คดสัง
คดสัง เป็นสมุนไพรพื้นบ้านชนิดหนึ่งในวงศ์ Combretaceae มีลักษณะเป็นไม้เถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อย พบในพื้นที่ชุ่มชื้นและบริเวณริมแม่น้ำของประเทศไทย ชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันไปตามภูมิภาค เช่น ย่านตุด จุด ชุด เบน เปือย เบนน้ำ หญ้ายอดคำ และกรด โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบันว่า Combretum trifoliatum Vent.
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : คดสัง
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Combretum trifoliatum Vent.
- ชื่อวงศ์ : Combretaceae
- ชื่อท้องถิ่น : กรด (ภาคกลาง), หญ้ายอดคำ (ภาคเหนือ), จุด ชุด สุด (ภาคใต้), ย่านตุด คดสัง (สุราษฎร์ธานี), เบน เบ็น (ขอนแก่นและมหาสารคาม), เบนน้ำ (อุบลราชธานี), เปือย (นครพนม) และชื่ออื่น ๆ ในกลุ่มพืชป่าบุ่งป่าทาม เช่น เครือเบ็น
- ลักษณะวิสัย : ไม้เถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อย
- สถานะทางอนุกรมวิธาน : เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับ (accepted species) ใน Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้เถา ไม้เลื้อย หรือไม้พุ่มรอเลื้อย สูงประมาณ 3–5 เมตร กิ่งอ่อนมีขนนุ่มสีน้ำตาลแกมเหลือง เมื่อแก่ผิวจะค่อนข้างเกลี้ยง
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว มักออกบริเวณข้อเดียวกันประมาณ 3 ใบ บางแหล่งพบ 3–5 ใบ รูปรีหรือรูปใบหอก กว้างประมาณ 3–5.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8–16 เซนติเมตร ปลายใบแหลม มีติ่งสั้น โคนใบมนหรือค่อนข้างกลม ใบค่อนข้างหนาและเป็นมัน ด้านล่างอาจมีตุ่มหรือแนวขนนุ่มสีน้ำตาลแกมเหลืองตามแนวเส้นกลางใบ มีเส้นแขนงใบประมาณ 6–8 คู่
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายยอดหรือซอกใบ ช่อดอกยาวประมาณ 8–20 เซนติเมตร ดอกสีขาวหรือขาวอมเหลืองและมีกลิ่นหอม กลีบรองดอกเชื่อมกันเป็นหลอด และมีเกสรเพศผู้ประมาณ 10 อัน
- ผล : ผลไม่มีหรือมีก้านสั้น ลักษณะรีค่อนข้างแคบ กว้างประมาณ 1–1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3–3.5 เซนติเมตร ผิวเกลี้ยง เมื่อแก่มีสีน้ำตาลดำเป็นมัน และมีครีบหรือปีกแข็งตามผล
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในภูมิภาคอินโดจีนต่อเนื่องไปจนถึงควีนส์แลนด์ตอนเหนือของออสเตรเลีย
- การกระจายพันธุ์ : พบในไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงบางพื้นที่ของนิวกินีและออสเตรเลีย
- ถิ่นอาศัยในประเทศไทย : มักพบในพื้นที่ชุ่มชื้น ริมแม่น้ำ พื้นที่ราบที่มีน้ำท่วมถึง ป่าบุ่งป่าทาม และบริเวณใกล้แหล่งน้ำ โดยสามารถทนต่อสภาพน้ำท่วมเป็นเวลานานได้
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : มีข้อมูลการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด โดยควรเลือกเมล็ดจากผลแก่สมบูรณ์และเพาะในวัสดุที่ระบายน้ำได้ดี
- สภาพแวดล้อม : คดสังเป็นพืชที่เหมาะกับพื้นที่ชุ่มชื้นและบริเวณใกล้แหล่งน้ำ จึงควรจัดสภาพแวดล้อมให้มีความชื้นเพียงพอและมีวัสดุให้ต้นเลื้อยพาด
- ข้อควรระวังในการปลูก : เนื่องจากข้อมูลด้านวิธีการเพาะเมล็ด การปักชำ ระยะปลูก และการจัดการแปลงเชิงพาณิชย์ยังมีไม่มาก จึงไม่ควรกำหนดอัตราหรือวิธีปลูกแบบตายตัวโดยไม่มีข้อมูลทดลองรองรับ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ทั้งต้น
- ราก
- เปลือก
- ผล
แหล่งข้อมูลภูมิปัญญาสมุนไพรไทยระบุการใช้ส่วนต่าง ๆ ของคดสังแตกต่างกันตามตำรับ เช่น ราก เปลือก ผล และทั้งต้น
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
หมายเหตุ: ข้อมูลในหัวข้อนี้เป็นการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์ในมนุษย์
- ราก : ตามภูมิปัญญาไทยนำมาปรุงเป็นยาชงสำหรับอาการตกขาว และใช้ชำระล้างอวัยวะสืบพันธุ์สตรี
- เปลือกและราก : ฝนกับน้ำซาวข้าว ใช้รับประทานเป็นยาสมานลำไส้ แก้บิดและท้องร่วง หรือมีการนำไปดองเหล้าเพื่อใช้แก้ปวดท้องและจุกเสียดตามตำรับพื้นบ้าน
- ผล : ใช้ตามภูมิปัญญาเป็นยาถ่ายพยาธิไส้เดือน และต้มน้ำใช้อมสำหรับอาการเหงือกบวมและปากเปื่อย นอกจากนี้มีตำรับนำผลมาผสมกับเมล็ดข้าวโพด ทำให้สุกแล้วปั้นเป็นลูกกลอนเพื่อเคี้ยวสำหรับดูแลเหงือก
- ทั้งต้น : มีการใช้ตามตำรับพื้นบ้านเพื่อรักษาโรคบิดและขับพยาธิ
- ภูมิปัญญาในภาคอีสาน : มีรายงานการใช้ลำต้นคดสังร่วมกับแก่นมะขาม เบนน้ำ เพกา และจำปาขาว ต้มรวมกันเป็นตำรับสำหรับอาการนิ่วในไต
- การใช้ในภูมิภาคใกล้เคียง : ในกัมพูชามีรายงานการใช้น้ำยางจากลำต้นสำหรับโรคบิด และใช้ผลคั่วผสมกับน้ำตาลปาล์มเป็นก้อนเคี้ยวเพื่อดูแลช่องปาก ขณะที่บางพื้นที่ของมาเลเซียมีรายงานการใช้พืชชนิดนี้เกี่ยวข้องกับการขับพยาธิ
วิธีใช้
- ตามตำรับพื้นบ้าน : ใช้ราก เปลือก ผล หรือลำต้นในรูปแบบต้ม ชง ฝนกับน้ำซาวข้าว หรือใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยา
- การใช้ภายนอก : มีข้อมูลภูมิปัญญาเกี่ยวกับการนำรากมาใช้ชำระล้างอวัยวะสืบพันธุ์ และฝนรากใช้ทาบริเวณฝีหนอง
- การใช้ในช่องปาก : ผลนำมาต้มน้ำใช้อม หรือใช้ในตำรับลูกกลอนสำหรับเคี้ยวเพื่อดูแลเหงือกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ข้อควรระวัง : ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐาน จึงไม่ควรนำข้อมูลตำรับพื้นบ้านไปกำหนดเป็นขนาดยาสำหรับประชาชนทั่วไป
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบข้อมูลออนไลน์ที่ค้นพบ ยังไม่พบหลักฐานว่าคดสัง (Combretum trifoliatum Vent.) เป็นตัวยาสำคัญที่อยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทย จึงควรแยกความแตกต่างระหว่าง “สมุนไพรที่มีการใช้ในตำรับพื้นบ้าน” กับ “สมุนไพรที่มีสถานะอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพร” อย่างชัดเจน
สารสำคัญ
งานวิจัยสมัยใหม่พบสารออกฤทธิ์หลายกลุ่มใน Combretum trifoliatum โดยเฉพาะจากใบ ได้แก่
- สารซาโปนินกลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์ (triterpenoid saponins) มีการแยกสารใหม่ชื่อ comtrifoside A และ comtrifoside B จากใบ และพบซาโปนินชนิดอื่นร่วมด้วย
- สารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ได้แก่ apigenin 7-O-β-D-glucopyranoside, vitexin, isovitexin, rutin และ ononin
- Apigenin และ camphor เป็นสารที่มีรายงานการแยกจากใบและกิ่ง และถูกศึกษาด้านฤทธิ์ต่อแมลงศัตรูพืช
องค์ประกอบทางเคมีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคดสังเป็นพืชที่มีศักยภาพทางเภสัชพฤกษเคมี แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อกำหนดสารบ่งชี้มาตรฐานและความสัมพันธ์ระหว่างสารสำคัญกับการใช้เป็นยาสมุนไพรในมนุษย์
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับคดสังในช่วงหลังมีความสนใจทั้งด้านสารเคมีจากพืช ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และการใช้สารสกัดเป็นสารกำจัดแมลง
- งานวิจัยปี 2024–2025 รายงานการแยก comtrifoside A และ B ซึ่งเป็น triterpenoid saponins ชนิดใหม่จากใบคดสัง และนำสารทั้งสองไปทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบในเซลล์ RAW264.7 ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS
- งานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2025 พบว่าสารสกัดที่อุดมด้วย triterpene saponins จากใบสามารถยับยั้งการสร้าง nitric oxide (NO) ในเซลล์ RAW264.7 ได้ โดยสารสกัดมีค่า IC50 ประมาณ 46.39 ± 3.02 µg/mL ภายใต้เงื่อนไขการทดลองดังกล่าว
- งานวิจัยอีกด้านหนึ่งพบว่าสารสกัดเอทานอลจากใบและกิ่ง รวมถึงสาร apigenin และ camphor มีฤทธิ์เป็นสารกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Nilaparvata lugens) และมีผลต่อเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดสารพิษและระบบประสาทของแมลง
- การศึกษากับหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (Spodoptera frugiperda) พบว่าสารสกัดและสารบางชนิดจากคดสังมีฤทธิ์เป็นพิษต่อระยะตัวอ่อน ลดการเจริญเติบโต และลดการฟักของไข่ภายใต้เงื่อนไขการทดลอง
ข้อสรุปด้านหลักฐาน: หลักฐานวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับ สารสกัด เซลล์ทดลอง และแมลงทดลอง ยังไม่ใช่หลักฐานจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ จึงไม่ควรกล่าวอ้างว่าคดสังรักษาโรคในคนได้จากผลการทดลองเหล่านี้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดที่อุดมด้วย triterpene saponins จากใบมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง NO ในเซลล์ RAW264.7 ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS ในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต่อแมลงศัตรูพืช : สารสกัดคดสังและสาร apigenin กับ camphor มีฤทธิ์ต่อหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดและเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โดยมีผลต่อเอนไซม์ AChE, carboxylesterase และ glutathione-S-transferase ในแมลง
- ฤทธิ์ทางชีวภาพของสารฟลาโวนอยด์ : การแยกสารฟลาโวนอยด์หลายชนิดจากใบเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพืชชนิดนี้ต่อไป
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของคดสังในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้รับประทานในขนาดสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงไม่สามารถกำหนดขนาดยาที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนทั่วไปจากหลักฐานที่มีอยู่ได้
งานวิจัยล่าสุดยังพบว่าคดสังและสาร camphor ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ศึกษาในพืช มีผลต่อสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่เป้าหมาย เช่น ปลาม้าลาย โดยพบความเป็นพิษเฉียบพลันและการรบกวนระบบเอนไซม์ cholinergic ภายใต้สภาวะทดลอง
ดังนั้น ไม่ควรนำสารสกัดเข้มข้นจากคดสังไปใช้เป็นยารับประทานเอง และควรแยกข้อมูลฤทธิ์ทางชีวภาพในห้องปฏิบัติการออกจากข้อมูลความปลอดภัยในการใช้เป็นยาสมุนไพรในมนุษย์
ข้อห้ามใช้
เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอ จึงไม่ควรกำหนดข้อห้ามใช้เฉพาะโรคโดยอ้างว่าได้รับการพิสูจน์แล้ว อย่างไรก็ตามควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษใน
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร : ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานในรูปแบบสารสกัดหรือยาสมุนไพรจนกว่าจะมีข้อมูลด้านความปลอดภัยเพียงพอ
- เด็ก : ไม่ควรใช้สารสกัดหรือยาตำรับคดสังโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
- การใช้ในปริมาณเข้มข้น : ไม่ควรนำสารสกัดจากงานวิจัยมาใช้แทนตำรับยาพื้นบ้านโดยตรง
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างคดสังกับยาสมัยใหม่ จึงไม่สามารถระบุคู่ยาที่มีปฏิกิริยาระหว่างกันอย่างชัดเจนได้
ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์คดสังที่มีสารสกัดเข้มข้น
การใช้ในอาหาร
มีข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นระบุว่า ยอดหรือใบอ่อนคดสังสามารถรับประทานสดเป็นผักร่วมกับลาบและก้อย ในบางพื้นที่ของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การใช้เป็นผักพื้นบ้านควรแยกจากการใช้สารสกัดหรือการใช้เป็นยา เนื่องจากปริมาณสารสำคัญที่ได้รับแตกต่างกันมาก
การใช้ในผลิตภัณฑ์
ปัจจุบันมีหลักฐานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนำ สารสกัดคดสังไปพัฒนาเป็นสารกำจัดแมลงจากพืช โดยเฉพาะต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด
นอกจากนี้ การค้นพบ triterpenoid saponins และ flavonoids จากใบทำให้คดสังมีศักยภาพสำหรับการศึกษาต่อด้าน ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากสารธรรมชาติ และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ แต่ยังไม่ควรกล่าวอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์รักษาโรคที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- รากและเปลือก : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และระบุชนิดพืชได้ถูกต้อง
- ใบและยอด : ควรเก็บจากบริเวณที่ปราศจากสารเคมีและมลพิษ โดยเฉพาะพื้นที่ริมแหล่งน้ำ
- ผล : ควรเลือกผลที่สมบูรณ์และแก่เต็มที่ตามวัตถุประสงค์ของการใช้
- การทำแห้ง : ควรทำความสะอาดและผึ่งหรือตากในบริเวณสะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้น
- การเก็บรักษา : วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง แมลง และการปนเปื้อน พร้อมติดฉลากระบุชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
คดสังมีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาสมุนไพรของหลายภูมิภาค โดยชื่อและวิธีใช้แตกต่างกันตามท้องถิ่น เช่น ย่านตุด จุด ชุด เบน เปือย เบนน้ำ หญ้ายอดคำ และกรด
ในภูมิปัญญาไทยมีการใช้ราก เปลือก ผล และทั้งต้นในตำรับที่เกี่ยวข้องกับ อาการท้องร่วง บิด พยาธิ ปัญหาช่องปาก ตกขาว และตำรับเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ ขณะที่บางพื้นที่ใช้ยอดหรือใบอ่อนเป็นผักพื้นบ้าน
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อวิทยาศาสตร์ Combretum trifoliatum Vent. ได้รับการตีพิมพ์โดย Étienne Pierre Ventenat ในผลงาน Choix de Plantes โดยมีการตีพิมพ์ชื่อชนิดในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19
พืชชนิดนี้ยังมีความสำคัญในแง่พฤกษศาสตร์ของระบบนิเวศริมแม่น้ำ เนื่องจากสามารถดำรงชีวิตในบริเวณที่มีน้ำท่วมเป็นเวลานาน และมีรายงานการศึกษาพืชกลุ่มที่ปรับตัวต่อสภาพน้ำท่วมในบริเวณแม่น้ำโขง
สถานะการอนุรักษ์
ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่า Combretum trifoliatum เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับ และข้อมูล Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุการคาดการณ์ว่า ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) โดยมีระดับความเชื่อมั่นว่า confident
อย่างไรก็ตาม การเก็บจากธรรมชาติควรคำนึงถึงการรักษาถิ่นอาศัย โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าบุ่งป่าทาม และพื้นที่ริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นระบบนิเวศสำคัญของพืชชนิดนี้
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Magnoliopsida
- อันดับ (Order) : Myrtales
- วงศ์ (Family) : Combretaceae
- สกุล (Genus) : Combretum
- ชนิด (Species) : Combretum trifoliatum Vent.
ข้อมูลลำดับอนุกรมวิธานข้างต้นสอดคล้องกับฐานข้อมูล TH-BIF/ONEP และฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของมาเลเซีย
ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน : Cacoucia lucida (Blume) Hassk., Cacoucia trifoliata (Vent.) DC., Combretum bellum Steud., Combretum lucidum Blume และชื่อพ้องอื่น ๆ
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะเด่นสำหรับการตรวจสอบ : เป็นไม้เถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อย กิ่งอ่อนมีขนนุ่มสีน้ำตาลแกมเหลือง ใบเดี่ยวมักออกเป็นกระจุกบริเวณข้อประมาณ 3 ใบ ใบหนาเป็นมัน และมีช่อดอกสีขาวหรือขาวอมเหลือง
- ผล : เป็นผลลักษณะรีแคบ สีน้ำตาลดำเมื่อแก่ ผิวเป็นมัน และมีปีกหรือครีบแข็ง ซึ่งเป็นลักษณะที่ช่วยประกอบการจำแนกชนิด
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ควรใช้ในการอ้างอิง : Combretum trifoliatum Vent. ซึ่งเป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับใน Plants of the World Online และ TH-BIF
- ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีข้อมูลพรรณไม้แห้งอ้างอิงของคดสัง ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการตรวจสอบลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของวัตถุดิบ
- การตรวจสอบระดับห้องปฏิบัติการ : หากต้องการนำไปผลิตเป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรใช้การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์ร่วมกับตัวอย่างพรรณไม้แห้ง และอาจใช้การตรวจสารสำคัญหรือเทคนิคทางเคมีวิเคราะห์เพื่อยืนยันเอกลักษณ์ของวัตถุดิบ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมป่าไม้. (2565). รายชื่อพันธุ์ไม้สามัญและวิทยาศาสตร์. กรมป่าไม้.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2568). ป่าบุ่งป่าทาม ภาคอีสาน. สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (2557). คดสัง: ฐานข้อมูลพรรณไม้แห้งอ้างอิง. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
- องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). Combretum trifoliatum Vent. ระบบฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ.
- เที่ยงบูรณธรรม, ว. (ม.ป.ป.). พจนานุกรมสมุนไพรไทย. อ้างถึงในข้อมูลสมุนไพรคดสังของ Medthai.
- Changkeb, V., Nobsathian, S., Le Goff, G., Coustau, C., & Bullangpoti, V. (2023). Insecticidal efficacy and possibility of Combretum trifoliatum Vent. (Myrtales: Combretaceae) extracts in controlling Spodoptera frugiperda (J.E. Smith) (Lepidoptera: Noctuidae). Pest Management Science, 79(12), 4868–4878. https://doi.org/10.1002/ps.7688
- Kumrungsee, N., Nobsathian, S., Chumworathayee, W., et al. (2025). Effect of isolated compounds from Combretum trifoliatum on toxicity and detoxification enzymes in Nilaparvata lugens. Scientific Reports, 15, 27. https://doi.org/10.1038/s41598-024-83351-1
- Minh, P. N., Ky, N. D. X., Dat, B. T., et al. (2024). Flavonoids from Combretum trifoliatum. Journal of Science and Technology.
- Nguyen, T. P., et al. (2025). Anti-inflammatory effects and HPLC-PDA quantification of the triterpene saponin-enriched extract of Combretum trifoliatum leaves. Natural Product Research. https://doi.org/10.1080/14786419.2025.2509888
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Combretum trifoliatum Vent. Plants of the World Online.
