ข้าวเม่านก
ข้าวเม่านก เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่พบได้ในประเทศไทยหลายภูมิภาค โดยเฉพาะบริเวณป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ทุ่งหญ้า ไหล่เขา และพื้นที่รกร้าง พืชชนิดนี้อยู่ในวงศ์ถั่วและมีการใช้ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย ทั้งราก ใบ และทั้งต้น โดยมีรายงานการใช้เพื่อดูแลอาการไข้ อาการทางระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินปัสสาวะ และอาการอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การใช้เป็นยาในปัจจุบันควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง ข้อมูลจากภูมิปัญญาท้องถิ่น กับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยังอยู่ในระดับการทดลองเป็นส่วนใหญ่
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ข้าวเม่านก
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tadehagi triquetrum (L.) H.Ohashi
- ชื่อวงศ์ : Fabaceae หรือ Leguminosae
- ชื่อท้องถิ่น : มะแฮะนก (เชียงใหม่), หญ้าคอตุง (ลำปาง), ขี้กะตืด, ขี้กะตืดแป (เลย), คอกิ่ว (ภาคกลาง), บอกบ่อ, หญ้าใบเลี่ยม (ลั้วะ), ตุ๊ดต๊กงล (ขมุ), หน่อเจ๊าะบิ๊ค่อ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน), หญ้าคอตุงตัวเมีย, ตานคอม้า, ปอบหนอน, หนอนหน่าย และหนอนกิ่ว
- ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : Khao mao nok, Trefle Gros และมีชื่อภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับพืชในต่างประเทศอีกหลายชื่อ
- ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ : Desmodium triquetrum (L.) DC., Desmodium acrocarpum Hance, Desmodium auriculatum DC. และชื่อพ้องอื่น ๆ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 15–50 เซนติเมตร ลำต้นและกิ่งก้านแตกแขนงมาก กิ่งมีลักษณะเป็นสันสามเหลี่ยม ยอดและกิ่งอ่อนมีสีแดงเป็นมัน หูใบมีสีเงินหรือสีเทา และเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีชา
- ใบ : เป็นใบประกอบที่มีใบย่อยเพียง 1 ใบ ออกเรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่ถึงรูปใบหอก กว้างประมาณ 2–4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8–10 เซนติเมตร ด้านบนค่อนข้างเรียบ ส่วนด้านล่างมีขน ก้านใบแผ่เป็นปีก
- ดอก : ออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบและบริเวณปลายกิ่ง ดอกมีลักษณะคล้ายดอกถั่ว กลีบดอกสีม่วง
- ผล : เป็นฝักแบนยาว รูปขอบขนาน คอดเป็นข้อประมาณ 6–8 ข้อ มีขนรูปตะขอประปราย ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดง และเมื่อแห้งเป็นสีน้ำตาล แต่ละข้อมีเมล็ด 1 เมล็ด
- เมล็ด : เมล็ดมีขนาดเล็ก อยู่ภายในข้อของฝัก และเป็นส่วนสำคัญในการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ในประเทศไทย : พบได้ทั่วไปหลายภูมิภาค โดยขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ทุ่งหญ้า ไหล่เขา ริมทาง และพื้นที่รกร้าง โดยมีรายงานการพบในช่วงระดับความสูงประมาณ 100–1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
- ต่างประเทศ : มีการกระจายพันธุ์ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย รวมถึงบริเวณออสเตรเลียตอนเหนือและหมู่เกาะในเขตร้อน
- สภาพถิ่นอาศัย : สามารถขึ้นได้ทั้งในป่าธรรมชาติและพื้นที่เปิดที่ถูกรบกวน โดยพบได้ในดินหลายประเภท ตั้งแต่ดินทรายจนถึงดินเหนียว
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : วิธีหลักคือการเพาะเมล็ด โดยเก็บเมล็ดจากฝักแก่แล้วนำไปเพาะในวัสดุปลูกที่ระบายน้ำได้ดี
- การเตรียมเมล็ด : เมล็ดของพืชชนิดนี้อาจมีภาวะพักตัวหรือมีเปลือกเมล็ดที่ทำให้น้ำซึมผ่านได้ยาก งานทดลองหนึ่งรายงานว่าการปรับสภาพเมล็ดก่อนเพาะสามารถเพิ่มการงอกได้อย่างชัดเจน
- การปลูก : ควรเลือกพื้นที่ที่มีแสงเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และไม่แฉะขังเป็นเวลานาน
- การขยายพันธุ์วิธีอื่น : มีรายงานการศึกษาการขยายพันธุ์ด้วยการปักชำและการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แต่การเพาะเมล็ดยังคงเป็นวิธีที่มีข้อมูลรองรับชัดเจนที่สุดในระดับการปลูกทั่วไป
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก
- ใบ
- ทั้งต้น
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
หมายเหตุ: สรรพคุณต่อไปนี้เป็นข้อมูลจาก ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน และเอกสารสมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์
- ใบ : มีการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อแก้ไข้ แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ แก้ริดสีดวงทวาร แก้อาการผอมเหลือง และใช้เกี่ยวกับอาการจากพยาธิ รวมถึงมีรายงานการใช้กับอาการเกี่ยวกับปอดและวัณโรคในบางท้องถิ่น
- ราก : มีการใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการไข้ อาการปวดท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย อาการเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ และโรคเกี่ยวกับตับและดีซ่านในบางตำรับ
- ทั้งต้น : มีการใช้ตามภูมิปัญญาสำหรับอาการไอเรื้อรัง อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ อาการปวดท้อง และเป็นยาขับปัสสาวะ
- ตำรับพื้นบ้าน : มีรายงานการนำรากข้าวเม่านกไปรวมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับ เช่น ตำรับที่ใช้เพื่อบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย หรือใช้กับอาการไข้และอาการปวดต่าง ๆ
- การใช้ภายนอก : ใบสดมีภูมิปัญญาการนำมาตำพอกหรือบดใช้กับบาดแผล รวมถึงมีการใช้ใบแห้งร่วมกับสมุนไพรอื่นเพื่อเตรียมเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับหนังศีรษะในบางชุมชน
วิธีใช้
- ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : นิยมใช้ราก ใบ หรือทั้งต้นในรูปแบบต้มเป็นน้ำดื่ม โดยวิธีใช้และปริมาณแตกต่างกันไปตามตำรับและท้องถิ่น
- การใช้ใบ : มีรายงานการนำใบไปต้มเป็นน้ำดื่ม หรือใช้ชงกับน้ำร้อนในบางภูมิปัญญา
- การใช้ภายนอก : ใบสดอาจนำมาตำหรือบดเพื่อใช้พอกตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ข้อควรระวัง : ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับการรักษาโรคในมนุษย์ที่ได้รับการยืนยันจากการศึกษาทางคลินิก จึงไม่ควรกำหนดขนาดยาเพื่อใช้รักษาโรคด้วยตนเอง
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นพบ ยังไม่พบหลักฐานว่าข้าวเม่านก (Tadehagi triquetrum) เป็นตัวยาสำคัญหรือสมุนไพรเดี่ยวที่มีรายการเป็นยาในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทย จึงควรแยกสถานะออกจากสมุนไพรที่มีรายการยาและข้อบ่งใช้กำหนดไว้อย่างเป็นทางการ
สารสำคัญ
งานวิจัยด้านพฤกษเคมีพบว่าข้าวเม่านกมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม โดยมีการรายงานสารมากกว่า 70 ชนิดจากการศึกษาต่าง ๆ ได้แก่
- Flavonoids : เป็นกลุ่มสารสำคัญที่พบจำนวนมาก
- Phenylpropanoids และ phenylpropanoid glycosides : รวมถึงกลุ่มสารที่เรียกว่า tadehaginosides
- Phenolic compounds : มีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- Triterpenoids
- Steroids
- สารกลุ่มอื่น ๆ เช่น polyols กรดไขมัน และ alkaloids บางชนิด
นอกจากนี้ การวิเคราะห์น้ำมันหอมระเหยของข้าวเม่านกพบสารประกอบอินทรีย์ 58 ชนิด โดยองค์ประกอบเด่น ได้แก่ palmitic acid, 1-octen-3-ol, caryophyllene, (Z)-18-octadec-9-enolide และ 3-hexen-1-ol
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Tadehagi triquetrum มีทั้งการศึกษาด้านพฤกษเคมี เภสัชวิทยา และภูมิปัญญาการใช้ยา โดยบทความทบทวนปี ค.ศ. 2022 รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ปี 1979–2021 และพบสารจากพืชชนิดนี้มากกว่า 70 ชนิด พร้อมรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดเอทานอลจากใบแสดงฤทธิ์ลดการบวมในแบบจำลองการอักเสบของหนูทดลอง โดยขนาด 100–300 มก./กก. ให้ผลลดบวมอย่างมีนัยสำคัญในการทดลองดังกล่าว
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดใบด้วยเอทานอลแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูล DPPH และ H₂O₂ ในการทดลองในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดบางส่วนสามารถยับยั้งการเจริญของจุลชีพ เช่น Staphylococcus aureus, Escherichia coli และ Pseudomonas aeruginosa ในการทดลอง
- ฤทธิ์ต่อเอนไซม์ PDE-5 : งานวิจัยที่ศึกษาสารสกัดข้าวเม่านกตามภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทยพบว่าสารสกัดน้ำจากตำรับมีฤทธิ์ยับยั้ง PDE-5 ในหลอดทดลอง แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทั้งในสัตว์ทดลองและการศึกษาในมนุษย์ก่อนสรุปผลด้านการรักษา
- ฤทธิ์ปกป้องตับ : สาร tadehaginoside แสดงฤทธิ์ปกป้องตับในแบบจำลองหนูที่ได้รับ CCl₄ โดยเกี่ยวข้องกับการทำงานของเส้นทาง Nrf2 และการลดการตอบสนองต่อการอักเสบ
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านอะเซทิลโคลีนเอสเทอเรส : น้ำมันหอมระเหยจากข้าวเม่านกมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระระดับปานกลางและมีฤทธิ์ยับยั้ง acetylcholinesterase ในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการกินอาหารของแมลง : สารสกัดจากลำต้นและใบมีการศึกษาฤทธิ์ antifeedant ต่อหนอนกระทู้ข้าวโพด Helicoverpa armigera
ข้อจำกัดของหลักฐาน : ผลการศึกษาส่วนใหญ่ยังเป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าข้าวเม่านกมีประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ในระดับเดียวกับยามาตรฐาน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของข้าวเม่านกหลายด้าน ได้แก่ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องตับ ต้านอาการแพ้ ต้านไวรัสตับอักเสบบี และฤทธิ์ต่อเอนไซม์บางชนิด โดยผลการศึกษาแตกต่างกันตามชนิดของสารสกัด ส่วนของพืช และวิธีการทดลอง
การศึกษาสารสกัดใบและลำต้นพบแนวโน้มของฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านภูมิแพ้ในสัตว์ทดลอง ขณะที่สารกลุ่มฟลาโวนอยด์และสารฟีนอลิกมีความสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ของข้าวเม่านกยังมีจำกัด แม้งานทบทวนจากจีนระบุว่าพืชชนิดนี้ถูกใช้เป็นสมุนไพรและเครื่องดื่มสมุนไพรในบางพื้นที่มาเป็นเวลานาน แต่ ประวัติการใช้ไม่สามารถทดแทนข้อมูลพิษวิทยาและการศึกษาความปลอดภัยทางคลินิกได้
ดังนั้น หากนำมาใช้ในรูปแบบสารสกัดเข้มข้น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือใช้ร่วมกับยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด
ข้อห้ามใช้
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนด ข้อห้ามใช้เฉพาะของข้าวเม่านก ได้อย่างชัดเจน แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้เองในกรณีต่อไปนี้
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร : เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
- เด็กเล็ก : ไม่ควรนำมาใช้เป็นยาด้วยตนเอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดและความปลอดภัยที่ชัดเจน
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง : ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคตับ โรคไต หรือรับประทานยาหลายชนิด
- ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ถั่ว : ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง แม้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอัตราการแพ้ของข้าวเม่านกโดยเฉพาะ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ปัจจุบันยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะระบุ ปฏิกิริยาระหว่างข้าวเม่านกกับยาในมนุษย์ ได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีการศึกษาฤทธิ์ต่อเอนไซม์และระบบชีวภาพหลายชนิด รวมถึง PDE-5 และมีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน จึงควรระมัดระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ต่อระบบเดียวกันจนกว่าจะมีข้อมูลทางคลินิกเพิ่มเติม
การใช้ในอาหาร
ในบางพื้นที่ของจีน ข้าวเม่านกถูกนำมาใช้เป็น สมุนไพรสำหรับชงเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรหรือชา โดยรู้จักในชื่อ Hulu Tea หรือ Hu-Lu-Cha และมีการใช้เป็นเครื่องดื่มพื้นบ้านในบางชุมชนของกวางตุ้งและกว่างซี
การใช้เป็นอาหารหรือเครื่องดื่มควรแยกจากการใช้เป็นยา เพราะรูปแบบการเตรียมและปริมาณสารสำคัญแตกต่างกัน
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพร : มีการใช้ข้าวเม่านกเป็นวัตถุดิบสำหรับเครื่องดื่มสมุนไพรในประเทศจีน
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : มีรายงานการใช้ในตำรับยาพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรบางพื้นที่
- ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : สารจากพืชมีศักยภาพด้านสารต้านอนุมูลอิสระและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ จึงมีแนวโน้มที่จะนำไปศึกษาเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง แต่ยังควรมีการประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยเฉพาะผลิตภัณฑ์ก่อนนำไปใช้จริง
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยว : ส่วนใบและส่วนเหนือดินสามารถเก็บเกี่ยวได้ตามความต้องการของการใช้ประโยชน์ โดยในระบบสมุนไพรสามารถเก็บเมื่อพืชเจริญเติบโตสมบูรณ์
- การทำแห้ง : ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งในที่อากาศถ่ายเท ไม่โดนแดดจัดโดยตรงเป็นเวลานาน
- การเก็บรักษา : เก็บส่วนที่แห้งสนิทในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา
- การเก็บในรูปผง : ใบแห้งสามารถนำไปเก็บในรูปผงสำหรับใช้ในตำรับหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ข้าวเม่านกมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ชาวกะเหรี่ยง ชาวขมุ และชาวลั้วะ โดยมีการใช้รากหรือใบเพื่อดูแลอาการปวดท้อง ท้องอืด ปวดหลัง ปวดเอว ไข้ และอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ
ในบางพื้นที่ยังมีการใช้ใบสดกับบาดแผลของสัตว์ และใช้ใบเพื่อช่วยป้องกันแมลงวันในกระบวนการหมักอาหารพื้นบ้าน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์ของข้าวเม่านกมากกว่าการใช้เป็นยาเพียงอย่างเดียว
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ ข้าวเม่านก เป็นชื่อพื้นบ้านที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค และมีชื่อท้องถิ่นจำนวนมาก เช่น คอกิ่ว หญ้าคอตุง มะแฮะนก ขี้กะตืด และตานคอม้า สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการรับรู้พืชชนิดเดียวกันในแต่ละชุมชน
ลักษณะผลที่เป็นฝักแบนและคอดเป็นข้อ ๆ พร้อมขนที่สามารถติดเสื้อผ้าได้ เป็นหนึ่งในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการตั้งชื่อพื้นบ้านบางชื่อของพืชชนิดนี้
สถานะการอนุรักษ์
ข้อมูลสถานะการอนุรักษ์ระดับโลกของ Tadehagi triquetrum ยังไม่ปรากฏอย่างชัดเจนในฐานข้อมูลบางแห่ง ขณะที่ฐานข้อมูลพรรณไม้ของศรีลังกาจัดสถานะไว้เป็น Least Concern (LC) และระบุว่าไม่ใช่พืชที่ได้รับการคุ้มครองในพื้นที่ดังกล่าว
สำหรับประเทศไทย ควรหลีกเลี่ยงการสรุปว่าพืชชนิดนี้ “ใกล้สูญพันธุ์” จากข้อมูลที่มีอยู่ เนื่องจากมีการกระจายพันธุ์ค่อนข้างกว้างและพบได้ในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การเก็บจากธรรมชาติมากเกินไปควรหลีกเลี่ยง และควรส่งเสริมการปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- หมวด (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Magnoliopsida
- อันดับ (Order) : Fabales
- วงศ์ (Family) : Fabaceae
- สกุล (Genus) : Tadehagi
- ชนิด (Species) : Tadehagi triquetrum (L.) H.Ohashi
ชื่อพ้องที่สำคัญ : Desmodium triquetrum (L.) DC., Aeschynomene triquetra A.St.-Hil., Desmodium acrocarpum Hance และ Desmodium auriculatum DC.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของข้าวเม่านกควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และข้อมูลทางอนุกรมวิธาน ได้แก่
- ลำต้น : มีสันสามเหลี่ยมและแตกกิ่งมาก
- ใบ : ใบประกอบที่มีใบย่อยเพียงใบเดียว รูปไข่ถึงรูปใบหอก ด้านล่างมีขน และก้านใบแผ่เป็นปีก
- ดอก : ช่อกระจะ ดอกสีม่วง รูปแบบดอกถั่ว
- ผล : ฝักแบน คอดเป็นข้อประมาณ 5–8 ข้อ และมีขนรูปตะขอ
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ : Tadehagi triquetrum (L.) H.Ohashi
- ตัวอย่างพรรณไม้ : มีตัวอย่างข้าวเม่านกในฐานข้อมูลหอพรรณไม้ของมหาวิทยาลัยมหิดล เช่น ตัวอย่าง PBM-002037(2) ซึ่งระบุชื่อวิทยาศาสตร์และวงศ์ตรงกับฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน
การจัดทำวัตถุดิบสมุนไพรสำหรับงานวิจัยหรือผลิตภัณฑ์ควรเก็บ ตัวอย่างพรรณไม้อ้างอิง (voucher specimen) เพื่อยืนยันชนิดพืชก่อนนำไปวิเคราะห์สารสำคัญ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- มูลนิธิสุขภาพไทย. (2563, 24 เมษายน). ข้าวเม่านก ยาสมุนไพรไม่ใช่อาหารของนก. มูลนิธิสุขภาพไทย.
- ฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพ. (2566). Tadehagi triquetrum (L.) H.Ohashi: ข้าวเม่านก. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
- สวนพฤกษศาสตร์ระยอง. (2568). ข้าวเม่านก: Tadehagi triquetrum (L.) H.Ohashi.
- มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). PBM-002037(2): Tadehagi triquetrum (L.) Ohashi. ฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและหอพรรณไม้.
- Tang, H.-X., Sheng, W.-B., Liu, X.-Y., Cui, P.-W., et al. (2022). The traditional ethnic herb Tadehagi triquetrum from China: A review of its phytochemistry and pharmacological activities. Pharmaceutical Biology, 60(1), 774–784.
- Chit, K., Myint, W., Thein, K., Maw, W. W., Myint, M. M., Than, A., & Khin, M. (2001). Cyclic AMP phosphodiesterase inhibitory activity and chemical screening of four medicinal plants. Pharmaceutical Biology, 39(3), 181–183.
- Maison, T., Ruttanaphan, T., Pipattanaporn, P., Chuawong, P., Bullangpoti, V., & Pluempanupat, W. (2014). Antifeedant activity of crude extracts from stems and leaves of Tadehagi triquetrum (L.) Ohashi and seeds of Phaseolus lathyroides against Helicoverpa armigera. Communications in Agricultural and Applied Biological Sciences, 79(2), 233–238.
- Zhang, W., Li, X., Hua, Y., Li, Z., Chen, B., Liu, A., Lu, W., Zhao, X., Diao, Y., & Chen, D. (2021). Antioxidant product analysis of Hulu Tea (Tadehagi triquetrum). New Journal of Chemistry.
- Jiang, et al. (2023). Chemical composition and in vitro antioxidant activity and anti-acetylcholinesterase activity of essential oils from Tadehagi triquetrum (L.) Ohashi. Molecules.
