดเกาะ และอาจแตกแขนงเป็น 2 แขนง
  • ดอก : เป็นดอกแยกเพศ แต่อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกสีขาว มักออกตามซอกใบ ดอกเพศผู้มีทั้งแบบออกเดี่ยวหรือเป็นช่อ ส่วนดอกเพศเมียมักออกเดี่ยว
  • ผล : เป็นผลมีเนื้อ รูปทรงกลมหรือค่อนข้างรี ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียวและเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
  • เมล็ด : แบน รูปรีถึงรูปขอบขนาน มีจำนวนมากภายในผล

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกระจายตามธรรมชาติในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย
  • การกระจายพันธุ์ : พบตั้งแต่อนุทวีปอินเดีย จีนตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะในภูมิภาคมาเลเซีย โดยมีรายงานในอินเดีย กัมพูชา จีน ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม
  • ประเทศไทย : พบในหลายพื้นที่ โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุชื่อ แตงโมป่า สำหรับ Gymnopetalum scabrum และระบุชื่อท้องถิ่น เช่น ขี้กาขาว ขี้กาแดง มะกาดิน และเครือตูมกา
  • สภาพนิเวศวิทยา : มักพบตามพื้นที่ป่า พื้นที่รกร้าง และบริเวณที่มีความชื้นในเขตร้อน

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด โดยใช้เมล็ดจากผลที่สมบูรณ์และนำไปเพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี
  • สภาพแวดล้อม : เนื่องจากเป็นไม้เถาเขตร้อน ควรปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ มีความชื้นเหมาะสม และมีวัสดุหรือค้างสำหรับให้เถาเลื้อย
  • ข้อควรระวังในการปลูกเพื่อทำยา : ควรระบุชนิดพืชด้วยชื่อวิทยาศาสตร์และตรวจสอบลักษณะทางพฤกษศาสตร์ก่อนนำมาใช้ เพราะชื่อพื้นบ้าน “ขี้กา” สามารถใช้เรียกพืชหลายชนิดได้

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ผล : โดยเฉพาะผลอ่อนที่นำมาแห้ง ใช้เป็นเครื่องยาในตำรายาไทย และมีรสขมจัด
  • ราก : ใช้ในตำรับยาไทยบางตำรับ
  • เถา : ใช้เป็นยาตามภูมิปัญญาไทย โดยมีการกล่าวถึงการใช้บำรุงน้ำดีและเกี่ยวข้องกับการขับเสมหะ
  • ใบ : ใบสดมีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้ภายนอกหรือใช้ในตำรับพื้นบ้าน

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • เถา : ตามตำรายาไทยมีรสขม ใช้บำรุงน้ำดี ดับพิษเสมหะและโลหิต และใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาบางชนิด
  • ผล : มีรสขมจัด ตำรายาไทยระบุว่าใช้ถ่ายอุจจาระ ถ่ายเสมหะ ถ่ายพิษตานซาง และใช้เกี่ยวกับอาการที่เรียกในตำราไทยว่า “ตับปอดพิการ”
  • ราก : ตามภูมิปัญญาไทยใช้บำรุงน้ำดี แก้ไข้ ดับพิษไข้ แก้ปวดศีรษะ แก้จุกเสียด และใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับตับและม้าม
  • ใบสด : มีการใช้ตำสุมกระหม่อมเด็กในภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อบรรเทาหวัดและคัดจมูก รวมถึงใช้ภายนอกกับปัญหาผิวหนังบางชนิด

หมายเหตุด้านการแพทย์: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิผลทางคลินิกแล้ว

วิธีใช้

  • ผล : ในตำรายาไทยใช้ผลอ่อนแห้งเป็นเครื่องยา โดยมักใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับยา
  • เถา : มีข้อมูลการนำเถามาต้มกับน้ำตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใบสด : มีการตำแล้วนำไปใช้ภายนอกหรือใช้ตามวิธีพื้นบ้านที่ระบุในตำรายา
  • ราก : ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทยบางชนิด
  • ข้อควรระวัง : ไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนด ขนาดรับประทานของขี้กาขาวเดี่ยว ๆ จึงไม่ควรนำข้อมูลการใช้ในตำรับโบราณมาใช้กำหนดขนาดยาเอง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

ขี้กาขาวมีการใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับ “ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง” ซึ่งอยู่ในกลุ่มยารักษาอาการทางระบบทางเดินอาหาร โดยสูตรตำรับมี รากขี้กาขาว ร่วมกับสมุนไพรหลายชนิด เช่น รากขี้กาแดง รากตองแตก ใบมะกา ใบมะขาม ใบและฝักส้มป่อย สมอไทย สมอดีงู เถาวัลย์เปรียง ขี้เหล็ก หัวหอม หญ้าไทร และใบไผ่ป่า รวมทั้งดีเกลือฝรั่งและยาดำ

ตำรับดังกล่าวมีข้อบ่งใช้สำหรับ บรรเทาอาการท้องผูก โดยเฉพาะกรณีท้องผูกมากหรือเรื้อรังและใช้ยาอื่นแล้วไม่ได้ผล ดังนั้นจึงไม่ควรเข้าใจว่าขี้กาขาวเดี่ยว ๆ มีข้อบ่งใช้เหมือนกับตำรับยาทั้งตำรับ

สารสำคัญ

ปัจจุบันจากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ยังไม่พบข้อมูลที่เพียงพอสำหรับระบุสารสำคัญเฉพาะของขี้กาขาวและกำหนดเป็นสารมาตรฐานสำหรับควบคุมคุณภาพยา โดยฐานข้อมูลสมุนไพรไทยบางแหล่งระบุองค์ประกอบทางเคมีของ Gymnopetalum scabrum ว่าไม่มีข้อมูล

ดังนั้นไม่ควรนำข้อมูลสารกลุ่มต่าง ๆ ของพืชวงศ์แตงหรือพืชสกุล Trichosanthes ชนิดอื่นมาเหมารวมว่าเป็นสารสำคัญของขี้กาขาว

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ ขี้กาขาว (Gymnopetalum scabrum / Trichosanthes scabra) ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรไทยที่มีการศึกษามากกว่า

งานทบทวนด้านชาติพันธุ์เภสัชวิทยาที่ศึกษาข้อมูลของนักพฤกษศาสตร์ Arthur F. G. Kerr ระบุ Trichosanthes integrifolia ซึ่งเป็นชื่อที่เกี่ยวข้องกับ Gymnopetalum scabrum ว่าเป็นหนึ่งในพืชที่มีข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิม แต่ยังควรได้รับการศึกษาทางเภสัชวิทยาเพิ่มเติม

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ภูมิปัญญาการใช้มีมาก่อนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

จากฐานข้อมูลที่ตรวจสอบ ยังไม่พบหลักฐานทางเภสัชวิทยาและการทดลองทางคลินิกที่เพียงพอและมีคุณภาพสูง สำหรับยืนยันสรรพคุณของขี้กาขาวในมนุษย์

จึงควรแยกข้อมูลของขี้กาขาวออกจากงานวิจัยของพืชชนิดอื่นในสกุล Trichosanthes เช่น Trichosanthes cucumerina หรือ Trichosanthes tricuspidata เพราะเป็นคนละชนิดและไม่สามารถนำผลการทดลองมาสรุปแทนกันได้

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยของขี้กาขาวยังมีจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลการใช้เป็นยารับประทานในขนาดสูงและการใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • ผลของขี้กาขาวมีรสขมจัดและถูกใช้เป็นเครื่องยาในตำรับยาไทย จึงไม่ควรรับประทานผลหรือส่วนอื่นของพืชในปริมาณมากด้วยตนเอง
  • ไม่ควรใช้พืชที่เก็บจากธรรมชาติโดยไม่ตรวจสอบเอกลักษณ์ เพราะชื่อ “ขี้กา” มีการใช้กับพืชหลายชนิด
  • การใช้ในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อน

ข้อห้ามใช้

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอในการกำหนด ข้อห้ามใช้เฉพาะของขี้กาขาว อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการใช้ขี้กาขาวเป็นยารับประทานด้วยตนเองในกรณีต่อไปนี้

  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากยังขาดข้อมูลด้านความปลอดภัย
  • เด็กเล็ก โดยเฉพาะการรับประทานหรือใช้ในขนาดที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพก่อน
  • ผู้ที่แพ้พืชวงศ์แตง ควรหลีกเลี่ยงและหยุดใช้หากเกิดอาการผิดปกติ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างขี้กาขาวกับยาแผนปัจจุบัน

เนื่องจากขี้กาขาวมีการใช้ในตำรับที่มีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการถ่าย จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อนำมาใช้ร่วมกับ ยาระบายหรือยาที่มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร และควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรทุกครั้ง

การใช้ในอาหาร

ไม่ควรจัดขี้กาขาวเป็น ผักหรืออาหารทั่วไป โดยเฉพาะผลแก่หรือผลที่เก็บมาใช้เป็นเครื่องยา เนื่องจากข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการบริโภคเป็นอาหารมีจำกัด

มีข้อมูลจากต่างประเทศบางแหล่งที่กล่าวถึงการใช้พืชชนิดนี้ในบริบทอาหาร แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นข้อแนะนำสำหรับการบริโภคในประเทศไทย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

ปัจจุบันพบข้อมูลการใช้ขี้กาขาวในลักษณะ เครื่องยาสมุนไพรและส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทย มากกว่าการใช้เป็นส่วนประกอบหลักของผลิตภัณฑ์อาหารหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพสมัยใหม่

ตัวอย่างสำคัญคือ รากขี้กาขาวในตำรับยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ผลสำหรับทำเครื่องยา : ควรเก็บส่วนที่ตรงตามลักษณะพืชและระยะที่ตำรายากำหนด โดยเฉพาะผลอ่อนสำหรับทำเครื่องยา
  • การทำให้แห้ง : ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสม ลดความชื้นก่อนเก็บ
  • ภาชนะ : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันความชื้น
  • สถานที่เก็บ : ควรเป็นบริเวณแห้ง อากาศถ่ายเท ไม่โดนแสงแดดโดยตรง และป้องกันแมลงหรือเชื้อรา
  • การตรวจสอบ : ควรติดฉลากชื่อไทย ชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนของพืช และวันที่เก็บหรือวันที่ทำแห้ง เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชสกุลขี้กาชนิดอื่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ภูมิปัญญาการใช้ ขี้กาขาว พบในตำรายาไทยและข้อมูลการใช้สมุนไพรพื้นบ้าน โดยมีการใช้หลายส่วนของพืชแตกต่างกันตามตำรับ เช่น ผลใช้เป็นยาถ่ายและเกี่ยวข้องกับการขับเสมหะ เถาใช้บำรุงน้ำดี ส่วนใบสดมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับหวัดและคัดจมูก

นอกจากนี้เอกสารด้านการแพทย์แผนไทยยังแสดงให้เห็นว่าขี้กาขาวเป็นหนึ่งใน จุลพิกัด “ขี้กาทั้ง 2” ซึ่งเกี่ยวข้องกับขี้กาแดงและขี้กาขาวในการใช้เป็นเครื่องยา

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ ขี้กาขาว ปรากฏในตำราแพทย์แผนไทยและพจนานุกรมศัพท์แพทย์และเภสัชกรรมแผนไทย โดยราชบัณฑิตยสภาระบุขี้กาขาวในฐานะเครื่องยาที่เป็น ผลอ่อนแห้งของ Gymnopetalum scabrum และระบุรสและสรรพคุณตามตำรายาไทย

ในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติยังพบการใช้ ผลขี้กาขาว ในตำรับยาแก้ตานบางตำรับ ซึ่งสะท้อนถึงการสืบทอดการใช้พืชชนิดนี้ในระบบการแพทย์แผนไทยมาเป็นเวลานาน

สถานะการอนุรักษ์

จากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบในครั้งนี้ ยังไม่พบการประเมินสถานะการอนุรักษ์ระดับสากลที่ยืนยันได้สำหรับ Trichosanthes scabra ในฐานะชนิดพันธุ์ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงตาม IUCN

ฐานข้อมูล Kew ระบุว่าพืชชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การเก็บพืชสมุนไพรจากธรรมชาติมากเกินไปอาจส่งผลต่อประชากรในพื้นที่ จึงควรสนับสนุนการ ขยายพันธุ์และปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร แทนการเก็บจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Clade : Angiosperms
  • Clade : Eudicots
  • Clade : Rosids
  • Order : Cucurbitales
  • Family : Cucurbitaceae
  • Genus : Trichosanthes
  • Species : Trichosanthes scabra Lour.

ชื่อที่ใช้ในเอกสารไทยจำนวนมาก : Gymnopetalum scabrum (Lour.) W.J.de Wilde & Duyfjes

ปัจจุบัน Plants of the World Online ของ Kew ยอมรับ Trichosanthes scabra Lour. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ และจัด Gymnopetalum scabrum เป็นชื่อพ้อง ขณะที่ e-Flora of Thailand ยังแสดง Gymnopetalum scabrum พร้อมระบุชื่อที่ยอมรับว่า Trichosanthes scabra

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ ขี้กาขาว ควรใช้ทั้งข้อมูลทางพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์ เนื่องจากชื่อพื้นบ้าน “ขี้กา” สามารถใช้เรียกพืชหลายชนิด

  • ลักษณะเด่น : ไม้เถาล้มลุก เลื้อยตามพื้นหรือไต่ต้นไม้อื่น
  • ลำต้น : มีขนค่อนข้างหนาแน่น
  • มือเกาะ : มีมือเกาะบริเวณข้อของเถา
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่กว้าง รูปหัวใจ หรือเป็นเหลี่ยม ขอบอาจเรียบหรือหยัก
  • ดอก : แยกเพศร่วมต้น สีขาว ออกตามซอกใบ
  • ผล : กลมถึงค่อนข้างรี ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีส้มหรือแดง
  • เมล็ด : แบน มีจำนวนมาก
  • ชื่อวิทยาศาสตร์สำหรับการตรวจสอบปัจจุบัน : Trichosanthes scabra Lour. โดย Gymnopetalum scabrum เป็นชื่อพ้องที่พบในเอกสารไทย

สำหรับวัตถุดิบที่นำไปผลิตยา ควรมี ตัวอย่างพืชอ้างอิง (voucher specimen) และตรวจสอบโดยนักพฤกษศาสตร์หรือหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันการสับสนกับ ขี้กาแดง (Trichosanthes tricuspidata) หรือพืชชนิดอื่นที่มีชื่อพื้นบ้านคล้ายกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2561). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2561. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). แตงโมป่า: Gymnopetalum scabrum (Lour.) W.J.de Wilde & Duyfjes. สำนักหอพรรณไม้.
  3. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). ป่าบุ่งป่าทาม ภาคอีสาน. สำนักหอพรรณไม้.
  4. ราชบัณฑิตยสภา. (2549). พจนานุกรมศัพท์แพทย์และเภสัชกรรมแผนไทย. ราชบัณฑิตยสภา.
  5. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2540). สารานุกรมสมุนไพร. โอเดียนสโตร์.
  6. วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. (2539). พจนานุกรมสมุนไพรไทย (พิมพ์ครั้งที่ 4). ประชุมทองการพิมพ์.
  7. เสงี่ยม พงษ์บุญรอด. (2522). ไม้เทศเมืองไทย สรรพคุณยาเทศและยาไทย. เกษมบรรณกิจ.
  8. อุทัย สินธุสาร. (2545). สมุนไพรร้านเจ้ากรมเป๋อ (พิมพ์ครั้งที่ 2). ธรรมสาร.
  9. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลสมุนไพร: ข้อมูลตำรับยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง.
  10. de Boer, H. J., & Thulin, M. (2012). Synopsis of Trichosanthes (Cucurbitaceae) based on recent molecular phylogenetic data. PhytoKeys, 12, 23–33.
  11. Helmstädter, A. (2017). Ethnopharmacology in the work of the British botanist Arthur Francis George Kerr (1877–1942). Pharmazie, 72(1), 58–64. https://doi.org/10.1691/ph.2017.6817
  12. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Trichosanthes scabra Lour. Plants of the World Online.
Scroll to top