ข้าวฟ่างสมุทรโคดม

ข้าวฟ่างสมุทรโคดม

ข้าวฟ่างสมุทรโคดม

ข้าวฟ่างสมุทรโคดม เป็นพืชตระกูลหญ้าที่มีความสำคัญทั้งด้านอาหาร เกษตรกรรม และภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร มีชื่อเรียกในท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น มกโคดม มุทโคดม ข้าวป้างนก ข้าวป้างหางช้าง สมุทรโคดม และเกาเลี้ยง ปัจจุบันชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับคือ Sorghum bicolor (L.) Moench อยู่ในวงศ์ Poaceae หรือชื่อวงศ์เดิม Gramineae

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ข้าวฟ่างสมุทรโคดม
  • ชื่ออื่น ๆ : มกโคดม, มุทโคดม, ข้าวป้างนก, ข้าวป้างหางช้าง, ข้าวป้างงก, จังหันมะพุด, จังหันมะพูด, สมุทรโคดม, เข้าฟ่างสมุทรโคดม, เกาเลี้ยง, ฮวงซู่
  • ชื่อสามัญ : Sorghum, Negro Guinea Grass, Millet Grass, Guinea corn
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sorghum bicolor (L.) Moench
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Sorghum vulgare Pers., Holcus bicolor L., Andropogon sorghum (L.) Brot.
  • วงศ์ : Poaceae (Gramineae)
  • ประเภทพืช : พืชล้มลุกตระกูลหญ้า โดยมีทั้งลักษณะพันธุ์อายุปีเดียวและพันธุ์ที่สามารถเจริญต่อเนื่องได้ตามสายพันธุ์
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : ใช้เป็นธัญพืช อาหารสัตว์ วัตถุดิบอาหาร เครื่องดื่ม วัตถุดิบอุตสาหกรรม และมีการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของหลายประเทศ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นพืชตระกูลหญ้า ลำต้นตั้งตรง แข็งแรง เป็นข้อปล้อง อาจแตกกอหรือเป็นต้นเดี่ยว ความสูงแตกต่างกันตามพันธุ์ โดยทั่วไปประมาณ 1–6 เมตร และบางพันธุ์อาจสูงมากกว่านี้ ลำต้นมีข้อเห็นได้ชัด ระบบรากมีความสามารถหยั่งลึกและแผ่กว้าง จึงช่วยให้พืชทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ ลักษณะเป็นแผ่นใบยาวคล้ายใบหอกหรือเส้นยาว ใบมีเส้นกลางใบเด่น ขอบใบอาจมีขนละเอียด และบางพันธุ์มีไขนวลสีขาวบริเวณผิวใบ
  • ดอก : ออกเป็น ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง (panicle) ที่ปลายยอด ช่อดอกมีรูปร่างและความแน่นแตกต่างกันตามพันธุ์ โดยอาจยาวประมาณ 4–50 เซนติเมตร
  • เมล็ด : เป็นผลแบบธัญพืช เมล็ดค่อนข้างกลมหรือรี มีสีแตกต่างกันตั้งแต่ขาว เหลือง แดง น้ำตาล จนถึงดำตามพันธุ์ มีแป้งเป็นองค์ประกอบหลัก และมีโปรตีน ไขมัน แร่ธาตุ และสารพฤกษเคมีหลายชนิด
  • ราก : มีระบบรากแข็งแรงและหยั่งลึก โดยข้าวฟ่างสามารถพัฒนารากเพื่อช่วยดูดน้ำในดินชั้นลึก จึงเหมาะกับพื้นที่ที่มีน้ำจำกัด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ข้าวฟ่างมีศูนย์กลางความหลากหลายและประวัติการเพาะปลูกสำคัญใน ทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะบริเวณแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือและเขตซาเฮล ก่อนกระจายเข้าสู่เอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ จากหลักฐานทางพฤกษศาสตร์และประวัติศาสตร์ คาดว่าข้าวฟ่างได้รับการนำมาปลูกและคัดเลือกพันธุ์ในแอฟริกามาเป็นเวลาหลายพันปี ก่อนแพร่เข้าสู่ตะวันออกกลาง อินเดีย และเอเชีย

ปัจจุบัน Sorghum bicolor มีการปลูกอย่างกว้างขวางในพื้นที่เขตร้อน กึ่งร้อน และเขตอบอุ่นที่มีฤดูแล้ง โดยเฉพาะในแอฟริกาและเอเชีย รวมทั้งมีการปลูกในออสเตรเลีย อเมริกา และภูมิภาคอื่น ๆ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด โดยตรง
  • การเตรียมดิน : ควรเตรียมดินให้ร่วนและระบายน้ำได้ดี แม้ข้าวฟ่างจะทนแล้งได้ดี แต่ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่มีน้ำขังเป็นเวลานาน
  • การปลูก : หยอดหรือหว่านเมล็ดลงแปลงโดยตรง ความลึกประมาณ 2.5–5 เซนติเมตร ระยะปลูกปรับตามพันธุ์ สภาพดิน และปริมาณน้ำ
  • สภาพอากาศ : เหมาะกับพื้นที่อากาศร้อนและมีแสงแดดมาก เป็นพืชที่มีระบบสังเคราะห์แสงแบบ C4 จึงสามารถใช้ประโยชน์จากน้ำได้ดีและทนต่อสภาพแห้งแล้งกว่าธัญพืชหลายชนิด
  • การให้น้ำ : ควรให้น้ำอย่างเพียงพอในระยะงอกและระยะสำคัญของการเจริญเติบโต แต่ควรหลีกเลี่ยงน้ำขัง
  • การเก็บเกี่ยว : เก็บเมื่อช่อดอกและเมล็ดแก่เต็มที่ เมล็ดสามารถนำมาตากให้แห้งก่อนเก็บรักษา

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เมล็ด : ใช้เมล็ดแก่และแห้งตามภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน
  • ราก : ใช้ทั้งรากสดหรือรากแห้งในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

การใช้ ข้าวฟ่างสมุทรโคดมเป็นสมุนไพร ที่พบในเอกสารไทยและภูมิปัญญาการแพทย์ดั้งเดิมควรถือเป็นข้อมูลการใช้ตามตำรายาและพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันแล้ว

  • เมล็ด : ตามภูมิปัญญาไทยมีการใช้เพื่อบำรุงร่างกาย ให้พลังงาน ช่วยฝาดสมานระบบทางเดินอาหาร ใช้ในอาการท้องเสียหรือบิด และช่วยขับปัสสาวะ
  • ราก : มีการใช้ตามตำรับพื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการไอ หอบ ปวดหรือไม่สบายบริเวณกระเพาะอาหารและหน้าอก ช่วยขับปัสสาวะ และใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับการห้ามเลือด
  • การแพทย์แผนจีน : รากข้าวฟ่างมีการใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการไอและหอบ และมีงานวิจัยในสัตว์ทดลองสนับสนุนฤทธิ์ต้านการไอ ช่วยขับเสมหะ และขยายหลอดลมของสารสกัดราก
  • ภูมิปัญญาต่างประเทศ : เมล็ดและส่วนอื่น ๆ ของข้าวฟ่างมีรายงานการใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ยาฝาดสมาน และบรรเทาอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารในหลายระบบการแพทย์ดั้งเดิม

วิธีใช้

ข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิมที่มีรายงานในแหล่งข้อมูลไทย ได้แก่

  • แก้ไอและหอบ : ใช้รากแห้งประมาณ 15 กรัม ต้ม/ตุ๋นน้ำดื่มตามตำรับพื้นบ้าน
  • บำรุงร่างกาย : ใช้เมล็ดแห้งประมาณ 30–60 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • อาการทางเดินอาหาร : มีรายงานการใช้เมล็ดแห้งประมาณ 30–60 กรัมต้มน้ำดื่มตามตำรับพื้นบ้าน
  • ตำรับอื่น ๆ : มีรายงานการใช้รากและเมล็ดร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับพื้นบ้าน

หมายเหตุ: ขนาดดังกล่าวเป็นข้อมูลจากตำรับพื้นบ้าน ไม่ใช่ขนาดยาที่ได้รับการยืนยันสำหรับการรักษาโรคในปัจจุบัน การนำไปใช้เป็นยาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพที่เหมาะสม

สารสำคัญ

ข้าวฟ่างมีสารอาหารและสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยองค์ประกอบแตกต่างกันมากตามสายพันธุ์ สีของเมล็ด และกระบวนการแปรรูป

  • แป้ง (starch) : เป็นองค์ประกอบหลักของเมล็ดข้าวฟ่าง
  • โปรตีน : มีประมาณ 8–15% ในหลายพันธุ์ โดยขึ้นกับพันธุ์และสภาพแวดล้อม
  • กรดฟีนอลิก : เช่น ferulic acid, gallic acid และ vanillic acid
  • ฟลาโวนอยด์ : เช่น luteolin และ apigenin
  • 3-deoxyanthocyanidins : โดยเฉพาะในข้าวฟ่างที่มีสีเข้ม
  • แทนนิน : พบมากกว่าในข้าวฟ่างบางสายพันธุ์ที่มีเมล็ดสีเข้ม
  • Dhurrin : เป็นสารกลุ่ม cyanogenic glycoside ที่พบในเนื้อเยื่อเจริญและส่วนสีเขียวของข้าวฟ่าง โดยสามารถปลดปล่อยไฮโดรเจนไซยาไนด์เมื่อเนื้อเยื่อถูกทำลาย

สารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ในข้าวฟ่างเป็นกลุ่มสารที่ได้รับความสนใจด้าน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวแตกต่างกันตามสายพันธุ์และสารสกัดที่ใช้ในการทดลอง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Sorghum bicolor มีทั้งการศึกษาด้านเภสัชวิทยา โภชนาการ สารพฤกษเคมี และความปลอดภัย

  • ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินหายใจ : งานวิจัยปี ค.ศ. 2013 ศึกษาสารสกัดเอทานอลจากรากข้าวฟ่าง พบฤทธิ์ ต้านการไอ ช่วยขับเสมหะ และขยายหลอดลม ในแบบจำลองทดลอง สนับสนุนการใช้รากข้าวฟ่างตามภูมิปัญญาเพื่อบรรเทาอาการไอและหอบ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลในมนุษย์
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดรำข้าวฟ่างบางสายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์สีเข้ม สามารถลดการสร้างสารก่อการอักเสบบางชนิดและลดการอักเสบในแบบจำลองเซลล์และสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : ข้าวฟ่างมีสารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และ 3-deoxyanthocyanidins ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ
  • โภชนาการ : เมล็ดข้าวฟ่างเป็นแหล่งแป้ง โปรตีน ใยอาหาร แร่ธาตุ และสารพฤกษเคมี จึงได้รับความสนใจในฐานะธัญพืชที่มีศักยภาพสำหรับอาหารเพื่อสุขภาพ
  • การแปรรูป : งานวิจัยพบว่าการต้ม นึ่ง คั่ว และกระบวนการผลิตต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนปริมาณและการเข้าถึงสารฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของข้าวฟ่างได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ระบบทางเดินหายใจ : สารสกัดรากมีฤทธิ์ต้านการไอ ขับเสมหะ และขยายหลอดลมในการทดลองสัตว์
  • ต้านการอักเสบ : สารสกัดรำข้าวฟ่างสีเข้มบางสายพันธุ์ลด cytokines ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เช่น IL-1β และ TNF-α ในแบบจำลองทดลอง
  • ต้านอนุมูลอิสระ : สารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ของเมล็ด โดยเฉพาะพันธุ์ที่มีสีเข้ม มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระในงานวิจัยหลายรูปแบบ
  • ด้านเมแทบอลิซึมและโภชนาการ : แป้งต้านทานการย่อยและใยอาหารของข้าวฟ่างเป็นประเด็นที่ได้รับการศึกษาถึงผลต่อระบบทางเดินอาหารและเมแทบอลิซึม อย่างไรก็ตาม หลักฐานจำนวนมากยังเป็นงานทดลองและงานทบทวน ไม่ใช่หลักฐานทางคลินิกสำหรับใช้รักษาโรค

ความปลอดภัย

ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดของ ข้าวฟ่างสมุทรโคดม คือสาร dhurrin ซึ่งเป็นสารไซยาโนเจนิกไกลโคไซด์ พบสูงในต้นอ่อนและเนื้อเยื่อสีเขียวระยะเจริญเติบโต เมื่อเซลล์พืชถูกบด เคี้ยว หรือทำลาย สารดังกล่าวสามารถสลายและปล่อย ไฮโดรเจนไซยาไนด์ (HCN) ซึ่งเป็นสารพิษได้

ปริมาณ dhurrin โดยทั่วไปมีแนวโน้มลดลงเมื่อพืชเจริญเติบโตมากขึ้น จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษกับ ต้นอ่อน ใบอ่อน และส่วนสีเขียวสดของข้าวฟ่าง โดยเฉพาะเมื่อใช้เป็นอาหารสัตว์หรือสมุนไพร

สำหรับเมล็ดข้าวฟ่างที่ใช้เป็นอาหาร ควรเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ผ่านกระบวนการเตรียมอาหารอย่างเหมาะสม และไม่มีเชื้อราหรือการปนเปื้อน

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ข้าวฟ่างสมุทรโคดมในรูปแบบยา โดยเฉพาะตำรับที่ใช้รากเพื่อกระตุ้นการคลอด เนื่องจากเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านและยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอสำหรับการใช้ในหญิงตั้งครรภ์
  • ห้ามนำต้นอ่อนหรือส่วนสีเขียวสดของข้าวฟ่างมาใช้รับประทานเป็นยาโดยพลการ เนื่องจากอาจมี dhurrin และสามารถก่อให้เกิดไซยาไนด์ได้
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาประจำควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดข้าวฟ่างในขนาดเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

ข้าวฟ่างเป็น ธัญพืชที่ใช้เป็นอาหาร ในหลายประเทศ เมล็ดสามารถนำไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่

  • หุงรับประทานแทนข้าว
  • บดเป็น แป้งข้าวฟ่าง
  • ใช้ทำขนมและผลิตภัณฑ์เบเกอรี่
  • คั่วหรือทำให้เมล็ดพอง
  • ใช้ทำโจ๊กและอาหารจากธัญพืช
  • ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับเครื่องดื่มหมัก เช่น เบียร์และเครื่องดื่มพื้นบ้านบางชนิด
  • ใช้เป็นอาหารสัตว์และวัตถุดิบอาหารสัตว์

ฐานข้อมูลของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ยังระบุ ข้าวฟ่างสมุทรโคดม/ข้าวฟ่างสมุทรโคดมงอก (Sorghum bicolor) และข้าวฟ่างผงไว้ในฐานข้อมูลวัตถุดิบอาหาร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

ข้าวฟ่างสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น

  • แป้งข้าวฟ่าง
  • อาหารและขนมจากธัญพืช
  • เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์หมัก
  • อาหารสัตว์
  • อาหารสัตว์หมักและอาหารหยาบ
  • แป้งและวัตถุดิบจากแป้งสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร
  • เอทานอลและเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเฉพาะข้าวฟ่างหวาน
  • เส้นใย วัสดุ และผลิตภัณฑ์จากลำต้น
  • วัสดุทำไม้กวาดในข้าวฟ่างบางกลุ่ม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เมล็ด : เก็บเกี่ยวเมื่อเมล็ดแก่เต็มที่และมีความชื้นลดลง จากนั้นควรทำความสะอาดและตากหรืออบให้แห้ง
  • การเก็บรักษา : ควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา
  • เมล็ดสำหรับใช้เป็นอาหาร : ควรคัดเลือกเมล็ดที่สมบูรณ์ ไม่มีกลิ่นผิดปกติ ไม่มีเชื้อรา และไม่เก็บไว้ในสภาพชื้น
  • รากที่ใช้เป็นยา : หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบแห้ง ควรทำความสะอาด หั่นตามความเหมาะสม และทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะปิด

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในประเทศไทย ข้าวฟ่างสมุทรโคดมมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น ข้าวป้างนก ข้าวป้างหางช้าง มกโคดม มุทโคดม สมุทรโคดม และจังหันมะพุด แสดงให้เห็นถึงการรู้จักและใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในหลายชุมชน

งานศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้านในจังหวัดน่านยังพบการใช้ สมุทรโคดม ในวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีการใช้ลำต้นเป็นอาหารและเมล็ดเป็นอาหารสัตว์

ในภูมิปัญญาการแพทย์ดั้งเดิมของจีน รากข้าวฟ่างถูกใช้เพื่อบรรเทาอาการไอและหอบ ซึ่งต่อมามีการนำไปศึกษาทางเภสัชวิทยา

ประวัติและวัฒนธรรม

ข้าวฟ่างเป็นธัญพืชเก่าแก่ที่มีประวัติการเพาะปลูกในแอฟริกามาหลายพันปี และต่อมาแพร่เข้าสู่เอเชียผ่านเส้นทางการค้าและการเคลื่อนย้ายของผู้คน จนกลายเป็นพืชอาหารสำคัญของพื้นที่แห้งแล้งหลายแห่ง

ในประเทศไทยชื่อ “สมุทรโคดม” เป็นชื่อที่ใช้เรียกข้าวฟ่าง โดยพจนานุกรมไทยให้ความหมายว่าเป็นพืชจำพวกข้าวฟ่าง

สถานะการอนุรักษ์

Sorghum bicolor (L.) Moench เป็นพืชเกษตรที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายทั่วโลก ไม่ใช่พืชหายากในระดับชนิดพันธุ์ และฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew รับรองชนิดนี้เป็นชื่อที่ยอมรับ (accepted species)

อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ ความหลากหลายทางพันธุกรรมของพันธุ์พื้นเมืองและสายพันธุ์ดั้งเดิม ยังคงมีความสำคัญต่อการปรับปรุงพันธุ์ การทนแล้ง และความมั่นคงทางอาหาร

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Poales
  • วงศ์ (Family) : Poaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily) : Panicoideae
  • เผ่า (Tribe) : Andropogoneae
  • สกุล (Genus) : Sorghum
  • ชนิด (Species) : Sorghum bicolor (L.) Moench

ชื่อพ้องที่สำคัญ : Holcus bicolor L., Sorghum vulgare Pers., Andropogon sorghum (L.) Brot.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ ข้าวฟ่างสมุทรโคดม ควรใช้ข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ได้แก่

  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : ต้องตรวจสอบให้ตรงกับ Sorghum bicolor (L.) Moench
  • ลักษณะทางสัณฐานวิทยา : พิจารณาลำต้นตั้งตรงเป็นข้อปล้อง ใบเรียงสลับ ช่อดอกแบบ panicle และลักษณะเมล็ด
  • ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง : ควรเปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงจากพิพิธภัณฑ์พืชหรือหอพรรณไม้
  • การตรวจสอบทางอนุกรมวิธาน : สามารถเปรียบเทียบกับฐานข้อมูล Kew และฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย
  • การตรวจสอบวัตถุดิบยา : หากเป็นวัตถุดิบแห้งหรือผง ควรตรวจสอบลักษณะมหภาคและจุลทรรศน์ รวมถึงอาจใช้วิธี chromatographic fingerprint เพื่อยืนยันชนิดและคุณภาพ
  • การแยกชนิดพันธุ์ : เนื่องจากข้าวฟ่างมีหลายพันธุ์และมีความแตกต่างด้านสีเมล็ด รูปร่างช่อดอก และองค์ประกอบทางเคมี การระบุเพียงชื่อพื้นบ้านไม่เพียงพอ ควรใช้ชื่อวิทยาศาสตร์และแหล่งที่มาของวัตถุดิบประกอบ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา. (2549). บัญชียาจากสมุนไพร พ.ศ. 2549. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.
  2. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลบัญชีรายชื่ออาหารและวัตถุดิบอาหาร: ข้าวฟ่างสมุทรโคดมและข้าวฟ่างสมุทรโคดมงอก. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2557). Checklist of Plants in Thailand Volume I. กรุงเทพฯ.
  4. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2524). ข้าวฟ่าง สมุทรโคดมและขี้เหล็กเทศ. นิตยสารหมอชาวบ้าน, 24.
  5. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). ข้าวฟ่างสมุทรโคดม.
  6. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (2541). การศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้านไทลื้อ ม้ง และเย้า จังหวัดน่าน. ฐานข้อมูลชาติพันธุ์.
  7. Burdette, A., Garner, P. L., Mayer, E. P., Hargrove, J. L., Hartle, D. K., & Greenspan, P. (2010). Anti-inflammatory activity of select sorghum (Sorghum bicolor) brans. Journal of Medicinal Food, 13(4), 879–887. https://doi.org/10.1089/jmf.2009.0147
  8. Zhou, Q., Liang, D., Deng, A., Zhang, J., Wu, C., Nie, Z., Jiang, J., & Wang, Y. (2013). Antitussive, expectorant and bronchodilating effects of ethanol extract of Sorghum bicolor (L.) Moench roots. Journal of Ethnopharmacology, 149(1), 297–302. https://doi.org/10.1016/j.jep.2013.06.038
  9. Dykes, L., & Rooney, L. W. (2006). Sorghum and millet phenols and antioxidants. Journal of Cereal Science, 44(3), 236–251.
  10. de Wet, J. M. J. (1978). Systematics and evolution of Sorghum sect. Sorghum (Gramineae). American Journal of Botany, 65(4), 477–484.
  11. Kang, X., Gao, W., Cui, B., & Abd El-Aty, A. M. (2023). Structure and genetic regulation of starch formation in sorghum (Sorghum bicolor (L.) Moench) endosperm: A review. International Journal of Biological Macromolecules, 239, 124315. https://doi.org/10.1016/j.ijbiomac.2023.124315
  12. Aduba, C., et al. (2024). Impact of processing on the phenolic content and antioxidant activity of Sorghum bicolor L. Moench. Molecules, 29, 3626. https://doi.org/10.3390/molecules29153626
  13. World Flora Online / Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Sorghum bicolor (L.) Moench. Plants of the World Online.
  14. International Plant Names Index. (2026). Sorghum bicolor (L.) Moench.
Scroll to top