ขี้กาแดง

ขี้กาแดง

ขี้กาแดง

ขี้กาแดงเป็น สมุนไพรไทยประเภทไม้เถา ในวงศ์แตง (Cucurbitaceae) ที่มีการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะส่วนรากและผล รสยามีรสขมและมีการใช้ในตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับการระบาย การขับเสมหะ และการแก้ไข้ อย่างไรก็ตาม ขี้กาแดงเป็นพืชที่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยค่อนข้างจำกัด และการใช้ผลหรือเมล็ดในปริมาณไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดอาการทางระบบทางเดินอาหารได้ จึงควรแยกการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน

หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์: ชื่อ Gymnopetalum integrifolium (Roxb.) Kurz เป็นชื่อที่พบในเอกสารสมุนไพรไทยและงานวิจัยเก่า แต่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบันของ Kew และ e-Flora of Thailand จัดชื่อนี้เป็นชื่อพ้องของ Trichosanthes scabra Lour.

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ขี้กาแดง
  • ชื่อท้องถิ่น : ขี้กา, ขี้กาขาว, ขี้กาน้อย, แตงโมป่า, มะกาดิน และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ โดยชื่อเรียกอาจแตกต่างกันตามพื้นที่
  • ชื่อสามัญ : Red ball snake gourd
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในอนุกรมวิธานปัจจุบัน : Trichosanthes scabra Lour.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Gymnopetalum integrifolium (Roxb.) Kurz และ Gymnopetalum scabrum (Lour.) W.J.de Wilde & Duyfjes
  • วงศ์ : Cucurbitaceae หรือวงศ์แตง
  • ลักษณะเด่น : เป็นไม้เถาล้มลุก มีมือพันสำหรับเกาะพยุงลำต้น ใบเดี่ยว ดอกสีขาว และผลเมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือแดง
  • รสยา : ขม ตามตำรายาและข้อมูลเภสัชวัตถุไทย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้เถาล้มลุก อายุปีเดียว เลื้อยไปตามพื้นดินหรือไต่พันพุ่มไม้และสิ่งยึดเกาะ สามารถยาวได้ประมาณ 5 เมตร ลำต้น ก้านใบ และส่วนต่าง ๆ มีขนค่อนข้างสาก และมีมือพันสำหรับยึดเกาะ
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปค่อนข้างกลม รูปไข่กว้าง รูปหัวใจ หรือรูปห้าเหลี่ยม อาจมี 3–5 พูตื้น ขอบใบเรียบหรือหยักเป็นฟันเลื่อยและมักเป็นคลื่น ผิวใบค่อนข้างสาก มีขนปกคลุม
  • ดอก : ดอกแยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียวกัน ออกตามซอกใบ ดอกสีขาว กลีบดอกเชื่อมกันบริเวณโคนและแยกเป็นแฉกบริเวณปลาย ดอกเพศผู้มักออกเดี่ยวหรือเป็นช่อ ส่วนดอกเพศเมียมักออกเดี่ยว
  • ผล : เป็นผลมีเนื้อ รูปกลมหรือค่อนข้างรี ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือแดง ผิวค่อนข้างเรียบและมีเมล็ดจำนวนมาก
  • เมล็ด : มีจำนวนมาก รูปรีหรือรูปขอบขนาน แบน สีเข้ม และอยู่ภายในผล
  • รากและหัว : ในตำราสมุนไพรไทยมีการระบุการใช้รากและส่วนใต้ดินเป็นเครื่องยา แต่ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์สมัยใหม่ควรแยกให้ชัดเจนว่าใช้ส่วนใดของตัวอย่างพืช

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีเขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่อนุทวีปอินเดีย จีนตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงภูมิภาคมาเลเซีย
  • ประเทศที่พบ : อินเดีย ศรีลังกา เมียนมา จีนตอนใต้ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น
  • ในประเทศไทย : พบได้หลายภูมิภาค โดยมีรายงานตามพื้นที่ป่า ชายป่า พื้นที่โล่ง และบริเวณที่มีพุ่มไม้หรือสิ่งยึดเกาะ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับระบบการขยายพันธุ์เพื่อการผลิตเชิงพาณิชย์ของขี้กาแดงยังมีจำกัด แต่พืชสร้างเมล็ดจำนวนมาก จึงสามารถใช้ เมล็ด เป็นวัสดุสำหรับการขยายพันธุ์ได้
  • สภาพแวดล้อม : ควรจัดให้มีพื้นที่สำหรับเถาเลื้อยและมีวัสดุหรือค้างให้มือพันยึดเกาะ โดยควรเลือกบริเวณที่มีแสงเหมาะสมและระบายน้ำได้ดี
  • ข้อควรระวังในการปลูกเพื่อใช้เป็นยา : ควรระบุแหล่งพันธุ์และตรวจสอบเอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์ก่อนนำมาใช้ เนื่องจากชื่อพื้นเมือง ขี้กาแดง ขี้กาขาว และแตงโมป่า อาจถูกใช้ปะปนกันในบางพื้นที่

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : ใช้เป็นเครื่องยาในตำรับแผนไทย มีการระบุสรรพคุณด้านการขับเสมหะ แก้ไข้ และอาการบางประการตามภูมิปัญญา
  • ผล : มีการใช้เป็นยาถ่ายและขับพยาธิตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย แต่ควรระมัดระวังเรื่องความแรงของฤทธิ์ถ่าย
  • ใบ : ตำรายาสมุนไพรไทยระบุการใช้ภายนอก เช่น ตำพอกฝีและทาบริเวณผิวหนังอักเสบ
  • ทั้งเถา : มีการใช้ต้มอาบหรือใช้เป็นยาต้มตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ราก : ตามตำรายาไทยมีการใช้รสขมเพื่อ บำรุงน้ำดี แก้ไข้ ดับพิษไข้ แก้ปวดศีรษะ และแก้จุกเสียด รวมถึงใช้ภายนอกในบางตำรับ
  • ผล : ใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อ ขับพยาธิ แก้ตานซาง แก้ตานขโมย ขับเสมหะ และเป็นยาถ่าย
  • ใบ : ใช้ตำพอกฝีและทาบริเวณที่มีอาการทางผิวหนังอักเสบตามตำรายาไทย
  • ทั้งเถา : มีการใช้ต้มอาบเพื่อบรรเทาผดผื่นคัน และใช้เป็นยาต้มตามภูมิปัญญาเพื่อเกี่ยวกับน้ำดีและเสมหะ
  • ภูมิปัญญาชาวกะเหรี่ยง : มีรายงานการใช้ใบและลำต้นของ Gymnopetalum integrifolium ต้มรับประทานหรือใช้ต้มอาบ โดยเกี่ยวข้องกับอาการดีซ่านและท้องอืด และงานศึกษาพบค่า Fidelity Level ของพืชชนิดนี้ต่อการใช้กับกลุ่มอาการดีซ่านสูงถึง 90.91% ในกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่ศึกษา

ข้อสำคัญ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อพิสูจน์ประสิทธิผลในการรักษาโรคตามหลักการแพทย์สมัยใหม่

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : มีการนำราก ผล ใบ หรือเถามาปรุงเป็นยาต้ม ยาพอก หรือใช้ประกอบตำรับยา โดยวิธีใช้แตกต่างกันตามตำรับและวัตถุประสงค์
  • ในตำรับยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง : รากขี้กาแดงเป็นส่วนประกอบในตำรับ โดยใช้ร่วมกับสมุนไพรหลายชนิด ไม่ควรนำสัดส่วนของรากขี้กาแดงในตำรับไปใช้เป็นขนาดรับประทานของขี้กาแดงเดี่ยว ๆ
  • ขนาดของตำรับยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง : ตำรับยาแคปซูลหรือยาเม็ดมีขนาดเริ่มต้น 1 กรัม วันละ 1 ครั้งก่อนนอน หากไม่ถ่ายในวันถัดไปสามารถเพิ่มเป็น 1.5 กรัม และมีข้อกำหนดไม่เกิน 2.5 กรัมต่อวัน โดยเป็น ขนาดของตำรับยา ไม่ใช่ขนาดของขี้กาแดงเดี่ยว ๆ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ขี้กาแดงมีการใช้เป็นส่วนประกอบใน “ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง” ซึ่งอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร โดยใช้ รากขี้กาแดง ร่วมกับรากขี้กาขาวและสมุนไพรอื่น ๆ
  • สรรพคุณของตำรับ : ใช้บรรเทาอาการท้องผูกเฉพาะรายที่ท้องผูกมาก หรือท้องผูกเรื้อรังและใช้ยาอื่นแล้วไม่ได้ผล
  • ข้อควรแยกในการจัดข้อมูลเว็บไซต์ : การที่ขี้กาแดงเป็นส่วนประกอบของตำรับยาไม่ได้หมายความว่าขี้กาแดงเดี่ยว ๆ มีข้อบ่งใช้และขนาดยาเหมือนกับตำรับดังกล่าว

สารสำคัญ

  • กลุ่มคิวเคอร์บิเทนไตรเทอร์พีน (cucurbitane-type triterpenes) : มีรายงานการแยกสารกลุ่มนี้จากผลของขี้กาแดง
  • Aoibaclyin : เป็น pentacyclic cucurbitane glucoside ที่มีการแยกและระบุโครงสร้างจากผลขี้กาแดง
  • Bryoamaride : เป็น cucurbitane glucoside ที่ตรวจพบจากผลขี้กาแดง
  • 25-O-acetylbryoamaride : เป็นอนุพันธ์ของ bryoamaride ที่พบจากผลขี้กาแดง
  • β-sitosterol-3-O-β-D-glucopyranoside และ stigmasterol-3-O-β-D-glucopyranoside : มีรายงานแยกได้จากเมล็ดของผลขี้กาแดง
  • กรดคาร์บอกซิลิกสายยาว : พบเป็นองค์ประกอบจากการศึกษาสารสกัดเมล็ด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยด้านองค์ประกอบทางเคมี : งานวิจัยของ Mingvanish ศึกษาเนื้อและเมล็ดของผล Gymnopetalum integrifolium และสามารถแยกสารได้หลายชนิด รวมถึง long-chain carboxylic acids, β-sitosterol glycoside และ stigmasterol glycoside
  • งานวิจัยด้านสารคิวเคอร์บิเทน : Sekine และคณะรายงานการแยกสารจากผลขี้กาแดง ได้แก่ aoibaclyin, bryoamaride, 25-O-acetylbryoamaride และสารอื่น ๆ โดยเป็นหลักฐานด้าน phytochemistry หรือองค์ประกอบทางเคมี ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
  • หลักฐานด้านภูมิปัญญา : งานศึกษาพืชสมุนไพรที่ใช้โดยชาวกะเหรี่ยงภาคเหนือของไทยพบการใช้ Gymnopetalum integrifolium ในอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและดีซ่าน และพบค่า Fidelity Level สูงสำหรับการใช้ในกลุ่มอาการดีซ่าน
  • หลักฐานทางคลินิก : จากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบ ไม่พบหลักฐานการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลของขี้กาแดงเดี่ยว ๆ ในการรักษาโรคเฉพาะชนิด

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ทางชีวภาพจากองค์ประกอบเคมี : การค้นพบสารกลุ่ม cucurbitane triterpenes แสดงให้เห็นว่าขี้กาแดงมีสารทุติยภูมิที่น่าสนใจทางเภสัชวิทยา แต่การมีสารดังกล่าวไม่สามารถใช้ยืนยันประสิทธิผลทางคลินิกได้
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : ขี้กาแดงถูกนำไปศึกษาเป็นหนึ่งในสมุนไพรของตำรับยาสมุนไพรหลายชนิดในแบบจำลองเซลล์ เช่น งานศึกษาตำรับ TPDM6315 แต่ผลดังกล่าวเป็นผลของ ตำรับผสม จึงไม่สามารถสรุปว่าฤทธิ์ที่พบเกิดจากขี้กาแดงเพียงชนิดเดียว
  • ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase : มีการศึกษาขี้กาแดงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของตำรับ TPDM6315 และพบการยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase ในการทดลอง in vitro แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันผลลดน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน

ความปลอดภัย

  • ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง : ข้อมูลความปลอดภัยของขี้กาแดงในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยวในขนาดสูง
  • ฤทธิ์ถ่าย : ผลขี้กาแดงมีการใช้เป็นยาถ่ายอย่างแรงตามตำรายาไทย จึงมีความเสี่ยงต่ออาการถ่ายมาก ปวดบิด หรือสูญเสียน้ำและเกลือแร่หากใช้ไม่เหมาะสม
  • ไม่ควรใช้ผลหรือเมล็ดเป็นอาหารโดยพลการ : แหล่งข้อมูลพฤกษศาสตร์ท้องถิ่นบางแห่งระบุว่าผลแก่หรือผลสุกมีพิษ และเอกสารสมุนไพรบางแหล่งเตือนถึงความรุนแรงของฤทธิ์จากผลและเมล็ด
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว : ไม่ควรนำขี้กาแดงมารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพ เนื่องจากข้อมูลขนาดยาที่ปลอดภัยของสมุนไพรเดี่ยวมีไม่เพียงพอ

ข้อห้ามใช้

  • ห้ามใช้เป็นอาหารหรือยาสมุนไพรด้วยตนเองจากผลหรือเมล็ดในปริมาณมาก เนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับพิษและฤทธิ์ถ่ายที่รุนแรง
  • ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีภาวะขาดน้ำหรือมีความผิดปกติของเกลือแร่ โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้ตำรับที่มีฤทธิ์ระบาย
  • ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน สำหรับโรคตับ ดีซ่าน ไข้ หรือโรคทางเดินอาหาร

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างขี้กาแดงเดี่ยวกับยาแผนปัจจุบัน
  • เนื่องจากขี้กาแดงมีการใช้เป็น ยาถ่าย จึงควรระวังการใช้ร่วมกับยาหรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ระบายชนิดอื่น เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการถ่ายมากและความผิดปกติของสมดุลน้ำและเกลือแร่
  • หากใช้ในตำรับ ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง ต้องพิจารณาปฏิกิริยาของส่วนประกอบทั้งตำรับ ไม่ควรประเมินเฉพาะขี้กาแดง เนื่องจากตำรับประกอบด้วยสารที่มีฤทธิ์ระบายหลายชนิด

การใช้ในอาหาร

  • ไม่แนะนำให้จัดขี้กาแดงเป็นผักหรืออาหารทั่วไป โดยเฉพาะผลแก่และผลสุก เนื่องจากมีรายงานเรื่องพิษและฤทธิ์ถ่าย จึงแตกต่างจากพืชตระกูลแตงที่ใช้เป็นอาหารทั่วไป

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร : รากขี้กาแดงเป็นส่วนประกอบของตำรับ ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง ในรูปแบบยาแคปซูลและยาเม็ดตามบัญชียาสมุนไพรของประเทศ
  • ผลิตภัณฑ์จากสารสกัด : มีงานวิจัยด้านองค์ประกอบทางเคมีของผลและเมล็ด แต่จากข้อมูลที่ตรวจสอบยังไม่ควรสรุปว่ามีผลิตภัณฑ์สารสกัดขี้กาแดงที่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอสำหรับข้อบ่งใช้เฉพาะโรค

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยว : หากนำไปใช้เป็นเครื่องยา ควรเก็บจากพืชที่ผ่านการตรวจสอบชนิดอย่างถูกต้อง และแยกส่วนของพืชให้ชัดเจน เช่น ราก ผล หรือใบ ตามตำรับที่ต้องการ
  • การเตรียมวัตถุดิบ : ควรทำความสะอาด คัดสิ่งแปลกปลอม และทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บรักษา
  • การเก็บรักษา : เก็บเครื่องยาแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง และติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ
  • การตรวจสอบวัตถุดิบ : เนื่องจากชื่อพื้นเมืองมีความสับสน ควรมีตัวอย่างอ้างอิงหรือ voucher specimen สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ในงานวิจัยและการผลิต

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • การแพทย์แผนไทย : ใช้รากและผลเป็นเครื่องยา โดยเฉพาะในตำรับที่เกี่ยวข้องกับการขับเสมหะ แก้ไข้ ขับพยาธิ และการถ่าย
  • ภูมิปัญญาชาวกะเหรี่ยง : มีการใช้ใบและลำต้นต้มรับประทานหรือใช้ต้มอาบ โดยมีรายงานเกี่ยวข้องกับดีซ่านและท้องอืด
  • ตำรับยาไทย : รากขี้กาแดงปรากฏเป็นส่วนประกอบในตำรับ ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง และมีประวัติการใช้ในตำรับยาถ่ายมาตั้งแต่ตำรายาไทยดั้งเดิม

ประวัติและวัฒนธรรม

  • ชื่อขี้กาแดงและขี้กาขาว : เป็นตัวอย่างของการใช้ชื่อพื้นเมืองที่แตกต่างกันตามสีหรือความแตกต่างของเครื่องยาในระบบ จุลพิกัด ของการแพทย์แผนไทย
  • การใช้ในตำรับโบราณ : ขี้กาทั้งสองถูกนำไปใช้ในตำรับยาหลายประเภท โดยมีการใช้รากและผลเป็นหลักในบางตำรับ
  • มุมมองด้านวัฒนธรรมการแพทย์ไทย : ขี้กาแดงสะท้อนแนวคิดการใช้สมุนไพรรสขมเป็นเครื่องยาในตำรับที่เกี่ยวข้องกับเสมหะ ไข้ และการระบาย

สถานะการอนุรักษ์

  • จากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบ ยังไม่พบข้อมูลเพียงพอที่จะระบุสถานะการคุกคามระดับประเทศไทยของขี้กาแดงโดยเฉพาะ จึงไม่ควรกำหนดสถานะว่าเป็นพืชหายากหรือใกล้สูญพันธุ์โดยไม่มีหลักฐาน
  • ฐานข้อมูล Kew ระบุว่า Trichosanthes scabra มีเขตการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียใต้ จีนตอนใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • อันดับ (Order) : Cucurbitales
  • วงศ์ (Family) : Cucurbitaceae
  • สกุล (Genus) : Trichosanthes
  • ชนิด (Species) : Trichosanthes scabra Lour.
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่เคยใช้ : Gymnopetalum integrifolium (Roxb.) Kurz
  • สถานะชื่อ : Gymnopetalum integrifolium ปัจจุบันถูกจัดเป็นชื่อพ้องของ Trichosanthes scabra var. scabra ตามฐานข้อมูล Kew และงานทบทวนอนุกรมวิธานสกุล Trichosanthes

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะภายนอก : ตรวจสอบไม้เถาล้มลุกที่มีขนสาก มือพัน ใบเดี่ยวเรียงสลับ ดอกสีขาว และผลกลมถึงรีที่เปลี่ยนเป็นสีส้มหรือแดงเมื่อสุก
  • จุดสังเกตสำคัญ : ใบมีรูปร่างค่อนข้างกลม รูปไข่กว้าง หรือห้าเหลี่ยม ขอบใบอาจหยักหรือเรียบ และลำต้นมีขนค่อนข้างหนาแน่น
  • การตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ : ควรเทียบกับตัวอย่างพรรณไม้แห้งหรือฐานข้อมูล e-Flora of Thailand และฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากล เนื่องจากชื่อ Gymnopetalum integrifolium เป็นชื่อพ้องที่ยังพบในเอกสารสมุนไพรจำนวนมาก
  • การตรวจสอบระดับโมเลกุล : ในกรณีวัตถุดิบแห้งหรือเครื่องยาที่มีลักษณะภายนอกไม่ครบถ้วน สามารถใช้วิธี DNA barcoding เป็นเครื่องมือช่วยยืนยันชนิดพืชได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ชื่อพื้นเมืองมีความสับสน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2561). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2561. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566: ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง.
  3. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2551). Flora of Thailand: Cucurbitaceae. สำนักงานหอพรรณไม้.
  4. บันสิทธิ์, จ. (ม.ป.ป.). แตงโมป่า (Gymnopetalum scabrum). อนุกรมวิธานพืช, สำนักงานราชบัณฑิตยสภา.
  5. มัทธวรัตน์, ไ. (ม.ป.ป.). ขี้กาแดง. ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
  6. มิ่งวานิช, ว. (2537). องค์ประกอบทางเคมีของผลขี้กาแดง [วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. Chulalongkorn University Theses and Dissertations.
  7. de Boer, H. J., & Thulin, M. (2012). Synopsis of Trichosanthes (Cucurbitaceae) based on recent molecular phylogenetic data. PhytoKeys, 12, 23–33.
  8. Mingvanish, W. (1994). Chemical constituents in the fruit of Gymnopetalum integrifolium Kurz [Master’s thesis, Chulalongkorn University]. Chulalongkorn University Theses and Dissertations.
  9. Sekine, T., Kurihara, H., Waku, M., Ikegami, F., & Ruangrungsi, N. (2002). A new pentacyclic cucurbitane glucoside and a new triterpene from the fruits of Gymnopetalum integrifolium. Chemical and Pharmaceutical Bulletin, 50(5), 645–648.
  10. Tangjitman, K., Wongsawad, C., Kamwong, K., Sukkho, T., & Trisonthi, C. (2015). Ethnomedicinal plants used for digestive system disorders by the Karen of northern Thailand. Journal of Ethnobiology and Ethnomedicine, 11, 27.
  11. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Trichosanthes scabra Lour. Plants of the World Online.

 

Scroll to top