ครามใหญ่

ครามใหญ่

ครามใหญ่

ครามใหญ่ เป็นพืชสมุนไพรในวงศ์ถั่วที่มีความสำคัญทั้งในด้าน ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน และการใช้เป็นพืชให้สีธรรมชาติสำหรับย้อมผ้า โดยเฉพาะสีครามหรือน้ำเงินเข้ม ชื่อที่พบในประเทศไทย ได้แก่ ครามใหญ่ ครามป่า ครามผี และครามเถื่อน ทั้งนี้ควรแยก ครามใหญ่ (Indigofera suffruticosa Mill.) ออกจากครามชนิดอื่น เช่น Indigofera tinctoria L. และครามหลวงหรือครามช้าง Indigofera zollingeriana Miq. ซึ่งเป็นคนละชนิดกัน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ครามใหญ่
  • ชื่อท้องถิ่น : ครามป่า, ครามผี, ครามเถื่อน และคราม โดยชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น
  • ชื่อสามัญ : Anil, Anil Indigo, Guatemalan indigo, West Indian indigo, Wild indigo
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Indigofera suffruticosa Mill.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Indigofera anil L.
  • วงศ์ : Fabaceae
  • วงศ์ย่อย : Faboideae
  • ประเภทพืช : ไม้พุ่มหรือไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นขนาดเล็ก
  • ลักษณะเด่น : เป็นพืชให้สีธรรมชาติที่สามารถนำส่วนเหนือดินไปหมักเพื่อผลิตสีครามสำหรับย้อมเส้นใยและผ้า

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มแตกกิ่งก้านมาก สูงประมาณ 1–2 เมตรตามข้อมูลที่พบในประเทศไทย ขณะที่ข้อมูลพฤกษศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุช่วงความสูงประมาณ 45–250 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรง กิ่งมีขนละเอียดสีขาว และไม่ใช่พืชเถาเลื้อย
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ใบย่อยเรียงตรงข้ามกัน โดยทั่วไปมีประมาณ 7–15 ใบย่อย ใบย่อยรูปรีถึงรูปรีแคบ ด้านล่างมีขนละเอียด
  • ดอก : ออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบ ดอกมีลักษณะคล้ายดอกถั่ว สีชมพูถึงชมพูอมแดง
  • ผล : เป็นฝักขนาดเล็ก โค้งงอหรือโค้งคล้ายเคียว ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด เมื่อแก่ฝักจะแตก
  • เมล็ด : มีขนาดเล็ก สีน้ำตาล มีเปลือกค่อนข้างแข็งหรือมีชั้นเคลือบที่ทำให้น้ำซึมผ่านได้ยาก จึงอาจมีภาวะพักตัวของเมล็ดและทำให้การงอกไม่สม่ำเสมอ
  • ราก : ระบบรากพัฒนาได้ลึกและช่วยให้ต้นสามารถตั้งตัวได้ดีในพื้นที่ที่มีช่วงแล้ง

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนและกึ่งร้อนของทวีปอเมริกา โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ระบุถิ่นกำเนิดครอบคลุมพื้นที่เขตร้อนและกึ่งร้อนของทวีปอเมริกา
  • การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันแพร่กระจายและขึ้นเป็นพืชธรรมชาติหรือพืชปลูกในเขตร้อนหลายภูมิภาค รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ในประเทศไทย : มีรายงานการปลูกและใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีชื่อท้องถิ่น “ครามใหญ่” ที่จังหวัดอุบลราชธานี

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่ใช้ได้ทั่วไป สามารถเพาะในแปลงเพาะหรือหว่านลงแปลงโดยตรง
  • การเตรียมเมล็ด : เมล็ดมีเปลือกหรือชั้นหุ้มที่ค่อนข้างแข็ง จึงมีการแนะนำให้แช่น้ำอุ่นหรือน้ำค้างคืนก่อนเพาะ เพื่อช่วยให้เมล็ดดูดน้ำและงอกได้เร็วขึ้น
  • การขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำ : สามารถใช้กิ่งที่สมบูรณ์ตัดเป็นท่อนประมาณ 30 เซนติเมตร ปักชำในวัสดุที่เหมาะสม โดยมีรายงานว่ารากเริ่มพัฒนาได้ภายในประมาณสัปดาห์ที่สอง
  • สภาพพื้นที่ : เหมาะกับพื้นที่ได้รับแสงแดดค่อนข้างมาก อากาศร้อน และดินระบายน้ำได้ดี
  • การดูแล : ควรกำจัดวัชพืชในระยะแรก และหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำขัง เนื่องจากครามใหญ่สามารถเจริญได้ดีในสภาพอากาศร้อนและมีฤดูแล้ง
  • การเก็บเกี่ยวเพื่อทำสีคราม : งานวิจัยในประเทศไทยพบว่าระยะฝักสีน้ำตาลและการเก็บเกี่ยวในช่วงเช้าตรู่ให้ผลผลิตสีครามสูงในระบบการผลิตที่ศึกษา

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในการแก้ไข้และอาการตัวร้อน
  • เปลือกต้น : มีการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านในด้านแก้พิษและใช้เป็นยาฆ่าพยาธิ
  • เมล็ดและน้ำมันจากเมล็ด : มีรายงานการใช้น้ำมันจากเมล็ดภายนอกสำหรับอาการทางผิวหนังบางชนิด เช่น หิด

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ใบ : ตามภูมิปัญญาสมุนไพรไทยมีรสเย็น ฝาด และเบื่อ ใช้เป็น ยาดับพิษ แก้ไข้หวัด แก้ตัวร้อน และบรรเทาอาการปวดศีรษะ
  • เปลือกต้น : มีการใช้เป็น ยาแก้โลหิต ตามตำรายาพื้นบ้าน
  • เปลือกต้น : มีรายงานการใช้เป็น ยาฆ่าพยาธิ
  • เปลือกต้น : มีการใช้แก้พิษฝีและแก้พิษงูตามภูมิปัญญา
  • น้ำมันจากเมล็ด : มีการใช้ภายนอกสำหรับ แก้หิด

หมายเหตุด้านการแพทย์: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการพิสูจน์ทางคลินิกในมนุษย์ โดยเฉพาะการใช้ครามใหญ่เพื่อรักษาพิษงู มะเร็ง หรือโรคร้ายแรง ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะใช้ทดแทนการรักษามาตรฐาน

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาไทย : มีการใช้ใบหรือเปลือกต้นเป็นส่วนประกอบของตำรับยาพื้นบ้าน โดยรูปแบบและปริมาณการใช้แตกต่างกันตามตำรับ
  • การใช้ภายนอก : มีรายงานการใช้น้ำมันจากเมล็ดทาบริเวณผิวหนังสำหรับหิด
  • การใช้เป็นสีธรรมชาติ : ส่วนเหนือดินของต้นนำไปหมักในน้ำ แล้วผ่านกระบวนการทำให้เกิดตะกอนสีคราม เพื่อนำไปใช้ย้อมผ้า
  • ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานเอง : ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดขนาดยาครามใหญ่ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลในมนุษย์

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเกี่ยวกับ บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ซึ่งมีประกาศปรับปรุงล่าสุดที่เผยแพร่เป็นฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ยังไม่พบข้อมูลที่ระบุ ครามใหญ่ (Indigofera suffruticosa Mill.) เป็นตัวยาสำคัญหรือรายการยาจากสมุนไพรในบัญชีดังกล่าว ดังนั้นไม่ควรระบุว่าครามใหญ่เป็นสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรโดยตรง

สารสำคัญ

มีการศึกษาพบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มใน Indigofera suffruticosa ได้แก่

  • Indigo (อินดิโก) เป็นสารสีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการให้สีคราม
  • Indirubin (อินดิรูบิน) เป็นสารในกลุ่ม indigoid ที่พบในสารสกัดของพืช
  • Tryptanthrin (ทริปแทนทริน) มีรายงานตรวจพบในสารสกัดส่วนเหนือดิน
  • Flavonoids (ฟลาโวนอยด์)
  • Phenylpropanoids (ฟีนิลโพรพานอยด์)
  • Triterpenoids (ไตรเทอร์พีนอยด์)
  • Alkaloids (อัลคาลอยด์)
  • สารประกอบฟีนอลิกและกรดแกลลิก
  • น้ำมันระเหยง่ายและสารประกอบอื่น ๆ

งานวิจัยในประเทศไทยพบว่าสารสกัดใบครามใหญ่มี สารประกอบฟีนอลิกรวมและฟลาโวนอยด์ และองค์ประกอบทางพฤกษเคมีมีความสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

มีงานวิจัยเกี่ยวกับ Indigofera suffruticosa จำนวนหนึ่ง แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง มากกว่าการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์

  • การศึกษาสารสกัดน้ำจากใบพบศักยภาพด้าน ลดการอักเสบ ลดไข้ และลดความเจ็บปวด ในแบบจำลองสัตว์ทดลอง โดยสารสกัดสามารถลดการบวมจากการเหนี่ยวนำด้วย carrageenan และลดการบิดตัวจากกรดอะซิติกได้
  • การศึกษาสารสกัดใบพบศักยภาพด้าน ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต่อ Staphylococcus aureus และเชื้อราบางชนิด แต่ผลดังกล่าวเป็นผลจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ
  • งานวิจัยด้านเซลล์มะเร็งพบว่าสารสกัดและสารอินดิโกมีฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งบางชนิด แต่ยังไม่สามารถสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในคนได้
  • งานวิจัยปี 2023 พบว่าสารสกัดส่วนเหนือดินมีผลต่อวงจรเซลล์และเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายของ DNA ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว Jurkat และตรวจพบ tryptanthrin, indigo และ indirubin ในสารสกัด

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดน้ำจากใบสามารถลดการบวมและการเคลื่อนย้ายของเม็ดเลือดขาวในแบบจำลองสัตว์ทดลอง และมีผลต่อการสร้าง nitric oxide
  • ฤทธิ์ลดปวด : มีผลลดพฤติกรรมบิดตัวจากการเหนี่ยวนำด้วยกรดอะซิติก และมีผลในแบบจำลอง formalin บางระยะ
  • ฤทธิ์ลดไข้ : สารสกัดน้ำจากใบในขนาดที่ศึกษาแสดงผลลดไข้ในสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดใบ โดยเฉพาะสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ แสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH, ABTS และ FRAP
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : พบผลต่อ Staphylococcus aureus และเชื้อราบางชนิดในระดับห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : มีการศึกษาทั้งในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง แต่ยังขาดข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอ

ความปลอดภัย

ครามใหญ่ไม่ควรถูกมองว่าปลอดภัยสำหรับการรับประทานในปริมาณสูงเพียงเพราะเป็นพืชสมุนไพร เนื่องจากมีรายงานการศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดหลายรูปแบบ

  • การทดลองในหนูพบอาการผิดปกติบางอย่างหลังได้รับสารสกัด เช่น กระสับกระส่าย ขนตั้ง อ่อนเพลีย ง่วงซึม หงุดหงิด และอาการเกร็ง/กระตุก ขึ้นกับขนาดและวิธีให้สารสกัด
  • มีรายงานการศึกษาที่พบ พิษต่อตับ จากสารสกัดน้ำของผลในสัตว์ทดลอง และพบการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมบางรูปแบบในขนาดทดลองบางระดับ
  • มีรายงานสารประกอบกลุ่มเอสเตอร์ของ 3-nitropropanoic acid ซึ่งมีความเป็นพิษและสามารถรบกวนการทำงานของเอนไซม์ในไมโทคอนเดรีย
  • หลักฐานด้านความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการนำสารสกัดครามใหญ่มารับประทาน

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร : ควรหลีกเลี่ยงการใช้รับประทาน เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ และมีรายงานการใช้พื้นบ้านในบางประเทศที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทำให้แท้ง จึงไม่ควรนำมาใช้เอง
  • เด็ก : ไม่ควรใช้สารสกัดหรือยาครามใหญ่รับประทานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ป่วยโรคตับ : ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสารสกัด เนื่องจากมีข้อมูลด้านความเป็นพิษต่อตับจากการทดลองในสัตว์
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • การใช้แก้พิษงู : ไม่ควรใช้ครามใหญ่แทนการรักษาพิษงูด้วยเซรุ่มและการดูแลทางการแพทย์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะระบุ ปฏิกิริยาระหว่างครามใหญ่กับยาชนิดใดโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการพบว่าสารสกัดจากใบครามใหญ่บางชนิดสามารถเสริมฤทธิ์ของ erythromycin ต่อ Staphylococcus aureus ได้ แต่ไม่ควรนำผลดังกล่าวไปใช้เป็นคำแนะนำในการรับประทานสมุนไพรร่วมกับยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยจริง

ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ สารสกัดครามใหญ่หรือผลิตภัณฑ์ที่มีครามใหญ่เป็นส่วนประกอบ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สีย้อมธรรมชาติ : เป็นการใช้ประโยชน์ที่โดดเด่นที่สุดของครามใหญ่ โดยนำต้นหรือส่วนเหนือดินเข้าสู่กระบวนการหมักเพื่อผลิตสีคราม
  • สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย : ใช้เป็นแหล่งสีธรรมชาติสำหรับย้อมเส้นใยและผ้าให้มีสีน้ำเงินหรือกรมท่า
  • ผลิตภัณฑ์จากสีธรรมชาติ : สีครามที่ผ่านกระบวนการสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ย้อมผ้า งานหัตถกรรม และผลิตภัณฑ์สิ่งทอ
  • อาหารสัตว์ : มีรายงานการใช้เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติสำหรับสัตว์แทะเล็มบางชนิด และมีการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของใบ
  • ปุ๋ยและการปรับปรุงดิน : เนื่องจากเป็นพืชตระกูลถั่วและมีศักยภาพในการเพิ่มไนโตรเจนในดิน จึงมีการใช้เป็นพืชคลุมดินและปุ๋ยพืชสดในบางพื้นที่

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • สำหรับผลิตสีคราม : ควรเก็บเกี่ยวส่วนเหนือดินในระยะที่เหมาะสมกับการให้ผลผลิตสี งานวิจัยในพื้นที่จังหวัดสกลนครพบว่าระยะฝักสีน้ำตาลประมาณ 18–20 สัปดาห์และการเก็บในช่วงเช้าให้ผลผลิตสีสูงในการทดลองดังกล่าว
  • สำหรับเมล็ดพันธุ์ : ควรปล่อยให้ฝักแก่และแห้งบนต้นก่อนเก็บเมล็ด จากนั้นคัดเมล็ดที่สมบูรณ์และเก็บในภาชนะที่แห้งและปิดสนิท
  • วัตถุดิบสมุนไพรแห้ง : ควรทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บ เก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • สีครามที่ผลิตแล้ว : ควรเก็บในภาชนะที่แห้งและปิดสนิท เพื่อป้องกันความชื้นและการปนเปื้อน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ครามใหญ่มีความสัมพันธ์กับ ภูมิปัญญาการผลิตสีครามของชุมชนไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการนำต้นครามมาหมักในน้ำและใช้กระบวนการด่างร่วมกับการกวนหรือเติมอากาศเพื่อให้เกิดตะกอนสีคราม จากนั้นนำไปใช้ย้อมเส้นใยและผ้า

ในจังหวัดสกลนครมีการศึกษาภูมิปัญญาการปลูกและผลิตสีครามจากครามหลายชนิด โดยมีการกล่าวถึง ครามน้อยและครามใหญ่ ในฐานะพันธุ์ดั้งเดิมที่ชุมชนนำมาใช้ในการผลิตสีคราม

ประวัติและวัฒนธรรม

สีคราม เป็นหนึ่งในสีธรรมชาติที่มีประวัติการใช้มายาวนานในหลายภูมิภาคของโลก และครามใหญ่เป็นหนึ่งในพืชสกุล Indigofera ที่ใช้เป็นแหล่งผลิตสีอินดิโก เดิมมีการปลูกครามอย่างแพร่หลายเพื่อผลิตสีย้อม ก่อนที่สีสังเคราะห์จะเข้ามามีบทบาทแทนที่

ในประเทศไทย การใช้ครามเชื่อมโยงกับ งานหัตถกรรมสิ่งทอ การย้อมผ้า และภูมิปัญญาของชุมชน โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีการสืบทอดกระบวนการผลิตสีครามและการย้อมผ้าครามมาจนถึงปัจจุบัน

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Indigofera suffruticosa Mill. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของชนิดนี้ และข้อมูลการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ระบุว่า ไม่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม (not threatened) ตามการประเมินที่มีอยู่ในฐานข้อมูลดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ พันธุกรรมครามท้องถิ่นของประเทศไทย ยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากแต่ละแหล่งปลูกอาจมีความแตกต่างด้านลักษณะการเจริญเติบโต ปริมาณชีวมวล และประสิทธิภาพการให้สี

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Fabales
  • วงศ์ (Family) : Fabaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily) : Faboideae
  • เผ่า (Tribe) : Indigofereae
  • สกุล (Genus) : Indigofera L.
  • ชนิด (Species) : Indigofera suffruticosa Mill.
  • ชื่อพ้องสำคัญ (Synonym) : Indigofera anil L.

ปัจจุบัน Kew Plants of the World Online ยอมรับ Indigofera suffruticosa Mill. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ และจัดอยู่ในวงศ์ Fabaceae อันดับ Fabales

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เอกลักษณ์ครามใหญ่ ควรพิจารณาข้อมูลร่วมกันหลายด้าน ได้แก่

  • ลักษณะต้น : ไม้พุ่มตั้งตรง กิ่งมีขนละเอียด
  • ลักษณะใบ : ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อยประมาณ 7–15 ใบ เรียงตรงข้าม
  • ลักษณะดอก : ช่อกระจะตามซอกใบ ดอกสีชมพูถึงแดงอมชมพู
  • ลักษณะฝัก : ฝักขนาดเล็ก โค้งงอ มีเมล็ดหลายเมล็ด
  • เมล็ด : ขนาดเล็ก สีน้ำตาล
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : ต้องตรวจสอบให้ตรงกับ Indigofera suffruticosa Mill. เนื่องจากคำว่า “คราม” ในประเทศไทยอาจหมายถึงพืชหลายชนิด
  • การตรวจสอบระดับห้องปฏิบัติการ : หากนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรเชิงเภสัชกรรม ควรใช้ตัวอย่างอ้างอิงจากแหล่งที่ตรวจสอบแล้ว ร่วมกับการตรวจลักษณะทางจุลทรรศน์และการวิเคราะห์ทางเคมี เช่น TLC/HPLC ตามมาตรฐานที่เหมาะสม

การแยกชนิดมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะ ครามใหญ่ (I. suffruticosa) คราม (I. tinctoria) และครามหลวง (I. zollingeriana) เป็นพืชคนละชนิด แม้มีชื่อพื้นเมืองและการใช้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมปศุสัตว์ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์. (2558). ครามใหญ่. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
  2. เที่ยงบูรณธรรม, ว. (2554). พจนานุกรมสมุนไพรไทย (พิมพ์ครั้งที่ 5). รวมสาส์น.
  3. ทศัยคำ, ว., & สะกง, พ. (2024). Effects of cultivation factors on indigo dye yield in Indigofera plants. Trends in Sciences.
  4. Surson, S., Sitthaphanit, S., & Wongma, N. (2018). An investigation on polyploidy induction and verification of Kram Ngo plants (Indigofera suffruticosa) for biomass production in Northeast Thailand. Thai Journal of Agricultural Science.
  5. Somrug, K., Timsuksai, P., & Jenweerawat, S. (2024). Physiological maturity and harvesting date on seed yield and quality of indigo (Indigofera suffruticosa Mill.). Agricultural Science Digest.
  6. Campos, V. A. C., et al. (2018). Indigofera suffruticosa Mill. (Anil): Plant profile, phytochemistry, and pharmacology review. Advances in Pharmacological and Pharmaceutical Sciences, 2018, 8168526.
  7. Cardoso Vieira, J. R., de Souza, I. A., do Nascimento, S. C., & Leite, S. P. (2007). Indigofera suffruticosa: An alternative anticancer therapy. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 4(3), 355–359.
  8. Phippen, W. B., & Weishaar, C. (2024). Indigo (Indigofera suffruticosa Mill.) seed germination to improve commercial viability. Industrial Crops and Products, 221, 119347.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Indigofera suffruticosa Mill. Plants of the World Online.
  10. Wiart, C. (2021). Medicinal plants in Asia and Pacific for parasitic infections. ScienceDirect.
Scroll to top