คนทีสอ
คนทีสอ เป็นสมุนไพรไทยที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น เช่น คนทีสอขาว โคนดินสอ ดินสอ สีสอ สีเสื้อน้อย และผีเสื้อน้อย เป็นไม้พุ่มที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบคล้ายนิ้วมือ ดอกสีม่วงหรือม่วงอมฟ้า และผลกลมสีดำเมื่อสุก ในตำรายาไทยมีการใช้ ใบ ดอก ผล ราก เปลือก และเมล็ดคนทีสอ เป็นยา โดยเฉพาะในตำรับที่เกี่ยวข้องกับการขับลม บำรุงธาตุ ขับเสมหะ ไข้ และอาการของสตรีบางประการ
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในประเทศไทยคือ Vitex trifolia L. ปัจจุบันฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากลอย่าง Plants of the World Online (Kew) ยอมรับชื่อดังกล่าว และจัดอยู่ในวงศ์ Lamiaceae ขณะที่เอกสารสมุนไพรไทยรุ่นเก่าหลายฉบับยังจัดไว้ในวงศ์ Verbenaceae
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : คนทีสอ
- ชื่ออื่น ๆ : คนทีสอขาว, โคนดินสอ, ดินสอ, สีสอ, มูดเพิ่ง, ผีเสื้อน้อย, สีเสื้อน้อย, ดอกสมุทร, ผีเสื้อ, ทีสอ, เทียนขาว และคุนตีสอ โดยชื่อแตกต่างกันตามภูมิภาค
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vitex trifolia L.
- ชื่อสามัญ : Simpleleaf chastetree, Three-leaved chaste tree
- วงศ์ : Lamiaceae (ในเอกสารอนุกรมวิธานเก่าพบการจัดอยู่ใน Verbenaceae)
- ลักษณะเด่น : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งอ่อนมีขน ใบส่วนใหญ่ออกตรงข้ามและเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ด้านล่างใบมีสีเขียวอมเทาหรือขาวนวล ดอกสีฟ้าอมม่วงถึงม่วง และผลกลมสีดำเมื่อสุก
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : ใบ ดอก ผล ราก เปลือกต้น และเมล็ด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านมาก สูงได้ประมาณ 1–6 เมตร โดยกิ่งอ่อนมักมีขนละเอียด เปลือกต้นมีสีน้ำตาลหรือเทาและอาจเรียบหรือแตกเป็นร่องตื้น ๆ
- ใบ : ใบเรียงตรงข้าม เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ โดยรูปแบบที่พบทั่วไปมีใบย่อย 3 ใบ ใบย่อยรูปรี รูปขอบขนานแกมใบหอก หรือรูปไข่กลับ ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ด้านบนสีเขียว ส่วนด้านล่างมีขนนุ่มและมีสีเขียวอมเทาหรือขาวนวล เมื่อขยี้ใบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
- ดอก : ออกเป็นช่อแบบแยกแขนงบริเวณปลายกิ่งและซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกมีสีฟ้าอมม่วง ม่วงอ่อน หรือม่วง กลีบดอกเชื่อมเป็นหลอดและปลายแยกเป็น 5 กลีบ มีเกสรเพศผู้ 4 อัน
- ผล : เป็นผลสดหรือผลแบบ drupe รูปกลมขนาดเล็กประมาณ 5–7 มิลลิเมตร ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีดำ ผิวเรียบ
- เมล็ด : อยู่ภายในผล เมล็ดมีขนาดเล็กและมีสีน้ำตาลถึงดำเมื่อแก่
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
คนทีสอมีการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนและกึ่งร้อน ตั้งแต่บริเวณแอฟริกาตะวันออก เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงตอนเหนือของออสเตรเลียและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก Kew ระบุว่าพบในประเทศไทย รวมถึงประเทศต่าง ๆ เช่น อินเดีย ศรีลังกา เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีน และออสเตรเลีย
ในประเทศไทยพบได้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ และพื้นที่โล่งที่มีสภาพดินเหมาะสม ส่วนพืชในกลุ่ม Vitex บางชนิดหรือบางชื่อพ้องอาจพบตามชายฝั่งทะเล จึงควรตรวจสอบชนิดพืชให้ถูกต้องก่อนนำมาใช้เป็นยา
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การเพาะเมล็ด : สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด โดยควรใช้เมล็ดที่เก็บใหม่และเพาะในวัสดุที่ระบายน้ำได้ดี เนื่องจากเมล็ด Vitex trifolia อาจงอกค่อนข้างยาก
- การปักชำ : สามารถใช้กิ่งปักชำ โดยเลือกกิ่งที่ต้นไม่ได้อยู่ในช่วงออกดอกหรือออกผล และใช้กิ่งที่มีอย่างน้อย 2 ข้อ วิธีนี้ควรใช้วัสดุเพาะที่โปร่งและระบายน้ำดี
- การดูแล : คนทีสอสามารถเจริญได้ในดินที่ระบายน้ำดี และทนต่อสภาพค่อนข้างแห้งได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงน้ำขังเป็นเวลานาน
- การขยายพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ : มีการศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากยอดของ Vitex trifolia โดยสามารถเพิ่มจำนวนต้นได้ในสภาพปลอดเชื้อ เหมาะสำหรับการขยายพันธุ์จำนวนมากและการอนุรักษ์พันธุกรรม
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ : ใช้ในตำรายาไทยสำหรับบำรุงธาตุ บำรุงน้ำดี ขับลม ขับเสมหะ และใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ดอก : ใช้ตามตำรายาไทยเกี่ยวกับอาการไข้ ไอ และพยาธิ
- ผล : ใช้แก้ลม คลื่นเหียนอาเจียน หืดไอ และริดสีดวงตามตำรับยาไทย
- ราก : ใช้แก้ไข้ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ถ่ายน้ำเหลือง และใช้ในตำรับเกี่ยวกับโรคตับ
- เปลือกต้น : มีการใช้เกี่ยวกับไข้และความผิดปกติของระดูตามภูมิปัญญาไทย
- เมล็ด : มีการใช้เป็นยาเจริญอาหารและระงับปวดตามตำรายาไทย
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
ข้อมูลส่วนนี้เป็นสรรพคุณตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์ในมนุษย์ทั้งหมด
- ใบคนทีสอ : ใช้บำรุงธาตุ ขับลม ขับเสมหะ บำรุงน้ำดี แก้ไอ แก้หืด และใช้ในตำรับสำหรับอาการปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ
- ดอกคนทีสอ : ใช้แก้ไข้ แก้ไอ และฆ่าพยาธิตามตำรายาไทย
- ผลคนทีสอ : ใช้แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ลม แก้ไข้ แก้หืดไอ แก้ริดสีดวง และขับเหงื่อ
- รากคนทีสอ : ใช้แก้ไข้ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ถ่ายน้ำเหลือง แก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อ และใช้ในตำรับเกี่ยวกับโรคตับ
- เปลือกต้น : ใช้แก้ไข้ คลื่นเหียน และความผิดปกติของระดูตามตำรับยาไทย
- เมล็ด : ใช้ระงับปวดและเจริญอาหาร
นอกจากนี้ภูมิปัญญาท้องถิ่นบางแห่งใช้ใบสดตำพอกบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อย ใช้ใบต้มอาบสำหรับอาการผื่นคัน และใช้ใบเป็นส่วนประกอบของตำรับหรือผลิตภัณฑ์สำหรับบรรเทาอาการปวดเมื่อย
วิธีใช้
วิธีใช้แบบดั้งเดิมแตกต่างกันตามส่วนของพืชและตำรับยา เช่น
- ใช้ภายใน : ใบ ราก ผล หรือส่วนอื่น ๆ อาจนำมาต้มเป็นน้ำยาตามตำรับยาไทย
- ใช้ภายนอก : ใบสดนำมาตำพอกหรือใช้ต้มเป็นน้ำอาบตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ใช้ในตำรับยา : คนทีสอถูกนำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อทำเป็นตำรับยาแผนไทย
- การใช้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ : มีการพัฒนาเป็นน้ำมันสำหรับนวด สารสกัด ครีม และผลิตภัณฑ์จากใบในงานวิจัยสมัยใหม่
ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานเองจากข้อมูลภูมิปัญญา โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้
ในบัญชียาจากสมุนไพร
คนทีสอไม่ได้เป็นเพียงสมุนไพรเดี่ยวที่ใช้ตามภูมิปัญญาเท่านั้น แต่ยังปรากฏเป็นตัวยาในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติหลายรายการ โดยมีการระบุส่วนที่ใช้ เช่น ใบและผลของ Vitex trifolia ในรายการตัวยาแผนไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2564
ตัวอย่างที่มีหลักฐานชัดเจนคือ ตำรับยาสหัสธารา ซึ่งเป็นตำรับยาในบัญชียาจากสมุนไพร โดยคนทีสอเป็นหนึ่งในสมุนไพร 21 ชนิดของตำรับ มีสัดส่วนตามสูตรแม่บทประมาณ 8.35% ในรายงานของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
ดังนั้น การเขียนบนเว็บไซต์ควรใช้ถ้อยคำว่า “คนทีสอเป็นตัวยาในตำรับยาจากสมุนไพร/ตำรับยาแผนไทย” มากกว่าการสื่อว่า “คนทีสอเดี่ยวอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ” โดยตรง
สารสำคัญ
การศึกษาทางเคมีพบสารหลายกลุ่มใน Vitex trifolia ได้แก่ น้ำมันหอมระเหย ฟลาโวนอยด์ ไดเทอร์พีน ไตรเทอร์พีน ลิกแนน และสารประกอบฟีนอลิก
- น้ำมันหอมระเหย : พบสารสำคัญ เช่น 1,8-cineole, terpinyl acetate, sabinene, α-pinene และ caryophyllene โดยองค์ประกอบอาจแตกต่างกันตามแหล่งปลูก ฤดูกาล และส่วนของพืชที่นำมาสกัด
- สารฟลาโวนอยด์ : พบสารกลุ่ม flavonoids หลายชนิด รวมถึง casticin ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นสารบ่งชี้ในการศึกษาสารสกัดคนทีสอ
- สารกลุ่ม ecdysteroids : มีรายงานการแยก ecdysone, 20-hydroxyecdysone, turkesterone และ polypodine B จากใบ
- สารกลุ่มลิกแนนและไตรเทอร์พีน : มีรายงานการค้นพบ matairesinol 4′-O-β-D-glucopyranoside และไตรเทอร์พีนชนิดใหม่จากใบ
- การทบทวนงานวิจัยพบว่ามีการรายงานสารประกอบจาก V. trifolia และ V. rotundifolia จำนวนมาก โดยมีทั้ง terpenoids, flavonoids, phenylpropanoids และสารกลุ่มอื่น ๆ
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยสมัยใหม่สนับสนุนว่าคนทีสอมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำผลไปเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
มีงานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดใบคนทีสอที่แสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยสารสกัดน้ำสามารถลดการแสดงออกของ IL-1β, IL-6 และ iNOS ในเซลล์ macrophage ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS
อีกการศึกษาพบว่าสารสกัดน้ำจากใบสามารถยับยั้งกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ NF-κB รวมถึงการแสดงออกของ COX-2 และ chemokines บางชนิดในแบบจำลองเซลล์ แต่ผู้วิจัยระบุว่ายังจำเป็นต้องมีการศึกษาในสัตว์และมนุษย์เพิ่มเติม
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : พบในสารสกัดใบทั้งในระดับเซลล์และแบบจำลองสัตว์ทดลอง โดยเกี่ยวข้องกับการลดตัวกลางการอักเสบและเส้นทาง NF-κB
- ฤทธิ์ระงับปวด : การทดลองในสัตว์พบว่าสารสกัดใบมีฤทธิ์ลดพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดในหลายแบบจำลอง
- ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารสกัดจากใบด้วย petroleum ether และ ethanol แสดงฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบในระดับปานกลางในการศึกษาหนึ่ง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : งานวิจัยปี 2024 พบว่าสารสกัดเอทานอลจาก V. trifolia มีสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์สูงและมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระร่วมกับฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านแบคทีเรีย
- ฤทธิ์ต่อผลิตภัณฑ์ทาภายนอก : มีการศึกษาสารสกัดและน้ำมันคนทีสอเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทาภายนอก โดยประเมินฤทธิ์ระงับปวด ต้านการอักเสบ ความคงตัว และคุณสมบัติทางเคมี
ข้อควรระวังในการตีความงานวิจัย : ผลการทดลองเหล่านี้ไม่ควรนำมาใช้กล่าวอ้างว่า “คนทีสอรักษาโรค” โดยตรง เพราะยังมีข้อจำกัดด้านชนิดสารสกัด ปริมาณสาร และหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์
ความปลอดภัย
ข้อมูลความปลอดภัยของ คนทีสอเดี่ยวในมนุษย์ ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับข้อมูลด้านเภสัชวิทยา จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
- Kew ระบุว่าในข้อมูล Species Profile ยังไม่มีการบันทึกอันตรายเฉพาะของ Vitex trifolia แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้ในปริมาณสูงได้อย่างไม่มีความเสี่ยง
- ควรแยกข้อมูลของ Vitex trifolia ออกจาก Vitex agnus-castus ซึ่งเป็นคนละชนิดและมีข้อมูลทางเภสัชวิทยาและการใช้ที่แตกต่างกัน
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิดควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้สารสกัดเข้มข้น
- การใช้เป็นอาหารหรือเครื่องดื่มควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและไม่ควรเทียบเท่ากับขนาดยาสมุนไพร
ข้อห้ามใช้
เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยทางคลินิกของคนทีสอยังไม่เพียงพอ จึงควรใช้หลักความระมัดระวัง โดยเฉพาะ
- หญิงตั้งครรภ์ : ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาเอง เนื่องจากคนทีสอมีประวัติการใช้ตามภูมิปัญญาเกี่ยวข้องกับการขับระดูและสุขภาพสตรี แม้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปความเสี่ยงในมนุษย์
- หญิงให้นมบุตร : หากต้องใช้ในรูปสารสกัดหรือยา ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน
- เด็ก : ไม่ควรใช้สารสกัดหรือยาต้มโดยกำหนดขนาดเอง
- ผู้แพ้พืชหรือมีประวัติแพ้สมุนไพร : ควรหยุดใช้หากเกิดผื่น คัน บวม หายใจผิดปกติ หรืออาการแพ้อื่น ๆ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาประจำ : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดเข้มข้น
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอที่จะยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างคนทีสอเดี่ยวกับยาทั่วไป อย่างชัดเจน จึงไม่ควรระบุรายการปฏิกิริยาระหว่างยากับคนทีสอเป็นข้อสรุปโดยไม่มีหลักฐาน
อย่างไรก็ตาม หากใช้ คนทีสอในตำรับยาสหัสธารา ต้องพิจารณาปฏิกิริยาของทั้งตำรับ ไม่ใช่เฉพาะคนทีสอ เพราะตำรับดังกล่าวมีสมุนไพรหลายชนิด รวมถึงพริกไทยที่มี piperine ซึ่งอาจเพิ่มการดูดซึมของยาบางชนิด เช่น rifampicin ตามข้อมูลในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ
การใช้ในอาหาร
คนทีสอมีการใช้เป็นอาหารและส่วนประกอบอาหารในภูมิปัญญาบางพื้นที่ โดยเฉพาะ ใบและดอก สามารถนำมาใช้ทำ ขนมคนทีสอ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่นำใบและดอกบดหรือป่นผสมกับแป้งและส่วนประกอบอื่น ๆ
การนำคนทีสอมาใช้เป็นอาหารควรแยกจากการใช้เป็นยา เพราะปริมาณและวัตถุประสงค์แตกต่างกัน และไม่ควรใช้ข้อมูลการกินเป็นอาหารเพื่อสรุปถึงความปลอดภัยของสารสกัดเข้มข้น
การใช้ในผลิตภัณฑ์
มีการนำคนทีสอไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากใบและน้ำมัน เช่น
- น้ำมันคนทีสอ
- น้ำมันสำหรับนวด
- ครีมหรือผลิตภัณฑ์ทาภายนอก
- สารสกัดจากใบ
- ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผมตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อการใช้ภายนอก
งานวิจัยปี 2024 ได้ประเมินสารสกัดเอทานอลและน้ำมันคนทีสอ รวมถึงความคงตัวของน้ำมันและฤทธิ์ทางชีวภาพ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบ : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และไม่มีโรคหรือแมลงทำลาย เลือกใบที่สมบูรณ์และสะอาด
- ดอก : เก็บในระยะที่ดอกสมบูรณ์และไม่ช้ำ
- ผลและเมล็ด : เก็บเมื่อผลแก่หรือสุกตามวัตถุประสงค์ของการใช้
- รากและเปลือก : ควรเก็บจากต้นที่ได้รับการอนุญาตและไม่ทำลายประชากรธรรมชาติ
- การทำแห้ง : ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งในที่อากาศถ่ายเท ไม่ควรตากในบริเวณที่มีฝุ่น ความชื้น หรือสารปนเปื้อน
- การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง และควรติดฉลากระบุชนิดพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
คนทีสอเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในตำรับยาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายด้าน โดยพบการใช้ ใบ ราก ผล ดอก เปลือก และเมล็ด แตกต่างกันตามท้องถิ่น
- ใบใช้บำรุงธาตุ ขับลม ขับเสมหะ และใช้ภายนอกกับผิวหนังตามภูมิปัญญา
- รากใช้ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้ไข้ และใช้ในตำรับเกี่ยวกับโรคตับ
- ผลใช้เกี่ยวกับอาการไอ หืด ลม และริดสีดวงตามตำรายาไทย
- ใบแห้งและใบสดถูกนำไปใช้ในตำรับพื้นบ้านหลายรูปแบบ
- ใบและดอกมีการนำมาใช้ทำ ขนมคนทีสอ ซึ่งสะท้อนการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรในด้านอาหารควบคู่กับยา
ประวัติและวัฒนธรรม
คนทีสอมีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรในภูมิภาคเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิกมายาวนาน โดยในหลายพื้นที่มีการใช้ใบเพื่อบรรเทาอาการไข้ ปวดศีรษะ ปัญหาผิวหนัง และอาการอักเสบต่าง ๆ
ในประเทศไทย คนทีสอปรากฏในตำราแพทย์แผนไทยและตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ โดยมีการระบุส่วนของพืชและชื่อยาอย่างเป็นระบบ สะท้อนถึงความสำคัญของพืชชนิดนี้ในองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย
สถานะการอนุรักษ์
ข้อมูลจาก Plants of the World Online ระบุว่า Vitex trifolia เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้าง และ Species Profile ของ Kew ระบุว่า ไม่ถูกจัดว่าเป็นพืชที่ถูกคุกคาม (Not threatened)
อย่างไรก็ตาม การเก็บส่วนรากและเปลือกจากธรรมชาติจำนวนมากอาจกระทบต่อต้นแม่ จึงควรส่งเสริมการปลูกเพื่อผลิตวัตถุดิบสมุนไพรและหลีกเลี่ยงการเก็บจากประชากรธรรมชาติมากเกินไป
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Lamiales
- Family : Lamiaceae
- Genus : Vitex
- Species : Vitex trifolia L.
ชื่อ Vitex trifolia L. ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew
หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน : ฐานข้อมูลและเอกสารสมุนไพรไทยรุ่นเก่าหลายแห่งจัดคนทีสอไว้ในวงศ์ Verbenaceae แต่การจัดจำแนกสมัยใหม่จัดสกุล Vitex ไว้ในวงศ์ Lamiaceae
นอกจากนี้ควรระวังการสับสนระหว่าง คนทีสอ (Vitex trifolia) กับ คนทีสอทะเล/คนทีบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับ Vitex rotundifolia เนื่องจากชื่อพ้องในอดีตมีความซับซ้อน โดย Kew ปัจจุบันถือ Vitex trifolia subsp. litoralis เป็นชื่อพ้องของ Vitex rotundifolia
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ คนทีสอ ควรดำเนินการทั้งด้านพฤกษศาสตร์และวัตถุดิบยา โดยมีจุดสำคัญดังนี้
- ลักษณะภายนอก : ตรวจสอบว่าเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งอ่อนมีขน ใบออกตรงข้ามและโดยทั่วไปมีใบย่อย 3 ใบ
- ใบ : ใบย่อยมีขอบเรียบ ด้านบนสีเขียว ด้านล่างมีขนและสีอ่อนกว่า เมื่อขยี้มีกลิ่นหอม
- ดอก : ตรวจสอบช่อดอกบริเวณปลายกิ่ง ดอกสีม่วงหรือม่วงอมฟ้า กลีบดอก 5 กลีบ และเกสรเพศผู้ 4 อัน
- ผล : ผลกลมขนาดเล็ก ผิวเรียบ เมื่อสุกมีสีดำ
- การตรวจสอบทางอนุกรมวิธาน : ควรเปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงจากหอพรรณไม้หรือพิพิธภัณฑ์พืช โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องแยกจาก Vitex negundo หรือ Vitex rotundifolia ซึ่งอาจมีลักษณะใกล้เคียงกัน
- ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (Voucher specimen) : หากเป็นวัตถุดิบสำหรับงานวิจัยหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ควรเก็บตัวอย่างอ้างอิงพร้อมระบุสถานที่ วันเก็บ และผู้เก็บ
- การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้ลายนิ้วมือทางโครมาโทกราฟี เช่น HPLC หรือ GC-MS โดยเฉพาะการตรวจสอบองค์ประกอบน้ำมันหอมระเหย เพื่อช่วยยืนยันชนิดและคุณภาพของวัตถุดิบ งานศึกษาน้ำมันใบพบสารเด่น เช่น 1,8-cineole, terpinyl acetate, sabinene, α-pinene และ caryophyllene
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2562). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับเฉลิมพระเกียรติ. กระทรวงสาธารณสุข.
- มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะเภสัชศาสตร์. (ม.ป.ป.). คนทีสอ. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
- โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. (2569). สมุนไพรคนทีสอ.
- ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (ม.ป.ป.). คนทีสอ.
- Chokpaisarn, J., Paduka, W., Sotthibandhu, D. S., Phoopha, S., Limsuwan, S., Maneenoon, K., Mahaprom, K., & Chaiwong, K. (2024). Evaluation of biological properties and phytochemical profile of Vitex trifolia L. extract and its infused oil as a value-added product for health promotion. South African Journal of Botany, 169, 543–552.
- Matsui, M., Adib-Conquy, M., Coste, A., Kumar-Roiné, S., Pipy, B., Laurent, D., & Pauillac, S. (2012). Aqueous extract of Vitex trifolia L. inhibits LPS-dependent regulation of inflammatory mediators through inhibition of Nuclear Factor kappa B signaling. Journal of Ethnopharmacology, 143(1), 24–32.
- Suksamrarn, A., Werawattanametin, K., & Brophy, J. J. (1991). Variation of essential oil constituents in Vitex trifolia species. Flavour and Fragrance Journal, 6(1), 97–99.
- Yan, C.-X., et al. (2023). Vitex rotundifolia L. f. and Vitex trifolia L.: A review on their traditional medicine, phytochemistry, pharmacology. Journal of Ethnopharmacology, 116273.
- Ahmed, R., & Anis, M. (2014). Rapid in vitro propagation system through shoot tip cultures of Vitex trifolia L.–an important multipurpose plant of the Pacific traditional medicine. Physiology and Molecular Biology of Plants, 20(3), 385–392.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Vitex trifolia L. Plants of the World Online.
