ข้าวสารดอกเล็ก
ข้าวสารดอกเล็กเป็นไม้เถาเลื้อยพื้นบ้านที่พบในประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณชายป่า สวน และพื้นที่รกร้าง มีดอกขนาดเล็กสีขาวและมีกลิ่นหอม เมื่อดอกแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน นอกจากใช้เป็น สมุนไพรตามภูมิปัญญาไทย แล้ว ดอกและยอดอ่อนยังมีการนำมาใช้เป็นผักพื้นบ้านอีกด้วย ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทยจำนวนมากคือ Raphistemma hooperianum (Blume) Decne. แต่ตามฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากลปัจจุบัน ชื่อที่ยอมรับคือ Cynanchum hooperianum (Blume) Liede & Khanum โดย Raphistemma hooperianum เป็นชื่อพ้อง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ข้าวสารดอกเล็ก
- ชื่ออื่น : ข้าวสาร, เครือข้าวสาร, เมือยสาร, เคือคิก, ปลายสาน, ดอกข้าวสาร และผักข้าวสาร โดยชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในเอกสารไทย : Raphistemma hooperianum (Blume) Decne.
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบัน : Cynanchum hooperianum (Blume) Liede & Khanum
- ชื่อพ้องสำคัญ : Oxystelma hooperianum Blume, Raphistemma hooperianum (Blume) Decne.
- วงศ์ : Apocynaceae (วงศ์ตีนเป็ด) ซึ่งในเอกสารเก่ามักแยกเป็นวงศ์ย่อยนมตำเลียหรือ Asclepiadaceae
- ลักษณะการใช้ประโยชน์ : สมุนไพรพื้นบ้าน อาหารพื้นบ้าน และเป็นเครื่องยาไทย
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : ราก โดยมีชื่อเครื่องยาว่า Cynanchi Hooperiani Radix ในตำรายาแผนไทยแห่งชาติ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ล้มลุกหรือไม้เถาเลื้อยพัน ลำต้นค่อนข้างกลม ผิวเกลี้ยง และเมื่อมีบาดแผลจะมี น้ำยางสีขาว ไหลออกมา
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบรูปไข่ รูปไข่แกมขอบขนาน หรือบางครั้งมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ปลายใบแหลมหรือเป็นหางยาว โคนใบเว้าคล้ายรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบบาง ก้านใบเรียว
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ช่อหนึ่งมีดอกย่อยประมาณ 4–7 ดอก ดอกมีขนาดเล็กและมีกลิ่นหอม กลีบดอกมี 5 กลีบ สีขาวในระยะแรก และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนหรือสีเหลืองนวลเมื่อแก่
- ผล : เป็นฝัก รูปไข่แกมขอบขนาน ยาวประมาณ 14 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตกตามแนวเดียว ภายในมีเมล็ดที่มีขนปุยสีขาว
- เมล็ด : มีลักษณะเป็นเมล็ดที่มีขนปุยสีขาว และมีรายงานเกี่ยวกับสารกลุ่ม cardiac glycosides จึงไม่ควรนำเมล็ดมารับประทาน
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกระจายพันธุ์ในเขตร้อนของเอเชีย โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่าพบในอินโดจีน ชวา และสุลาเวสี
- การกระจายพันธุ์ : พบในประเทศไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม ชวา และสุลาเวสี
- แหล่งที่พบในประเทศไทย : พบตามชายป่า สวน พื้นที่รกร้าง และบริเวณที่มีสภาพแวดล้อมค่อนข้างชื้น
การปลูกและการขยายพันธุ์
ข้อมูลเฉพาะด้านการเพาะเมล็ด การปักชำ และวิธีการขยายพันธุ์เชิงเกษตรของข้าวสารดอกเล็กยังมีรายงานเผยแพร่ไม่มาก จึงไม่ควรกำหนดอัตราเพาะหรือสูตรวัสดุปลูกเป็นมาตรฐานโดยไม่มีแหล่งอ้างอิง
- สภาพแวดล้อม : เนื่องจากเป็นไม้เถาที่พบตามชายป่าและพื้นที่รกร้าง ควรจัดให้มีวัสดุหรือค้างสำหรับให้เถาเลื้อย
- การเก็บพันธุ์ : ควรใช้เมล็ดหรือส่วนขยายพันธุ์จากต้นที่ระบุเอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์ได้ถูกต้อง
- ข้อควรระวัง : ไม่ควรใช้เมล็ดเป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ได้ผ่านการตรวจสอบ เนื่องจากมีรายงานเกี่ยวกับสารกลุ่ม cardiac glycosides
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก : เป็นส่วนที่ใช้เป็นเครื่องยาไทย เรียกว่า รากข้าวสาร หรือ Cynanchi Hooperiani Radix และมีปรากฏอยู่ในรายการพืชวัตถุของตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ
- ยอดและส่วนเหนือดิน : มีการกล่าวถึงในภูมิปัญญาไทยบางตำราเกี่ยวกับการใช้เพื่อดูแลอาการทางตา แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลจากตำราและภูมิปัญญา ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ราก : ตำรายาไทยระบุการใช้เป็นยารักษาอาการเกี่ยวกับดวงตา เช่น ตาแดง ตาแฉะ และตามัว
- ราก : มีข้อมูลในพจนานุกรมศัพท์แพทย์และเภสัชกรรมแผนไทยเกี่ยวกับการใช้ในตำรับยาเพื่อ ถอนพิษ ระงับพิษ และทำให้อาเจียน
- ราก : ตำราแพทย์แผนไทยบางแหล่งกล่าวถึงการใช้สำหรับอาการไข้และความผิดปกติของโลหิต อย่างไรก็ตาม ควรจัดข้อมูลส่วนนี้เป็น การใช้ตามภูมิปัญญาไทย มิใช่ข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก
วิธีใช้
- ตามภูมิปัญญาไทย : รากนำไปเข้าตำรับยาแผนไทยตามสูตรที่กำหนด โดยไม่ได้มีหลักฐานเพียงพอที่จะกำหนดขนาดใช้สำหรับประชาชนทั่วไปด้วยตนเอง
- ในตำรับยาแผนไทย : รากข้าวสารเป็นส่วนประกอบของตำรับ ยาประสะกานพลู โดยข้อมูลตำรับระบุรากข้าวสาร 8 กรัมในสูตรผงยา 250 กรัม
- การรับประทานเป็นอาหาร : ดอกตูม ดอก ยอดอ่อน และส่วนอ่อนบางส่วนมีการนำไปลวก ต้ม นึ่ง หรือประกอบอาหารตามภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ ไม่ควรรับประทานเมล็ด เนื่องจากมีรายงานสาร cardiac glycosides ที่อาจเป็นพิษ
- ข้อแนะนำ : การใช้รากเพื่อรักษาโรคหรืออาการทางตาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ด้านสมุนไพร เนื่องจากหลักฐานด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยยังมีจำกัด
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- รากข้าวสาร : มีสถานะเป็นเครื่องยาใน ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 โดยระบุส่วนที่ใช้เป็นราก และชื่อวิทยาศาสตร์เป็น Cynanchum hooperianum (Blume) Liede & Khanum
- ยาประสะกานพลู : รากข้าวสารเป็นส่วนประกอบของตำรับ ยาประสะกานพลู ซึ่งอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพร โดยใช้ในตำรับเพื่อบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด และแน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อยเนื่องจากธาตุไม่ปกติ
- หมายเหตุ : การที่ข้าวสารดอกเล็กเป็นเครื่องยาในตำรับ ไม่ได้หมายความว่าข้าวสารดอกเล็กชนิดเดี่ยวได้รับการรับรองให้ใช้รักษาโรคทุกข้อบ่งใช้ที่กล่าวถึงในภูมิปัญญา
สารสำคัญ
- สารกลุ่ม cardiac glycosides : มีรายงานการพบสารกลุ่มนี้ในเมล็ดของข้าวสารดอกเล็ก และสารกลุ่มดังกล่าวมีฤทธิ์ต่อระบบหัวใจ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเมล็ดโดยตรง
- ข้อมูลสารเคมีอื่น ๆ : ปัจจุบันข้อมูลการแยกและระบุสารสำคัญเฉพาะชนิดจากข้าวสารดอกเล็กยังมีจำกัด ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์บางแห่งยังไม่มีรายการสารธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับชนิดพันธุ์นี้โดยตรง
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ ข้าวสารดอกเล็ก (Cynanchum hooperianum) ยังมีค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรไทยที่มีการศึกษามากกว่า งานข้อมูลที่พบส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอนุกรมวิธาน การสำรวจพรรณพืช การใช้ประโยชน์พื้นบ้าน และตำรับยาแผนไทย มากกว่าการทดลองทางคลินิกในมนุษย์
- ด้านอนุกรมวิธาน : มีการปรับชื่อจากสกุล Raphistemma มาอยู่ในสกุล Cynanchum ตามการทบทวนอนุกรมวิธานของวงศ์ Apocynaceae
- ด้านการใช้ประโยชน์ : มีหลักฐานจากตำรายาไทยและฐานข้อมูลสมุนไพรที่สนับสนุนว่ารากถูกใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาการทางตา
- ด้านการทดลองทางคลินิก : ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกคุณภาพสูงเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลของข้าวสารดอกเล็กในการรักษาโรคตา หรือโรคอื่น ๆ ในมนุษย์
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ข้อมูลเภสัชวิทยาของข้าวสารดอกเล็กยังมีจำกัด โดยฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ที่รวบรวมวรรณกรรมสมัยใหม่ระบุว่ายังมีข้อมูลการศึกษาเฉพาะชนิดไม่มาก และยังไม่มีข้อมูลสารธรรมชาติที่เชื่อมโยงไว้อย่างครบถ้วน
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญทางเภสัชวิทยาคือ สารกลุ่ม cardiac glycosides ในเมล็ด ซึ่งอาจมีผลต่อการทำงานของหัวใจและไม่ควรนำเมล็ดมาบริโภคเอง
ความปลอดภัย
- เมล็ด : ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน เนื่องจากมีรายงานการพบสารกลุ่ม cardiac glycosides ซึ่งอาจมีฤทธิ์เป็นพิษต่อหัวใจ
- รากและส่วนที่ใช้เป็นยา : ข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ จึงไม่ควรใช้ในขนาดสูงหรือใช้ต่อเนื่องโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล
- การใช้ภายนอกหรือเกี่ยวกับดวงตา : ไม่ควรนำยาสมุนไพรที่เตรียมเองจากรากหรือน้ำยางไปหยอดตาโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคือง การติดเชื้อ หรือทำให้อาการโรคตารุนแรงขึ้น
- หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว : ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากข้าวสารดอกเล็ก
ข้อห้ามใช้
- ห้ามรับประทานเมล็ดข้าวสารดอกเล็ก เนื่องจากมีรายงานสารกลุ่ม cardiac glycosides
- ไม่ควรใช้เพื่อรักษาโรคตาด้วยตนเอง โดยเฉพาะการนำส่วนของพืชไปหยอดตา
- ไม่ควรใช้รากหรือสารสกัดในขนาดสูง หากไม่มีข้อมูลมาตรฐานด้านขนาดยาและความปลอดภัย
- ผู้ที่กำลังใช้ยารักษาโรคหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบปริมาณสารสำคัญและควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่างข้าวสารดอกเล็กกับยาชนิดต่าง ๆ อย่างชัดเจน แต่เนื่องจากมีรายงาน cardiac glycosides ในเมล็ด จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่ใช้ยาที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจหรือจังหวะการเต้นของหัวใจ
การใช้ในอาหาร
- ดอกตูมและดอก : มีภูมิปัญญาการนำไปลวก ต้ม นึ่ง หรือประกอบอาหาร
- ยอดอ่อน : สามารถนำไปลวกหรือนึ่ง รับประทานร่วมกับน้ำพริก
- ดอกบาน : มีการนำไปประกอบอาหาร เช่น แกงส้ม ผัด หรือยำในบางท้องถิ่น
- รสชาติ : แหล่งข้อมูลด้านพืชผักพื้นบ้านบางแห่งระบุว่าดอกมีรสหวาน
- เมล็ด : ไม่ควรนำมารับประทาน เนื่องจากมีรายงานสาร cardiac glycosides
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : รากข้าวสารสามารถพบในบริบทของเครื่องยาและตำรับยาแผนไทย
- ตำรับยาแผนไทย : เป็นส่วนประกอบของ ยาประสะกานพลู โดยใช้รากข้าวสารเป็นเครื่องยา
- อาหารพื้นบ้าน : ดอกและยอดอ่อนสามารถนำไปใช้เป็นผักพื้นบ้าน
- ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ : ยังไม่ควรกล่าวอ้างสรรพคุณรักษาโรคจากสารสกัดข้าวสารดอกเล็กโดยตรง เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกยังมีจำกัด
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ราก : หากเก็บเพื่อทำเป็นเครื่องยา ควรเก็บจากต้นที่ผ่านการตรวจสอบชนิดอย่างถูกต้อง และควรทำความสะอาดก่อนนำไปทำให้แห้ง
- การทำแห้ง : ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมและป้องกันความชื้น เชื้อรา และสิ่งปนเปื้อน
- การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันแสง ความร้อน และความชื้น
- การระบุชนิด : เนื่องจากชื่อพื้นบ้าน “ข้าวสาร” อาจใช้เรียกพืชหลายชนิด จึงควรตรวจสอบด้วยลักษณะทางพฤกษศาสตร์หรือข้อมูลตัวอย่างพรรณไม้ก่อนนำมาใช้เป็นยา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ข้าวสารดอกเล็กเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับทั้ง อาหารพื้นบ้านและการแพทย์แผนไทย โดยชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เช่น เมือยสารในชุมพร เคือคิกในสกลนคร และผักข้าวสารในพื้นที่ภาคอีสาน
ในด้านสมุนไพร รากถูกใช้ในตำรายาไทยเกี่ยวกับ ตาแดง ตาแฉะ และตามัว รวมทั้งมีการกล่าวถึงการใช้เป็นยาถอนพิษหรือระงับพิษในตำรับพื้นบ้าน
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ “ข้าวสารดอกเล็ก” เป็นชื่อพื้นบ้านที่ใช้แยกพืชชนิดนี้จาก ข้าวสารดอกใหญ่ ซึ่งอยู่ในกลุ่มพืชสกุลเดียวกันตามระบบอนุกรมวิธานแบบเดิม พจนานุกรมศัพท์แพทย์และเภสัชกรรมแผนไทยยังบันทึก “ข้าวสาร” ในฐานะทั้งชื่อเครื่องยาและชื่อพืช Raphistemma hooperianum
สถานะการอนุรักษ์
ฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่าชนิดที่ยอมรับคือ Cynanchum hooperianum และมีถิ่นกระจายพันธุ์ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน แต่จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ในฐานข้อมูล World Flora Online หน้าชนิดพันธุ์ยังไม่ได้ระบุสถานะ IUCN Red List ไว้อย่างชัดเจน
ดังนั้นสำหรับการจัดทำฐานข้อมูลเว็บไซต์ ควรใช้ข้อความว่า “ยังไม่พบการระบุสถานะ IUCN Red List ที่ชัดเจนจากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบ” มากกว่าการระบุว่าเป็นพืชหายากหรือใกล้สูญพันธุ์โดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Order : Gentianales
- Family : Apocynaceae
- Genus : Cynanchum L.
- Species : Cynanchum hooperianum (Blume) Liede & Khanum
- ชื่อพ้อง : Oxystelma hooperianum Blume; Raphistemma hooperianum (Blume) Decne.
- ชื่อที่ใช้ในเอกสารสมุนไพรไทยจำนวนมาก : Raphistemma hooperianum (Blume) Decne.
หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน : หากนำไปใช้บนเว็บไซต์สมุนไพรดอทคอม แนะนำให้แสดงชื่อเดิม Raphistemma hooperianum ควบคู่กับชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน Cynanchum hooperianum เพื่อให้ผู้ค้นข้อมูลจากตำรายาไทยและฐานข้อมูลสากลสามารถเชื่อมโยงข้อมูลชนิดเดียวกันได้
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะเด่นของต้น : ไม้เถาเลื้อย ลำต้นเกลี้ยง และมีน้ำยางสีขาว
- ใบ : ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปหัวใจ โคนใบเว้า ปลายแหลม
- ดอก : ช่อดอกตามซอกใบ ดอกย่อยหลายดอก สีขาวและมีกลิ่นหอม ก่อนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน
- ผล : เป็นฝักรูปไข่แกมขอบขนาน
- รากเครื่องยา : ควรตรวจสอบจากลักษณะทางมหพฤกษศาสตร์และเอกสารเภสัชเวทก่อนนำไปใช้ เนื่องจากชื่อ “ข้าวสาร” มีพืชหลายชนิดที่อาจทำให้เกิดความสับสน
- ชื่อเครื่องยา : Cynanchi Hooperiani Radix เป็นชื่อที่ปรากฏในรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติสำหรับรากข้าวสาร
- การตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ : การยืนยันที่มีความน่าเชื่อถือควรใช้ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกับตัวอย่างพรรณไม้หรือวิธีตรวจสอบทางอนุกรมวิธานที่เหมาะสม ไม่ควรพิจารณาจากชื่อพื้นบ้านเพียงอย่างเดียว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กระทรวงสาธารณสุข. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2562). ข้าวสารดอกเล็ก. ใน สมุนไพรมหิดล. มติชนสุดสัปดาห์.
- ราชบัณฑิตยสภา. (2567). พจนานุกรมศัพท์แพทย์และเภสัชกรรมแผนไทย. ราชบัณฑิตยสภา.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). บัญชียาจากสมุนไพรและหลักฐานเชิงประจักษ์: ยาประสะกานพลู. กระทรวงสาธารณสุข.
- สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (ม.ป.ป.). พจนานุกรมศัพท์แพทย์และเภสัชกรรมแผนไทย.
- Khanum, R., Surveswaran, S., Meve, U., & Liede-Schumann, S. (2016). Cynanchum (Apocynaceae: Asclepiadoideae): A pantropical Asclepiadoid genus revisited. Taxon, 65(3), 467–486.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cynanchum hooperianum (Blume) Liede & Khanum. Plants of the World Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Raphistemma hooperianum (Blume) Decne. Plants of the World Online.
- World Flora Online Consortium. (2026). Cynanchum hooperianum (Blume) Liede & Khanum. World Flora Online.
