คนทา
คนทา เป็นสมุนไพรพื้นบ้านไทยที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น เช่น กะลันทา โกทา ขี้ตำตา จี้ สีเตาะ สีฟัน และสีฟันคนทา โดยเฉพาะ รากคนทา เป็นส่วนสำคัญในตำรับยาไทย “ยาห้าราก” หรือ “ยาเบญจโลกวิเชียร” ซึ่งใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเพื่อบรรเทาอาการไข้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นในภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น การใช้กิ่งหรือก้านทำเป็นไม้สีฟัน และการใช้เพื่อดูแลอาการทางระบบทางเดินอาหารบางชนิด ทั้งนี้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันสนับสนุนการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารสกัดรากคนทาเป็นหลัก แต่ยังไม่ควรนำผลการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองไปเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์โดยตรง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : คนทา
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Harrisonia perforata (Blanco) Merr.
- ชื่อวงศ์ : Rutaceae ตามการจัดจำแนกอนุกรมวิธานปัจจุบันของ Kew และฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สมัยใหม่
- ชื่ออื่น : กะลันทา, โกทา, ขี้ตำตา, จี้, จี้หนาม, มีชี, สีเตาะ, สีฟัน, สีฟันคนตาย, สีฟันคนทา, หนามจี้ และไม้สีฟัน
- ชื่อเครื่องยา : คนทา หรือรากคนทา
- ส่วนที่ใช้ทำเครื่องยา : ราก
- ชื่อภาษาอังกฤษที่ใช้ในเอกสารเภสัชตำรับ : Harrisonia Perforata Root
- รสยา : ขม
- ลักษณะการใช้ในตำรับยาไทย : รากคนทาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของตำรับ ยาห้าราก (ยาเบญจโลกวิเชียร) ซึ่งประกอบด้วยรากสมุนไพร 5 ชนิดในสัดส่วนเท่ากัน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อยหรือไม้พุ่มทอดเลื้อย สามารถสูงได้ประมาณ 1–5 เมตร และบางข้อมูลระบุว่าอาจพบเป็นไม้พุ่มแกมเถาสูงประมาณ 3–6 เมตร ลำต้นและกิ่งมีหนามแข็งรูปกรวย หนามอาจตรงหรือโค้งเล็กน้อย เปลือกมีสีเทาถึงน้ำตาลเทา
- ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียนหรือเรียงสลับ แกนกลางใบมีปีกแคบ ใบย่อยมีประมาณ 1–7 คู่ หรือจำนวนมากกว่านั้นตามแหล่งข้อมูล ใบย่อยรูปใบหอก รูปรี รูปขอบขนาน หรือรูปไข่ ขอบใบหยักมนหรือหยักซี่ฟัน ปลายใบแหลมหรือมน
- ใบอ่อน : ใบอ่อนและยอดอ่อนอาจมีสีแดง ซึ่งเป็นลักษณะที่ช่วยสังเกตต้นในระยะเจริญเติบโต
- ดอก : ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกหรือช่อที่แตกแขนงบริเวณซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกมีสีแดงอมม่วงหรือแดงแกมม่วงด้านนอก ส่วนด้านในสีขาวนวลถึงครีม มีเกสรเพศผู้ประมาณ 8–10 อัน
- ผล : เป็นผลสดลักษณะค่อนข้างกลม อาจแบนเล็กน้อยหรือมีพูเล็กน้อย ผิวเรียบ ภายในมีเมล็ดและผนังชั้นในแข็ง
- เมล็ด : เมล็ดมีเปลือกแข็ง และอยู่ภายในส่วนของผลที่มีเอนโดคาร์ปแข็ง
- ราก : รากที่ใช้เป็นเครื่องยามีเปลือกสีน้ำตาลเทาถึงน้ำตาล เนื้อไม้สีเหลืองอ่อน และอาจเห็นวงสีน้ำตาลเข้มบริเวณใจกลางของเนื้อไม้
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : เป็นพืชเขตร้อนของเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- การกระจายพันธุ์ : พบตั้งแต่บังกลาเทศ จีนตอนใต้และไหหลำ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไปจนถึงมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และหมู่เกาะในเขตมาลีเซีย เช่น สุมาตรา ชวา บอร์เนียว สุลาเวสี และหมู่เกาะซุนดาน้อย
- ถิ่นอาศัย : มักพบในพื้นที่เขตร้อนที่มีฤดูแล้งค่อนข้างชัดเจน และสามารถเจริญเป็นไม้พุ่มหรือไม้พุ่มทอดเลื้อยได้
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถใช้เมล็ดจากผลสุกในการขยายพันธุ์ โดยเพาะในวัสดุปลูกที่ระบายน้ำได้ดีและรักษาความชื้นให้เหมาะสม
- การปฏิบัติในการปลูก : ควรเลือกพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำดี และไม่แฉะเป็นเวลานาน เนื่องจากเป็นพืชที่พบตามธรรมชาติในเขตร้อนที่มีช่วงฤดูแล้ง
- การขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำ : มีรายงานข้อมูลการขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำ แต่ข้อมูลวิชาการด้านวิธีการปักชำและอัตราการออกรากของคนทายังมีจำกัด
- การปลูกเพื่อใช้เป็นสมุนไพร : ควรให้ความสำคัญกับการระบุชนิดพืชให้ถูกต้อง เนื่องจาก รากคนทาที่จำหน่ายเป็นเครื่องยาอาจมีการปะปนกับลำต้นหรือกิ่ง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพและมาตรฐานของเครื่องยา
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก : เป็นส่วนที่ใช้ทำเครื่องยาอย่างเป็นทางการ โดย รากคนทาแห้ง (Harrisonia Perforata Root) มีมาตรฐานอยู่ในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia)
- ลำต้นและกิ่ง : มีการใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่ เช่น ใช้ทำไม้สีฟัน แต่ไม่ควรสับสนกับ “รากคนทา” ซึ่งเป็นเครื่องยามาตรฐาน
- ดอก : มีการบันทึกภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้ภายนอกในกรณีแมลงกัดต่อย แต่หลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผล
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- รากคนทา : ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยใช้เป็นส่วนประกอบของ ยาห้าราก ซึ่งมีสรรพคุณหลักในการบรรเทาอาการไข้
- ยาห้าราก : เป็นตำรับยาไทยที่ประกอบด้วยรากคนทา รากชิงชี่ รากเท้ายายม่อม รากมะเดื่อชุมพร และรากย่านาง ในอัตราส่วนเท่ากัน โดยใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิมเพื่อบรรเทาอาการไข้
- รากคนทาเดี่ยว : ตำราและฐานข้อมูลสมุนไพรพื้นบ้านมีการกล่าวถึงการใช้รากหรือเปลือกต้นสำหรับอาการท้องเสียและความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร รวมถึงการใช้เป็นยาลดไข้และต้านการอักเสบตามภูมิปัญญา
- ต้นหรือส่วนเหนือดิน : มีข้อมูลภูมิปัญญาว่าใช้แก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ และแก้บิดหรือท้องเสีย
- กิ่งหรือก้าน : นำมาทุบหรือทำเป็นไม้สีฟันตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน จึงเป็นที่มาของชื่อ “สีฟันคนทา” และ “ไม้สีฟัน”
- ดอก : มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับบรรเทาพิษจากแตนต่อยหรือแมลงกัดต่อย แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันการใช้ดังกล่าว
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและเอกสารสมุนไพร ไม่ได้หมายความว่าคนทาสามารถรักษาโรคเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิผลในมนุษย์ทุกกรณี
วิธีใช้
- การใช้ในตำรับยาห้าราก : ในตำรับมาตรฐาน รากคนทาเป็นส่วนประกอบร่วมกับรากสมุนไพรอีก 4 ชนิด ไม่ได้ใช้เป็นยาหลักเดี่ยว ๆ โดยสูตรผงยา 100 กรัมประกอบด้วยรากสมุนไพรทั้ง 5 ชนิดอย่างละ 20 กรัม
- รูปแบบผง แคปซูล และเม็ดของยาห้าราก : ผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 1–1.5 กรัม วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารเมื่อมีอาการ ส่วนเด็กอายุ 6–12 ปี รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม–1 กรัม วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารเมื่อมีอาการ โดยข้อมูลนี้เป็น ขนาดของตำรับยาห้ารากทั้งตำรับ ไม่ใช่ขนาดของรากคนทาเดี่ยว
- ยาห้ารากชนิดผง : ให้ละลายในน้ำสุกก่อนรับประทานตามข้อมูลการใช้ของตำรับ
- การใช้แบบพื้นบ้าน : มีการบันทึกการนำรากหรือเปลือกต้นมาต้มกับน้ำรับประทานสำหรับอาการบางชนิด แต่ไม่ควรนำสูตรพื้นบ้านมาใช้แทนขนาดยามาตรฐานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพที่เหมาะสม
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- คนทาไม่ได้อยู่ในบัญชีในฐานะยาเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้แยกต่างหาก แต่ รากคนทาเป็นตัวยาสำคัญในตำรับ “ยาห้าราก” ซึ่งอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติในกลุ่มยาแก้ไข้
- ยาห้าราก : ใช้เพื่อบรรเทาอาการไข้ และมีรูปแบบยา เช่น ยาแคปซูล ยาผง และยาเม็ดตามฐานข้อมูลบัญชียาจากสมุนไพรของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
- ตำรับยาห้ารากเป็นตำรับยาไทยที่มีรากคนทาเป็นหนึ่งในสมุนไพรหลัก 5 ชนิด
สารสำคัญ
การศึกษาทางเภสัชเคมีพบสารกลุ่มต่าง ๆ ในคนทา โดยเฉพาะในรากและผล ได้แก่
- Limonoids : เช่น harperfolide, harrisonin และ obacunone
- Chromones : เช่น harperamone
- Coumarins
- Sterols
- นอกจากนี้มีการค้นพบ limonoids ชนิดใหม่เพิ่มเติมจากผล ราก และส่วนต่าง ๆ ของพืชอย่างต่อเนื่อง
งานวิจัยปี 2024 รายงานการแยกสาร limonoids ที่ไม่เคยมีการรายงานมาก่อนจำนวน 13 ชนิด ได้แก่ haperforatones A–M และพบว่าสารบางชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง nitric oxide ในเซลล์ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารสกัดราก : การศึกษาทั้งในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดเอทานอลจากรากคนทาสามารถลดการตอบสนองที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบได้ โดยมีผลต่อ nitric oxide และการแสดงออกของสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ
- การศึกษาระดับเซลล์ : สารสกัดรากสามารถลดการสร้าง NO จาก macrophage ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS และลดการแสดงออกของ iNOS และ COX-2
- สาร harperfolide : มีรายงานว่าสารดังกล่าวแสดงฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง NO ใน macrophage ที่ถูกกระตุ้น โดยมีค่า IC50 ประมาณ 6.51 µM ในการทดลองดังกล่าว
- การศึกษา limonoids ปี 2024 : พบ haperforatone F มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง NO และลดการหลั่ง IL-1β และ IL-6 ในเซลล์ RAW264.7 ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS
- การศึกษาสารสกัดที่มี luteolin สูง : งานวิจัยล่าสุดพบว่าสารสกัดเอทานอลจากรากคนทาที่มี luteolin ในระดับสูงสามารถลดตัวชี้วัดการอักเสบในแบบจำลองเซลล์เยื่อบุปอดที่ถูกกระตุ้นด้วยโปรตีน Spike และเกี่ยวข้องกับเส้นทาง MAPK/NLRP3 inflammasome อย่างไรก็ตามเป็นการศึกษาในระดับเซลล์ ไม่ใช่หลักฐานว่ารักษาโรค COVID-19 หรือโรคปอดในคนได้
- งานวิจัยด้านการเพาะเลี้ยงเซลล์พืช : งานวิจัยปี 2025 รายงานการพัฒนาการเพาะเลี้ยง callus และ cell suspension culture ของคนทา และพบว่าการกระตุ้นบางรูปแบบเพิ่มการสะสมของ chromones และความสามารถในการต้านการอักเสบของสารสกัดจากเซลล์เพาะเลี้ยง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ต้านการอักเสบ : สารสกัดรากคนทามีผลลดการอักเสบในแบบจำลอง carrageenan-induced paw edema ในหนูทดลอง และลดการแสดงออกของ cytokines ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เช่น TNF-α, IL-1β และ IL-6
- ยับยั้งการทำงานของ macrophage : มีการลดการสร้าง NO รวมถึงลดการแสดงออกของ iNOS และ COX-2 ในเซลล์ macrophage ที่ถูกกระตุ้น
- ฤทธิ์ทางชีวภาพของ limonoids : สารบางชนิดที่แยกจากคนทาแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบ และบางชนิดมีฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น เช่น ฤทธิ์ฆ่าแมลงในระดับการทดลอง
- ข้อจำกัดของหลักฐาน : งานวิจัยส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาสารสกัด สารบริสุทธิ์ เซลล์ หรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถสรุปว่าคนทาเดี่ยวมีประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ได้
ความปลอดภัย
- การศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดน้ำจาก Harrisonia perforata ในหนูทดลองพบว่า การให้สารสกัดทางปากครั้งเดียวในขนาด 5,000 มก./กก. ไม่พบสัญญาณความเป็นพิษเฉียบพลันอย่างชัดเจน และการให้ขนาด 300, 600 และ 1,200 มก./กก. ต่อเนื่อง 90 วันไม่พบความผิดปกติสำคัญจากการตรวจทางพยาธิวิทยาในงานวิจัยดังกล่าว อย่างไรก็ตามพบการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัวของหนูเพศผู้บางกลุ่ม
- ผลการทดลองในสัตว์ ไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันความปลอดภัยในมนุษย์ได้โดยตรง
- ควรเลือกใช้ เครื่องยารากคนทาที่ผ่านการตรวจสอบเอกลักษณ์และคุณภาพ เพราะมีรายงานการปลอมปนรากด้วยลำต้นหรือกิ่งในตลาดสมุนไพร
- สำหรับการใช้ในรูปแบบ ยาห้าราก ควรปฏิบัติตามข้อควรระวังของตำรับและคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้ยาห้ารากในผู้ที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก เนื่องจากการใช้ยาอาจทำให้การประเมินอาการล่าช้าหรือบดบังอาการบางอย่างของโรค
- ไม่แนะนำให้ใช้ยาห้ารากในหญิงที่มีไข้ทับระดูหรือมีไข้ระหว่างมีประจำเดือน ตามข้อมูลข้อควรระวังของตำรับ
- หากใช้ยาห้ารากแล้ว อาการไม่ดีขึ้นภายใน 3 วัน ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์
- สำหรับ คนทาเดี่ยว ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดข้อห้ามใช้เฉพาะเจาะจงได้อย่างชัดเจน จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ในขนาดสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- จากข้อมูลที่ค้นได้ ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างรากคนทากับยาสมัยใหม่ชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างชัดเจน
- เนื่องจากคนทามีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม เช่น limonoids, chromones และ coumarins จึงไม่ควรสรุปว่าไม่มีโอกาสเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาโดยเด็ดขาด
- ผู้ที่รับประทาน ยาประจำ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์คนทา โดยเฉพาะในรูปแบบสารสกัดเข้มข้น
- ไม่ควรนำข้อมูลฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาจากสารบริสุทธิ์หรือสารสกัดในห้องทดลองไปทำนายปฏิกิริยากับยาในมนุษย์โดยตรง
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- เครื่องยาสมุนไพร : รากคนทาแห้งเป็นเครื่องยาที่มีมาตรฐานใน Thai Herbal Pharmacopoeia
- ตำรับยาห้าราก : เป็นผลิตภัณฑ์ยาแผนไทยที่มีคนทาเป็นองค์ประกอบสำคัญ และมีรูปแบบยาเป็นผง แคปซูล และเม็ด
- ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากตามภูมิปัญญา : กิ่งหรือก้านของคนทาเคยนำมาทำเป็นไม้สีฟัน จึงมีความเชื่อมโยงกับการใช้พืชในภูมิปัญญาดูแลช่องปาก
- ผลิตภัณฑ์จากสารสกัด : งานวิจัยปัจจุบันอยู่ในระยะศึกษาสารออกฤทธิ์และสารสกัด เช่น กลุ่ม limonoids, chromones และ luteolin มากกว่าการมีผลิตภัณฑ์รักษาโรคที่มีหลักฐานทางคลินิกยืนยันแล้ว
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- อายุเก็บเกี่ยว : เอกสารของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกมีข้อมูลการเก็บเกี่ยวคนทาเมื่อมีอายุประมาณ 3–5 ปีขึ้นไป โดยใช้ส่วนรากเป็นหลักในภูมิปัญญาการทำยา
- วิธีเก็บเกี่ยว : ขุดต้นขึ้นมา ตัดกิ่งและใบออก แล้วตัดเป็นท่อน ก่อนแยกรากออกจากส่วนต้น
- การแปรรูป : สับเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปตากแดดประมาณ 4–5 แดด หรืออบให้แห้งสนิท
- การเก็บรักษาเครื่องยา : ตามมาตรฐาน Thai Herbal Pharmacopoeia ควรเก็บรากคนทาในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง และเก็บในที่แห้ง
- มาตรฐานคุณภาพรากคนทา : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดค่าการสูญเสียน้ำหนักเมื่อทำให้แห้งไม่เกิน 9.0% w/w สิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 2.0% w/w เถ้ารวมไม่เกิน 4.0% w/w สารสกัดที่ละลายในเอทานอลไม่น้อยกว่า 2.0% w/w และสารสกัดที่ละลายน้ำไม่น้อยกว่า 3.0% w/w
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ภาคกลาง : พบชื่อ กะลันทา คนทา สีฟัน สีฟันคนตาย และสีฟันคนทา
- ภาคตะวันออกเฉียงใต้ : พบชื่อโกทา
- ภาคเหนือ : พบชื่อขี้ตำตา จี้ จี้หนาม สีเตาะ และหนามจี้
- กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในแม่ฮ่องสอน : มีชื่อเรียกว่ามีชี
- ภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทย : รากคนทาเป็นองค์ประกอบของตำรับยาห้ารากสำหรับบรรเทาอาการไข้
- ภูมิปัญญาด้านช่องปาก : กิ่งหรือก้านนำมาทุบให้เป็นเส้นหรือปลายฟูสำหรับใช้แทนไม้สีฟัน จึงเกิดชื่อ “สีฟันคนทา”
- ภูมิปัญญาด้านระบบทางเดินอาหาร : มีการบันทึกการใช้ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านสำหรับอาการท้องเสีย บิด และความผิดปกติของลำไส้
ประวัติและวัฒนธรรม
คนทามีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยผ่านตำรับยาห้าราก ซึ่งเป็นตำรับยาแก้ไข้ที่มีการใช้มาเป็นเวลานาน และปรากฏในองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยที่เกี่ยวข้องกับการรักษาไข้ ตำรับดังกล่าวประกอบด้วยรากสมุนไพร 5 ชนิด ได้แก่ คนทา ชิงชี่ เท้ายายม่อม มะเดื่อชุมพร และย่านาง
นอกจากบทบาทด้านยาแล้ว ชื่อท้องถิ่นอย่าง “สีฟันคนทา” และ “ไม้สีฟัน” สะท้อนการนำกิ่งหรือก้านของพืชมาใช้เป็นเครื่องมือทำความสะอาดฟันตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
สถานะการอนุรักษ์
- คนทามีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติค่อนข้างกว้างในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมาลีเซีย โดย Kew ระบุว่าพบในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ อีกหลายแห่ง
- อย่างไรก็ตาม การใช้รากเป็นเครื่องยาโดยตรงจำเป็นต้องขุดทั้งต้นหรือขุดราก จึงอาจสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติหากมีการเก็บจากป่ามากเกินไป
- งานวิจัยปี 2025 ระบุประเด็นด้านความยั่งยืนของการใช้รากคนทาในตำรับยาห้าราก และรายงานการพัฒนา การเพาะเลี้ยงเซลล์พืช เป็นแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยสนับสนุนการผลิตสารออกฤทธิ์โดยลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากธรรมชาติ
- จากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบ ยังไม่ควรระบุว่าคนทาเป็นพืชใกล้สูญพันธุ์ โดยไม่มีข้อมูลสถานะระดับสากลหรือระดับประเทศไทยที่ยืนยันโดยตรง
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
การจัดลำดับอนุกรมวิธานตามฐานข้อมูล Plants of the World Online (Kew) มีดังนี้
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Sapindales
- Family : Rutaceae
- Genus : Harrisonia R.Br. ex A.Juss.
- Species : Harrisonia perforata (Blanco) Merr.
ชื่อพ้องที่สำคัญ : Paliurus perforatus Blanco ซึ่งเป็นชื่อที่พบในเอกสารทางเภสัชตำรับ และยังมีชื่อพ้องอื่น ๆ อีกหลายชื่อในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากล
หมายเหตุด้านวงศ์: เอกสารไทยบางแหล่งหรือข้อมูลเดิมอาจจัดคนทาไว้ในวงศ์ Simaroubaceae แต่การจัดจำแนกปัจจุบันของ Kew และ e-Flora of Thailand จัดสกุล Harrisonia ไว้ในวงศ์ Rutaceae
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ รากคนทา มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมีรายงานการปะปนของลำต้นและกิ่งในวัตถุดิบที่จำหน่ายในตลาดสมุนไพร
- ลักษณะมหภาค : รากที่หั่นเป็นชิ้นมีรูปร่างและขนาดแตกต่างกัน เปลือกหนาประมาณ 1–3 มิลลิเมตร สีเทาน้ำตาลถึงน้ำตาล มีรอยแผลหรือรอยแตกกระจาย เนื้อไม้สีเหลืองอ่อนและอาจมีวงสีน้ำตาลเข้มบริเวณใจกลาง
- ลักษณะทางจุลทรรศน์ : พบชั้น periderm, cortex, phloem, vascular cambium และ xylem รวมถึงเซลล์พาเรงคิมาที่มีเม็ดแป้ง กลุ่มเส้นใย รัศมีของเนื้อไม้ และผลึกรวมรูปดอกกุหลาบ (rosette aggregate crystals)
- เอกลักษณ์ของผงยา : พบเนื้อเยื่อพาเรงคิมาที่มีเม็ดแป้ง เส้นใยร่วมกับ medullary rays สารสีน้ำตาล ผลึกรวม และเนื้อเยื่อคอร์ก
- การทดสอบทางเคมี : การทดสอบตาม Thai Herbal Pharmacopoeia ด้วยผงรากและเอทานอลร่วมกับ magnesium ribbon และ hydrochloric acid ให้สีเหลืองส้ม
- Thin-Layer Chromatography (TLC) : สามารถใช้ silica gel GF254 และระบบตัวทำละลาย chloroform:methanol:formic acid ในอัตราส่วน 95:5:0.5 เพื่อสร้างลักษณะโครมาโทแกรมสำหรับตรวจเอกลักษณ์รากคนทา
- มาตรฐานเชิงปริมาณ : Thai Herbal Pharmacopoeia กำหนดเกณฑ์ด้าน loss on drying, foreign matter, total ash และสารสกัดที่ละลายได้ในเอทานอลและน้ำ เพื่อควบคุมคุณภาพเครื่องยา
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). คนทา (Harrisonia perforata (Blanco) Merr.). กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). ข้อห้ามและหลักการรักษาไข้ตามคัมภีร์ตักศิลา. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2021). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia): คนทา (KHON THA), Harrisoniae Perforatae Radix. สำนักยาและวัตถุเสพติด.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Harrisonia R.Br. ex A.Juss. — e-Flora of Thailand.
- ศรีบุศราคัม, อ. (2561). ยาห้าราก: ตำรับยาสมุนไพรแก้ไข้. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
- มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะเภสัชศาสตร์. (ม.ป.ป.). คนทา: ฐานข้อมูลสมุนไพร.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). บัญชียาจากสมุนไพรและหลักฐานเชิงประจักษ์: ยาห้าราก. กระทรวงสาธารณสุข.
- Choodej, S., Sommit, D., & Pudhom, K. (2013). Rearranged limonoids and chromones from Harrisonia perforata and their anti-inflammatory activity. Bioorganic & Medicinal Chemistry Letters, 23(13), 3896–3900. https://doi.org/10.1016/j.bmcl.2013.04.064
- Fang, X., Di, Y. T., Zhang, Y., Xu, Z. P., Lu, Y., Chen, Q. Q., Zheng, Q. T., & Hao, X. J. (2015). Unprecedented quassinoids with promising biological activity from Harrisonia perforata. Angewandte Chemie International Edition, 54(19), 5592–5595. https://doi.org/10.1002/anie.201412126
- Sireeratawong, S., Lertprasertsuke, N., Srisawat, U., Thuppia, A., Ngamjariyawat, A., Suwanlikhid, N., & Jaijoy, K. (2009). Acute and subchronic toxicity study of the water extract from Harrisonia perforata Merr. in rats. Songklanakarin Journal of Science and Technology, 31(1), 63–71.
- Somsill, P., Itthipanichpong, C., Ruangrungsi, N., & Limpanasithikul, W. (2010). Inhibitory effect of Harrisonia perforata root extract on macrophage activation. Journal of Basic and Applied Pharmacology, 32(1), 168–171.
- Somsill, P., Ruangrungsi, N., Limpanasithikul, W., & Itthipanichpong, C. (2012). In vivo and in vitro anti-inflammatory activity of Harrisonia perforata root extract. Pharmacognosy Journal, 4(32), 38–44. https://doi.org/10.5530/pj.2012.32.8
- Yan, X. H., Di, Y. T., Fang, X., Yang, S. Y., He, H. P., Li, S. L., Lu, Y., & Hao, X. J. (2011). Chemical constituents from fruits of Harrisonia perforata. Phytochemistry, 72(6), 508–513. https://doi.org/10.1016/j.phytochem.2011.01.010
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Harrisonia perforata (Blanco) Merr. Plants of the World Online.
