คนทีเขมา

คนทีเขมา

คนทีเขมา

คนทีเขมา เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว นิยมใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านทั้งในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะส่วน ใบ ราก ผล เปลือก และช่อดอก มีการนำมาใช้แตกต่างกันตามตำรับยา คนทีเขมามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vitex negundo L. และปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์ Lamiaceae หรือวงศ์กะเพรา แม้เอกสารไทยเก่าหลายแห่งยังจัดไว้ในวงศ์ Verbenaceae ก็ตาม

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : คนทีเขมา
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vitex negundo L.
  • ชื่อวงศ์ : Lamiaceae
  • ชื่อสามัญ : Five-leaved chaste tree, Chinese chaste tree, Indian privet, Negundo chestnut
  • ชื่อท้องถิ่น : คนที, คนทีสอดำ, คนทีเขมา, คนทีสอเขมา, คนทิ, โคนดินสอ, ดินสอดำ, ผีเสื้อดำ, กูนิง, กุโนกามอ, หวงจิง, อึ่งเกง
  • ลักษณะเด่น : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อยโดยทั่วไป 3–5 ใบ ใบและกิ่งมีกลิ่นหอม ดอกสีขาวอมม่วงหรือม่วงอ่อน และผลมีขนาดเล็ก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 2–6 เมตร แตกกิ่งก้านมาก กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม สีเทา และมีขนละเอียดปกคลุม กิ่งและใบมีกลิ่นหอม เปลือกต้นมีสีน้ำตาลถึงเทา
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงตรงข้าม มีใบย่อยโดยทั่วไป 3–5 ใบ บางแหล่งรายงานได้ถึง 7 ใบ ใบย่อยรูปใบหอกหรือรูปขอบขนานแกมใบหอก ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบหรือหยักเล็กน้อย ด้านบนสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างมีสีอ่อนหรือขาวอมเทาและมีขนละเอียด
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งหรือซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 10–20 เซนติเมตร ดอกย่อยมีขนาดเล็ก กลีบดอกมีสีขาวแกมม่วงหรือม่วงอ่อน และมีเกสรเพศผู้ 4 อัน
  • ผล : เป็นผลขนาดเล็ก ลักษณะกลมหรือค่อนข้างกลม เมื่อแก่มีสีน้ำตาลถึงม่วงดำ และมีเมล็ดอยู่ภายใน
  • ราก : มีลักษณะเป็นรากไม้ เนื้อรากมีสีอ่อน และเป็นส่วนหนึ่งที่พบการใช้ในตำรับสมุนไพรพื้นบ้าน
  • กลิ่น : ใบและกิ่งมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญในการช่วยจำแนกพืชชนิดนี้

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดกว้างในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย ตั้งแต่เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงจีน ญี่ปุ่น และพื้นที่บางส่วนในเอเชียตะวันตก รวมถึงแอฟริกาบางบริเวณ
  • ประเทศไทย : ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุประเทศไทยอยู่ในเขตถิ่นกำเนิดของ Vitex negundo
  • การกระจายพันธุ์ : พบในประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ เช่น อินเดีย เนปาล ศรีลังกา บังกลาเทศ เมียนมา จีน เวียดนาม กัมพูชา ลาว ญี่ปุ่น และบางพื้นที่ของแอฟริกาและหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย
  • ถิ่นอาศัย : พบได้ในพื้นที่ค่อนข้างแห้ง ป่าโปร่ง พื้นที่รกร้าง ริมน้ำ ขอบพื้นที่เกษตร และบริเวณที่อยู่อาศัย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : เจริญได้ดีในพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และสามารถทนต่อสภาพดินค่อนข้างแห้งได้
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถเพาะจากเมล็ดได้ โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องผ่านการกระตุ้นเมล็ดเป็นพิเศษ
  • การปักชำ : ใช้กิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนหรือกิ่งที่เหมาะสมสำหรับการปักชำ สามารถใช้เป็นวิธีขยายพันธุ์ที่สะดวกสำหรับการผลิตต้นจำนวนมาก
  • การใช้หน่อจากราก : คนทีเขมาสามารถสร้างหน่อจากระบบราก จึงสามารถนำหน่อไปขยายพันธุ์ได้
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : มีการศึกษาการขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยใช้ข้อหรือส่วนยอดเป็นวัสดุเริ่มต้น สามารถเพิ่มจำนวนต้นได้ในระดับสูงและเหมาะสำหรับการขยายพันธุ์จำนวนมาก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ : เป็นส่วนที่มีการใช้มาก โดยเฉพาะการใช้ภายนอกและใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการไข้ ไอ ปวด และโรคผิวหนัง
  • ราก : ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการไอ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ และอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
  • ผล : มีการใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการไอและขับเสมหะ
  • เปลือกต้น : พบการใช้ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่
  • ช่อดอก : ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการไข้และท้องเสีย
  • กิ่ง : พบการใช้ในตำรับพื้นบ้านบางชนิด

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ใบ : ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้แก้ไข้หวัด ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ บวมฟกช้ำ กลาก เกลื้อน เชื้อราที่เท้า และใช้พอกบาดแผลบางชนิด นอกจากนี้มีการใช้ใบแห้งเพื่อช่วยไล่แมลง
  • ราก : ตามตำรายาพื้นบ้านใช้แก้ไข้หวัด ไอ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ และใช้เกี่ยวกับอาการทางระบบทางเดินอาหาร
  • ผล : มีการใช้เป็นยาขับเสมหะ แก้ไอ และใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
  • ช่อดอก : ใช้ลดไข้และเป็นยาฝาดสมานตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • กิ่งและเปลือก : พบการใช้สำหรับอาการไข้ ไอ เจ็บคอ ปวด และอาการทางระบบทางเดินอาหารในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่
  • การใช้ภายนอก : ใบสดบดหรือขยี้ใช้พอกบริเวณที่มีปัญหาผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน หรือใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านกับบาดแผลบางชนิด

หมายเหตุด้านหลักฐาน : สรรพคุณข้างต้นจำนวนมากเป็น การใช้ตามภูมิปัญญาและตำรายาสมุนไพร ไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันแล้วทั้งหมด งานวิจัยสมัยใหม่สนับสนุนเพียงบางด้าน และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม

วิธีใช้

  • การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ใบ ราก เปลือก หรือส่วนอื่นของคนทีเขมามักนำมาต้มเป็นน้ำสมุนไพรตามตำรับ หรือใช้ภายนอกโดยนำใบสดบดหรือขยี้แล้วพอกบริเวณที่ต้องการ
  • การใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการทางเดินหายใจ : มีรายงานการนำใบหรือรากมาต้มเป็นยาสมุนไพรสำหรับอาการไอและขับเสมหะ
  • การใช้ภายนอก : ใบสดบดใช้พอกบริเวณผิวหนังที่มีปัญหา เช่น กลาก เกลื้อน ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ข้อควรระวัง : สูตรยา ปริมาณ และระยะเวลาในการใช้แตกต่างกันตามตำรับ ไม่ควรนำสูตรยาพื้นบ้านที่มีการระบุปริมาณสูงมาใช้เอง โดยเฉพาะการใช้เพื่อรักษาโรคติดเชื้อ มาลาเรีย หรือโรครุนแรง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ไม่พบคนทีเขมาเป็นรายการยาเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้หลักในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรของไทยจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้
  • อย่างไรก็ตาม คนทีเขมา (ใบ) มีชื่อเป็น ตัวยาตรง ในตำรับ ยาแก้กลากเกลื้อน ซึ่งอยู่ในกลุ่มยาสำหรับใช้ภายนอกของ ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556 โดยใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น เช่น ข่า ขันทองพยาบาท ชุมเห็ดเทศ ทองพันชั่ง และคนทีสอ
  • ในต่างประเทศ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ Vitex negundo หรือ Lagundi มีการพัฒนาเป็นยาสมุนไพรสำหรับอาการไอและโรคหอบหืด และมีข้อมูลการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิผลทางคลินิก

สารสำคัญ

  • กลุ่มฟลาโวนอยด์ : Vitexin, isovitexin, luteolin derivatives และ casticin
  • กลุ่ม iridoid glycosides : Negundoside และ agnuside
  • กลุ่มลิกแนน : Vitedoin A และ vitedoin B รวมถึงสารกลุ่ม negundin
  • กลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์ : Ursolic acid, oleanolic acid และ betulinic acid
  • กรดฟีนอลิก : Chlorogenic acid, ferulic acid และ protocatechuic acid
  • น้ำมันหอมระเหย : พบสาร เช่น β-caryophyllene, sabinene, viridiflorol, caryophyllene oxide, germacrene D และสารเทอร์พีนชนิดอื่น ๆ
  • การวิเคราะห์ใบด้วย LC-MS/MS พบสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด และปริมาณสารสำคัญสามารถแตกต่างกันมากตามแหล่งปลูก ช่วงเวลาที่เก็บ และส่วนของพืชที่นำมาศึกษา

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานทบทวนทางวิทยาศาสตร์พบว่า Vitex negundo มีการศึกษาสารออกฤทธิ์และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ แก้ปวด ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ต่อระบบทางเดินหายใจ แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังมาจากการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง
  • มีการศึกษาสารสกัดคนทีเขมาในด้าน ฤทธิ์ระงับอาการไอ ในสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดสามารถลดการไอที่เหนี่ยวนำด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้ในลักษณะขึ้นกับขนาด
  • มีการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ของผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วย Vitex negundo และ Zingiber officinale พบว่าช่วยลดอาการปวดหลังส่วนล่างในกลุ่มผู้เข้าร่วมการศึกษา และไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรงที่รายงานในการทดลองดังกล่าว แต่ไม่สามารถนำผลดังกล่าวมาใช้ยืนยันประสิทธิผลของคนทีเขมาเพียงชนิดเดียวได้
  • มีการศึกษาทางคลินิกของตำรับ Lagundi (Vitex negundo) ในผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการเล็กน้อย แต่ผลการศึกษานี้เป็นข้อมูลของผลิตภัณฑ์หรือตำรับเฉพาะ ไม่ควรสรุปว่าคนทีเขมาใช้รักษาโควิด-19 ได้ทั่วไป

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีรายงานจากการทดลองหลายรูปแบบ โดยเกี่ยวข้องกับการลดกระบวนการอักเสบและเส้นทางสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับ NF-κB, MAPK และเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ
  • ฤทธิ์แก้ปวด : มีหลักฐานจากการทดลองในสัตว์และงานวิจัยก่อนคลินิก
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์หลายชนิดมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดบางชนิดแสดงฤทธิ์ต่อแบคทีเรียบางสายพันธุ์ เช่น Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis, Escherichia coli และ Pseudomonas aeruginosa ในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินหายใจ : มีการศึกษาฤทธิ์ระงับอาการไอและฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ
  • ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์ : งานทดลองในสัตว์พบฤทธิ์ต้านการฝังตัวของตัวอ่อนจากสารสกัดบางส่วน จึงเป็นประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์
  • ฤทธิ์ด้านอื่น ๆ : งานวิจัยยังรายงานฤทธิ์ต้านมะเร็ง ต้านเชื้อรา ต้านฮิสตามีน ปกป้องตับ และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับก่อนคลินิก

ความปลอดภัย

  • งานวิจัยในสัตว์บางการศึกษาพบว่าสารสกัดคนทีเขมามีความเป็นพิษเฉียบพลันค่อนข้างต่ำในขนาดที่ใช้ทดลอง โดยการศึกษาฤทธิ์ระงับไอรายงานค่า LD50 มากกว่า 5,000 มก./กก. ในสัตว์ทดลอง
  • อย่างไรก็ตาม งานศึกษาความเป็นพิษอีกบางส่วนพบการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพเมื่อได้รับสารสกัดในขนาดสูงและต่อเนื่อง จึงไม่ควรสรุปว่าการใช้ในปริมาณสูงหรือเป็นเวลานานปลอดภัย
  • ความปลอดภัยของคนทีเขมาในมนุษย์ระยะยาวยังมีข้อมูลจำกัด และผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดอาจมีสารสำคัญและความเข้มข้นแตกต่างกัน
  • การใช้เป็นสมุนไพรควรเลือกวัตถุดิบที่ถูกต้อง มีการตรวจสอบเอกลักษณ์ และใช้ตามตำรับหรือคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์ : ควรหลีกเลี่ยงการใช้คนทีเขมาในรูปแบบรับประทานจนกว่าจะมีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่เพียงพอ เนื่องจากมีงานทดลองในสัตว์ที่พบผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนและระบบสืบพันธุ์
  • หญิงให้นมบุตร : ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ผู้ที่แพ้พืชหรือผลิตภัณฑ์จากคนทีเขมา : ควรหยุดใช้หากเกิดผื่น คัน บวม หรืออาการแพ้
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด : ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้
  • การใช้ในขนาดสูงหรือระยะเวลานาน : ไม่ควรใช้โดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากข้อมูลด้านพิษวิทยาระยะยาวยังมีจำกัด

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • มีงานทดลองในหนูพบว่า สารสกัดใบคนทีเขมาอาจลดการดูดซึมและลดค่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ของพาราเซตามอล เมื่อให้ร่วมกัน โดยผลดังกล่าวเป็นหลักฐานจากสัตว์ทดลอง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่ามีปฏิกิริยาในมนุษย์ในระดับเดียวกัน
  • เนื่องจากคนทีเขมามีสารหลายกลุ่มและมีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน จึงควรระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีช่วงการรักษาแคบหรือยาที่ต้องอาศัยการควบคุมระดับยาอย่างใกล้ชิด
  • ผู้ที่รับประทาน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวด ยาลดไข้ หรือยาประจำอื่น ๆ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์คนทีเขมา
  • ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดรายการปฏิกิริยาระหว่างยากับคนทีเขมาได้อย่างครบถ้วน

การใช้ในอาหาร

  • มีรายงานการใช้ เมล็ดคนทีเขมาเป็นเครื่องเทศหรือใช้แทนพริกไทย ในบางพื้นที่ของเอเชีย
  • เมล็ดมีรสขมและไม่ใช่วัตถุดิบอาหารทั่วไปในประเทศไทย การใช้เป็นอาหารจึงควรอยู่บนพื้นฐานของการระบุชนิดพืชที่ถูกต้องและข้อมูลความปลอดภัยของวัตถุดิบ
  • การใช้ในอาหารแตกต่างจากการใช้เป็นยาสมุนไพร เนื่องจากปริมาณและรูปแบบการบริโภคแตกต่างกัน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ยาสมุนไพรสำหรับอาการไอและระบบทางเดินหายใจ : ในฟิลิปปินส์มีการพัฒนาคนทีเขมา หรือ Lagundi เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรในรูปแบบยาเม็ดและยาน้ำสำหรับอาการไอและหอบหืด และมีการศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิผลก่อนนำไปใช้
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรใช้ภายนอก : สามารถนำใบหรือสารสกัดไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหนังได้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อาศัยข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิมด้านกลากและเกลื้อน
  • ผลิตภัณฑ์ไล่แมลง : ใบคนทีเขมามีน้ำมันหอมระเหยและมีรายงานฤทธิ์ต่อแมลง จึงมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไล่แมลงหรือสารชีวภัณฑ์
  • ผลิตภัณฑ์สารสกัดมาตรฐาน : งานวิจัยปัจจุบันให้ความสำคัญกับการใช้ HPLC, LC-MS/MS และเทคนิคทางเคมีวิเคราะห์เพื่อควบคุมคุณภาพและกำหนดสารบ่งชี้ของสารสกัดคนทีเขมา

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบ : ควรเก็บใบที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรค และไม่ถูกแมลงทำลาย สามารถนำไปใช้สดหรือทำให้แห้งก่อนเก็บรักษา
  • ราก : การเก็บรากควรทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อการคงอยู่ของต้นแม่ และควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บ
  • การทำแห้ง : ควรลดความชื้นในวัตถุดิบโดยการผึ่งในที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความร้อนสูงเกินไปซึ่งอาจกระทบสารหอมระเหย
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น แมลง และเชื้อรา
  • มีข้อมูลการใช้ใบที่เก็บในช่วงต้นฤดูร้อนทั้งแบบสดและแห้ง และมีรายงานการเก็บรากในช่วงปลายฤดูร้อนถึงฤดูใบไม้ร่วงในระบบการใช้สมุนไพรบางประเทศ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคใต้และพื้นที่ที่มีชุมชนมลายู : พบชื่อท้องถิ่น เช่น กูนิง และกุโนกามอ สะท้อนการใช้และการรู้จักพืชชนิดนี้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นของภาคใต้
  • ภาคกลางและภาคเหนือ : พบชื่อคนทีเขมา คนทีสอดำ ดินสอดำ และผีเสื้อดำ
  • การใช้ด้านสุขภาพ : ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้ใบ ราก ผล และส่วนอื่นของต้นสำหรับอาการไข้ ไอ ปวดข้อ โรคผิวหนัง และอาการทางระบบทางเดินอาหาร
  • การใช้ด้านไล่แมลง : ใบแห้งมีการนำมาใช้ป้องกันแมลงรบกวนเมล็ดพืชและในบริเวณที่พักอาศัย
  • คนทีเขมามีความสัมพันธ์ทางภูมิปัญญากับ คนทีสอ เนื่องจากชื่อพื้นบ้านและลักษณะบางประการคล้ายกัน แต่เป็นพืชคนละชนิด จึงควรตรวจสอบเอกลักษณ์ก่อนนำมาใช้เป็นยา

ประวัติและวัฒนธรรม

  • คนทีเขมาเป็นพืชสมุนไพรที่มีประวัติการใช้ในระบบการแพทย์ดั้งเดิมของเอเชียหลายระบบ รวมถึงอายุรเวท สิทธะ ยูนานิ และการแพทย์แผนจีน
  • ในอินเดีย คนทีเขมาหรือ Nirgundi มีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรสำหรับอาการอักเสบ ปวดข้อ ระบบทางเดินหายใจ และโรคผิวหนัง
  • ในฟิลิปปินส์รู้จักในชื่อ Lagundi และพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำหรับอาการไอและโรคหอบหืด ซึ่งถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำภูมิปัญญาสมุนไพรมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐาน
  • ในประเทศไทยชื่อพื้นบ้านที่แตกต่างกันตามภูมิภาคสะท้อนถึงการใช้ประโยชน์ของคนทีเขมาในชุมชนมาเป็นเวลานาน

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะการอนุรักษ์ระดับโลก : Least Concern (LC) หรือ ไม่อยู่ในข่ายใกล้สูญพันธุ์ ตามข้อมูลที่ Kew อ้างอิงจาก IUCN Red List
  • อย่างไรก็ตาม การมีสถานะ LC ไม่ได้หมายความว่าสามารถเก็บจากธรรมชาติได้โดยไม่จำกัด การเก็บรากหรือต้นจำนวนมากอาจส่งผลต่อประชากรในพื้นที่
  • แนวทางอนุรักษ์ : ควรส่งเสริมการปลูกในแปลงสมุนไพร การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือกิ่งปักชำ และการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืนแทนการเก็บจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Lamiales
  • Family : Lamiaceae
  • Genus : Vitex
  • Species : Vitex negundo L.
  • Accepted name : Vitex negundo L.
  • Accepted varieties : Vitex negundo var. negundo และ Vitex negundo var. thyrsoides C.Pei & S.L.Liou
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Agnus-castus negundo (L.) Carrière; Vitex agnus-castus var. negundo (L.) Kuntze
  • หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน : เอกสารไทยและเอกสารวิชาการรุ่นเก่าจำนวนหนึ่งจัดคนทีเขมาไว้ในวงศ์ Verbenaceae แต่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากลปัจจุบัน เช่น Kew จัด Vitex อยู่ในวงศ์ Lamiaceae

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะภายนอก : ตรวจสอบว่าเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม มีขนละเอียด ใบประกอบแบบนิ้วมือ 3–5 ใบ และใบมีกลิ่นหอม
  • ใบ : ใบย่อยรูปใบหอกหรือรูปใบหอกแคบ ปลายเรียวแหลม ด้านล่างสีอ่อนและมีขนละเอียด เป็นลักษณะที่ช่วยแยกจากพืชที่มีชื่อพื้นบ้านใกล้เคียงกัน
  • ดอก : ตรวจสอบช่อดอกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ ดอกขนาดเล็ก สีขาวแกมม่วงหรือม่วงอ่อน
  • ผล : ตรวจสอบผลขนาดเล็ก รูปกลมหรือค่อนข้างกลม เมื่อแก่มีสีเข้ม
  • กล้องจุลทรรศน์ : ใบมีโครงสร้างแบบ dorsiventral มีชั้น palisade และ spongy mesophyll มีต่อมน้ำมันและขนทั้งชนิดมีต่อมและไม่มีต่อม ซึ่งสามารถใช้เป็นลักษณะสำคัญในการตรวจสอบผงยา
  • ปากใบและขนใบ : ลักษณะของ epidermis, trichomes และ stomata สามารถนำมาใช้ประกอบการตรวจสอบเอกลักษณ์ทางเภสัชเวท โดยเฉพาะเมื่อวัตถุดิบอยู่ในรูปผงและไม่สามารถตรวจสอบลักษณะภายนอกได้ครบถ้วน
  • การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้ TLC, HPLC หรือ LC-MS/MS เพื่อสร้าง chemical fingerprint และตรวจสอบสารบ่งชี้ เช่น vitexin, isovitexin, agnuside และ negundoside
  • ข้อควรระวังในการระบุชนิด : ไม่ควรใช้ชื่อพื้นบ้านเพียงอย่างเดียวในการจัดหาวัตถุดิบ เพราะคนทีเขมามีชื่อเรียกคล้ายกับคนทีสอและพืชในสกุล Vitex ชนิดอื่น การตรวจสอบด้วยลักษณะทางพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2556). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. มหาวิทยาลัยมหิดล, สวนสิรีรุกขชาติ. (2568). คนทีเขมา (Vitex negundo L.). มหาวิทยาลัยมหิดล.
  3. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2525). คนทีเขมา. หมอชาวบ้าน, 38.
  4. ราชบัณฑิตยสถาน. (2554). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. ราชบัณฑิตยสถาน.
  5. ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). คนทีเขมา. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
  6. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). คนทีเขมา: Vitex negundo L. ฐานข้อมูลพรรณไม้.
  7. Alam, M. I., Gomes, A., & Khan, S. I. (2011). Antitussive and toxicological evaluation of Vitex negundo. Natural Product Research, 26(5), 463–468. https://doi.org/10.1080/14786419.2010.534472
  8. Singh, V., Dayal, R., & Bartley, J. P. (1999). Volatile constituents of Vitex negundo leaves. Planta Medica, 65(6), 580–582. https://doi.org/10.1055/s-2006-960832
  9. Tiwari, O. P., et al. (2009). Pharmacokinetic-interaction of Vitex negundo Linn. & paracetamol. Indian Journal of Medical Research, 130(4), 479–483.
  10. Tripathi, M. K., & Singh, R. (2011). Pharmacognostical studies on the leaf of Vitex negundo Linn. Life Science Bulletin, 8(2), 293–297.
  11. Sahoo, Y., & Chand, P. K. (1998). Micropropagation of Vitex negundo L., a woody aromatic medicinal shrub, through high-frequency axillary shoot proliferation. Plant Cell Reports.
  12. Sharma, K., Yadav, M., & Attri, K. (2020). Pharmacognostic studies on methanolic extract of leaves of Vitex negundo Linn. Pharmacognosy Journal, 12(3), 551–556. https://doi.org/10.5530/pj.2020.12.83
  13. Srivastava, S., Karvir, S., & Girandola, R. N. (2024). Effect of E-PR-01 on non-specific low back pain in the adult population: A randomized, double-blind, placebo-controlled, parallel-group trial. Journal of Back and Musculoskeletal Rehabilitation, 37(2), 487–502. https://doi.org/10.3233/BMR-230197
  14. World Flora Online. (2026). Vitex negundo L. World Flora Online.
  15. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Vitex negundo L. Plants of the World Online.
  16. Phate, P. V., & Patil, A. S. (2026). Vitex negundo Linn.: A decade of advances in phytochemistry, pharmacological activities, and biotechnological interventions (2015–2025)—A comprehensive review. Phytomedicine, 153, 157895. https://doi.org/10.1016/j.phymed.2026.157895
Scroll to top