คำฝอย

คำฝอย

คำฝอย

คำฝอย เป็นสมุนไพรที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carthamus tinctorius L. อยู่ในวงศ์ Asteraceae เป็นพืชล้มลุกที่มีความสำคัญทั้งด้านสมุนไพร อาหาร น้ำมันจากเมล็ด และการใช้เป็น สีธรรมชาติจากดอกคำฝอย โดยเฉพาะสารสีในกลุ่ม quinochalcones เช่น carthamin และ hydroxysafflor yellow A (HSYA) ปัจจุบันคำฝอยได้รับการศึกษาทั้งด้าน สรรพคุณทางสมุนไพร สารสำคัญ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การอักเสบ ระบบหัวใจและหลอดเลือด และการใช้ประโยชน์ด้านอาหาร อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: คำฝอย
  • ชื่ออื่น: ดอกคำ, ดอยคำ, คำยอง, คำหยอง, คำหยุมล, คำยุ่ม และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
  • ชื่อสามัญ: Safflower, False Saffron, Saffron Thistle
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Carthamus tinctorius L.
  • วงศ์: Asteraceae หรือ Compositae
  • ส่วนที่ใช้ทางยา: ดอกหรือช่อดอก โดยเฉพาะดอกแห้ง
  • ชื่อเครื่องยา: Carthami Tinctorii Flos
  • ประเภทตามตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: Blood tonic หรือกลุ่มสมุนไพรบำรุงโลหิต
  • ชื่อที่ใช้ในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: คำฝอย (KHAM FOI), ดอกคำ (DOK KHAM), โกฐกุสุมภ์ (KOT KUSUM)
  • ชื่อภาษาอังกฤษในตำรามาตรฐาน: Safflower, Fake Saffron, False Saffron

หมายเหตุ: คำฝอยไม่ใช่หญ้าฝรั่นแท้ (Crocus sativus L.) แม้ชื่อภาษาอังกฤษบางชื่อจะมีคำว่า saffron เหมือนกัน แต่เป็นพืชคนละชนิดกัน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นพืชล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งมาก ลักษณะโดยรวมค่อนข้างเป็นพุ่ม และมีระบบรากแก้วที่สามารถหยั่งลึกเพื่อใช้ประโยชน์จากน้ำในดินได้ดี จึงเป็นพืชที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ค่อนข้างดี
  • ลำต้น: ตั้งตรง ลักษณะเป็นทรงกระบอกหรือมีสัน แตกกิ่งบริเวณส่วนบน และปลายกิ่งเป็นที่เกิดของช่อดอก
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ถึงรูปไข่แกมใบหอก ขอบใบหยักหรือมีฟันเลื่อย และบางสายพันธุ์มีหนามบริเวณขอบใบและปลายใบ
  • ดอก: ออกเป็นช่อกระจุกแน่นที่ปลายกิ่ง เรียกว่า capitulum หรือ flower head ดอกแรกเริ่มมีสีเหลืองหรือเหลืองส้ม และเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีส้มจนถึงแดงอมส้ม ช่อดอกมีใบประดับหุ้มอยู่โดยรอบ
  • ผล: เป็นผลแห้งแบบ achene ไม่แตกเมื่อแก่ ภายในมีเมล็ดเดี่ยว
  • เมล็ด: มีขนาดเล็ก รูปสามเหลี่ยมหรือคล้ายทรงรี สีขาวหรือสีอ่อน และมีน้ำมันเป็นองค์ประกอบสำคัญ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • Carthamus tinctorius* L. มีถิ่นกำเนิดตามฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ในบริเวณ ตอนกลางและตะวันออกของตุรกีต่อเนื่องถึงอิหร่าน และเป็นพืชล้มลุกที่เหมาะกับภูมิอากาศเขตอบอุ่น
  • ปัจจุบันมีการนำไปปลูกอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ โดยเฉพาะ จีน อินเดีย และประเทศในยุโรปตะวันตก รวมทั้งพบเป็นพืชนำเข้าในประเทศไทย
  • ฐานข้อมูล Kew ระบุว่าคำฝอยถูกนำเข้าไปปลูกในหลายพื้นที่ของเอเชีย แอฟริกา ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย รวมถึงประเทศไทย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์: โดยทั่วไปขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
  • การเตรียมดิน: ควรใช้ดินร่วนหรือดินที่ระบายน้ำได้ดี ไม่ควรมีน้ำขัง
  • แสง: ต้องการแสงแดดค่อนข้างมาก
  • น้ำ: เป็นพืชที่ทนแล้งและสามารถเจริญได้ในพื้นที่ที่มีน้ำจำกัด แต่ในระยะเริ่มต้นควรมีความชื้นเพียงพอเพื่อช่วยให้เมล็ดงอกและต้นกล้าตั้งตัว
  • สภาพอากาศ: เหมาะกับพื้นที่ที่มีฤดูปลูกค่อนข้างแห้งและมีอากาศไม่ร้อนจัด
  • การเก็บดอก: หากปลูกเพื่อใช้เป็น ดอกคำฝอยสำหรับทำยา หรือผลิตสีธรรมชาติ ควรเก็บเกี่ยวช่อดอกในช่วงที่ดอกมีสีเหมาะสมและมีสารสีในระดับสูง
  • การเก็บเกี่ยวเมล็ด: หากปลูกเพื่อผลิตน้ำมัน ควรปล่อยให้ต้นและเมล็ดแก่เต็มที่ก่อนเก็บเกี่ยว

งานวิจัยด้านการผลิตดอกคำฝอยพบว่า ระยะเวลาเพาะปลูก ความหนาแน่นของต้น และพันธุ์ มีผลต่อผลผลิตดอกและปริมาณสารสี carthamidin/carthamin อย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ดอกหรือช่อดอก: เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาและเป็นเครื่องยาหลัก โดยตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่า คำฝอย (Carthami Tinctorii Flos) คือดอกคำฝอยแห้ง
  • เมล็ด: ใช้ประโยชน์ด้านอาหารและสกัดเป็น น้ำมันเมล็ดคำฝอย (safflower oil) ซึ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นองค์ประกอบสำคัญ
  • สารสีจากดอก: ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับสีธรรมชาติและผลิตภัณฑ์อาหาร

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

การแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร

  • ดอกคำฝอยบำรุงโลหิต เป็นการใช้ตามตำรายาและภูมิปัญญาเดิม โดยตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยจัดคำฝอยไว้ในกลุ่ม Blood tonic
  • ใช้เป็นสมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับ การบำรุงเลือดและประจำเดือน
  • ใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติหรือช่วยขับระดู
  • ใช้ในตำรับยาสตรีบางตำรับ โดยมีการนำดอกคำฝอยมาเป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรอื่น
  • ใช้เพื่อ บำรุงหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต ตามแนวทางการใช้พื้นบ้าน
  • ใช้เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรในรูปแบบ ชาดอกคำฝอย

การแพทย์แผนจีน

  • คำฝอยหรือ Hong Hua (红花) ใช้เป็นยาสมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด กระจายเลือดคั่ง และบรรเทาอาการปวด
  • มีการใช้ในภูมิปัญญาจีนกับอาการปวดประจำเดือน ประจำเดือนขาด ปวดหลังคลอด อาการบาดเจ็บ และอาการปวดบริเวณข้อ

ข้อควรระวังในการตีความสรรพคุณ: สรรพคุณตามภูมิปัญญาดั้งเดิมไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันว่าคำฝอยสามารถรักษาโรคได้ทุกกรณี เพราะหลักฐานทางคลินิกของคำฝอยแต่ละส่วนและแต่ละสารสกัดมีความแตกต่างกัน

วิธีใช้

  • ชาดอกคำฝอย: ใช้ดอกคำฝอยแห้งสำหรับชงกับน้ำร้อน ดื่มเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร
  • ยาจากสมุนไพร: ในประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์ ยาคำฝอยรูปแบบชาชง โดยประกาศราคากลางยาจากสมุนไพร พ.ศ. 2569 ระบุขนาด 2 กรัมต่อซองหรือขวด
  • การแพทย์แผนจีน: มีการใช้ดอกคำฝอยในรูปแบบยาต้ม โดยขนาดที่ปรากฏในเอกสารการแพทย์แผนจีนแตกต่างกันตามโรคและตำรับ จึงไม่ควรนำขนาดดังกล่าวมาใช้แทนคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพ
  • น้ำมันเมล็ดคำฝอย: ใช้เป็นน้ำมันประกอบอาหารและเป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์อาหาร

สำหรับการใช้เป็นยา ควรเลือก ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีมาตรฐานและมีฉลากระบุวิธีใช้ชัดเจน มากกว่าการกำหนดขนาดรับประทานด้วยตนเอง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ยาคำฝอย มีรายการในประกาศกำหนดราคากลางยาจากสมุนไพร พ.ศ. 2569 โดยระบุเป็น ชาชง ขนาด 2 กรัม/ซองหรือขวด
  • อย่างไรก็ตาม การมีชื่ออยู่ในประกาศราคากลางดังกล่าว ไม่ควรตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็นหลักฐานว่าเป็นรายการในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรฉบับล่าสุด เพราะบัญชียาหลักแห่งชาติและบัญชีกำหนดราคากลางเป็นเอกสารคนละประเภท
  • สำหรับเว็บไซต์ควรระบุสถานะอย่างระมัดระวังว่า “มีรายการยาคำฝอยในระบบรายการยาจากสมุนไพรและมีการกำหนดราคากลาง พ.ศ. 2569” และตรวจสอบประกาศบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรฉบับล่าสุดก่อนเผยแพร่ข้อความว่า “อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ”

สารสำคัญ

คำฝอยมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม โดยเฉพาะสารในดอก ได้แก่

  • Hydroxysafflor yellow A (HSYA): เป็นสารกลุ่ม quinochalcone ที่ได้รับความสนใจมากในการศึกษาด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การอักเสบ ระบบหัวใจและหลอดเลือด และการปกป้องเซลล์
  • Carthamin: สารสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์ของคำฝอยและมีความสำคัญต่อการผลิตสีธรรมชาติ
  • Safflor yellow A และ Safflor yellow B: สารสีเหลืองในกลุ่ม quinochalcones
  • Kaempferol
  • Quercetin
  • Rutin
  • Flavonoids ชนิดอื่น ๆ
  • Alkaloids
  • Polyacetylenes
  • Polysaccharides
  • กรดไขมันในน้ำมันเมล็ด: โดยเฉพาะกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น linoleic acid

ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุสารกลุ่ม quinochalcones ได้แก่ carthamin, hydroxysafflor yellow A, safflor yellow A และ B รวมทั้ง flavonoids และอนุพันธ์ เช่น kaempferol, quercetin และ rutin

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Carthamus tinctorius มีจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการทบทวนวรรณกรรมปี 2025 พบสารเมแทบอไลต์หลายกลุ่ม โดยเฉพาะ flavonoids และสารสีในกลุ่ม quinochalcones และรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ปกป้องตับ และฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังระบุว่าหลักฐานทางคลินิกและการศึกษากลไกของสารสำคัญบางชนิดยังไม่เพียงพอ

  • การศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับน้ำมันเมล็ดคำฝอย: การทดลองแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุม และปกปิดสองฝ่ายในผู้ป่วย metabolic syndrome จำนวน 67 ราย ให้ safflower oil 8 กรัมต่อวันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบการลดลงของรอบเอว ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวและคลายตัว น้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร และ insulin resistance เมื่อเทียบกับกลุ่ม placebo แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในตัวชี้วัดไขมันในเลือดบางรายการ
  • HSYA กับการปกป้องตับ: การทดลองในเซลล์พบว่า HSYA สามารถลด oxidative stress และตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการเกิดพังผืดในตับได้ แต่เป็นหลักฐานระดับเซลล์ จึงยังไม่สามารถสรุปว่ารับประทานคำฝอยแล้วรักษาโรคตับในคนได้
  • ฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด: งานวิจัยจำนวนมากมุ่งศึกษาฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด การแข็งตัวของเลือด การอักเสบ และการปกป้องกล้ามเนื้อหัวใจ โดยส่วนหนึ่งเป็นการศึกษาในสัตว์ทดลองหรือสารสกัดเฉพาะชนิด
  • งานวิจัยปี 2026: มีการศึกษาด้วย network pharmacology และ molecular docking เพื่อศึกษากลไกหลายองค์ประกอบของคำฝอยต่อภาวะความดันโลหิตสูงร่วมกับไขมันในเลือดผิดปกติ แต่ยังเป็นหลักฐานเชิงกลไก ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิกในผู้ป่วย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

จากงานวิจัยในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง มีรายงานฤทธิ์ของสารสกัดหรือสารสำคัญจากคำฝอยในหลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • ฤทธิ์ปกป้องเซลล์ประสาท
  • ฤทธิ์ปกป้องกล้ามเนื้อหัวใจ
  • ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนเลือดและการแข็งตัวของเลือด
  • ฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด
  • ฤทธิ์ลด oxidative stress
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ
  • ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลและ insulin resistance
  • ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งในงานทดลองบางระบบ

หลักฐานเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังเป็น การศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง และไม่ควรใช้แทนหลักฐานประสิทธิผลของยารักษาโรคในมนุษย์

ความปลอดภัย

  • การรับประทาน ดอกคำฝอยในปริมาณอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน โดยทั่วไปมีข้อมูลด้านความปลอดภัยมากกว่าการใช้สารสกัดเข้มข้น
  • ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดลรายงานข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้เครื่องดื่มดอกคำฝอย โดยเฉพาะการใช้ในเด็กและหญิงตั้งครรภ์ และระบุอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบ เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย เลือดออกในทางเดินอาหาร ประจำเดือนมากผิดปกติ และอาการแพ้
  • งานศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดดอกคำฝอยเกรดอาหารที่ควบคุมตามแนวทาง OECD ไม่พบหลักฐานความเป็นพิษต่อการสืบพันธุ์หรือพัฒนาการของตัวอ่อนในระดับที่ทดสอบ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลของ สารสกัดเกรดอาหารที่มีการกำหนดองค์ประกอบชัดเจน ไม่ควรเหมารวมกับสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์ทุกชนิด
  • เนื่องจากคำฝอยอาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด จึงควรระมัดระวังในผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่ายหรือกำลังใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์: ควรหลีกเลี่ยงการใช้คำฝอยในรูปแบบสมุนไพรหรือสารสกัดเพื่อการรักษา เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพที่เหมาะสม เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สมุนไพรหลายรูปแบบยังไม่เพียงพอ และมีข้อมูลจากการศึกษาในสัตว์บางส่วนที่ทำให้เกิดข้อกังวลด้านระบบสืบพันธุ์
  • ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย: ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
  • ผู้ที่กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด: ไม่ควรใช้เองโดยไม่ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
  • ผู้ที่แพ้พืชวงศ์ Asteraceae/Compositae: ควรระมัดระวังการแพ้
  • เด็ก: ไม่ควรให้ใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรคำฝอยเพื่อการรักษาเองโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ฐานข้อมูลอันตรกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา ของมหาวิทยาลัยมหิดลระบุข้อมูลที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่

  • Warfarin: คำฝอยอาจเพิ่มฤทธิ์ของยาและเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
  • Clopidogrel: อาจเพิ่มฤทธิ์ของยาและเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
  • Captopril: อาจเพิ่มฤทธิ์ของยา
  • Metoprolol: อาจเพิ่มระดับยาในเลือด

ฐานข้อมูลดังกล่าวจัดระดับความรุนแรงของข้อมูลที่พบในกลุ่มเหล่านี้ไว้ค่อนข้างสูง และแนะนำให้ใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์

นอกจากนี้ systematic review เกี่ยวกับ warfarin และสมุนไพรพบรายงานผู้ป่วยที่ใช้ safflower แล้วเกิดการเพิ่ม INR และมีเลือดออก จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ใช้ warfarin

การใช้ในอาหาร

  • ชาดอกคำฝอย: ดอกแห้งนำมาชงเป็นเครื่องดื่ม
  • สีผสมอาหารธรรมชาติ: สารสีจากคำฝอยสามารถนำมาใช้เป็นสีเหลืองถึงแดงในอาหารบางชนิด
  • น้ำมันคำฝอย: สกัดจากเมล็ด ใช้เป็นน้ำมันประกอบอาหาร
  • เครื่องเทศและแต่งสี: ดอกคำฝอยถูกใช้เป็นทั้งสีและส่วนประกอบของอาหารในหลายประเทศ
  • งานวิจัยด้านอาหารพบว่าสารสี carthamin จากคำฝอยสามารถนำมาใช้เป็นสีธรรมชาติในผลิตภัณฑ์อาหาร และมีการศึกษาการใช้สีจากคำฝอยในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์เพื่อช่วยลดการใช้ไนไตรท์บางส่วนและยับยั้ง lipid oxidation

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ชาสมุนไพรดอกคำฝอย
  • ยาจากสมุนไพรประเภทชาชง
  • น้ำมันเมล็ดคำฝอย
  • ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม
  • สีผสมอาหารจากธรรมชาติ
  • สีธรรมชาติสำหรับสิ่งทอ
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบางประเภท
  • วัตถุดิบสำหรับการวิจัยสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม

ดอกคำฝอยเป็นแหล่งของสารสีธรรมชาติที่สำคัญ โดย carthamin ให้สีแดง ส่วนสารสีเหลืองในกลุ่ม safflor yellow และ HSYA มีศักยภาพในการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ดอก: ควรเก็บในระยะที่ช่อดอกมีสีและองค์ประกอบสารสีเหมาะสม จากนั้นทำให้แห้งอย่างรวดเร็วเพื่อลดความชื้นและการเสื่อมของสารสำคัญ
  • เมล็ด: เก็บเมื่อแก่เต็มที่และมีความชื้นเหมาะสมสำหรับการเก็บรักษา
  • การเก็บดอกแห้ง: ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง ความร้อน และแมลง
  • การเก็บน้ำมัน: ควรใช้ภาชนะที่ปิดสนิทและป้องกันแสง เนื่องจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวเกิดออกซิเดชันได้
  • ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดเกณฑ์คุณภาพของคำฝอย เช่น loss on drying ไม่เกิน 14%, foreign matter ไม่เกิน 2%, acid-insoluble ash ไม่เกิน 5%, total ash ไม่เกิน 15%, ethanol-soluble extractive ไม่น้อยกว่า 11% และ water-soluble extractive ไม่น้อยกว่า 27%

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • มีการใช้ ดอกคำฝอยชงน้ำร้อน เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรในประเทศไทย
  • ภูมิปัญญาการใช้คำฝอยให้ความสำคัญกับ การบำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ และการเกี่ยวข้องกับประจำเดือน
  • ในตำรับยาไทยบางตำรับ ดอกคำฝอยใช้เป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรอื่นเพื่อดูแลอาการที่เกี่ยวข้องกับสตรี
  • ในการแพทย์แผนจีนใช้ Hong Hua เป็นสมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนเลือดและการกระจายเลือดคั่ง

ประวัติและวัฒนธรรม

คำฝอยเป็นพืชที่มนุษย์ใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน ทั้งเป็น พืชให้สี พืชน้ำมัน พืชอาหาร และสมุนไพร หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในจีนระบุถึงการปลูกคำฝอยและการเก็บดอกเพื่อใช้ทำสีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีบันทึกเกี่ยวกับการปลูกและเก็บเกี่ยวคำฝอยในเอกสารเกษตรและตำรับสมุนไพรของจีนหลายยุคสมัย

ในหลายวัฒนธรรม ดอกคำฝอยถูกนำมาใช้แทนสีจากหญ้าฝรั่นในบางบริบท เนื่องจากสามารถให้สีเหลืองและแดง จึงพบชื่อภาษาอังกฤษว่า False Saffron หรือ Fake Saffron อย่างไรก็ตาม คำฝอยและหญ้าฝรั่นเป็นพืชคนละชนิดกัน

สถานะการอนุรักษ์

  • Carthamus tinctorius L. เป็นพืชปลูกที่มีการกระจายพันธุ์กว้างขวางในหลายประเทศ
  • ฐานข้อมูล Kew Plants of the World Online ระบุว่าเป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธาน และการประเมิน Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุการคาดการณ์ว่า not threatened หรือยังไม่อยู่ในกลุ่มที่คาดว่าถูกคุกคาม
  • แม้สถานะชนิดพันธุ์โดยรวมจะไม่ถือว่าถูกคุกคาม แต่การอนุรักษ์ พันธุ์พื้นเมือง แหล่งพันธุกรรม และสายพันธุ์ที่มีลักษณะสารสำคัญเฉพาะ ยังคงมีความสำคัญต่อการพัฒนาพืชสมุนไพรและพืชเศรษฐกิจในอนาคต

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Asterales
  • Family: Asteraceae
  • Genus: Carthamus L.
  • Species: Carthamus tinctorius L.

ชื่อพ้องที่สำคัญ

  • Calcitrapa tinctoria (L.) Röhl.
  • Carduus tinctorius (L.) Falk
  • Carthamus glaber Burm.f.
  • Carthamus tinctorius var. spinosus Kitam.
  • Centaurea carthamus E.H.L. Krause

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ คำฝอย ควรอ้างอิงมาตรฐาน Thai Herbal Pharmacopoeia (THP) โดยตรง เนื่องจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มี monograph ของคำฝอยใน THP 2021 Supplement 2023

  • ชื่อเครื่องยา: Carthami Tinctorii Flos
  • ส่วนของสมุนไพร: ดอกคำฝอยแห้ง
  • การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์: ตรวจลักษณะช่อดอก ดอกย่อย ใบประดับ และลักษณะทางจุลทรรศน์
  • การตรวจสอบทางเคมี: ใช้ chromatographic fingerprint/TLC เพื่อยืนยันกลุ่มสารสำคัญ
  • สารบ่งชี้สำคัญ: carthamin, hydroxysafflor yellow A, safflor yellow A และ B รวมถึง flavonoids
  • การตรวจสอบคุณภาพ: ตรวจ foreign matter, loss on drying, acid-insoluble ash, total ash และค่า extractive ตามเกณฑ์ของ THP
  • ตัวอย่างอ้างอิง: ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุ Herbarium Specimen Number DMSC 5251 และ Crude Drug Number DMSc 1227 สำหรับตัวอย่างอ้างอิงคำฝอย

การใช้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Carthamus tinctorius L. ร่วมกับการตรวจลักษณะทางพฤกษศาสตร์และมาตรฐานทางเภสัชเวท ช่วยลดความเสี่ยงจากการปะปนกับสมุนไพรชนิดอื่นหรือการใช้วัตถุดิบผิดชนิด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2566). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย 2021 ฉบับเพิ่มเติม 2023: คำฝอย (KHAM FOI), Carthamus tinctorius L. สำนักยาและวัตถุเสพติด.
  2. คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ. (2569). ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เรื่อง กำหนดราคากลางยาจากสมุนไพร พ.ศ. 2569. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา.
  3. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2550). ถามเรื่องหญ้าฝรั่นและดอกคำฝอย. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  4. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2561). ดอกคำฝอย. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  5. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลอันตรกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยาแผนปัจจุบัน: คำฝอย. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  6. Bai, H., Yang, J., & Wang, R. (2025). Carthamus tinctorius L.: A comprehensive review of its ethnomedicine, phytochemistry, pharmacology, and clinical applications. Frontiers in Pharmacology, 16, 1609299. https://doi.org/10.3389/fphar.2025.1609299
  7. Delshad, E., Yousefi, M., Sasannezhad, P., Rakhshandeh, H., & Ayati, Z. (2018). Medical uses of Carthamus tinctorius L. (Safflower): A comprehensive review from traditional medicine to modern medicine. Electronic Physician, 10(4), 6672–6681. https://doi.org/10.19082/6672
  8. Li, Q., Liu, L., Yin, W., Zhu, Z., & Xu, H. (2024). Efficacy and safety of safflower yellow combined with low molecular weight heparin in preventing deep vein thrombosis after orthopedic surgery: A systematic review and meta-analysis. American Journal of Translational Research, 16(11), 6626–6635.
  9. Ruyvaran, M., Zamani, A., Mohamadian, A., Zarshenas, M. M., Eftekhari, M. H., Pourahmad, S., Fallahzadeh Abarghooei, E., Akbari, A., & Nimrouzi, M. (2022). Safflower (Carthamus tinctorius L.) oil could improve abdominal obesity, blood pressure, and insulin resistance in patients with metabolic syndrome: A randomized, double-blind, placebo-controlled clinical trial. Journal of Ethnopharmacology, 282, 114590. https://doi.org/10.1016/j.jep.2021.114590
  10. Tan, C. S., et al. (2021). Warfarin and food, herbal or dietary supplement interactions: A systematic review. British Journal of Clinical Pharmacology. https://doi.org/10.1111/bcp.14404
  11. Tu, Y., Xue, Y., Guo, D., Sun, L., & Guo, M. (2015). Carthami flos: A review of its ethnopharmacology, pharmacology and clinical applications. Brazilian Journal of Pharmacognosy, 25(5), 553–566. https://doi.org/10.1016/j.bjp.2015.06.001
  12. Plants of the World Online. (2026). Carthamus tinctorius L. Royal Botanic Gardens, Kew.
  13. Wang, X., et al. (2021). Food grade safflower concentrate: No evidence for reproduction and early developmental toxicity. Reproductive Toxicology, 104, 155–165. https://doi.org/10.1016/j.reprotox.2021.01.009

 

Scroll to top