คล้า
คล้า เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านของไทยในวงศ์ Marantaceae พบตามพื้นที่ชุ่มน้ำ ริมคลอง ริมลำธาร และบริเวณที่มีความชื้นสูง นอกจากใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านแล้ว ลำต้นยังมีเส้นใยเหนียวและถูกนำไปใช้ทำงานจักสาน โดยเฉพาะเสื่อและเครื่องใช้พื้นบ้าน ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารพฤกษศาสตร์ของไทยโดยทั่วไปคือ Schumannianthus dichotomus (Roxb.) Gagnep. อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากลของ Kew/POWO ปัจจุบันจัดชื่อนี้เป็นชื่อพ้องของ Schumannianthus benthamianus (Kuntze) Veldkamp & I.M.Turner จึงควรระบุชื่อทั้งสองเพื่อป้องกันความสับสนในการค้นข้อมูลวิชาการ
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร: คล้า
- ชื่อท้องถิ่น: ก้านพร้า (ภาคกลาง), แหย่ง (ภาคเหนือ), คลุ่ม, คลุ้ม และชื่อในพื้นที่ภาคใต้และชายแดนภาคใต้ เช่น บูแมจี่จ๊ะไอย์ และเบอร์แม
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในฐานข้อมูลและเอกสารไทย: Schumannianthus dichotomus (Roxb.) Gagnep.
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ฐานข้อมูล Kew/POWO ยอมรับในปัจจุบัน: Schumannianthus benthamianus (Kuntze) Veldkamp & I.M.Turner โดย S. dichotomus เป็นชื่อพ้อง
- วงศ์: Marantaceae
- อันดับ: Zingiberales
- ลักษณะเด่น: เป็นพืชอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นแตกแขนง ใบเดี่ยวเรียงสลับ และเจริญได้ดีในพื้นที่ชื้นแฉะหรือพื้นที่ริมน้ำ
- ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญา: เหง้า/ราก และในบางพื้นที่มีการกล่าวถึงน้ำที่ขังหรือหยดอยู่ในดอก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: เป็นไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มเนื้ออ่อน อายุหลายปี เจริญเป็นกอ ลำต้นตั้งตรงและแตกแขนงเป็นสองแฉก ลำต้นมีสีเขียวและค่อนข้างแข็งเมื่อเจริญเต็มที่ โดยแหล่งข้อมูลต่างประเทศรายงานความสูงประมาณ 3–5 เมตร ขณะที่แหล่งข้อมูลไทยมักรายงานประมาณ 1–2 เมตร หรืออาจสูงได้มากกว่านั้นตามสภาพแวดล้อม
- เหง้า: มีเหง้าอยู่ใต้ดินและสามารถแตกหน่อใหม่ได้ เป็นส่วนที่มีการใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพรไทย
- ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ถึงรูปรีแกมขอบขนาน แผ่นใบค่อนข้างเหนียวและมีเส้นใบเด่น ก้านใบสั้นถึงปานกลาง โคนใบมีลักษณะเบี้ยวเล็กน้อยตามแบบพืชวงศ์ Marantaceae
- ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณยอดหรือซอกกาบใบ ดอกมีสีขาวหรือขาวอมชมพู และมีส่วนของเกสรที่เปลี่ยนรูปเป็นโครงสร้างคล้ายกลีบดอก
- ผล: เป็นผลที่มีเมล็ด โดยข้อมูลพฤกษศาสตร์ไทยระบุว่าผลอ่อนมีสีเขียวและเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง พบเมล็ดประมาณ 1–3 เมล็ด
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกระจายตามธรรมชาติในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- การกระจายพันธุ์: พบในอินเดีย บังกลาเทศ เมียนมา ไทย กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย บอร์เนียว และฟิลิปปินส์
- ในประเทศไทย: พบตามพื้นที่ชื้นแฉะ ริมคลอง ริมแม่น้ำ ริมสระ และพื้นที่ลุ่ม โดยมักขึ้นเป็นกอหรือเป็นกลุ่มในบริเวณที่มีน้ำหรือความชื้นเพียงพอ
- สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: สามารถเจริญได้ทั้งบริเวณแสงแดดรำไรและพื้นที่มีน้ำมาก โดยมีการศึกษาทางกายวิภาคพบว่าพืชชนิดนี้มีลักษณะการปรับตัวทั้งต่อสภาพแวดล้อมที่ชุ่มน้ำและค่อนข้างแห้ง
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพพื้นที่: เหมาะกับดินร่วนหรือดินเหนียวที่มีความชื้นสูง บริเวณริมสระ คลอง หรือพื้นที่ชุ่มน้ำ
- แสง: เจริญได้ในแสงแดดรำไรถึงแดดค่อนข้างมาก แต่ในพื้นที่ธรรมชาติสามารถพบในบริเวณกึ่งร่มได้
- น้ำ: ต้องการความชื้นค่อนข้างมาก และสามารถทนสภาพดินแฉะได้ดี
- การขยายพันธุ์: สามารถขยายพันธุ์ด้วย การแยกหน่อหรือแยกเหง้า และสามารถใช้เมล็ดได้ โดยการแยกหน่อเป็นวิธีที่เหมาะกับการขยายต้นพันธุ์ให้ได้ลักษณะสม่ำเสมอ
- การดูแล: เป็นพืชที่ค่อนข้างแข็งแรง และข้อมูลจากแหล่งปลูกในเอเชียใต้ระบุว่าสามารถปลูกได้โดยใช้การดูแลไม่มากนัก
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เหง้า: เป็นส่วนที่พบการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย โดยมีการนำไปต้มเป็นยาสมุนไพร
- ราก: e-Flora of Thailand ระบุการใช้รากในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ เช่น จังหวัดเชียงใหม่
- ดอก: มีข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดพังงาเกี่ยวกับการใช้น้ำที่เก็บได้จากดอกในตอนเช้า
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- เหง้า: ตามภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย ใช้เป็นยา แก้ไข้ ลดความร้อนในร่างกาย และใช้ในกรณีโรคผิวหนังบางชนิด โดยมีข้อมูลว่ามักนำเหง้าไปต้มเป็นน้ำยาสมุนไพร
- ราก: ในภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ มีรายงานการใช้รากสำหรับอาการที่เรียกว่า neuritis หรืออาการเกี่ยวกับเส้นประสาท
- ดอก: ในจังหวัดพังงามีรายงานภูมิปัญญาการใช้น้ำที่เก็บจากดอกในตอนเช้าสำหรับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกระจกตา
- การใช้ในต่างประเทศ: มีการใช้เหง้าและส่วนต่าง ๆ ของพืชในภูมิปัญญาพื้นบ้านของบังกลาเทศและอินเดีย โดยมีรายงานเกี่ยวกับการใช้แก้ไข้ อาการปวด และการใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและงานวิจัยเบื้องต้น ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันแล้ว
วิธีใช้
- ตามภูมิปัญญาไทย: มีการนำ เหง้าคล้า มาต้มเป็นน้ำยาสมุนไพรเพื่อใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะด้านการลดไข้และลดความร้อนในร่างกาย
- การใช้ภายนอก: มีรายงานภูมิปัญญาบางพื้นที่เกี่ยวกับการใช้ส่วนของพืชสำหรับปัญหาผิวหนัง
- ข้อควรระวัง: ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานของเหง้าคล้าสำหรับประชาชนทั่วไป ดังนั้นไม่ควรนำผลการทดลองในสัตว์หรือในหลอดทดลองมาใช้กำหนดขนาดยาด้วยตนเอง
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- จากการตรวจสอบข้อมูลบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ยังไม่พบหลักฐานว่าคล้า (Schumannianthus dichotomus / S. benthamianus) เป็นตัวยาหรือรายการยาที่บรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
- การที่มีการใช้คล้าในภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงควรแยกออกจากสถานะของ ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งเป็นรายการที่ผ่านกระบวนการพิจารณาด้านหลักฐาน ประสิทธิผล และความปลอดภัย
สารสำคัญ
การศึกษาทางพฤกษเคมีของคล้าพบสารกลุ่ม ฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ แทนนิน ไกลโคไซด์ และไฟโตสเตอรอล โดยงานวิจัยสมัยใหม่เริ่มมีการระบุสารเฉพาะมากขึ้น
- Catechin
- Epicatechin
- Caffeic acid
- Gallic acid
- Tannic acid
- Quercetin
- Isoquercetin
- Rutin
- Kaempferol
- Apigenin
- Eriodictyol
- Syringic acid
- Methyl syringate
- Schumannione
- 8-carboxylinalool
- 8-(5-oxo-2,5-dihydrofuran-2-yl)octanoic acid (ODFO)
งานวิจัยปี 2023 พบสารกลุ่ม polyphenols หลายชนิดในสารสกัดเหง้า โดย catechin, (-)-epicatechin และ caffeic acid พบในระดับเด่น ขณะที่งานวิจัยปี 2026 รายงานการตรวจพบสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์หลายชนิดในสารสกัดเอทานอลจากเหง้า
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Schumannianthus dichotomus ยังอยู่ในระยะก่อนคลินิกเป็นส่วนใหญ่ และยังไม่มีหลักฐานจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอ
- งานวิจัยในหนูพบว่าสารสกัดเมทานอลจาก เหง้าคล้า มีผลต่อระดับเอนไซม์ตับและตัวชี้วัดการทำงานของตับในแบบจำลองการทำลายตับด้วยคาร์บอนเตตระคลอไรด์ และพบฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในแบบจำลองภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
- งานวิจัยปี 2024 พบว่าสารสกัดเอทานอลจากเหง้าคล้ามีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase และมีฤทธิ์ต่อ α-amylase ในหลอดทดลอง
- งานวิจัยในหนูปี 2020 พบฤทธิ์ ลดไข้และลดความเจ็บปวด จากสารสกัดเหง้าและลำต้น โดยผลแตกต่างกันระหว่างเพศของสัตว์ทดลอง
- งานวิจัยด้านพฤกษเคมีพบสารฟีนอลิกและสารออกฤทธิ์หลายชนิด แต่การศึกษาจำนวนมากยังเป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ลดไข้: สารสกัดจากเหง้าและลำต้นแสดงฤทธิ์ลดอุณหภูมิในหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีไข้
- ฤทธิ์ลดปวด: สารสกัดเหง้าและลำต้นแสดงฤทธิ์ต้านการตอบสนองต่อความเจ็บปวดในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ปกป้องตับ: สารสกัดเมทานอลจากเหง้ามีผลลดค่า ALT, AST, ALP และ bilirubin ในแบบจำลองการทำลายตับของหนู
- ฤทธิ์ลดน้ำตาล: สารสกัดเหง้าแสดงฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในแบบจำลองสัตว์ทดลอง และสารสกัดเอทานอลแสดงการยับยั้ง α-glucosidase ในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากใบ หน่อ และเหง้ามีสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ และแสดงความสามารถต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH, ABTS และ FRAP
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านจุลชีพ: งานวิจัยปี 2026 รายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและลดการสร้าง nitric oxide ในเซลล์ที่ถูกกระตุ้น รวมถึงฤทธิ์ต่อเชื้อ Cutibacterium acnes ในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของพืช: ใบคล้ามีสาร syringic acid และ methyl syringate ที่แสดงฤทธิ์ phytotoxic ต่อพืชทดสอบหลายชนิด
ความปลอดภัย
- ปัจจุบัน ข้อมูลความปลอดภัยของคล้าในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลจากการรับประทานเหง้าหรือสารสกัดเป็นเวลานาน
- งานวิจัยที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถสรุปความปลอดภัยในการใช้เป็นยารักษาโรคในมนุษย์ได้
- สารสกัดแต่ละชนิดอาจมีองค์ประกอบและความเข้มข้นของสารสำคัญแตกต่างกัน จึงไม่ควรเทียบขนาดสารสกัดจากงานวิจัยกับการใช้สมุนไพรสดหรือต้มเอง
- ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยารับประทานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ
ข้อห้ามใช้
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่กำหนดข้อห้ามใช้เฉพาะของคล้าไว้อย่างเป็นมาตรฐาน
- ไม่ควรใช้คล้าแทนการรักษามาตรฐานสำหรับโรคไข้ โรคผิวหนัง โรคตับ หรือโรคเบาหวาน
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาประจำควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดคล้า
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยังไม่มีการศึกษาทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างคล้ากับยาแผนปัจจุบัน
- เนื่องจากสารสกัดเหง้าคล้ามีผลต่อระบบที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในงานทดลอง จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษหากนำไปใช้ร่วมกับ ยาลดน้ำตาลในเลือด แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการเกิดปฏิกิริยาดังกล่าวเกิดขึ้นในมนุษย์
- หากใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยารักษาเบาหวาน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีผลต่อตับ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้สารสกัดคล้า
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นสารสกัดจากเหง้าสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร แต่ยังจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรฐานสารสำคัญและข้อมูลความปลอดภัยเพิ่มเติม
- ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว: งานวิจัยปี 2026 ศึกษาสารสกัดเอทานอลจากเหง้าคล้าในฐานะวัตถุดิบที่มีศักยภาพสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยพบสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ รวมถึงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในหลอดทดลอง
- ผลิตภัณฑ์จักสาน: ลำต้นเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับงานจักสาน เช่น เสื่อ กระเป๋า หมวก พัด และเครื่องใช้พื้นบ้านในหลายประเทศของเอเชีย
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ลำต้นสำหรับจักสาน: เก็บเกี่ยวเมื่อลำต้นมีขนาดและความแข็งแรงเหมาะสม จากนั้นนำไปทำความสะอาด ผ่า หรือรีดเป็นเส้น และตากให้แห้งก่อนนำไปใช้
- เหง้าสำหรับสมุนไพร: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และมีการระบุชนิดพืชได้ถูกต้อง ล้างดินออก หั่นเป็นชิ้น และทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาพสะอาด
- การเก็บรักษา: เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง พร้อมติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ
- เนื่องจากยังไม่มีมาตรฐานวัตถุดิบยาของคล้าที่กำหนดปริมาณสารสำคัญอย่างชัดเจน การควบคุมคุณภาพจึงควรให้ความสำคัญกับ การตรวจสอบชนิดพืช ความชื้น สิ่งปนเปื้อน และเชื้อจุลินทรีย์
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ภาคเหนือ: มีข้อมูลการใช้รากคล้าในภูมิปัญญาพื้นบ้านจังหวัดเชียงใหม่สำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาท
- ภาคใต้: มีข้อมูลจากจังหวัดพังงาเกี่ยวกับการใช้น้ำที่เก็บจากดอกในตอนเช้าสำหรับปัญหาเกี่ยวกับกระจกตา
- การแพทย์พื้นบ้านไทย: มีการใช้เหง้าต้มเป็นยาลดไข้ ลดความร้อนในร่างกาย และใช้กับปัญหาผิวหนังบางชนิด
- งานหัตถกรรม: ลำต้นเป็นวัสดุสำคัญสำหรับการจักสาน และเป็นภูมิปัญญาที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชุมชนพื้นที่ชุ่มน้ำ
ประวัติและวัฒนธรรม
คล้ามีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ เนื่องจากลำต้นมีเส้นใยเหนียวและสามารถแปรรูปเป็นเส้นสำหรับจักสานได้ ในบังกลาเทศและบางพื้นที่ของอินเดีย พืชชนิดเดียวกันซึ่งเรียกว่า Murta หรือ Pati bet เป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำ Sital Pati หรือเสื่อที่มีลักษณะเย็นสบาย ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชุมชน
ในประเทศไทย คล้ามีชื่อท้องถิ่นหลากหลายและพบการใช้ลำต้นในงานจักสานและการใช้ประโยชน์จากพืชพื้นบ้าน โดยข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรระบุถึงศักยภาพของคล้าในฐานะ พืชเส้นใยและพืชพื้นที่ชุ่มน้ำ
สถานะการอนุรักษ์
- ยังไม่พบข้อมูลที่ยืนยันว่าคล้าเป็นพืชที่ได้รับการจัดสถานะเป็นชนิดพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ในระดับสากล
- อย่างไรก็ตาม พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่มีความเปราะบาง และการเก็บเกี่ยวพืชจากธรรมชาติมากเกินไปอาจกระทบต่อประชากรพืชในท้องถิ่น
- แนวทางที่เหมาะสมคือการ ปลูกขยายพันธุ์และจัดการแหล่งเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะพื้นที่ที่นำคล้าไปใช้เป็นวัตถุดิบจักสาน
- งานวิจัยด้านการเพาะปลูกในภูมิภาคเอเชียใต้ให้ความสำคัญกับการขยายพันธุ์เพื่อช่วยลดการเก็บจากธรรมชาติมากเกินไป
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- หมวด (Phylum): Tracheophyta
- ชั้น (Class): Liliopsida
- อันดับ (Order): Zingiberales
- วงศ์ (Family): Marantaceae
- สกุล (Genus): Schumannianthus Gagnep.
- ชนิด (Species): Schumannianthus benthamianus (Kuntze) Veldkamp & I.M.Turner
- ชื่อที่ใช้ในเอกสารไทยและชื่อพ้อง: Schumannianthus dichotomus (Roxb.) Gagnep.
- ชื่อพ้องที่สำคัญ: Clinogyne dichotoma, Maranta dichotoma, Phrynium dichotomum, Thalia dichotoma
ข้อสังเกตด้านอนุกรมวิธาน: สำหรับเว็บไซต์ภาษาไทยควรใช้รูปแบบ “คล้า — Schumannianthus dichotomus (Roxb.) Gagnep. [ชื่อที่ใช้ในเอกสารไทย]; ปัจจุบัน Kew/POWO ยอมรับเป็น Schumannianthus benthamianus (Kuntze) Veldkamp & I.M.Turner” เพื่อให้ผู้ค้นหาสามารถพบข้อมูลทั้งจากฐานข้อมูลไทยและฐานข้อมูลสากล
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์: ตรวจสอบลักษณะลำต้นที่แตกแขนง เหง้าใต้ดิน ใบเดี่ยวเรียงสลับ กาบใบ ช่อดอก และลักษณะผล
- การตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์: ควรตรวจสอบกับตัวอย่างอ้างอิงหรือ herbarium specimen เนื่องจากชื่อ Schumannianthus dichotomus มีการปรับปรุงทางอนุกรมวิธาน และปัจจุบัน Kew/POWO ใช้ Schumannianthus benthamianus เป็นชื่อที่ยอมรับ
- การตรวจสอบระดับมหภาค: วัตถุดิบเหง้าควรตรวจสอบรูปร่าง สี กลิ่น เนื้อสัมผัส และลักษณะภายในหลังหั่น
- การตรวจสอบระดับจุลทรรศน์: สามารถใช้ลักษณะทางกายวิภาคของราก เหง้า ลำต้น และใบช่วยยืนยันชนิด โดยมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศึกษาลักษณะทางกายวิภาคของคล้าในสภาพแห้งและสภาพชื้นโดยเฉพาะ
- การตรวจสอบทางเคมี: งานวิจัยสมัยใหม่สามารถใช้ HPLC และการตรวจวิเคราะห์สารฟีนอลิก/ฟลาโวนอยด์เพื่อสนับสนุนการควบคุมคุณภาพ แต่ยังไม่มี monograph มาตรฐานระดับเภสัชตำรับไทยสำหรับคล้าที่กำหนดสาร marker อย่างเป็นทางการ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- ปิยนันท์ ถนอมชาติ, ยุพดี เผ่าพันธ์, และประศาสตร์ เกื้อมณี. (2563). การปรับตัวทางกายวิภาคศาสตร์ของคล้าน้ำ (Schumannianthus dichotomus (Roxb.) Gagnep.: Marantaceae) ในสภาพแล้งและในน้ำ. วารสารวิทยาศาสตร์ มศว, 36(1), 95–106.
- มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. (ม.ป.ป.). คล้า (Schumannianthus dichotomus). ฐานข้อมูลพรรณไม้.
- องค์การสวนพฤกษศาสตร์/หน่วยงานด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช. (ม.ป.ป.). ข้อมูลพฤกษศาสตร์และการใช้ประโยชน์ของคล้า.
- กรมวิชาการเกษตร. (2566). โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตพืชที่มีศักยภาพในพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อซ่อมแซมระบบนิเวศและเพิ่มมูลค่า. กรมวิชาการเกษตร.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2568). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568. กระทรวงสาธารณสุข.
- Veldkamp, J. F., & Turner, I. M. (2016). The correct name for Schumannianthus dichotomus (Marantaceae). Kew Bulletin, 71(3), 47. doi:10.1007/s12225-016-9660-7.
- Thanomchat, P., Paopun, Y., & Kermanee, P. (2020). Anatomical adaptation of Schumannianthus dichotomus (Roxb.) Gagnep.: Marantaceae in dry and wet conditions. Srinakharinwirot Science Journal, 36(1), 95–106.
- Hoque, M. R., Roy, R., Hosen, S., Karim, I., Bhowmik, T., Akter, A., & Basher, M. A. (2020). Sex-dependent variations in anti-nociceptive and antipyretic effects of rhizome and stem extract of Schumannianthus dichotomus Roxb. in male and female mice. Indonesian Journal of Pharmacy, 31(4), 323–334. doi:10.22146/ijp.602.
- Akter, A., Roy, R., & Basher, M. A. (2023). In-vivo hepatoprotective and hypoglycemic effects of methanolic extract of Schumannianthus dichotomus rhizome. Phytomedicine Plus, 3(3), 100459. doi:10.1016/j.phyplu.2023.100459.
- Sudjaroen, Y., Thongkao, K., & Thongmuang, P. (2024). In-vitro antidiabetic activity of ethanolic extract from Khla (Schumannianthus dichotomus Roxb.) rhizome. International Journal of Drug Delivery Technology, 14(3), 1257–1260. doi:10.25258/ijddt.14.3.02.
- Rob, M. M., Hossen, K., Iwasaki, A., Suenaga, K., & Kato-Noguchi, H. (2020). Phytotoxic activity and identification of phytotoxic substances from Schumannianthus dichotomus. Plants, 9(1), 102.
- Rob, M. M., Iwasaki, A., Suenaga, K., Ozaki, K., Teruya, T., & Kato-Noguchi, H. (2020). Potential use of Schumannianthus dichotomus waste: The phytotoxic activity of the waste and its identified compounds. Journal of Environmental Science and Health, Part B, 55(12), 1099–1105. doi:10.1080/03601234.2020.1822716.
- Thongkao, K., Owen, R. W., & Sudjaroen, Y. (2026). The phytochemical screening and biological activities from Schumannianthus dichotomus Roxb. rhizome as the use of skin care cosmetic ingredient. Research Journal of Pharmacy and Technology, 19(5), 2236–2240. doi:10.52711/0974-360X.2026.00322.
- Choudhury, T., Supty, I. Z., & Lovely, S. N. (2025). Unveiling the versatility of Schumannianthus dichotomus: A review of its traditional, phytochemistry, and pharmacological activities. Journal of Medicinal Plants Studies, 13(4), 322–325. doi:10.22271/plants.2025.v13.i4d.1923.
