ขี้หนอนเถา

ขี้หนอนเถา

ขี้หนอนเถา

ขี้หนอนเถา เป็นสมุนไพรพื้นบ้านประเภทไม้เถาในวงศ์ถั่ว มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น ถั่วแปบ พังกระต่าย ตี่เต่าเช่า แกตี่เต่า และเถาขี้หนอน พบขึ้นตามพื้นที่เปิด ป่าโปร่ง ชายป่า และบริเวณที่มีแสงแดดเพียงพอ ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมีการนำ เถาและทั้งต้นขี้หนอนเถา มาใช้เป็นยาต้ม โดยกล่าวถึงการขับลม แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการปวดเมื่อยหรือปวดข้อ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน กับสรรพคุณที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ขี้หนอนเถา
  • ชื่ออื่น ๆ : ถั่วแปบ, พังกระต่าย, ตี่เต่าเช่า, แกตี่เต่า, เถาขี้หนอน
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cajanus scarabaeoides (L.) Thouars
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในเอกสารไทยบางแหล่ง : Cajanus scarabaeoides (L.) Thouars var. scarabaeoides
  • ชื่อวงศ์ : Fabaceae หรือ Leguminosae
  • ลักษณะวิสัย : ไม้เถาหรือไม้ล้มลุกเลื้อยพัน เป็นพืชที่มีอายุได้มากกว่าหนึ่งฤดูในบางแหล่งข้อมูล
  • การใช้ประโยชน์ : สมุนไพร พืชอาหาร/อาหารสัตว์ และเป็นทรัพยากรพันธุกรรมของพืชสกุล Cajanus

ปัจจุบันฐานข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ยอมรับ Cajanus scarabaeoides (L.) Thouars เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ ส่วนชื่อระดับพันธุ์ Cajanus scarabaeoides var. scarabaeoides ก็ได้รับการยอมรับในฐานะ variety เช่นกัน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้เถาล้มลุกหรือไม้พุ่มกึ่งเถา ลำต้นเลื้อยหรือเลื้อยพันกับพืชอื่น ยาวประมาณ 1–1.5 เมตร ลำต้นมีขนาดค่อนข้างเล็กและมีขนสั้นปกคลุมหนาแน่น
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบเรียงสลับ ใบย่อยมีลักษณะรูปไข่กลับหรือรูปไข่กลับเบี้ยว ผิวใบทั้งด้านบนและด้านล่างมีขนสั้น
  • ดอก : ออกบริเวณซอกใบ ดอกมีลักษณะคล้ายดอกของพืชตระกูลถั่ว กลีบดอกสีเหลืองหรือเหลืองอ่อน
  • ผล : เป็นฝักรูปขอบขนาน มีขนสั้นสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ฝักมีรอยคอดระหว่างเมล็ดและเมื่อแก่สามารถแตกออกได้
  • เมล็ด : มีลักษณะค่อนข้างกลมแบน ภายในฝักมีเมล็ดหลายเมล็ด

ข้อมูลจาก Kew ระบุว่าดอกมีสีเหลือง ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร และผลเป็นฝักรูปขอบขนาน มีขนหนาแน่น โดยช่วงออกดอกพบได้ประมาณเดือนกันยายน–พฤศจิกายน และติดผลประมาณเดือนตุลาคม–ธันวาคม

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดกว้างในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ตั้งแต่อินเดีย เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนตอนใต้ ไปจนถึงออสเตรเลีย รวมถึงบางพื้นที่ในแอฟริกาและหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย
  • ประเทศไทย : พบเป็นพืชพื้นถิ่นและมีรายงานการเก็บตัวอย่างพรรณไม้ในประเทศไทย
  • ถิ่นอาศัย : พบในพื้นที่เปิด ป่าโปร่ง ทุ่งหญ้า ชายป่า ริมทาง พื้นที่รกร้าง และบริเวณที่มีแสงแดดค่อนข้างมาก

ฐานข้อมูลพรรณไม้ของประเทศไทยยังมีตัวอย่างพรรณไม้แห้งของ เถาขี้หนอน (Cajanus scarabaeoides) ในคลังตัวอย่างพรรณไม้ของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งช่วยยืนยันการพบพืชชนิดนี้ในประเทศไทย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
  • การเตรียมเมล็ด : เมล็ดของพืชชนิดนี้มีเปลือกค่อนข้างแข็ง จึงมีการใช้วิธีทำให้เปลือกเมล็ดสึกหรือ scarification เพื่อช่วยให้น้ำซึมเข้าสู่เมล็ดและช่วยให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้นในการทดลองเพาะปลูก
  • สภาพแวดล้อม : เหมาะกับพื้นที่ที่มีแสงแดดและการระบายน้ำดี สามารถเจริญในพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้งได้
  • ลักษณะการเจริญ : เป็นพืชเลื้อยหรือพาดพันพืชขนาดเล็กและหญ้ารอบข้าง

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เถา : ใช้ตามภูมิปัญญาเป็นยาต้ม
  • ทั้งต้น : มีรายงานการนำมาต้มรับประทานตามตำรับพื้นบ้าน

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

ตามข้อมูลการแพทย์พื้นบ้าน ขี้หนอนเถา มีการใช้โดยเฉพาะส่วนเถาและทั้งต้น ดังนี้

  • เถา : รสฝาดเฝื่อนสุขุม ใช้ต้มดื่มเพื่อขับลม
  • แก้ร้อนใน : ใช้เป็นยาต้มตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ขับปัสสาวะ : มีการใช้เพื่อช่วยให้ปัสสาวะออก
  • แก้นิ่ว : ใช้เป็นยาต้มในตำรับพื้นบ้าน
  • แก้หวัดลม : ใช้ในกรณีอาการหวัดและอาการที่เชื่อมโยงกับลมตามทฤษฎีการแพทย์พื้นบ้าน
  • แก้ปวดเมื่อยตามตัว : ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการปวดเมื่อยที่สัมพันธ์กับหวัดหรือถูกลม
  • แก้ปวดท้อง : มีการใช้ในตำรับสำหรับอาการปวดท้องจากหวัดลม
  • แก้บวมน้ำ : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้าน
  • บรรเทาอาการปวดข้อและรูมาติก : มีรายงานการใช้ตามตำรับชาวบ้าน

หมายเหตุสำคัญ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจาก ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก เนื่องจากยังขาดการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอ

วิธีใช้

  • ยาต้ม : ตามข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้าน ใช้เถาหรือทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำแล้วรับประทาน
  • มีตำรับชาวบ้านบางแห่งระบุการใช้ขี้หนอนเถาร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นสำหรับอาการหวัด ปวดเมื่อย ปวดท้อง และรูมาติกบวมน้ำ
  • ขนาดตามตำรับพื้นบ้านที่มีการบันทึก : ขี้หนอนเถาสดไม่เกินประมาณ 1 ตำลึง หรือแห้งไม่เกินประมาณครึ่งตำลึง อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวเป็นข้อมูลจากตำรับพื้นบ้าน ไม่ใช่ขนาดยาที่ผ่านการกำหนดมาตรฐานทางคลินิก

ไม่ควรนำข้อมูลขนาดยาพื้นบ้านไปใช้รักษาโรคสำคัญ เช่น นิ่ว โรคไต หรือข้ออักเสบโดยปราศจากการวินิจฉัยและคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการสืบค้นข้อมูลที่เข้าถึงได้ ยังไม่พบหลักฐานว่าขี้หนอนเถา (Cajanus scarabaeoides) เป็นตัวยาเดี่ยวหรือเป็นตำรับยาที่บรรจุอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทย

ดังนั้นไม่ควรระบุว่า ขี้หนอนเถาอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ หากไม่มีประกาศหรือเอกสารบัญชีฉบับทางการที่ระบุชื่อพืชชนิดนี้โดยตรง

สารสำคัญ

งานวิจัยด้านองค์ประกอบทางเคมีของ Cajanus scarabaeoides พบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม โดยการวิเคราะห์ด้วย UPLC-PDA-ESI-MS/MS สามารถระบุสารได้ 16 ชนิด ได้แก่

  • Gallic acid
  • Gallocatechin
  • Epigallocatechin
  • Catechin
  • Procyanidin dimer
  • Epicatechin
  • Procyanidin trimer
  • Isoorientin
  • Orientin
  • Vitexin
  • Isovitexin
  • Quercetin mono-O-glycoside
  • Isoquercitrin
  • Luteolin-7-O-glucoside
  • Quercetin
  • Luteolin

งานวิจัยดังกล่าวพบว่า isoorientin และ orientin เป็นองค์ประกอบที่พบในปริมาณเด่น และปริมาณสารบางชนิดมีความแตกต่างกันตามฤดูกาลเก็บตัวอย่าง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • การศึกษาด้านพฤกษเคมี : งานวิจัยปี ค.ศ. 2023 วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของ Cajanus scarabaeoides ด้วยเทคนิค UPLC-PDA-ESI-MS/MS และสามารถระบุสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพได้ 16 ชนิด โดย 12 ชนิดมีการรายงานจากพืชชนิดนี้เป็นครั้งแรกในการศึกษาดังกล่าว
  • การศึกษาด้านพันธุศาสตร์ : มีการศึกษาทรานสคริปโตมของ C. scarabaeoides เพื่อเพิ่มข้อมูลพันธุกรรมของพืชชนิดนี้ ซึ่งเป็นญาติป่าที่ใกล้ชิดกับถั่วแระหรือ pigeonpea (Cajanus cajan)
  • การปรับปรุงพันธุ์พืช : มีการนำลักษณะเด่นของ C. scarabaeoides เช่น ความต้านทานต่อแมลงศัตรูพืชและความทนแล้ง ไปใช้ในการศึกษาปรับปรุงพันธุ์ถั่วแระ
  • หลักฐานทางการแพทย์ : แม้มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านและมีสารพฤกษเคมีที่น่าสนใจ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฐานข้อมูลสมุนไพรของอินเดียระบุการใช้ Cajanus scarabaeoides ในภูมิปัญญาอายุรเวทในบางบริบท เช่น การใช้ใบสำหรับปัญหาผิวหนัง คออักเสบ อาการคัน และการใช้ในกรณีงูกัดตามแหล่งข้อมูลดั้งเดิม

นอกจากนี้ งานศึกษาพฤกษเคมีพบสารกลุ่ม flavonoids และ polyphenols หลายชนิด ซึ่งเป็นสารที่มีศักยภาพทางชีวภาพ อย่างไรก็ตาม การตรวจพบสารสำคัญไม่เท่ากับการพิสูจน์ฤทธิ์รักษาโรค และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทั้งระดับเซลล์ สัตว์ทดลอง และการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม

งานวิจัยสมัยใหม่บางฉบับยังศึกษาศักยภาพทางเภสัชวิทยาด้วยวิธี in silico โดยเสนอความเป็นไปได้ของกลไกที่เกี่ยวข้องกับเส้นทาง PI3K/Akt, NF-κB, FoxO และ p53 แต่เป็น การศึกษาด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ จึงยังไม่สามารถใช้ยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์ได้

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ ขี้หนอนเถาในมนุษย์ยังมีจำกัด
  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยในระยะยาว
  • การใช้เป็นยาต้มควรแยกออกจากการรับประทานในฐานะอาหาร เพราะความเข้มข้นของสารสำคัญอาจแตกต่างกัน
  • หากใช้ร่วมกับสมุนไพรหลายชนิดหรือใช้ในผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
  • ชื่อพื้นบ้านของพืชอาจซ้ำกับพืชชนิดอื่น จึงควรตรวจสอบ ชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ก่อนนำมาใช้

ข้อห้ามใช้

เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ไม่เพียงพอ จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษใน

  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
  • เด็กเล็ก
  • ผู้ที่มีโรคตับหรือโรคไต
  • ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ถั่ว
  • ผู้ที่ต้องรับประทานยาหลายชนิดเป็นประจำ

ไม่ควรใช้ขี้หนอนเถาแทนการรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการนิ่ว ปัสสาวะผิดปกติ บวม หรือปวดข้อเรื้อรัง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างขี้หนอนเถากับยาสมัยใหม่ จึงไม่สามารถระบุคู่ยาที่มีปฏิกิริยาระหว่างกันได้อย่างแน่นอน

ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาลดน้ำตาลในเลือด หรือยาที่มีผลต่อตับและไต ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้นจากขี้หนอนเถา

การใช้ในอาหาร

มีข้อมูลทางพฤกษศาสตร์และการใช้ประโยชน์ระบุว่า Cajanus scarabaeoides สามารถมีบทบาทด้านอาหารและอาหารสัตว์ได้ โดยเฉพาะในฐานะพืชตระกูลถั่วที่มีโปรตีนและสารอาหารหลายชนิด

อย่างไรก็ตาม การนำ เมล็ดหรือส่วนต่าง ๆ ของขี้หนอนเถามารับประทานเป็นอาหาร ควรคำนึงถึงสารต้านโภชนาการและวิธีการแปรรูป เพราะงานวิจัยล่าสุดพบความแตกต่างของปริมาณโปรตีน แร่ธาตุ tannins, saponins และสารยับยั้งเอนไซม์ในส่วนต่าง ๆ ของพืช และพบว่าการปรุงหรือแปรรูปมีผลต่อองค์ประกอบเหล่านี้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้ เถาขี้หนอนเถา เป็นยาต้มสำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับลมและความร้อนในร่างกาย โดยกล่าวถึงการขับลม ขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน และบรรเทาอาการปวดเมื่อย

มีการบันทึกตำรับชาวบ้านที่ใช้ขี้หนอนเถาร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นสำหรับ หวัด ปวดเมื่อยตามตัว ปวดท้อง และรูมาติกที่มีอาการบวมน้ำ

องค์ความรู้เหล่านี้ควรนำเสนอในฐานะ ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ใช่ข้อสรุปทางการแพทย์แผนปัจจุบัน

ประวัติและวัฒนธรรม

ขี้หนอนเถาเป็นหนึ่งในพืชพื้นบ้านที่มีชื่อปรากฏในแหล่งข้อมูลพรรณไม้และฐานข้อมูลสมุนไพรไทยหลายแห่ง อีกทั้งมีตัวอย่างพรรณไม้ในประเทศไทยที่ระบุชื่อ เถาขี้หนอน – Cajanus scarabaeoides ซึ่งสะท้อนถึงการรับรู้และการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในระดับท้องถิ่น

ในระดับนานาชาติ C. scarabaeoides มีความสำคัญในฐานะ ญาติป่าของถั่วแระ (Cajanus cajan) และเป็นแหล่งพันธุกรรมที่มีลักษณะทนแล้งและต้านทานแมลงศัตรูพืช จึงมีคุณค่าต่อการปรับปรุงพันธุ์พืชอาหาร

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูล Plants of the World Online ระบุสถานะการอนุรักษ์ของ Cajanus scarabaeoides ว่า Least Concern (LC) หรือมีความกังวลน้อยที่สุด

แม้ไม่ได้อยู่ในกลุ่มพืชที่ถูกจัดว่ามีความเสี่ยงสูงในระดับโลก แต่การอนุรักษ์ประชากรพืชป่าและแหล่งพันธุกรรมของขี้หนอนเถายังคงมีความสำคัญ เพราะเป็นญาติป่าที่มีศักยภาพต่อการปรับปรุงพันธุ์ถั่วแระในอนาคต

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Clade) : Angiosperms
  • กลุ่ม (Clade) : Eudicots
  • กลุ่ม (Clade) : Rosids
  • อันดับ (Order) : Fabales
  • วงศ์ (Family) : Fabaceae
  • สกุล (Genus) : Cajanus
  • ชนิด (Species) : Cajanus scarabaeoides (L.) Thouars
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Dolichos scarabaeoides L., Atylosia scarabaeoides (L.) Benth., Rhynchosia scarabaeoides (L.) DC.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ ขี้หนอนเถา ควรพิจารณาร่วมกันหลายลักษณะ เนื่องจากชื่อพื้นบ้านอาจใช้กับพืชต่างชนิดกันได้

  • ลักษณะต้น : เถาเลื้อยหรือพาดพัน มีขนสั้นปกคลุม
  • ลักษณะใบ : ใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ
  • ลักษณะดอก : ดอกแบบถั่ว สีเหลืองหรือเหลืองอ่อน ออกบริเวณซอกใบ
  • ลักษณะผล : ฝักรูปขอบขนาน มีขนสีน้ำตาลค่อนข้างหนาแน่น
  • ชื่อวิทยาศาสตร์สำหรับยืนยันชนิด : Cajanus scarabaeoides (L.) Thouars
  • ตัวอย่างพรรณไม้ : มีตัวอย่างเถาขี้หนอนในคลังพรรณไม้ของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งระบุชื่อวิทยาศาสตร์ Cajanus scarabaeoides (L.) Thouars

สำหรับการจัดทำฐานข้อมูลสมุนไพรอย่างเป็นทางการ ควรใช้ ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (herbarium specimen) หรือภาพถ่ายที่เห็นต้น ใบ ดอก และผลครบถ้วนประกอบการตรวจสอบ และไม่ควรยืนยันชนิดจากชื่อพื้นบ้านเพียงอย่างเดียว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์. (ม.ป.ป.). PBM-eherbarium: ฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและตัวอย่างพรรณไม้. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  2. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). TH-BIF: ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย.
  3. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). ขี้หนอนเถา.
  4. Kew Science. (2026). Cajanus scarabaeoides (L.) Thouars. Plants of the World Online.
  5. Rawat, P., Singh, Y., Tiwari, S., Mishra, D. K., & Kanojiya, S. (2023). The characterization and quantification of structures of Cajanus scarabaeoides phytochemicals and their seasonal variation analysis using ultra-performance liquid chromatography-tandem mass spectrometry. Rapid Communications in Mass Spectrometry. doi:10.1002/rcm.9440.
  6. Saxena, K. B., et al. (2020). Introgression of productivity enhancing traits, resistance to pod borer and Phytophthora stem blight from Cajanus scarabaeoides to cultivated pigeonpea. Scientific Reports.
  7. Singh, et al. (2017). De novo assembly and characterization of Cajanus scarabaeoides (L.) Thouars transcriptome by paired-end sequencing. Frontiers in Molecular Biosciences, 4.
  8. International Crops Research Institute for the Semi-Arid Tropics. (2006). Improving pigeonpea with the wild relatives. SATrends, 62.
Scroll to top