ครุฑกระทง
ชื่อสมุนไพร : ครุฑกระทง เป็นไม้พุ่มในวงศ์ Araliaceae ที่มีชื่อเรียกในประเทศไทยหลายชื่อ เช่น เกล็ดปลากะโห้ เบญกานี ครุฑตีนตะพาบ และครุฑด่าง ลักษณะเด่นคือใบค่อนข้างใหญ่ แผ่นใบแผ่เป็นรูปคล้ายถ้วยหรือกระทง และบางต้นมีใบด่างสีขาวนวล เขียว และเขียวอ่อน จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ นอกจากนั้นยังมีประวัติการใช้ใบและรากในภูมิปัญญาสมุนไพร และมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาเกี่ยวกับสารกลุ่มซาโปนิน ฟลาโวนอยด์ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบ
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : ครุฑกระทง
- ชื่ออื่น : เกล็ดปลากะโห้, เบญกานี, ครุฑตีนตะพาบ, ครุฑด่าง
- ชื่อสามัญ : Shield aralia, Saucer leaf, Cup-leaf Papua, Hedge panax, Mangkokan
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Polyscias scutellaria (Burm.f.) Fosberg
- ชื่อพ้องที่สำคัญ : Crassula scutellaria Burm.f., Nothopanax scutellarius (Burm.f.) Merr., Nothopanax cochleatus Miq., Panax cochleatus DC. และชื่ออื่น ๆ ตามฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากล
- วงศ์ : Araliaceae
- สกุล : Polyscias
- ประเภทพืช : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง
- การใช้ประโยชน์ : ไม้ประดับ พืชอาหาร และสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Polyscias scutellaria (Burm.f.) Fosberg เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องในปัจจุบัน และระบุว่าพืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในเขตมาลูกู นิวกินี หมู่เกาะซานตาครูซ หมู่เกาะโซโลมอน และวานูอาตู ก่อนมีการนำไปปลูกในพื้นที่เขตร้อนหลายแห่ง รวมถึงประเทศไทย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งจำนวนมาก โดยข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ระบุว่าสามารถสูงประมาณ 2–6 เมตร และบางต้นอาจสูงได้ถึงประมาณ 7 เมตร ลำต้นแตกกิ่งเป็นทรงพุ่ม เปลือกและกิ่งอ่อนมีสีเขียวหรือเขียวอมบรอนซ์ และมีรอยแผลเป็นบริเวณข้อจากก้านใบที่หลุดร่วง
- ใบ : ใบเป็นใบเดี่ยวหรือใบประกอบแบบ 1–2 ชั้น ใบอาจมีใบย่อย 1, 3 หรือ 5 ใบ โดยใบย่อยมีรูปร่างกว้างตั้งแต่รูปรี รูปกลมแบน ไปจนถึงรูปไต ขนาดค่อนข้างใหญ่ ผิวใบเรียบ ขอบใบอาจเกือบเรียบ เป็นคลื่น หรือจักตื้น ๆ ใบมีลักษณะแผ่คล้ายถ้วยหรือกระทง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “ครุฑกระทง” และ “เบญกานี”
- ใบด่าง : พันธุ์หรือรูปแบบที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับบางต้นมีลวดลายด่างสีขาวนวล เขียว และเขียวอ่อนบนแผ่นใบ
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายยอด ช่อดอกเป็นช่อกระจายแขนงประกอบด้วยช่อย่อยแบบกระจุกหรือแบบร่ม ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวหรือขาวอมเหลือง
- ผล : ผลมีขนาดเล็ก รูปเกือบกลมหรือค่อนข้างแบนกลม เมื่อแก่มีสีเข้มถึงม่วงดำ และมีเนื้อ
- ลักษณะเด่นสำหรับการจำแนก : ใบขนาดใหญ่ ก้านใบยาว แผ่นใบกว้างคล้ายถ้วยหรือจาน ขอบใบจักตื้น และในบางต้นมีใบด่าง
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : บริเวณมาลูกู นิวกินี หมู่เกาะซานตาครูซ หมู่เกาะโซโลมอน และวานูอาตู ในเขตมาลีเซียตะวันออกและแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้
- การกระจายพันธุ์ : มีการนำไปปลูกในพื้นที่เขตร้อนหลายภูมิภาค เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะแปซิฟิก แคริบเบียน และพื้นที่เขตร้อนอื่น ๆ
- ประเทศไทย : ฐานข้อมูล Kew ระบุประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการนำพืชชนิดนี้เข้าไปปลูก
- สภาพแวดล้อม : เจริญได้ดีในเขตร้อนชื้น โดยมักพบหรือปลูกในพื้นที่ระดับต่ำถึงระดับความสูงประมาณ 800 เมตร และชอบดินที่ระบายน้ำได้ดี
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การปลูก : ควรปลูกในพื้นที่อากาศร้อนชื้น ดินร่วนหรือดินที่มีอินทรียวัตถุและระบายน้ำได้ดี ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังบริเวณราก
- แสง : สามารถปลูกในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ และควรปรับสภาพแสงให้เหมาะกับพันธุ์ โดยเฉพาะต้นใบด่างซึ่งต้องการแสงเพียงพอเพื่อคงลวดลายของใบ
- การขยายพันธุ์ : นิยมใช้ การปักชำกิ่ง โดยเลือกกิ่งแข็งแรง ตัดเป็นท่อนที่มีข้อ แล้วปักในวัสดุเพาะที่โปร่งและระบายน้ำได้ดี
- การดูแล : รักษาความชื้นของวัสดุปลูกอย่างสม่ำเสมอ แต่หลีกเลี่ยงน้ำขัง เพราะกิ่งปักชำและต้นอ่อนอาจเกิดการเน่าได้
- แหล่งข้อมูลด้านพืชของอุทยานหลวงราชพฤกษ์ระบุการปักชำกิ่งเป็นวิธีขยายพันธุ์ของครุฑกระทง และจัดอยู่ในกลุ่มพืชประดับและพืชสมุนไพร
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ : ใช้เป็นส่วนสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้มากที่สุด ทั้งการใช้ภายนอกและการเตรียมเป็นยาตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ราก : มีรายงานการใช้เป็นยาขับปัสสาวะตามภูมิปัญญาไทย
- เปลือก : ในบางพื้นที่ของแถบแปซิฟิกมีการใช้เปลือกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่ยังไม่ควรนำมาใช้เป็นมาตรฐานการรักษาโดยปราศจากข้อมูลด้านขนาดยาและความปลอดภัย
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ใบ : ตามข้อมูลภูมิปัญญาสมุนไพรไทย ใช้ตำพอกบริเวณแผลอักเสบ และใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
- ราก : ใช้เป็นยาขับปัสสาวะตามภูมิปัญญาไทย
- แผลและการอักเสบ : มีข้อมูลการใช้ใบและสารสกัดจากใบในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับปัญหาผิวหนังและแผล ขณะที่งานวิจัยสมัยใหม่พบฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบในระดับเซลล์
- ระบบทางเดินอาหาร : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของอินโดนีเซีย มีการใช้ใบในการเตรียมยาสำหรับอาการบิด และมีการศึกษาฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิด
- การขับปัสสาวะ : เป็นสรรพคุณที่มีการกล่าวถึงในข้อมูลสมุนไพรไทย แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์
- การป้องกันมะเร็งเต้านมและผมร่วง : มีการกล่าวอ้างในแหล่งข้อมูลสมุนไพรไทยบางแห่ง แต่ ไม่ควรสื่อว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่พิสูจน์แล้วทางการแพทย์ เนื่องจากยังขาดหลักฐานการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอ
- ในภูมิภาคแปซิฟิกมีประวัติการใช้ P. scutellaria ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการจากพิษปลาซิกัวเทรา (ciguatera) แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านและไม่ควรใช้แทนการรักษาพิษจากอาหารทะเลโดยแพทย์
วิธีใช้
- ใช้ภายนอก : ใบสดนำมาตำหรือบดแล้วใช้พอกบริเวณที่ต้องการตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใช้เป็นยาต้ม : มีรายงานการใช้ใบต้มดื่มในภูมิปัญญาของบางประเทศในแถบแปซิฟิก
- ใช้เป็นอาหาร : ใบอ่อนและยอดสามารถนำมาปรุงให้สุกก่อนรับประทาน
- ข้อควรระวัง : ยังไม่มีขนาดยาและวิธีใช้มาตรฐานของครุฑกระทงที่ผ่านการยืนยันทางคลินิกสำหรับการรักษาโรค จึงไม่ควรนำข้อมูลการใช้แบบพื้นบ้านไปกำหนดเป็นขนาดยารักษาโรคด้วยตนเอง
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- จากการตรวจสอบข้อมูล บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรของประเทศไทยที่มีการปรับปรุงถึง พ.ศ. 2568 ยังไม่พบ Polyscias scutellaria หรือ “ครุฑกระทง” เป็นตัวยาสำคัญหรือรายการยาที่บรรจุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร
- ดังนั้นควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง “สมุนไพรที่มีภูมิปัญญาการใช้” กับ “สมุนไพรหรือตำรับยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร”
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเผยแพร่ประกาศบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นข้อมูลทางราชการฉบับปรับปรุงล่าสุดที่ตรวจสอบได้จากเว็บไซต์หน่วยงาน
สารสำคัญ
- กลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์ซาโปนิน (triterpenoid saponins) : เป็นกลุ่มสารเด่นที่มีการแยกและศึกษาในใบของครุฑกระทง
- Oleanolic glycosides : พบไกลโคไซด์ของกรดโอลีอะโนลิกหลายชนิด
- Calenduloside E : มีรายงานเป็นหนึ่งในสารซาโปนินที่พบในใบ
- Saponin A, Saponin B และ Saponin C : มีการรายงานการแยกสารกลุ่มซาโปนินจากใบ
- Polysciasaponin : มีรายงานการแยกสารซาโปนินชนิดใหม่จากใบ โดยมี oleanolic acid เป็น aglycone
- ฟลาโวนอยด์และสารฟีนอลิก : มีรายงานในสารสกัดจากใบ และสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง
- อัลคาลอยด์ แทนนิน และสารกลุ่มไกลโคไซด์ : พบในการตรวจคัดกรองทางพฤกษเคมีของสารสกัดในงานวิจัยบางฉบับ
- สารระเหยกลุ่มเทอร์พีน : ใบมีน้ำมันหอมระเหยที่ประกอบด้วยสารในกลุ่มเทอร์พีนหลายชนิด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- งานวิจัยด้านพฤกษเคมีตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 พบ ไตรเทอร์พีนอยด์ซาโปนินและ oleanolic glycosides หลายชนิดจากใบของ Polyscias scutellaria ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของพืชชนิดนี้
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2023 ศึกษาสารสกัดเอทานอล เอทิลอะซีเตต และ n-hexane จาก P. scutellaria พบฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในวิธี DPPH และพบผลต่อกระบวนการอักเสบในเซลล์ RAW 264.7 โดยสารสกัดบางชนิดลดการสร้าง nitric oxide และตัวชี้วัดการอักเสบบางชนิด
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2025 รายงานว่าสารสกัดเอทานอลของ P. scutellaria และสารประกอบบางชนิดที่แยกได้มีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการลดการตอบสนองการอักเสบในเซลล์ RAW 264.7 อย่างไรก็ตามผลดังกล่าวยังเป็นหลักฐานระดับเซลล์ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์
- มีงานทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านเชื้อรา ต้านการอักเสบ ต้านเบาหวาน และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังเป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถสรุปว่าใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากใบแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในแบบทดสอบ DPPH โดยผลแตกต่างกันตามชนิดของตัวทำละลายและความเข้มข้น
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดบางชนิดลดการสร้าง nitric oxide และตัวกลางการอักเสบ เช่น TNF-α, IL-6, IL-1β และ IL-12 ในเซลล์ RAW 264.7
- ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : มีการศึกษาสารสกัดใบต่อเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด รวมถึง Bacillus cereus และ Shigella dysenteriae
- ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : สารสกัดใบแสดงฤทธิ์ต่อเชื้อราบางชนิดในการทดลองในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านพยาธิ : มีรายงานการทดลองกับพยาธิตัวกลมในระดับห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล : มีงานทดลองในสัตว์ที่รายงานผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด แต่ยังไม่ใช่หลักฐานสำหรับใช้รักษาโรคเบาหวานในมนุษย์
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : มีการศึกษาความเป็นพิษต่อเซลล์และศักยภาพด้านมะเร็งในระดับหลอดทดลอง แต่ไม่ควรตีความว่า “ครุฑกระทงรักษามะเร็ง” เนื่องจากยังขาดหลักฐานทางคลินิก
ความปลอดภัย
- ข้อมูลความปลอดภัยของ ครุฑกระทงในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้เป็นสารสกัดเข้มข้นหรือรับประทานในขนาดสูงเป็นเวลานาน
- งานวิจัยบางฉบับพบผลทางชีวภาพและความเป็นพิษต่อเซลล์ในระดับห้องปฏิบัติการ ขณะที่การทดลองความเป็นพิษเฉียบพลันในสัตว์มีผลแตกต่างกันตามขนาดและชนิดของสารสกัด
- มีงานทดลองหนึ่งรายงานการเสียชีวิตของหนูบางส่วนเมื่อได้รับสารสกัดเมทานอลในขนาดสูงถึง 5,000 มก./กก. จึงไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปคำนวณเป็นขนาดรับประทานสำหรับมนุษย์
- สำหรับการใช้เป็นอาหาร ควรเลือกใบอ่อนหรือยอดจากต้นที่ทราบชนิดแน่นอนและปลูกในพื้นที่สะอาด โดยปรุงให้สุกก่อนรับประทาน
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะในโรคเรื้อรังหรือภาวะฉุกเฉิน
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร : เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอสำหรับการใช้เป็นยาหรือสารสกัดเข้มข้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้เพื่อการรักษาโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบยา
- ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ Araliaceae : ควรระมัดระวังและหยุดใช้หากเกิดผื่น คัน บวม หรืออาการแพ้
- ไม่ควรใช้ครุฑกระทงเป็นยารักษาพิษปลาหรือโรคร้ายแรงด้วยตนเอง แม้จะมีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของประเทศแถบแปซิฟิกก็ตาม
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอ สำหรับยืนยันปฏิกิริยาระหว่างครุฑกระทงกับยาแผนปัจจุบัน
- เนื่องจากมีสารหลายกลุ่ม เช่น ซาโปนิน ฟลาโวนอยด์ และสารฟีนอลิก จึงควรใช้ความระมัดระวังเมื่อนำสารสกัดเข้มข้นไปร่วมกับยา โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด
- ผู้ที่ใช้ ยาลดน้ำตาลในเลือด ยาขับปัสสาวะ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากครุฑกระทง
- ข้อแนะนำดังกล่าวเป็นหลักการด้านความปลอดภัย เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุคู่ยาที่เกิดปฏิกิริยาอย่างชัดเจน
การใช้ในอาหาร
- ใบอ่อนและยอดอ่อน : สามารถนำมาปรุงเป็นผักได้ โดยนิยมทำให้สุกก่อนรับประทาน
- ในหมู่เกาะแปซิฟิกมีการนำใบอ่อนมาใช้ประกอบอาหาร เช่น ต้มกับกะทิ ใส่ในซุป หรือใช้ห่อปลาและเนื้อก่อนนำไปปรุง
- ใบอ่อนมีรสและกลิ่นที่เหมาะกับการปรุงอาหาร และในบางพื้นที่มีการปลูกเป็นแหล่งผักประจำครัวเรือน
- การใช้เป็นอาหารแตกต่างจากการใช้เป็น “ยา” จึงไม่ควรเหมารวมว่าการรับประทานใบเป็นอาหารจะให้ผลการรักษาโรคเช่นเดียวกับสารสกัดเข้มข้น
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : มีศักยภาพสำหรับการศึกษาพัฒนาสารสกัดและผลิตภัณฑ์จากใบ เนื่องจากมีสารซาโปนิน ฟลาโวนอยด์ และสารฟีนอลิก
- ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : ใบมีกลิ่นหอมและมีรายงานการใช้เพื่อแต่งกลิ่น ขณะที่สารสกัดยังอยู่ในระยะการศึกษาด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบ
- ผลิตภัณฑ์อาหาร : ใบสามารถใช้เป็นผัก และใบขนาดใหญ่มีการใช้เป็นวัสดุห่อหรือรองอาหารในบางวัฒนธรรม
- ไม้ประดับ : เป็นการใช้ประโยชน์ที่พบได้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะรูปแบบใบใหญ่ ใบคล้ายกระทง และใบด่าง
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบสด : ควรเก็บใบที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรค ไม่มีแมลง และไม่ปนเปื้อนสารเคมี
- ใบสำหรับใช้เป็นอาหาร : ควรเก็บใบอ่อนหรือยอดอ่อน แล้วนำมาล้างให้สะอาดและปรุงให้สุก
- ใบสำหรับทำวัตถุดิบสมุนไพร : ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาพที่ป้องกันฝุ่น ความชื้น และแสงแดดจัด
- การเก็บรักษา : วัตถุดิบแห้งควรบรรจุในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และเก็บในบริเวณที่อากาศถ่ายเท ไม่ชื้น และป้องกันแมลง
- ควรติดฉลากระบุชื่อพืช ส่วนที่ใช้ วันที่เก็บ และแหล่งที่มา เพื่อป้องกันการปะปนกับ เล็บครุฑชนิดอื่น ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันและอาจมีชื่อพื้นเมืองซ้ำกัน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ในประเทศไทยมีการใช้ ใบครุฑกระทง เป็นยาพอกบริเวณแผลอักเสบ และใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
- ในบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการใช้ใบเป็นอาหารและมีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
- ในภูมิภาคเมลานีเซียและหมู่เกาะแปซิฟิกมีการใช้พืชชนิดนี้ทั้งเป็นอาหาร สมุนไพร และพืชที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มน้ำนมของหญิงให้นมบุตร
- ในบางพื้นที่ของแปซิฟิกมีการใช้ใบหรือเปลือกตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการพิษปลาซิกัวเทรา
- ข้อมูลภูมิปัญญาเหล่านี้มีคุณค่าทางชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ แต่ไม่ควรตีความเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์
ประวัติและวัฒนธรรม
- ชื่อ “ครุฑกระทง” เป็นชื่อพื้นเมืองของไทยที่สัมพันธ์กับลักษณะใบซึ่งมีรูปร่างคล้ายภาชนะหรือกระทง
- พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานระบุว่า เบญกานี ๒ เป็นชื่อไม้พุ่มชนิด Polyscias scutellaria และระบุว่า “ครุฑกระทง” เป็นชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่ง
- ในภูมิภาคแปซิฟิก P. scutellaria เป็นพืชที่ปลูกตามหมู่บ้านและใช้ประโยชน์ทั้งด้านอาหารและยา จึงมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนเขตร้อน
- ในประเทศไทยปัจจุบันพบการปลูกเป็นไม้ประดับ เนื่องจากรูปทรงใบและลวดลายใบที่สวยงาม
สถานะการอนุรักษ์
- ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ระบุว่าชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์กว้างและมีการนำไปปลูกในเขตร้อนหลายแห่ง
- ระบบ Angiosperm Extinction Risk Predictions ของ Kew ประเมินเบื้องต้นว่า not threatened (ไม่อยู่ในกลุ่มที่คาดว่าถูกคุกคาม) ด้วยระดับความเชื่อมั่นว่า confident
- อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวเป็นผลการประเมินความเสี่ยงเชิงคาดการณ์ของฐานข้อมูล ไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นสถานะ IUCN Red List โดยตรง
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Apiales
- Family : Araliaceae
- Genus : Polyscias
- Species : Polyscias scutellaria
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ : Polyscias scutellaria (Burm.f.) Fosberg
- ชื่อเดิมหรือ Basionym : Crassula scutellaria Burm.f.
- ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Aralia cochleata Lam., Hedera cochleata (Lam.) Sweet, Nothopanax cochleatus Miq., Nothopanax scutellarius (Burm.f.) Merr., Panax cochleatus DC., Panax conchifolius Roxb. และชื่อพ้องอื่น ๆ
- ผู้ตั้งชื่อสกุลและชนิดในชื่อที่ยอมรับ : (Burm.f.) Fosberg
- Kew ระบุ Polyscias scutellaria เป็นชื่อที่ยอมรับ ขณะที่ NCBI Taxonomy ระบุลำดับอนุกรมวิธานไปจนถึง Araliaceae, Polyscias และ Polyscias subgen. Polyscias
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะสำคัญ : ตรวจสอบว่าเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งมาก ใบมีขนาดใหญ่ ก้านใบยาว และแผ่นใบกว้างคล้ายถ้วยหรือกระทง
- ใบ : ตรวจสอบรูปร่างใบ ขอบใบ เส้นใบ และลักษณะใบเดี่ยวหรือใบประกอบ รวมถึงจำนวนใบย่อย ซึ่งอาจมี 1, 3 หรือ 5 ใบ
- ใบด่าง : ต้นที่เป็นรูปแบบใบด่างอาจมีสีขาวนวล เขียว และเขียวอ่อนปะปนกัน
- ดอก : ตรวจสอบช่อดอกที่ปลายยอด เป็นช่อแบบ panicle of umbels และดอกมีขนาดเล็กสีขาวถึงขาวอมเหลือง
- ผล : ผลมีลักษณะกลมหรือค่อนข้างแบนกลม ขนาดเล็ก
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : ควรตรวจสอบกับฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน เช่น Plants of the World Online, World Flora Online หรือฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์พรรณไม้ เพื่อป้องกันความสับสนกับ เล็บครุฑชนิดอื่นในสกุล Polyscias
- วัตถุดิบสมุนไพร : หากนำไปทำวิจัยหรือผลิตยา ควรยืนยันด้วยตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (voucher specimen) และการตรวจลักษณะทางจุลทรรศน์/พฤกษเคมีตามมาตรฐานของห้องปฏิบัติการ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2568). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร. กระทรวงสาธารณสุข.
- มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์. (2561). ฐานข้อมูลสมุนไพร: ครุฑกระทง (Polyscias scutellaria).
- อุทยานหลวงราชพฤกษ์. (ม.ป.ป.). ครุฑกระทง (Polyscias scutellaria). สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน).
- ราชบัณฑิตยสถาน. (2554). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554: เบญกานี ๒.
- Bachman, S. P., Brown, M. J. M., Leão, T. C. C., Lughadha, E. N., & Walker, B. E. (2024). Extinction risk predictions for the world’s flowering plants. New Phytologist.
- Muhar, A. M., Velaro, A. J., Prananda, A. T., Nugraha, S. E., Çamlik, G., Wasnik, S., Abidin, S. Z., Sjofjan, O., Harahap, M. A. Y., Syahrian, M. F., Taslim, N. A., Mayulu, N., Permatasari, H. K., Nurkolis, F., Situmorang, P. C., & Syahputra, R. A. (2023). Polyscias scutellaria: An emerging source of natural antioxidants and anti-inflammatory compounds for health. Pharmacia, 70(4), 1463–1470. doi:10.3897/pharmacia.70.e112502.
- Paphassarang, S., Raynaud, J., Lussignol, M., & Becchi, M. (1989). Triterpenic glycosides from Polyscias scutellaria. Phytochemistry, 28(5), 1539–1541. doi:10.1016/S0031-9422(00)97786-0.
- Paphassarang, S., Raynaud, J., Lussignol, M., & Cabalion, P. (1990). A new oleanolic glycoside from Polyscias scutellaria. Journal of Natural Products, 53(1), 163–166. doi:10.1021/np50067a023.
- Lowry, P. P., & Plunkett, G. M. (2010). Recircumscription of Polyscias (Araliaceae) to include six related genera, with a new infrageneric classification and a synopsis of species. Plant Diversity and Evolution, 128(1–2), 55–84.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Polyscias scutellaria (Burm.f.) Fosberg. Plants of the World Online.
- World Flora Online. (2026). Polyscias scutellaria (Burm.f.) Fosberg.
- Nguyen, N. T. A., Selvaraj, B., Vu, H. T., Nguyen, Q. N. S., Oanh, L. H., Lee, H., Tran, Q. L., Oanh, V. T., Jung, S. H., Thuong, P. T., & Lee, J. W. (2025). The ethanol extract of Polyscias scutellaria shows anti-inflammatory signaling pathway against LPS-induced inflammation in RAW 264.7 macrophages. Natural Product Communications.
