ข้าวสารดอกใหญ่

ข้าวสารดอกใหญ่

ข้าวสารดอกใหญ่ เป็นไม้เถาสมุนไพรพื้นบ้านที่พบในประเทศไทยและประเทศเขตร้อนของเอเชีย มีดอกสีขาวขนาดค่อนข้างใหญ่และมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ นิยมกล่าวถึงในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้ รากข้าวสารดอกใหญ่ เกี่ยวกับอาการทางดวงตา ขณะเดียวกันเมล็ดมีสารกลุ่ม cardiac glycosides ที่อาจมีพิษต่อหัวใจ จึงต้องให้ความสำคัญกับการระบุชนิดพืชและความปลอดภัยเป็นพิเศษ

ชื่อวิทยาศาสตร์ที่เอกสารไทยจำนวนมากใช้คือ Raphistemma pulchellum (Roxb.) Wall. อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ของ Kew ยอมรับชื่อ Cynanchum pulchellum (Wall.) Liede & Khanum เป็นชื่อที่ถูกต้องในปัจจุบัน และจัด Raphistemma pulchellum เป็นชื่อพ้อง ดังนั้นในการทำฐานข้อมูลสมุนไพรควรระบุทั้งชื่อปัจจุบันและชื่อพ้องเพื่อช่วยในการค้นคืนข้อมูล SEO และการตรวจสอบเอกลักษณ์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ข้าวสารดอกใหญ่
  • ชื่ออื่น ๆ : ข้าวสาร, ข้าวสารเถา, เคือคิก, เข้าสาร, ไคร้เครือ, เมือสาร, เครือเขาหนัง, มะโอเครือ, โอเคือ และชื่อภาษาท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในลำปาง เช่น เซงคุยมังอูมื่อ และมังอุยเหมื่อเซงครึย
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย : Raphistemma pulchellum (Roxb.) Wall.
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในอนุกรมวิธานปัจจุบัน : Cynanchum pulchellum (Wall.) Liede & Khanum
  • วงศ์ : Apocynaceae หรือวงศ์ตีนเป็ด
  • ลักษณะพืช : ไม้เถาเลื้อย มีน้ำยางสีขาว
  • จุดเด่น : ใบใหญ่รูปไข่ถึงรูปหัวใจ ดอกสีขาวหรือขาวอมครีม และผลเป็นฝักโค้ง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้เถาเลื้อย ลำต้นกลมเรียว ผิวค่อนข้างเกลี้ยง เมื่อเกิดบาดแผลจะมีน้ำยางสีขาวไหลออกมา เถาสามารถเลื้อยหรือพันกับพืชอื่นและอาจยาวได้หลายเมตร โดยข้อมูลพฤกษศาสตร์ระบุว่าสามารถยาวได้ถึงประมาณ 8 เมตร
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่กว้างหรือรูปหัวใจ โคนใบเว้าลึก ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบกว้างประมาณ 4–15 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6–20 เซนติเมตร ก้านใบยาวประมาณ 4–12 เซนติเมตร
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ดอกมีสีขาวหรือขาวอมครีม กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดหรือรูประฆังและแยกเป็น 5 แฉก เมื่อดอกบานเต็มที่มีขนาดประมาณ 3–4 เซนติเมตร ช่อหนึ่งมีดอกหลายดอก
  • ผล : เป็นผลแบบฝัก มีลักษณะโค้ง ความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร
  • เมล็ด : มีจำนวนมาก รูปไข่ และมีขนเป็นพู่สีขาวช่วยในการกระจายพันธุ์

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยไปจนถึงจีนตอนใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • การกระจายพันธุ์ : พบในอินเดีย เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ จีน ลาว เมียนมา ไทย เวียดนาม และคาบสมุทรมลายู
  • ในประเทศไทย : มีรายงานพบในพื้นที่ป่าและพื้นที่ธรรมชาติหลายแห่ง โดยเป็นไม้เถาที่สามารถเจริญในสภาพป่าเขตร้อนได้

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : ข้อมูลการปลูกในประเทศไทยระบุว่าสามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
  • ดิน : เหมาะกับดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์และระบายน้ำได้ดี
  • น้ำ : ต้องการน้ำในระดับปานกลาง ไม่ควรปล่อยให้แฉะเป็นเวลานาน
  • แสง : ต้องการแสงปานกลางถึงค่อนข้างมาก
  • การดูแล : สามารถใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : เป็นส่วนที่มีการระบุชัดเจนในภูมิปัญญาสมุนไพรไทย โดยใช้ปรุงเป็นยาหยอดตา
  • เมล็ด : มีการกล่าวถึงการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อแก้ไข้และขับเหงื่อ แต่เป็นส่วนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีรายงานพบสารกลุ่ม cardiac glycosides ที่เป็นพิษต่อหัวใจ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • รากข้าวสารดอกใหญ่ : ใช้ปรุงเป็นยาหยอดตาตามภูมิปัญญาไทย สำหรับอาการ ตาแดง ตาแฉะ และตามัว
  • เมล็ด : มีการบันทึกการใช้เพื่อ แก้ไข้และขับเหงื่อ แต่เนื่องจากเมล็ดมี cardiac glycosides ซึ่งอาจเป็นพิษต่อหัวใจ จึงไม่ควรนำมาใช้เองโดยขาดความรู้ด้านขนาดยาและการเตรียมยา

หมายเหตุสำคัญ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและเอกสารสมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบัน

วิธีใช้

  • การใช้ราก : เอกสารสมุนไพรไทยระบุการนำรากไปปรุงเป็น ยาหยอดตา ตามตำรับพื้นบ้านสำหรับตาแดง ตาแฉะ และตามัว
  • การใช้เมล็ด : มีการระบุในเอกสารพื้นบ้านว่าใช้แก้ไข้และขับเหงื่อ แต่เนื่องจากมีสารที่อาจเป็นพิษต่อหัวใจ จึง ไม่ควรนำเมล็ดมาปรุงหรือรับประทานเอง

ไม่มีข้อมูลขนาดรับประทานมาตรฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับนำไปกำหนดเป็นคำแนะนำการใช้เอง จึงควรหลีกเลี่ยงการระบุขนาดยาแบบตายตัวบนเว็บไซต์

สารสำคัญ

  • Cardiac glycosides : มีรายงานพบสารกลุ่ม cardiac glycosides ในเมล็ดข้าวสารดอกใหญ่ ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและอาจก่อพิษได้หากได้รับในปริมาณที่ไม่เหมาะสม
  • องค์ประกอบทางเคมีอื่น ๆ : ปัจจุบันข้อมูลออนไลน์ที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับสารออกฤทธิ์เฉพาะชนิดและปริมาณสารสำคัญของ Raphistemma/Cynanchum pulchellum ยังมีจำกัด จึงไม่ควรระบุชื่อสารหรือค่าปริมาณสารสำคัญเพิ่มเติมโดยไม่มีแหล่งอ้างอิงจากงานวิเคราะห์โดยตรง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยด้าน การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร ให้ความสำคัญกับ Raphistemma pulchellum ในฐานะหนึ่งในพืชที่เคยถูกระบุว่าเป็นแหล่งของวัตถุดิบที่เรียกว่า “ไคร้เครือ” ซึ่งมีปัญหาด้านความสับสนของชนิดพืชกับวัตถุดิบจากสกุลอื่น
  • มีการใช้เทคนิค DNA barcoding และการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ เช่น ITS2, rbcL, matK และ HPTLC เพื่อช่วยแยกแยะวัตถุดิบที่มีชื่อพื้นเมืองเหมือนกันหรือมีโอกาสปะปนกัน
  • สำหรับ ประสิทธิผลทางคลินิกของข้าวสารดอกใหญ่โดยตรง ยังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าใช้รักษาโรคใดได้อย่างมีประสิทธิผลตามมาตรฐานการแพทย์สมัยใหม่

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ข้อมูลเภสัชวิทยาที่กล่าวถึงข้าวสารดอกใหญ่โดยตรงยังมีจำกัด
  • ประเด็นที่มีข้อมูลชัดเจนที่สุดคือ cardiac glycosides ในเมล็ด ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจและสามารถก่อพิษได้
  • งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพืชชนิดนี้ส่วนหนึ่งมุ่งเน้น การระบุชนิดและตรวจสอบความถูกต้องของวัตถุดิบสมุนไพร มากกว่าการทดลองประสิทธิผลทางคลินิก

ความปลอดภัย

  • เมล็ดเป็นส่วนที่ต้องระวังอย่างมาก เนื่องจากมีรายงานพบ cardiac glycosides ซึ่งมีความเป็นพิษต่อหัวใจ
  • ไม่ควรรับประทานเมล็ดข้าวสารดอกใหญ่โดยตรงหรือใช้ในปริมาณสูงโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญควบคุม
  • ไม่ควรนำส่วนที่ไม่ทราบชนิดหรือวัตถุดิบที่ระบุเพียงชื่อพื้นเมืองว่า “ข้าวสาร” หรือ “ไคร้เครือ” มาใช้แทนกัน เพราะชื่อพื้นเมืองหนึ่งชื่ออาจหมายถึงพืชหลายชนิดได้
  • การใช้รากเป็นยาหยอดตาตามภูมิปัญญาควรระมัดระวังเรื่อง การปนเปื้อนและความสะอาด เนื่องจากการเตรียมยาหยอดตาที่ไม่ปลอดเชื้ออาจก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ดวงตาได้

ข้อห้ามใช้

  • ห้ามใช้เมล็ดรับประทานเอง เนื่องจากมีรายงานสาร cardiac glycosides ที่อาจเป็นพิษต่อหัวใจ
  • ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคหัวใจ โดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่มีความรู้ด้านสมุนไพร
  • ไม่ควรใช้เป็นยาหยอดตาเองจากวัตถุดิบสดหรือสารสกัดที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตที่เหมาะสม

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาปฏิกิริยาระหว่าง ข้าวสารดอกใหญ่ กับยาแผนปัจจุบันที่เพียงพอสำหรับสรุปเป็นรายการที่ยืนยันได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีรายงาน cardiac glycosides ในเมล็ด จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่ใช้ยาที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจหรือการนำไฟฟ้าหัวใจ และไม่ควรนำเมล็ดมาใช้ร่วมกับยาเหล่านั้นเอง

การใช้ในอาหาร

  • ดอก : มีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านระบุว่าสามารถนำมารับประทานเป็นอาหารได้
  • ผล : มีการระบุว่าสามารถใช้เป็นอาหารได้
  • มีข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นกล่าวถึงการนำดอกไป แกงส้ม ต้มรับประทานกับน้ำพริก หรือทอดกับไข่ และบางพื้นที่ใช้เถาที่เตรียมอย่างเหมาะสมเป็นผัก

ข้อควรระวัง: การนำส่วนต่าง ๆ มารับประทานควรแยกจากการใช้เป็นยาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมล็ดซึ่งมีรายงานสารที่เป็นพิษต่อหัวใจ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ใช้เป็น พืชสมุนไพรและพืชอาหารพื้นบ้าน
  • มีศักยภาพในการใช้เป็นไม้เถาประดับ เนื่องจากมี ดอกสีขาวขนาดใหญ่และมีลักษณะสวยงาม
  • ยังไม่พบข้อมูลที่เพียงพอสำหรับยืนยันผลิตภัณฑ์มาตรฐานเชิงพาณิชย์ที่ใช้สารสกัดข้าวสารดอกใหญ่เป็นส่วนประกอบหลัก

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ราก : หากเก็บเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรระบุชนิดพืชให้ถูกต้องก่อนเก็บ และทำความสะอาดอย่างเหมาะสม
  • เมล็ด : ไม่ควรเก็บเพื่อใช้รับประทานหรือทำยาสามัญ เนื่องจากมีข้อกังวลด้านพิษต่อหัวใจ
  • การเก็บรักษา : วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท แห้ง และพ้นความชื้น แสงแดด และแมลง
  • เนื่องจากยังไม่มีมาตรฐานการเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษาข้าวสารดอกใหญ่ในรูปแบบเภสัชตำรับที่มีข้อมูลเพียงพอ จึงไม่ควรกำหนดระยะเวลาเก็บรักษาเฉพาะเจาะจงโดยไม่มีผลการศึกษาความคงตัวรองรับ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ข้าวสารดอกใหญ่มีชื่อเรียกหลากหลายตามภูมิภาค สะท้อนการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะ รากสำหรับตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับดวงตา และ ดอกหรือผลสำหรับเป็นอาหาร

ชื่อท้องถิ่นที่พบ เช่น ข้าวสาร เครือเขาหนัง เคือคิก ไคร้เครือ มะโอเครือ เมือสาร และโอเคือ ซึ่งควรบันทึกคู่กับชื่อวิทยาศาสตร์เพื่อป้องกันความสับสนของพืชต่างชนิด

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ระบุว่าการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของ Cynanchum pulchellum อยู่ในกลุ่ม ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) ตาม Angiosperm Extinction Risk Predictions v1 อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวเป็นการประเมินในระดับชนิดพันธุ์และไม่ควรตีความว่าแหล่งประชากรในประเทศไทยทุกพื้นที่มีความมั่นคงเท่ากัน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Domain : Eukaryota
  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Tracheophyta
  • Class : Magnoliopsida
  • Order : Gentianales
  • Family : Apocynaceae
  • Subfamily : Asclepiadoideae
  • Tribe : Asclepiadeae
  • Genus : Cynanchum
  • Species : Cynanchum pulchellum
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ : Cynanchum pulchellum (Wall.) Liede & Khanum
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Raphistemma pulchellum Wall.; Asclepias pulchella (Wall.) Roxb.; Oxystelma pulchellum (Wall.) D.Dietr.

หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน: เอกสารสมุนไพรไทยจำนวนมากยังใช้ชื่อ Raphistemma pulchellum (Roxb.) Wall. ขณะที่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบันของ Kew ยอมรับ Cynanchum pulchellum (Wall.) Liede & Khanum ดังนั้นเว็บไซต์ควรเก็บชื่อเดิมไว้เป็น ชื่อพ้อง (synonym) เพื่อรองรับการค้นหาข้อมูลจากเอกสารรุ่นเก่า

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ตรวจสอบจากลักษณะไม้เถา น้ำยางสีขาว ใบตรงข้ามรูปไข่หรือรูปหัวใจ ดอกสีขาวขนาดใหญ่ และผลเป็นฝักโค้ง
  • การตรวจสอบด้วยตัวอย่างพรรณไม้แห้ง : ควรเปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงที่มีการระบุชนิดโดยนักพฤกษศาสตร์หรือเภสัชเวท
  • DNA barcoding : สามารถใช้เครื่องหมายทางพันธุกรรม เช่น ITS2, rbcL, matK และ trnH-psbA เพื่อช่วยตรวจสอบเอกลักษณ์ โดยเฉพาะกรณีวัตถุดิบสมุนไพรที่มีชื่อพื้นเมืองซ้ำกันหรือมีโอกาสปะปนกับพืชชนิดอื่น
  • ความสำคัญในการตรวจสอบ : การระบุชนิดมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ “ข้าวสารดอกใหญ่” เพราะเคยมีปัญหาความสับสนของพืชหลายชนิดที่ถูกนำมาใช้ในชื่อ ไคร้เครือ และพืชบางกลุ่มที่เกี่ยวข้องอาจมีสารพิษแตกต่างกันอย่างมาก

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). ข้าวสารเถา. ฐานข้อมูลสรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.
  2. กองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข. (2564). ประมวลสรรพคุณสมุนไพรไทย เล่ม 2. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). ข้าวสารดอกใหญ่.
  4. เมดไทย. (2563, 15 มีนาคม). 4 สรรพคุณและประโยชน์ของต้นข้าวสารดอกใหญ่.
  5. Kew Science. (2026). Cynanchum pulchellum (Wall.) Liede & Khanum. Plants of the World Online.
  6. Kew Science. (2026). Raphistemma pulchellum Wall. Plants of the World Online.
  7. Sankara Rao, K., Raja K Swamy, Deepak Kumar, Arun Singh, R., & Gopalakrishna Bhat, K. (2019). Raphistemma pulchellum (Roxb.) Wall. Flora of Peninsular India.
  8. [Authors]. (2018). DNA barcoding of Aristolochia plants and development of species-specific multiplex PCR to aid HPTLC in ascertainment of Aristolochia herbal materials. PLOS ONE, 13(8), e0202625.
  9. Liede, S., & Khanum, R. (2016). Taxonomic revision resulting in the recognition of Cynanchum pulchellum (Wall.) Liede & Khanum. Taxon, 65, 479.
Scroll to top