ครามขน

ครามขน

ครามขน

ครามขน เป็นสมุนไพรพื้นบ้านในกลุ่มพืชตระกูลถั่วที่พบในเขตร้อน มีลักษณะเด่นคือ ลำต้นและใบมีขนสีน้ำตาลทอง และออกดอกสีส้มแกมชมพูเป็นช่อ ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Indigofera hirsuta L. ในประเทศไทยมีชื่อท้องถิ่นว่า ขี้หนอนแดง และ ครามขน โดยมีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะการนำทั้งต้นมาต้มเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย ช่วยย่อยอาหาร และใช้เป็นยาบำรุงโลหิต อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรแยกข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านออกจากข้อสรุปด้านประสิทธิผลทางการแพทย์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ครามขน
  • ชื่ออื่น : ขี้หนอนแดง, ครามขน (เชียงใหม่)
  • ชื่อสามัญ : Hairy indigo, Rough hairy indigo
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Indigofera hirsuta L.
  • วงศ์ : Fabaceae
  • สกุล : Indigofera
  • ลักษณะการดำรงชีวิต : เป็นไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มกึ่งล้มลุก อาจมีอายุปีเดียวหรืออยู่ได้หลายปีขึ้นกับสภาพแวดล้อม
  • การใช้ประโยชน์ : นอกจากการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านแล้ว ยังเป็นพืชตระกูลถั่วที่ใช้เป็น ปุ๋ยพืชสด พืชคลุมดิน และพืชอาหารสัตว์ ในหลายพื้นที่ของเขตร้อน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มล้มลุกหรือไม้ล้มลุก สูงโดยทั่วไปได้ประมาณ 1–1.5 เมตร แตกกิ่งตั้งแต่บริเวณโคน กิ่งอาจตั้งตรงหรือทอดเอน ลำต้นและกิ่งมีขนสีน้ำตาลทองหรือสีน้ำตาลแดงปกคลุมค่อนข้างหนาแน่น ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่ช่วยให้สังเกตและจำแนกครามขนได้
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ใบย่อยโดยทั่วไปประมาณ 5–9 ใบ และบางแหล่งระบุพบได้ถึง 11 ใบ ใบย่อยเรียงตรงข้าม รูปรีถึงรูปไข่กลับ ปลายมนหรือมีติ่งเล็กน้อย โคนสอบหรือรูปลิ่ม และมีขนปกคลุมทั้งสองด้าน
  • ดอก : ออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อดอกค่อนข้างแน่นและตั้งขึ้น ดอกมีลักษณะคล้ายดอกถั่ว สีแดง ชมพู หรือส้มแกมชมพู กลีบดอกประมาณ 4–6 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนนุ่ม
  • ผล : เป็นฝักรูปทรงกระบอกหรือค่อนข้างเป็นเหลี่ยม ฝักตรง มีขนสีน้ำตาลทองหรือสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ยาวประมาณ 1–2 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดประมาณ 6–9 เมล็ด และฝักแก่จะแตกออกเพื่อปล่อยเมล็ด
  • เมล็ด : มีขนาดเล็ก รูปค่อนข้างเป็นเหลี่ยม สีน้ำตาล มีผิวเป็นรอยหรือหลุมเล็ก ๆ น้ำหนักเมล็ด 1,000 เมล็ดประมาณ 1.5–2.5 กรัม

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียและแอฟริกา
  • การกระจายพันธุ์ : พบกระจายอย่างกว้างขวางในเอเชีย แอฟริกา มาดากัสการ์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และพื้นที่เขตร้อนของทวีปอเมริกาที่มีการนำเข้าไปปลูกหรือเกิดการปรับตัวตามธรรมชาติ
  • ในประเทศไทย : มีข้อมูลระบุการพบและใช้ชื่อท้องถิ่นว่า ครามขน โดยเฉพาะในภาคเหนือ และฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยยอมรับชื่อ Indigofera hirsuta L. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของครามขน
  • ถิ่นอาศัย : มักพบตามพื้นที่โล่ง ป่าโปร่ง ทุ่งหญ้า พื้นที่รกร้าง พื้นที่เกษตร และบริเวณที่ถูกรบกวน โดยสามารถเจริญได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลถึงพื้นที่สูงประมาณ 1,350–1,500 เมตรในบางภูมิภาค

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
  • การเตรียมพื้นที่ : ควรใช้ดินที่ระบายน้ำได้ดี ไม่แฉะหรือน้ำขัง และสามารถเจริญได้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและมีความเป็นกรดได้พอสมควร
  • การเพาะเมล็ด : หว่านหรือหยอดเมล็ดลงในดินที่เตรียมไว้ เมล็ดสามารถงอกได้ประมาณ 7–9 วันภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
  • แสง : ต้องการแสงค่อนข้างมาก สามารถทนร่มได้บางส่วน แต่ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่มีร่มเงาหนาแน่น
  • น้ำ : ต้องการความชื้นในระยะแรก แต่ไม่ควรปล่อยให้ดินมีน้ำขังเป็นเวลานาน
  • การเจริญเติบโต : ระยะแรกต้นกล้าเจริญค่อนข้างช้า จึงควรควบคุมวัชพืชในช่วงตั้งตัว
  • ข้อควรคำนึง : เนื่องจากครามขนสามารถสร้างเมล็ดและแพร่พันธุ์ได้ดี ในพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้แพร่กระจายควรควบคุมการติดเมล็ด

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ทั้งต้น : เป็นส่วนที่มีการระบุการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย โดยนำไปต้มน้ำดื่ม
  • ใบ : มีรายงานการใช้เป็นยาพื้นบ้านในบางประเทศ เช่น การนำใบมาต้มเพื่อใช้กับอาการเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร
  • ส่วนเหนือดิน : เป็นส่วนที่ถูกนำไปศึกษาทางเภสัชวิทยาและเคมีของสารธรรมชาติหลายงานวิจัย

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ทั้งต้น : ตามข้อมูลการใช้ในตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน มีการนำมาต้มน้ำดื่มเพื่อ แก้ท้องเสีย ช่วยย่อยอาหาร และช่วยเจริญอาหาร
  • ทั้งต้น : ภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสานมีการใช้เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อ บำรุงโลหิต
  • ต้นหรือใบ : มีรายงานภูมิปัญญาท้องถิ่นบางแห่งให้นำมาสับเป็นท่อนแล้ววางบริเวณปากไหปลาร้า เพื่อป้องกันแมลงวันหรือแมลงหวี่มาวางไข่ในอาหารหมัก เช่น ปลาร้า
  • ภูมิปัญญาต่างประเทศ : มีรายงานการใช้ยาต้มจากใบสำหรับปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารในฟิลิปปินส์ และมีการใช้ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่ของแอฟริกา

หมายเหตุด้านหลักฐาน: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและการศึกษาวิจัยบางส่วน ไม่ควรตีความว่าเป็นการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานการทดลองทางคลินิกที่เพียงพอ

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย : ใช้ ทั้งต้น ต้มน้ำแล้วดื่ม โดยมีการระบุการใช้สำหรับอาการท้องเสีย ช่วยย่อยอาหาร ช่วยเจริญอาหาร และบำรุงโลหิต
  • การใช้ใบในต่างประเทศ : มีรายงานการต้มใบเป็นยาพื้นบ้านสำหรับปัญหากระเพาะอาหาร
  • ข้อควรระวัง : เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอเกี่ยวกับขนาดรับประทานมาตรฐาน จึงไม่ควรกำหนดขนาดยาเชิงรักษาเป็นตัวเลขสำหรับใช้เองโดยปราศจากคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • จากการตรวจสอบข้อมูลออนไลน์ที่เข้าถึงได้ ยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่าครามขน (Indigofera hirsuta L.) เป็นสมุนไพรที่มีรายการเป็นตำรับยาในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทย
  • การมีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านจึงไม่ควรนำไปเทียบเท่ากับการเป็นยาในบัญชียาจากสมุนไพรหรือยาที่มีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน

สารสำคัญ

งานวิจัยด้านพฤกษเคมีพบสารจากส่วนเหนือดินของ ครามขน (Indigofera hirsuta) หลายกลุ่ม ได้แก่

  • ฟลาโวนอยด์และฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์
  • สารประกอบฟีนอลิก
  • กรดไฮดรอกซีเบนโซอิกและอนุพันธ์
  • กรดไฮดรอกซีซินนามิกและอนุพันธ์
  • สารกลุ่ม indolic compounds
  • สารประกอบประเภท cyclitol
  • 1-methyl-β-D-glucopyranoside
  • glycerol
  • Kaempferol-3-O-β-D-glucopyranoside
  • Kaempferol-7-O-β-D-glucopyranoside

งานวิจัยยังพบว่าส่วนสกัดบางส่วนมีสารฟลาโวนอยด์ ไกลโคไซด์ สารฟีนอลิก ซาโปนิน และแทนนิน

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยด้านพฤกษเคมีของส่วนเหนือดินพบสารธรรมชาติหลายกลุ่ม และศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงการยับยั้งเอนไซม์ lipoxygenase, aldose reductase และ aldehyde reductase ในระดับ in vitro
  • การศึกษาหนึ่งพบว่าส่วนสกัดเอทิลอะซีเตตมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดในการทดสอบ DPPH ขณะที่ส่วนบิวทานอลมีฤทธิ์ยับยั้ง lipoxygenase เด่นที่สุด
  • การศึกษาด้านฤทธิ์ต้านการอักเสบในสัตว์ทดลองพบว่าส่วนสกัดบิวทานอลจากส่วนเหนือดินสามารถลดการบวมของอุ้งเท้าหนูที่เหนี่ยวนำด้วย carrageenan ได้ที่ขนาด 150 และ 300 มก./กก.
  • มีงานวิจัยในหลอดทดลองที่ศึกษาสารสกัดจากรากและรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และต้านจุลชีพบางชนิด แต่ผลดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากส่วนเหนือดิน โดยเฉพาะส่วนเอทิลอะซีเตต แสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH ในระดับห้องปฏิบัติการ

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : ส่วนสกัดบิวทานอลแสดงฤทธิ์ยับยั้ง lipoxygenase ในการทดลอง และยังลดการบวมในแบบจำลองสัตว์ทดลองที่ใช้ carrageenan กระตุ้นการอักเสบ

ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมของน้ำตาล : สารสกัดหลายส่วนสามารถยับยั้ง aldose reductase และ aldehyde reductase ในหลอดทดลอง ผลดังกล่าวเป็นข้อมูลเชิงกลไกที่อาจเกี่ยวข้องกับการศึกษาฤทธิ์ด้านเบาหวาน แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าสามารถรักษาโรคเบาหวานในมนุษย์ได้

ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานว่าสารสกัดจากรากแสดงฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิด เช่น Pseudomonas aeruginosa, Staphylococcus aureus, Vibrio spp. และ Escherichia coli ในการทดลอง

ฤทธิ์ต่อเซลล์ : งานวิจัยบางชิ้นพบฤทธิ์ต่อเซลล์เพาะเลี้ยงบางชนิด แต่ยังเป็นข้อมูลระดับห้องปฏิบัติการ ไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันว่าเป็นยารักษามะเร็งในคนได้

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยของ ครามขนในมนุษย์ยังมีจำกัด และยังไม่มีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับการใช้เป็นยาในระยะยาว
  • การศึกษาส่วนสกัดบิวทานอลจากสารสกัดเมทานอลของส่วนเหนือดินในหนูทดลองรายงานค่า intraperitoneal LD50 ประมาณ 1,264.91 มก./กก. ซึ่งเป็นข้อมูลเฉพาะของสารสกัดและวิธีให้สาร ไม่สามารถนำมาแปลงเป็นขนาดรับประทานที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ได้
  • ครามขนยังมีการใช้เป็นพืชอาหารสัตว์ แต่ข้อมูล PROSEA ระบุว่าพืชชนิดนี้มีความเป็นพิษบางประการและไม่ควรให้เป็นสัดส่วนสูงของอาหารสัตว์
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวและผู้ใช้ยาประจำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยารับประทานเองจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้ครามขนเป็นยารักษาโรคด้วยตนเอง หากไม่มีคำแนะนำจากแพทย์แผนไทย แพทย์ หรือเภสัชกร
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • ไม่ควรใช้ในเด็กโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิดควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพก่อนใช้
  • หากเกิดอาการแพ้ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียมากขึ้น หรือมีอาการผิดปกติอื่น ควรหยุดใช้และพบแพทย์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจนเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างครามขนกับยาแผนปัจจุบัน
  • เนื่องจากมีงานวิจัยในหลอดทดลองที่พบว่าสารสกัดสามารถยับยั้งเอนไซม์บางชนิดที่เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมของกลูโคส จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับ ยาลดน้ำตาลในเลือด โดยไม่มีการติดตาม
  • ผู้ที่ใช้ยาต้านการอักเสบ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาลดน้ำตาล หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดครามขน เนื่องจากข้อมูล interaction ในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ

การใช้ในอาหาร

  • ยังไม่พบหลักฐานเพียงพอว่าครามขนเป็นผักหรืออาหารที่นิยมบริโภคในประเทศไทย
  • ในต่างประเทศครามขนมีการใช้ประโยชน์ด้าน พืชอาหารสัตว์ มากกว่าการเป็นอาหารของมนุษย์ และมีการปลูกเป็นพืชอาหารสัตว์ในบางประเทศ
  • เนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นพิษของพืชในสัดส่วนอาหารสัตว์ จึงไม่ควรนำข้อมูลการใช้เป็นอาหารสัตว์มาตีความว่าเหมาะสมสำหรับการบริโภคของมนุษย์

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ปุ๋ยพืชสด : ครามขนเป็นพืชตระกูลถั่วที่สามารถตรึงไนโตรเจนและเพิ่มอินทรียวัตถุให้ดิน จึงนำไปใช้เป็นปุ๋ยพืชสดได้
  • พืชคลุมดิน : ใช้คลุมพื้นที่ในสวนและพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องการลดการชะล้างพังทลายของดิน
  • อาหารสัตว์ : ใช้เป็นพืชอาหารสัตว์หรือพืชอาหารหยาบในบางประเทศ
  • สีย้อมธรรมชาติ : มีรายงานการใช้ครามขนเป็นแหล่งสีย้อมในบางพื้นที่ของแอฟริกาตะวันตก
  • ชาสมุนไพรพื้นบ้าน : มีการจำหน่ายครามขนในรูปผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรในประเทศไทย แต่การมีจำหน่ายไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการรับรองประสิทธิผลในการรักษาโรค

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เก็บเกี่ยวส่วนที่ใช้เป็นยา : หากใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสามารถเก็บทั้งต้นในช่วงที่ต้นสมบูรณ์แข็งแรง
  • ควรเก็บจากพื้นที่ที่ปราศจากสารกำจัดศัตรูพืช โลหะหนัก และมลพิษ
  • ล้างทำความสะอาดและคัดส่วนที่เสียหายออกก่อนนำไปทำให้แห้ง
  • หากต้องการเก็บเป็นสมุนไพรแห้ง ควรหั่นเป็นชิ้นพอเหมาะแล้วทำให้แห้งสนิทในที่สะอาด อากาศถ่ายเท หรือใช้การอบแห้งที่ควบคุมอุณหภูมิ
  • เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และแสง
  • ควรติดฉลากวันที่เก็บและวันที่ทำแห้งเพื่อช่วยควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคอีสาน : มีการใช้ทั้งต้นครามขนต้มน้ำดื่มเพื่อบำรุงโลหิต และใช้สำหรับอาการท้องเสีย
  • การช่วยย่อยและเจริญอาหาร : มีข้อมูลการใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่มเป็นยาช่วยย่อยและช่วยเจริญอาหาร
  • การป้องกันหนอนในปลาร้า : ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำต้นหรือใบมาสับเป็นท่อนแล้ววางบริเวณปากไหปลาร้า เพื่อช่วยป้องกันแมลงวันและแมลงหวี่มาวางไข่
  • การใช้ในต่างประเทศ : ใบมีการใช้เป็นยาต้มสำหรับปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารในฟิลิปปินส์ และมีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของแอฟริกา

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อสกุล Indigofera มีความเกี่ยวข้องกับการใช้พืชบางชนิดในสกุลนี้เป็นแหล่งสีย้อมครามมาอย่างยาวนาน แม้ ครามขน (Indigofera hirsuta) จะไม่ใช่ชนิดหลักที่มีบทบาทด้านการย้อมครามในประเทศไทยเท่ากับคราม (Indigofera tinctoria) แต่มีรายงานการใช้ครามขนเป็นแหล่งสีย้อมในแอฟริกาตะวันตก นอกจากนี้ยังมีความสำคัญด้านเกษตรกรรมในฐานะพืชตระกูลถั่วที่ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดและพืชคลุมดิน

สถานะการอนุรักษ์

  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุข้อมูลการอนุรักษ์จากบางแหล่งว่า Not Evaluated และข้อมูลจากการประเมินระดับภูมิภาคบางแห่งระบุว่าไม่ถูกคุกคาม
  • ข้อมูลการประเมินของ South African National Biodiversity Institute ระบุสถานะระดับประเทศของแอฟริกาใต้เป็น Least Concern (LC) เนื่องจากเป็นพืชที่พบกว้างขวางและพบได้ทั่วไปในพื้นที่ดังกล่าว
  • อย่างไรก็ตาม สถานะระดับประเทศไม่ควรนำมาใช้แทนสถานะการอนุรักษ์ของประชากรครามขนในประเทศไทยโดยตรง
  • สำหรับข้อมูลประเทศไทย ควรเน้นการอนุรักษ์ แหล่งพันธุกรรมและองค์ความรู้การใช้ครามขนตามภูมิปัญญาท้องถิ่น มากกว่าการจัดเป็นพืชหายาก

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Fabales
  • วงศ์ (Family) : Fabaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily) : Faboideae หรือ Papilionoideae
  • เผ่า (Tribe) : Indigofereae
  • สกุล (Genus) : Indigofera
  • ชนิด (Species) : Indigofera hirsuta L.
  • ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน : Anil hirsuta (L.) Kuntze, Anila hirsuta (L.) Kuntze, Anila indica Kuntze
  • ชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน : Indigofera hirsuta L.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ ครามขน (Indigofera hirsuta L.) ควรพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกันหลายประการ ได้แก่

  • ลำต้นมีขนสีน้ำตาลทองหรือสีน้ำตาลแดง ค่อนข้างหนาแน่น
  • ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มีใบย่อยหลายใบ โดยทั่วไปประมาณ 5–9 ใบ
  • ใบย่อยเรียงตรงข้ามและมีขนทั้งสองด้าน
  • ดอกเป็นช่อกระจะ มีดอกลักษณะคล้ายดอกถั่ว สีแดง ชมพู หรือส้มแกมชมพู
  • ฝักแคบและมีขนสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดประมาณ 6–9 เมล็ด
  • ฝักเป็นลักษณะสำคัญในการแยกจากพืชสกุล Indigofera ชนิดอื่น
  • หากนำมาใช้เป็นวัตถุดิบยา ควรตรวจสอบด้วยตัวอย่างพรรณไม้แห้งหรือ ตัวอย่างอ้างอิงจากหอพรรณไม้ (voucher specimen) และใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ควบคู่กับชื่อท้องถิ่นเพื่อป้องกันการสับสน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). ข้อมูลสมุนไพรและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย. (2563). Indigofera hirsuta L. ครามขน. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
  3. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). ครามขน.
  4. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). ข้อมูลพรรณไม้และพืชสมุนไพรในประเทศไทย.
  5. Djarwaningsih, T. (1997). Indigofera hirsuta L. In Plant Resources of South-East Asia (PROSEA).
  6. Karakousi, C.-V., Gabrieli, C., & Kokkalou, E. (2020). Chemical composition and biological activities of Indigofera hirsuta aerial parts’ methanol fractions. Natural Product Research, 34(4), 558–562. https://doi.org/10.1080/14786419.2018.1489390
  7. National Parks Board Singapore. (2021). Indigofera hirsuta. Flora & Fauna Web.
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Indigofera hirsuta L. Plants of the World Online.
  9. Sankara Rao, K., Arun Singh, R., Deepak Kumar, Raja K. Swamy, & Navendu Page. (2016). Indigofera hirsuta L. Digital Flora of Eastern Ghats.
  10. Tropical Plant Research. (2024). Indigofera hirsuta L. (Fabaceae): A new record for Odisha, India. Tropical Plant Research, 11(1).
  11. World Flora Online. (2025). Indigofera hirsuta L. World Flora Online.
Scroll to top