ข้าวสารป่า
ข้าวสารป่า เป็นสมุนไพรพื้นบ้านไทยในวงศ์เข็ม (Rubiaceae) พบขึ้นตามป่าธรรมชาติหลายประเภท โดยเฉพาะป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบเขา มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านทั้งภาคอีสานและกลุ่มชาติพันธุ์บางพื้นที่ เช่น ลาหู่ โดยส่วนต่าง ๆ ของพืชถูกนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรตามตำรับท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ของข้าวสารป่ายังมีจำกัด จึงควรแยกข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากข้อสรุปทางการแพทย์สมัยใหม่อย่างชัดเจน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ข้าวสารป่า
- ชื่ออื่น : เข็มแพะ, กระดูกงูเหลือม, เข็มขาว, เข็มป่า และยาแก่ (ชื่อที่ใช้ในกลุ่มลาหู่)
- ชื่อสามัญ : White pavetta
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm.
- วงศ์ : Rubiaceae
- สกุล : Pavetta
- ลักษณะการใช้ : เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน ที่มีการใช้ราก ลำต้น ใบ เปลือกต้น ดอก และผลตามภูมิปัญญาในบางท้องถิ่น
- หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์ : ในเอกสารเก่าบางแห่งอาจพบชื่อ Pavetta indica var. tomentosa (Roxb. ex Sm.) Hook.f. แต่ฐานข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ปัจจุบันยอมรับ Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm. เป็นชื่อชนิดที่ถูกต้อง และจัดชื่อดังกล่าวเป็นชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานของชื่อเดิม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงโดยทั่วไปประมาณ 1–5 เมตร ลำต้นตั้งตรง เรือนยอดค่อนข้างแผ่กว้าง กิ่งอ่อนกลวงและมีขนปกคลุม เปลือกต้นมีสีน้ำตาลถึงน้ำตาลอมชมพูในบางแหล่ง
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปรีแกมรูปขอบขนานหรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบสอบ ผิวใบทั้งสองด้านมีขน โดยเฉพาะด้านล่างมักมีขนหนาแน่น หูใบหลุดร่วงได้ง่าย
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบใกล้ปลายกิ่งหรือปลายกิ่ง ช่อดอกมีลักษณะแตกแขนง ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกสีขาว โคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นประมาณ 4 แฉก และมีเกสรเพศผู้ 4 อัน
- ผล : เป็นผลสด มีลักษณะกลมหรือเกือบกลม เมื่ออ่อนมีสีเขียวและเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีดำ ภายในมีเมล็ดประมาณ 2 เมล็ด
- ช่วงออกดอกและติดผล : มีรายงานแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยในประเทศไทยพบช่วงประมาณเดือนเมษายนถึงสิงหาคม ขณะที่ข้อมูลพรรณไม้บางพื้นที่ระบุช่วงดอกตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกรกฎาคม
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อนุทวีปอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงจีนตอนใต้และพื้นที่ใกล้เคียง
- ประเทศไทย : พบได้ในหลายภูมิภาค โดยมักขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าโปร่ง และป่าดิบเขา
- ต่างประเทศ : Kew ระบุการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติครอบคลุมอินเดีย เนปาล บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย จีนตอนใต้ ฟิลิปปินส์ และพื้นที่อื่นในเอเชียเขตร้อน
- ระดับความสูง : แหล่งข้อมูลพรรณไม้ไทยรายงานการพบในพื้นที่ประมาณ 100–700 หรือ 100–800 เมตรจากระดับน้ำทะเล ขึ้นอยู่กับพื้นที่สำรวจ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก : ใช้ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่ เช่น ต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลังและใช้ในตำรับสำหรับสตรีหลังคลอด
- ลำต้น : มีการใช้ร่วมกับรากหรือตัวยาสมุนไพรอื่นในตำรับพื้นบ้าน
- ใบ : มีการใช้ตามตำรายาไทยพื้นบ้านสำหรับอาการบางชนิด เช่น ไข้ และการใช้ภายนอก
- เปลือกต้น : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้าน
- ดอก : มีการใช้ในตำรายาไทยพื้นบ้าน
- ผล : มีการกล่าวถึงการใช้เป็นยาสมุนไพรในตำราไทย
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
หมายเหตุ: สรรพคุณต่อไปนี้เป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรายา ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในมนุษย์
- รากและลำต้น : กลุ่มลาหู่มีการนำมาต้มน้ำดื่มเพื่อ บำรุงกำลัง และช่วยให้เจริญอาหาร
- ราก : มีรายงานการใช้ต้มน้ำดื่มเป็น ยาบำรุงสตรีหลังคลอด และบำรุงกำลังตามภูมิปัญญาลาหู่
- ใบ : ตำรายาพื้นบ้านบางแห่งระบุการใช้ใบเป็นยาแก้ไข้ รวมถึงใช้ในตำรับสำหรับโรคในจมูกและใช้ภายนอก
- ใบและราก : มีการใช้พอกบริเวณฝีและในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการทางผิวหนัง
- เปลือกต้น : ตำรายาไทยบางแห่งกล่าวถึงการใช้ภายนอก เช่น คั้นน้ำใช้หยอดหูในกรณีที่มีแมลงเข้าหู
- ผล : มีการกล่าวถึงการใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับริดสีดวงและก้อนงอกในจมูก
- ดอก : มีการใช้ตามตำรายาไทยสำหรับอาการตาแดงหรือตาแฉะ
- ราก : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการเกี่ยวกับเสมหะและบิด
วิธีใช้
- การใช้ภายในตามภูมิปัญญาท้องถิ่น : รากหรือลำต้นนำมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม โดยในกลุ่มลาหู่มีการใช้เป็นยาบำรุงกำลังและช่วยเจริญอาหาร
- การใช้เป็นตำรับยา : บางพื้นที่ใช้ส่วนต่าง ๆ ของข้าวสารป่าร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ไม่ได้ใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยว
- การใช้ภายนอก : ใบและรากมีรายงานการนำมาตำหรือบดเพื่อใช้พอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ข้อควรระวัง : ไม่ควรนำข้อมูลขนาดการใช้จากตำรายาพื้นบ้านมาใช้เป็นขนาดยามาตรฐาน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดขนาดและระยะเวลาการใช้ที่ปลอดภัย
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- จากการตรวจสอบฐานข้อมูล บัญชียาจากสมุนไพรและหลักฐานเชิงประจักษ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไม่พบข้าวสารป่า (Pavetta tomentosa) เป็นรายการยาสมุนไพรเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้มาตรฐานในบัญชีดังกล่าว
- ดังนั้น ควรจัดข้อมูลข้าวสารป่าในเว็บไซต์ในหมวด สมุนไพรพื้นบ้าน/พืชสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น มากกว่าการนำเสนอว่าเป็นตัวยามาตรฐานในบัญชียาสมุนไพร
สารสำคัญ
- การศึกษาทางพฤกษเคมีของสารสกัดใบ Pavetta tomentosa พบกลุ่มสาร saponins, flavonoids และ alkaloids ในสารสกัดที่ศึกษา
- การวิเคราะห์ด้วย GC-MS พบสารประกอบหลายชนิด โดยสารที่ตรวจพบในสารสกัดอะซีโตนในงานวิจัยดังกล่าว ได้แก่ Hexanedioic acid, bis(2-ethylhexyl) ester และสารกลุ่มไฮโดรคาร์บอนสายยาวบางชนิด
- อย่างไรก็ตาม การตรวจพบสารเหล่านี้ในสารสกัดเฉพาะตัวทำละลายไม่ได้หมายความว่าสารดังกล่าวเป็นสารออกฤทธิ์หลักของข้าวสารป่า และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาแยกสารและทดสอบฤทธิ์เพิ่มเติม
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- มีงานวิจัยหนึ่งศึกษาศักยภาพของสารสกัดใบ Pavetta tomentosa ต่อไวรัสเดงกีและยุงลาย Aedes aegypti
- ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่าสารสกัดอะซีโตนจากใบมีฤทธิ์ต่อระยะตัวอ่อน ดักแด้ และตัวเต็มวัยของยุงลาย และยังพบฤทธิ์ต้านไวรัสเดงกีในระบบทดสอบเซลล์
- งานวิจัยดังกล่าวเป็น การศึกษาระดับห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่การทดลองรักษาโรคไข้เลือดออกในมนุษย์ จึงยังไม่สามารถสรุปว่าข้าวสารป่าสามารถใช้รักษาหรือป้องกันโรคไข้เลือดออกในคนได้
- งานทบทวนด้านสารสกัดจากพืชสำหรับควบคุมยุงยังจัด Pavetta tomentosa เป็นหนึ่งในพืชที่มีรายงานฤทธิ์กำจัดลูกน้ำยุงในระดับที่น่าสนใจ แต่ยังจำเป็นต้องศึกษาเรื่องสารออกฤทธิ์ กลไก และความปลอดภัยก่อนนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านยุงลาย : สารสกัดใบด้วยอะซีโตนมีฤทธิ์ต่อลูกน้ำ ดักแด้ และยุงลายตัวเต็มวัยในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านไวรัส : สารสกัดใบด้วยอะซีโตนแสดงฤทธิ์ต่อระบบเซลล์ที่ใช้ศึกษาไวรัสเดงกี
- ฤทธิ์ทางพฤกษเคมี : ตรวจพบ saponins, flavonoids และ alkaloids ในสารสกัดที่นำมาศึกษา
- ข้อจำกัดของหลักฐาน : ข้อมูลดังกล่าวยังอยู่ในระดับ in vitro/ห้องปฏิบัติการและการทดสอบกับแมลง จึงไม่ควรนำไปกล่าวอ้างเป็นสรรพคุณรักษาโรคในมนุษย์
ความปลอดภัย
- ปัจจุบันยังมีข้อมูลด้าน ความปลอดภัยและพิษวิทยาของข้าวสารป่าในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด
- การที่ตำรายาพื้นบ้านระบุบางส่วนของพืชว่ามีรส เมาเบื่อ ควรใช้เป็นข้อมูลประกอบการระมัดระวัง และไม่ควรนำพืชมาใช้เองในปริมาณสูงหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล
- ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับประชาชนทั่วไป
- หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
ข้อห้ามใช้
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนด ข้อห้ามใช้เฉพาะของข้าวสารป่า อย่างเป็นมาตรฐาน
- เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการใช้เองใน หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
- ไม่ควรใช้เพื่อทดแทนการรักษาโรคสำคัญ เช่น ไข้เลือดออก มะเร็ง หรือการติดเชื้อรุนแรง
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจนเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างข้าวสารป่ากับยาแผนปัจจุบัน
- ผู้ที่รับประทานยาประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ โดยเฉพาะเมื่อใช้สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ทราบปริมาณสารสำคัญแน่นอน
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- เนื่องจากข้าวสารป่าเป็นพืชป่าที่มีการใช้ รากและลำต้น ในภูมิปัญญาบางพื้นที่ การเก็บจากธรรมชาติควรคำนึงถึงการไม่ทำลายต้นจนตาย
- ส่วนที่เก็บมาใช้ควรคัดเลือกจากต้นที่ระบุชนิดได้ถูกต้อง ไม่มีเชื้อรา สิ่งสกปรก หรือสารปนเปื้อน
- หากนำส่วนของพืชมาทำเป็นสมุนไพรแห้ง ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะที่สะอาด แห้ง ปิดสนิท และพ้นแสง ความชื้น และแมลง
- ควรติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ เพื่อป้องกันการสับสนกับ เข็มป่า (Pavetta indica) ซึ่งเป็นพืชคนละชนิดกัน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- กลุ่มลาหู่ : มีชื่อพื้นเมืองว่า ยาแก่ และมีการใช้รากกับลำต้นต้มน้ำดื่มเพื่อบำรุงกำลังและช่วยให้เจริญอาหาร
- ภูมิปัญญาอีสาน : มีการใช้รากหรือลำต้นร่วมกับสมุนไพรอื่นในตำรับต้มน้ำดื่ม รวมถึงมีการกล่าวถึงการใช้รากเพื่อเพิ่มน้ำนม
- ตำรายาไทยพื้นบ้าน : มีการบันทึกการใช้ใบ ราก เปลือกต้น ผล และดอกในตำรับสำหรับอาการต่าง ๆ เช่น ไข้ อาการทางผิวหนัง ริดสีดวง ตาแดง และบิด
ประวัติและวัฒนธรรม
ข้าวสารป่าเป็นพรรณไม้ที่ปรากฏอยู่ในองค์ความรู้ด้าน พืชสมุนไพรพื้นบ้านของประเทศไทย และมีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการใช้ทรัพยากรป่าของชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์ความรู้ของกลุ่มชาติพันธุ์และตำรายาพื้นบ้านภาคอีสาน การรวบรวมข้อมูลพืชชนิดนี้จึงมีความสำคัญต่อการอนุรักษ์องค์ความรู้สมุนไพรและการป้องกันการสูญหายของชื่อท้องถิ่นและวิธีใช้ดั้งเดิม
สถานะการอนุรักษ์
- ข้าวสารป่ามีการกระจายพันธุ์ค่อนข้างกว้างในเอเชียเขตร้อน และพบในประเทศไทยหลายพื้นที่
- สำหรับสถานะการอนุรักษ์ระดับชนิด ข้อมูลจากฐานข้อมูลพรรณไม้ของอินเดียที่อ้างอิง Pavetta tomentosa ระบุสถานะเป็น Not Evaluated (NE) ในแหล่งข้อมูลดังกล่าว
- สำหรับประเทศไทย ควรเน้น การอนุรักษ์ถิ่นอาศัยและการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการขุดรากจากต้นธรรมชาติ เพราะอาจทำให้ต้นพืชเสียหายหรือตายได้
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- หมวด (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
- อันดับ (Order) : Gentianales
- วงศ์ (Family) : Rubiaceae
- สกุล (Genus) : Pavetta
- ชนิด (Species) : Pavetta tomentosa
- ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม : Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm.
- ชื่อพ้องสำคัญ : Pavetta indica subsp. tomentosa (Roxb. ex Sm.) Bennet; Pavetta indica var. tomentosa (Roxb. ex Sm.) Hook.f.; Ixora tomentosa (Roxb. ex Sm.) Roxb.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ ข้าวสารป่า ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ เนื่องจากชื่อพื้นบ้าน ข้าวสารป่า/เข็มป่า อาจใช้เรียกพืชต่างชนิดกันในบางพื้นที่
- ลักษณะเด่นของต้น : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งอ่อนกลวงและมีขน
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน
- ดอก : ดอกสีขาว ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งหรือซอกใบใกล้ปลายกิ่ง
- ผล : ผลกลม เมื่อสุกมีสีดำ ภายในมีประมาณ 2 เมล็ด
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ควรใช้ในฐานข้อมูลปัจจุบัน : Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm.
- การยืนยันตัวอย่าง : หากเป็นวัตถุดิบสมุนไพรสำหรับงานวิจัยหรือการผลิต ควรตรวจสอบตัวอย่างพืชโดยนักพฤกษศาสตร์หรือเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงจากพิพิธภัณฑ์พืช (herbarium) เพื่อป้องกันการสับสนกับ Pavetta indica ซึ่งเป็นอีกชนิดหนึ่ง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). ข้าวสารป่า (Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm.). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ.
- มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). สมุนไพรในป่าอีสาน. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). บัญชียาจากสมุนไพรและหลักฐานเชิงประจักษ์. กระทรวงสาธารณสุข.
- องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลพรรณไม้: ข้าวสารป่า. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
- Chantaranothai, P. (2021). Taxonomic notes on Pavetta L. (Rubiaceae) from Thailand and new records for Cambodia, Laos and Myanmar. Tropical Natural History, 21, 146–166.
- Pratheeba, T., Taranath, V., Sai Gopal, D. V. R., & Natarajan, D. (2019). Antidengue potential of leaf extracts of Pavetta tomentosa and Tarenna asiatica (Rubiaceae) against dengue virus and its vector Aedes aegypti (Diptera: Culicidae). Heliyon, 5(11), e02732. https://doi.org/10.1016/j.heliyon.2019.e02732
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm. Plants of the World Online.
