ข้าวหลามดง

ข้าวหลามดง

ข้าวหลามดง

ข้าวหลามดง เป็นสมุนไพรพื้นบ้านและไม้ดอกหอมของไทยในวงศ์กระดังงา (Annonaceae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Goniothalamus laoticus (Finet & Gagnep.) Bân พบในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ลักษณะเด่นคือเป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีดอกสีเหลืองนวลถึงชมพูและมีกลิ่นหอม โดยเฉพาะในช่วงดอกใกล้โรย นอกจากใช้เป็นไม้ประดับแล้ว ข้าวหลามดงยังมีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้ลำต้นหรือแก่นในตำรับบำรุงร่างกายและตำรับสำหรับหญิงหลังคลอด

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ข้าวหลามดง
  • ชื่อท้องถิ่น : จำปีหิน (ชุมพร), นมงัว (ปราจีนบุรี), ปอขี้แฮด (เชียงใหม่), เมต่อควะ (แม่ฮ่องสอน)
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Goniothalamus laoticus (Finet & Gagnep.) Bân
  • ชื่อพ้อง : Mitrephora laotica Finet & Gagnep.
  • วงศ์ : Annonaceae
  • สกุล : Goniothalamus
  • ประเภทพืช : ไม้ต้นหรือไม้พุ่มขนาดเล็กยืนต้น
  • จุดเด่น : ดอกมีกลิ่นหอม ลำต้นและแก่นมีการใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • การใช้ประโยชน์ : สมุนไพรพื้นบ้าน ไม้ดอกหอม และไม้ประดับ

ชื่อ ข้าวหลามดง มีคำอธิบายตามภูมิปัญญาพื้นบ้านว่า เมื่อกิ่งหรือลำต้นถูกเผาจะมีกลิ่นคล้ายกลิ่นหอมของกระบอกข้าวหลามที่เพิ่งเผา ส่วนคำว่า “ดง” สื่อถึงพืชที่ขึ้นอยู่ในป่าหรือพื้นที่ดงพง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 4–8 เมตรในข้อมูลพรรณไม้ไทยบางแหล่ง แต่มีรายงานทางอนุกรมวิธานว่าพบต้นที่สูงได้ถึงประมาณ 10–15 เมตร ลำต้นและกิ่งมีเปลือกสีเทา เทาอมดำ หรือสีน้ำตาลเข้ม เรือนยอดค่อนข้างโปร่ง กิ่งอ่อนอาจมีขนสีน้ำตาลแดง
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปขอบขนานถึงรูปรีหรือรูปไข่กลับ ใบค่อนข้างหนาหรือคล้ายแผ่นหนัง ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีอ่อนกว่า ปลายใบเรียวแหลมหรือมีติ่งสั้น โคนใบสอบ
  • ดอก : ออกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มประมาณ 2–5 ดอก ตามลำต้น กิ่งแก่ หรือซอกใบ ดอกมีสีเหลืองนวล เหลืองอมส้ม หรือชมพู กลีบดอกหนาและเรียงเป็นชั้น ดอกมีกลิ่นหอม โดยกลิ่นอาจเด่นในช่วงดอกใกล้โรย
  • ผล : เป็นผลกลุ่ม ประกอบด้วยผลย่อยหลายผล โดยพบประมาณ 6–12 ผล ผลย่อยมีรูปร่างกลมรีถึงทรงกระบอก เมื่อแก่มีสีเขียวอมเหลือง ภายในมีเมล็ด
  • เมล็ด : รูปรีถึงค่อนข้างกลม ผิวค่อนข้างแข็ง และสามารถใช้สำหรับการขยายพันธุ์ได้

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ข้าวหลามดงมีถิ่นกระจายพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในจีนตอนใต้ ลาว และประเทศไทย ขณะที่ข้อมูล e-Flora of Thailand ระบุว่าพบในประเทศไทยและลาว

ในประเทศไทยพบในป่าหลายประเภท ทั้งป่าดิบและป่าผลัดใบ รวมถึงพื้นที่ป่าที่ถูกรบกวนบางส่วน มักพบตั้งแต่ระดับความสูงประมาณ 200–1,150 เมตร และมีการกระจายเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของประเทศ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่มีข้อมูลรองรับมากที่สุด โดยเมล็ดข้าวหลามดงมีเปลือกค่อนข้างแข็งและอาจใช้เวลาประมาณ 2–3 เดือนในการงอก
  • สภาพพื้นที่ปลูก : ควรเป็นพื้นที่มีแสงแดดรำไรถึงแสงค่อนข้างมาก และดินควรระบายน้ำได้ดี
  • การให้น้ำ : ต้องการน้ำในระดับปานกลาง โดยเฉพาะช่วงต้นยังเล็กควรดูแลความชื้นอย่างสม่ำเสมอ
  • การเจริญเติบโต : ข้าวหลามดงเป็นพืชที่เจริญเติบโตค่อนข้างช้า จึงควรดูแลต้นอ่อนเป็นพิเศษในระยะแรก
  • การขยายพันธุ์แบบอื่น : มีข้อมูลการเพาะเมล็ดและการทาบกิ่งในงานด้านไม้ดอกหอมและไม้ประดับ แต่ข้อมูลมาตรฐานสำหรับการขยายพันธุ์เชิงการค้ายังมีจำกัด

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • แก่น
  • ลำต้นหรือเปลือกลำต้น

การใช้ส่วนของลำต้นและแก่นเป็นยาสมุนไพรเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรสรุปว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันโดยตรง

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • แก่น : ใช้เป็นยาบำรุงร่างกายและบำรุงกำลังตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ลำต้น : มีการใช้เป็นยาบำรุงและใช้ในตำรับสำหรับหญิงหลังคลอด โดยเชื่อว่าช่วยฟื้นฟูร่างกายและส่งเสริมการสร้างน้ำนม
  • ตำรับพื้นบ้านอีสาน : มีรายงานการใช้แก่นข้าวหลามดงร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับสำหรับอาการที่เรียกว่า “ซาง” ในเด็ก
  • การใช้เป็นยาบำรุง : มีการนำลำต้นหรือแก่นมาต้มร่วมกับสมุนไพรบำรุงกำลังชนิดอื่นตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

ข้อมูลเหล่านี้เป็น การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน และยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

วิธีใช้

ตามข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้าน มีการนำ ลำต้นหรือแก่นข้าวหลามดงมาผ่าซีกแล้วต้มกับน้ำ จากนั้นดื่มน้ำต้ม โดยบางพื้นที่ใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น เช่น นมวัว นมสาว นมน้อย นมแมว หรือสมุนไพรในกลุ่มบำรุงกำลัง

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานที่ได้รับการยืนยันทางคลินิกสำหรับข้าวหลามดง จึงไม่ควรนำวิธีใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านไปกำหนดเป็นขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์กำกับ

สารสำคัญ

การศึกษาทางเคมีของ Goniothalamus laoticus พบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม โดยเฉพาะในดอกและลำต้น ได้แก่

  • Styryl-lactones เช่น altholactone, goniotriol, goniofufurone และอนุพันธ์ที่เกี่ยวข้อง
  • Alkaloids เช่น nordicentrine และ laoticuzanone A
  • Flavonoids
  • Naphthoquinones และ azaanthraquinones
  • β-sitosterol
  • Cinnamic acid และอนุพันธ์ของกรดฟีนิลโพรพาโนอิก

องค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช วิธีสกัด แหล่งปลูก และระยะการเก็บตัวอย่าง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

มีงานวิจัยด้าน องค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของข้าวหลามดง อยู่พอสมควร โดยเฉพาะการศึกษาสารจากดอกและลำต้น แต่ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับสารสกัด เซลล์ หรือการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ยังไม่ใช่หลักฐานทางคลินิกสำหรับการรักษาโรคในมนุษย์

งานวิจัยของ Lekphrom และคณะ ศึกษาสารจากดอกข้าวหลามดงและแยกสารได้ 10 ชนิด รวมถึง styryl-lactones และ alkaloid โดยสารบางชนิดแสดงฤทธิ์ต้าน Plasmodium falciparum ฤทธิ์ต่อ Mycobacterium tuberculosis และฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหลายชนิดในการทดสอบระดับห้องปฏิบัติการ

งานวิจัยของ Limpipatwattana ศึกษาสารจากลำต้นข้าวหลามดงและพบสารใหม่ laoticuzanone A รวมถึงสารกลุ่ม styryl-lactone และสารประกอบอื่น ๆ โดยมีการทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ KB และ HeLa ในระดับเซลล์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

จากการศึกษาทางเภสัชวิทยาระดับห้องปฏิบัติการ พบประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย : สาร styryl-lactones และ alkaloid บางชนิดจากดอกแสดงฤทธิ์ต่อ Plasmodium falciparum
  • ฤทธิ์ต่อเชื้อวัณโรค : สารบางชนิดแสดงฤทธิ์ต่อ Mycobacterium tuberculosis ในการทดสอบภายนอกร่างกาย
  • ฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง : สารจากดอกและลำต้นบางชนิดแสดง cytotoxicity ต่อเซลล์ KB, BC1, NCI-H187, MCF-7 และ HeLa
  • ฤทธิ์ทางชีวภาพของสารเฉพาะ : laoticuzanone A จากลำต้นแสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ KB และ HeLa ในระดับการทดลอง

ข้อควรระวังในการสื่อสาร SEO: ผลการทดลองดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานระดับสารสกัดหรือเซลล์ ไม่ควรใช้ข้อความว่า “ข้าวหลามดงรักษามะเร็ง” หรือ “รักษาวัณโรค” เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะสรุปเช่นนั้น

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของข้าวหลามดงในมนุษย์ ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้เป็นยารับประทานในระยะยาว งานวิจัยที่มีอยู่จำนวนมากมุ่งศึกษาสารเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพในระดับห้องปฏิบัติการ

เนื่องจากมีการตรวจพบสารหลายกลุ่มที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพและสารบางชนิดมีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์ จึงไม่ควรตีความว่าเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยสำหรับการรับประทานในปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ข้อห้ามใช้

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนด ข้อห้ามใช้ข้าวหลามดง อย่างเป็นมาตรฐาน

เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการนำข้าวหลามดงมาใช้เป็นยารับประทานเองใน หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด และผู้ที่มีประวัติแพ้พืชในวงศ์ Annonaceae จนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างข้าวหลามดงกับยาแผนปัจจุบัน จึงไม่สามารถระบุคู่ยาที่มีปฏิกิริยาระหว่างกันได้อย่างชัดเจน

ผู้ที่รับประทานยาประจำควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ข้าวหลามดงในรูปแบบยารับประทาน โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้น

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ไม้ดอกหอมและไม้ประดับ : ดอกข้าวหลามดงมีกลิ่นหอม จึงมีการนำไปปลูกเป็นไม้ประดับและไม้ดอกหอม
  • ผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพร : มีศักยภาพด้านการวิจัยสารออกฤทธิ์และผลิตภัณฑ์จากสารสกัด แต่ยังไม่ควรกล่าวอ้างสรรพคุณรักษาโรคจากหลักฐานระดับห้องทดลอง
  • ผลิตภัณฑ์เพื่อการอนุรักษ์พันธุ์ไม้หอม : มีการศึกษาการขยายพันธุ์ข้าวหลามดงในกลุ่มไม้ดอกหอมพื้นเมืองของไทย

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

สำหรับการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน มีการใช้ ลำต้นและแก่น เป็นหลัก แต่ยังไม่มีมาตรฐานกลางที่ชัดเจนเกี่ยวกับอายุของต้นหรือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเก็บเกี่ยว

หากเก็บวัตถุดิบสมุนไพร ควรเลือกต้นที่ระบุชนิดได้ถูกต้อง เก็บจากแหล่งที่สะอาด หลีกเลี่ยงพื้นที่ปนเปื้อนสารเคมี และทำความสะอาดก่อนนำไปผึ่งหรือตากให้แห้งสนิท จากนั้นเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันความชื้นกับแสง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ข้าวหลามดงเป็นสมุนไพรที่มีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการดูแลหญิงหลังคลอด โดยเฉพาะในบางพื้นที่ของประเทศไทย มีการนำลำต้นมาต้มดื่มในช่วงอยู่ไฟเพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายและส่งเสริมน้ำนม และอาจนำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นที่ใช้ในตำรับบำรุงน้ำนม

ในภูมิปัญญาภาคอีสานมีรายงานการใช้แก่นข้าวหลามดงในตำรับสมุนไพรสำหรับ ซางในเด็ก และใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับบำรุงกำลังในผู้ใหญ่

งานศึกษาชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ในจังหวัดยโสธรยังรายงานการใช้ข้าวหลามดงในรูปแบบยาต้มรับประทานเพื่อ ส่งเสริมการฟื้นตัวของมดลูกและเพิ่มน้ำนมในหญิงหลังคลอด รวมถึงใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ซึ่งสะท้อนว่าความรู้เกี่ยวกับข้าวหลามดงยังคงปรากฏอยู่ในภูมิปัญญาท้องถิ่น

ประวัติและวัฒนธรรม

ข้าวหลามดงเป็นหนึ่งใน ไม้ดอกหอมพื้นเมืองของไทย ที่มีความน่าสนใจทั้งในด้านพฤกษศาสตร์ สมุนไพร และวัฒนธรรมการใช้พืชพื้นบ้าน

ชื่อ “ข้าวหลามดง” เชื่อมโยงกับลักษณะกลิ่นของไม้เมื่อถูกเผา และการขึ้นอยู่ตามพื้นที่ป่า ส่วนชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันไปตามภูมิภาค เช่น จำปีหิน นมงัว และปอขี้แฮด สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของชื่อพื้นบ้านและองค์ความรู้ด้านพืชของแต่ละชุมชน

นอกจากเป็นสมุนไพรแล้ว ข้าวหลามดงยังได้รับความสนใจในฐานะ ไม้ดอกหอมพื้นเมืองที่หายาก และมีการศึกษาด้านการขยายพันธุ์เพื่อใช้ประโยชน์เป็นไม้ประดับและอนุรักษ์พันธุกรรมพืช

สถานะการอนุรักษ์

ข้าวหลามดงเคยถูกกล่าวถึงในงานวิจัยด้านไม้ดอกหอมพื้นเมืองที่หายากของไทย และมีการศึกษาวิธีขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มจำนวนต้นสำหรับการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม จากแหล่งข้อมูลอนุกรมวิธานที่ตรวจสอบ ยังไม่ควรระบุว่าข้าวหลามดงเป็นพืช “ใกล้สูญพันธุ์” โดยปราศจากการอ้างอิงสถานะการประเมินระดับสากลหรือระดับประเทศที่ชัดเจน การอนุรักษ์ในประเทศไทยจึงควรเน้นการรักษาถิ่นอาศัย การเก็บเมล็ดพันธุ์ การขยายพันธุ์ และการปลูกนอกถิ่นกำเนิดเพื่อลดการเก็บจากธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Magnoliales
  • วงศ์ (Family) : Annonaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily) : Annonoideae
  • เผ่า (Tribe) : Annoneae
  • เผ่าย่อย (Subtribe) : Annoninae
  • สกุล (Genus) : Goniothalamus (Blume) Hook.f. & Thomson
  • ชนิด (Species) : Goniothalamus laoticus (Finet & Gagnep.) Bân
  • ชื่อพ้อง (Synonym) : Mitrephora laotica Finet & Gagnep.

ปัจจุบัน Plants of the World Online ยอมรับ Goniothalamus laoticus (Finet & Gagnep.) Bân เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เอกลักษณ์ข้าวหลามดง ควรเริ่มจากลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ได้แก่

  • ต้น : ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เปลือกสีเทาถึงเทาอมดำ
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานถึงรูปรี ใบค่อนข้างหนา
  • ดอก : ออกตามลำต้นหรือกิ่ง ดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม กลีบดอกสีเหลืองนวลถึงชมพู
  • ผล : ผลกลุ่ม มีผลย่อยหลายผล สีเขียวอมเหลืองเมื่อแก่
  • กลิ่น : ดอกมีกลิ่นหอม โดยกลิ่นจะเด่นในช่วงใกล้โรย

การยืนยันชนิดที่ต้องการความถูกต้องสูงควรเปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงในพิพิธภัณฑ์พืชหรือ ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (herbarium specimen) และตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์กับฐานข้อมูลอนุกรมวิธานที่เป็นปัจจุบัน

ด้านการตรวจสอบทางเคมี มีรายงานการศึกษาลายนิ้วมือทางโครมาโทกราฟี (TLC fingerprint) และการตรวจหากลุ่มสารสำคัญ เช่น steroids, terpenes, alkaloids และ flavonoids ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นตัวแทนการระบุชนิดพืชโดยไม่ตรวจสอบลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมด้วย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะเกษตร กำแพงแสน. (ม.ป.ป.). ข้าวหลามดง (Goniothalamus laoticus). ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
  2. มูลนิธิสุขภาพไทย. (2566, 26 พฤษภาคม). ข้าวหลามดง…บำรุงสุขภาพ.
  3. ราชพฤกษ์. (2565). ข้าวหลามดง (Goniothalamus laoticus). โครงการพัฒนาฐานข้อมูลพรรณไม้ยืนต้นเชิงพื้นที่ อุทยานหลวงราชพฤกษ์.
  4. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. (ม.ป.ป.). รายงานโครงการพัฒนารูปแบบของไม้ดอกหอมในด้านไม้ดอกไม้ประดับและน้ำมันหอมระเหย. โครงการ BRT.
  5. Limpipatwattana, Y. (2551). องค์ประกอบทางเคมีของลำต้นข้าวหลามดง Goniothalamus laoticus [วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. Chulalongkorn University Theses and Dissertations.
  6. Lekphrom, R., Kanokmedhakul, S., & Kanokmedhakul, K. (2009). Bioactive styryllactones and alkaloid from flowers of Goniothalamus laoticus. Journal of Ethnopharmacology, 125(1), 47–50. https://doi.org/10.1016/j.jep.2009.06.023
  7. Limpipatwattana, Y., Tip-pyang, S., Khumkratok, S., Siripong, P., & Sichaem, J. (2010). A new cytotoxic 1-azaanthraquinone from the stems of Goniothalamus laoticus. Fitoterapia, 81(7), 894–896. https://doi.org/10.1016/j.fitote.2010.05.019
  8. Plants of the World Online. (2026). Goniothalamus laoticus (Finet & Gagnep.) Bân. Royal Botanic Gardens, Kew.
  9. World Flora Online. (2026). Goniothalamus laoticus (Finet & Gagnep.) Bân.

 

Scroll to top