คำมอกหลวง
คำมอกหลวง เป็นไม้ต้นพื้นถิ่นของประเทศไทยที่มีดอกสวยและมีกลิ่นหอม พบมากในป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก นอกจากใช้เป็นไม้ประดับแล้ว คำมอกหลวงยังมีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน โดยมีการนำเนื้อไม้ แก่น และเมล็ดมาใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การใช้แก่นในตำรับพื้นบ้านและการใช้เมล็ดเป็นส่วนผสมสำหรับสระผมและกำจัดเหา อย่างไรก็ตาม การใช้เพื่อรักษาโรคควรแยกจากหลักฐานทางคลินิก เนื่องจากงานวิจัยในมนุษย์ของคำมอกหลวงยังมีจำกัด
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : คำมอกหลวง
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gardenia sootepensis Hutch.
- ชื่อสามัญ : Golden Gardenia
- ชื่ออื่น : ไข่เน่า, คำมอกช้าง, ผ่าด้าม, ยางมอกใหญ่, แสลงหอมไก๋, หอมไก๋ และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
- วงศ์ : Rubiaceae
- สกุล : Gardenia
- ลักษณะพืช : ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบในช่วงสั้น ๆ ก่อนออกดอก
- ความสูง : โดยทั่วไปประมาณ 7–15 เมตร และบางแหล่งข้อมูลระบุว่าสามารถสูงได้ถึงประมาณ 15 เมตร
- การใช้ประโยชน์ : สมุนไพรพื้นบ้าน ไม้ดอกไม้ประดับ ให้ร่มเงา และมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
ฐานข้อมูลมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีระบุชื่อท้องถิ่นของคำมอกหลวง ได้แก่ ไข่เน่า คำมอกช้าง ผ่าด้าม ยางมอกใหญ่ แสลงหอมไก๋ และหอมไก๋ ขณะที่ฐานข้อมูล TH-BIF/สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันชื่อวิทยาศาสตร์ Gardenia sootepensis Hutch.
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 7–15 เมตร ลำต้นและกิ่งอาจมีลักษณะบิดงอ เปลือกสีเทาหรือสีเทาอมครีม แตกเป็นสะเก็ดหรือหลุดลอกเป็นแผ่นบาง ๆ กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม และบริเวณยอดอ่อนมีน้ำยางหรือยางเหนียวสีเหลือง
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามแบบสลับตั้งฉาก ใบมักรวมกันเป็นกระจุกบริเวณปลายยอด รูปรี รูปขอบขนาน รูปไข่กลับ หรือรูปขอบขนานแกมไข่กลับ ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมหรือมน ผิวด้านบนค่อนข้างเรียบหรือมีขน ส่วนด้านล่างมีขนละเอียด เส้นแขนงใบเห็นได้ชัด
- หูใบ : อยู่ระหว่างก้านใบและเชื่อมกันเป็นปลอกหรือวงรอบกิ่ง หลุดร่วงง่ายและทิ้งรอยไว้บนกิ่ง
- ดอก : ดอกเดี่ยว ออกบริเวณซอกใบหรือใกล้ปลายกิ่ง ดอกมีขนาดค่อนข้างใหญ่ กลีบดอกโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกประมาณ 5 แฉก ดอกแรกบานมีสีขาวนวลหรือสีครีม แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองสดหรือเหลืองเข้มเมื่อแก่ มีกลิ่นหอม
- เกสร : มีเกสรเพศผู้ประมาณ 5 อัน เรียงอยู่บริเวณปากหลอดกลีบดอก ส่วนเกสรเพศเมียมีก้านยาวและยอดเกสรเป็นรูปกระบอง
- ผล : เป็นผลสด มีเนื้อ รูปรี รูปกระสวย หรือรูปขอบขนาน เมื่ออ่อนมีสีเขียวเข้ม และเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีดำหรือสีเข้ม ผิวมีปุ่มและสันตื้นประมาณ 5–6 สัน ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
ข้อมูลจากกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงให้รายละเอียดสอดคล้องกันเกี่ยวกับลักษณะต้น ใบ ดอก และผลของคำมอกหลวง ขณะที่ World Flora Online ระบุว่าพืชชนิดนี้เป็นไม้ต้นสูงประมาณ 7–10 เมตร และมีดอกเป็นหลอดที่เปลี่ยนจากสีครีมขาวเป็นสีเหลืองเมื่อแก่
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่จีนตอนใต้ โดยเฉพาะยูนนาน ต่อเนื่องลงมายังภูมิภาคอินโดจีน
- การกระจายพันธุ์ในธรรมชาติ : พบในจีนตอนใต้ ลาว เมียนมา กัมพูชา ไทย และเวียดนาม
- ในประเทศไทย : พบตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ โดยมีรายงานในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก
- สภาพพื้นที่ : มักพบในพื้นที่ค่อนข้างแห้งและมีแสงแดดมาก และสามารถทนต่อสภาพแล้งได้พอสมควร
Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่าชนิดนี้มีถิ่นกระจายพันธุ์ตั้งแต่จีนตอนใต้ถึงอินโดจีน และพบเป็นพืชพื้นเมืองในกัมพูชา จีนตอนกลาง-ใต้ ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การปลูก : คำมอกหลวงเป็นไม้ที่ชอบแสงแดด สามารถปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงเต็มวัน เหมาะกับดินที่ระบายน้ำได้ดี และต้องการน้ำในระดับปานกลาง
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด โดยควรใช้เมล็ดที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับการเพาะ
- การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ : มีการศึกษาการปักชำคำมอกหลวงเพื่อใช้ในการฟื้นฟูป่า แต่การทดลองปักชำพบข้อจำกัดด้านการออกรากและยังไม่สามารถผลิตต้นกล้าได้ในปริมาณที่เพียงพอจากวิธีการทดลองดังกล่าว
- การขยายพันธุ์ในงานไม้ประดับ : มีข้อมูลการเพาะเมล็ดและการทาบกิ่งสำหรับการปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับ
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ศึกษาพืชป่าหายาก 9 ชนิดรวมถึง Gardenia sootepensis พบว่าการปักชำยังให้ผลจำกัด ขณะที่แหล่งข้อมูลด้านไม้ประดับระบุว่าสามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและทาบกิ่งได้
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เนื้อไม้
- แก่น
- เมล็ด
การใช้ส่วนต่าง ๆ ของคำมอกหลวงเป็นยามาจากข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นหลัก โดยเฉพาะการใช้เนื้อไม้ แก่น และเมล็ด
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- เนื้อไม้ : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านนำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้สำหรับอาการบิดและถ่ายเป็นมูกเลือด
- แก่น : มีการนำแก่นไปปรุงเป็นยาพื้นบ้านสำหรับผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับเบาหวาน
- เมล็ด : นำมาต้มเคี่ยวกับน้ำ แล้วใช้เป็นส่วนผสมสำหรับสระผมและกำจัดเหา
- แก่นร่วมกับสมุนไพรอื่น : มีข้อมูลการนำแก่นคำมอกหลวงผสมกับแก่นมะพอก ต้มรวมกัน แล้วใช้น้ำสำหรับอาบและสระผมของหญิงอยู่ไฟหลังคลอด
ข้อควรเน้นสำหรับข้อมูลเว็บไซต์คือ สรรพคุณข้างต้นเป็น การใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์
วิธีใช้
- การใช้เนื้อไม้ตามภูมิปัญญา : นำเนื้อไม้มาต้มกับน้ำ แล้วใช้เป็นยาดื่มตามตำรับพื้นบ้าน
- การใช้เมล็ด : นำเมล็ดมาต้มเคี่ยวกับน้ำ แล้วนำมาใช้สำหรับสระผมและกำจัดเหา
- การใช้แก่น : มีการนำแก่นไปเข้าตำรับสมุนไพรพื้นบ้าน หรือผสมกับแก่นมะพอกเพื่อทำน้ำสำหรับอาบและสระผมในหญิงอยู่ไฟ
หมายเหตุ: ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานของคำมอกหลวง ดังนั้นไม่ควรนำข้อมูลภูมิปัญญาดังกล่าวไปกำหนดขนาดยาใช้เอง
สารสำคัญ
จากการศึกษาทางเภสัชเคมี พบสารกลุ่มสำคัญหลายชนิดในคำมอกหลวง ได้แก่
- 3,4-seco-cycloartane triterpenes เช่น sootepins และสารอนุพันธ์ในกลุ่มเดียวกัน
- Sootependial
- Sootepenoic acid
- Sootepdienone ซึ่งเป็น sesquiterpene ที่มีโครงสร้างแบบ guaiane
- Flavonoids
- Flavones
- Benzoic acid และอนุพันธ์ของ benzoic acid
- สารกลุ่ม triterpenes อื่น ๆ ที่พบจากยางหรือยอดอ่อน
งานวิจัยระบุว่าบริเวณยอดและยางของคำมอกหลวงเป็นแหล่งของสารกลุ่ม cycloartane triterpenes ขณะที่การศึกษากิ่งพบสาร sootepdienone รวมถึง flavones และอนุพันธ์ของกรดเบนโซอิก
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Gardenia sootepensis ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับสารสกัด เซลล์ หรือแบบจำลองสัตว์ทดลอง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
- การศึกษาในปี ค.ศ. 2009 พบสาร 3,4-seco-cycloartane triterpenes ชนิดใหม่หลายชนิดจากยอดอ่อนของคำมอกหลวง และพบฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหลายสายพันธุ์ในระดับหลอดทดลอง
- การศึกษาในปี ค.ศ. 2012 พบสาร sootependial และ sootepenoic acid จากสารคัดหลั่งบริเวณยอดอ่อน โดย sootependial แสดงฤทธิ์ยับยั้งเซลล์ Hep-G2 และมีฤทธิ์ต้านการสร้างหลอดเลือดในแบบจำลอง ex vivo
- การศึกษาเกี่ยวกับสารจากยอดอ่อนในปี ค.ศ. 2017 พบ flavonoids 5 ชนิด และมีสารบางชนิดแสดงฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง nitric oxide (NO) ในการทดสอบระดับเซลล์
หลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็น ศักยภาพทางเภสัชวิทยาของสารจากคำมอกหลวง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าคำมอกหลวงสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งหรือโรคอักเสบในมนุษย์ได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านการสร้างหลอดเลือด : สาร sootepin B จากกลุ่ม 3,4-seco-cycloartane triterpenes แสดงฤทธิ์ยับยั้งการงอกของหลอดเลือดจากชิ้นส่วนหลอดเลือดแดงหนู โดยมีค่า IC50 ประมาณ 4.46 ไมโครโมลาร์ในแบบจำลองที่ใช้ศึกษา
- ฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง : สารบางชนิดจากยอดอ่อนและยางของคำมอกหลวงแสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งตับ Hep-G2 และเซลล์มะเร็งชนิดอื่นในการทดลองระดับเซลล์
- ฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง nitric oxide : flavonoids บางชนิดจากยอดอ่อนแสดงฤทธิ์ยับยั้งการผลิต NO ในเซลล์ที่ใช้เป็นแบบจำลองการอักเสบ
- กลไกที่ศึกษา : งานวิจัยบางส่วนเสนอว่าฤทธิ์ต้านการสร้างหลอดเลือดเกี่ยวข้องกับการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์เยื่อบุหลอดเลือดและการสร้างโครงสร้างหลอดเลือด รวมถึงอาจเกี่ยวข้องกับเส้นทางสัญญาณ Erk1/2
การศึกษาทั้งหมดข้างต้นเป็นหลักฐานระดับก่อนคลินิกหรือระดับห้องปฏิบัติการ จึงยังไม่ควรนำมาอ้างเป็นประสิทธิผลในการรักษาผู้ป่วยโดยตรง
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ คำมอกหลวง ยังมีจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลความเป็นพิษจากการรับประทานในมนุษย์ ขนาดใช้ที่เหมาะสม การใช้ต่อเนื่อง และความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
เนื่องจากงานวิจัยทางเภสัชวิทยาหลายชิ้นศึกษาสารบริสุทธิ์หรือสารสกัดในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง จึงไม่สามารถใช้แทนข้อมูลความปลอดภัยของการใช้ต้นคำมอกหลวงเป็นยารับประทานในมนุษย์ได้
ผู้ที่ต้องการใช้คำมอกหลวงเป็นยาสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาประจำ
ข้อห้ามใช้
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดข้อห้ามใช้เฉพาะของคำมอกหลวงอย่างเป็นระบบ
- ไม่ควรนำเมล็ด แก่น หรือเนื้อไม้ไปรับประทานเองโดยกำหนดขนาดจากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
- หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้
- หากเกิดอาการผิดปกติหลังใช้สมุนไพร ควรหยุดใช้และพบแพทย์
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ปัจจุบันยังมีข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างคำมอกหลวงกับยาสมัยใหม่ อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด
ผู้ป่วยที่ใช้ยารักษาโรคเรื้อรัง เช่น ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาอื่น ๆ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้คำมอกหลวงในรูปแบบรับประทาน
การใช้ในอาหาร
มีข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่ระบุว่า ผลคำมอกหลวงสุกสามารถรับประทานส่วนเนื้อภายในผลได้ โดยมีรายงานการบริโภคในกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่
อย่างไรก็ตาม การรับประทานคำมอกหลวงไม่ได้เป็นการใช้เป็นอาหารทั่วไปในประเทศไทย และข้อมูลด้านองค์ประกอบทางอาหารและความปลอดภัยสำหรับการบริโภคเป็นประจำยังมีจำกัด
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้าน : เมล็ดนำมาต้มเคี่ยวใช้เป็นน้ำสระผมและกำจัดเหา
- ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม : มีภูมิปัญญาการนำเมล็ดหรือผลมาใช้กับเส้นผม
- ไม้ประดับ : นิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ เนื่องจากดอกมีขนาดใหญ่ สีสวย และมีกลิ่นหอม
- งานภูมิทัศน์ : ใช้ปลูกเพื่อให้ร่มเงาและเพิ่มความสวยงามในสวน
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- เมล็ด : ควรเก็บจากผลที่แก่สมบูรณ์ เลือกเมล็ดที่ไม่เสียหายหรือขึ้นรา
- เนื้อไม้และแก่น : หากเก็บเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรควรเลือกจากต้นที่สมบูรณ์ และดำเนินการตามหลักการจัดการทรัพยากรป่าไม้
- การทำให้แห้ง : วัตถุดิบที่ใช้เป็นสมุนไพรควรทำความสะอาดและทำให้แห้งในสภาพที่เหมาะสม เพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมสภาพ
- การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด และแมลง
- การเก็บจากธรรมชาติ : ควรหลีกเลี่ยงการตัดแก่นหรือต้นจากป่าธรรมชาติโดยไม่จำเป็น และควรส่งเสริมการปลูกเพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
คำมอกหลวง เป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์จากพืชป่าในหลายพื้นที่ของประเทศไทย
- มีการใช้ เมล็ด สำหรับทำยาสระผมและกำจัดเหา
- มีการใช้ แก่น ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับเบาหวาน
- มีการใช้ เนื้อไม้ ต้มดื่มสำหรับอาการบิดและถ่ายเป็นมูกเลือด
- มีการใช้ แก่นร่วมกับแก่นมะพอก สำหรับทำน้ำอาบและสระผมในหญิงอยู่ไฟ
- มีการนำ ผลสุก มาใช้เป็นอาหารในภูมิปัญญาของกลุ่มลาหู่
- มีการใช้ดอกและต้นในฐานะไม้ประดับ เนื่องจากดอกมีสีสวยและมีกลิ่นหอม
ข้อมูลการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพของไทยและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงสนับสนุนการใช้เมล็ดเป็นยาสระผมและกำจัดเหา รวมถึงการรับประทานเนื้อผลในภูมิปัญญาลาหู่
ประวัติและวัฒนธรรม
คำมอกหลวงเป็นไม้พื้นถิ่นที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น คำมอกช้าง ไข่เน่า ยางมอกใหญ่ แสลงหอมไก๋ และหอมไก๋ สะท้อนถึงการใช้ประโยชน์และการรับรู้พืชชนิดนี้ในชุมชนท้องถิ่น
นอกจากการใช้เป็นสมุนไพรแล้ว ดอกคำมอกหลวงยังมีคุณค่าด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญา โดยมีข้อมูลการใช้ดอกในพิธีกรรมบางชุมชน และมีการปลูกเป็นไม้ประดับเนื่องจากดอกมีสีสวยและกลิ่นหอม
สถานะการอนุรักษ์
- สถานภาพระดับสากล : Plants of the World Online ระบุชนิดนี้เป็น accepted species และข้อมูล Angiosperm Extinction Risk Predictions ที่แสดงในฐานข้อมูล Kew ประเมินว่า ไม่ถูกคาดการณ์ว่าอยู่ในภาวะถูกคุกคาม (not threatened) โดยมีระดับความเชื่อมั่นสูง
- ประเทศไทย : มีข้อมูลบางแหล่งระบุว่าคำมอกหลวงเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 ดังนั้นการตัดหรือใช้ประโยชน์จากต้นไม้ในธรรมชาติต้องคำนึงถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- การอนุรักษ์ควรเน้นการเพาะขยายพันธุ์และปลูกทดแทน รวมถึงลดการเก็บแก่นจากต้นธรรมชาติ
ข้อมูล Kew ระบุว่า Gardenia sootepensis มีการประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นว่าไม่ถูกคุกคาม ขณะที่ฐานข้อมูล TH-BIF ระบุข้อมูลเกี่ยวกับสถานะไม้หวงห้ามของชนิดนี้ในประเทศไทย
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Magnoliopsida
- อันดับ (Order) : Gentianales
- วงศ์ (Family) : Rubiaceae
- สกุล (Genus) : Gardenia J.Ellis
- ชนิด (Species) : Gardenia sootepensis Hutch.
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ : Gardenia sootepensis Hutch.
ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูล : Gardenia massieana Pierre ex Pit. / Gardenia massieana Pierre
ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ยอมรับชื่อ Gardenia sootepensis Hutch. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ และจัดอยู่ในวงศ์ Rubiaceae อันดับ Gentianales สกุล Gardenia
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ คำมอกหลวง ควรพิจารณาทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์และข้อมูลตัวอย่างพรรณไม้ ได้แก่
- ลักษณะต้น : ไม้ต้นขนาดเล็กถึงกลาง มียางเหนียวสีเหลืองบริเวณยอดอ่อน
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบค่อนข้างใหญ่ รูปรีถึงรูปไข่กลับ
- หูใบ : เป็นลักษณะเด่น อยู่ระหว่างก้านใบและเชื่อมเป็นปลอกหุ้มกิ่ง
- ดอก : ดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ กลีบดอกเป็นหลอด ปลายแยก 5 แฉก สีขาวนวลหรือครีมเมื่อเริ่มบานและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อแก่ มีกลิ่นหอม
- ผล : ผลสดรูปรีหรือรูปขอบขนาน มีสันตื้นประมาณ 5–6 สัน และมีเมล็ดจำนวนมาก
- ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง : ควรจัดทำตัวอย่างพรรณไม้อ้างอิง (voucher specimen) พร้อมระบุสถานที่และวันเก็บ
- การตรวจสอบระดับห้องปฏิบัติการ : หากนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรเชิงพาณิชย์ ควรใช้การตรวจสอบทางเภสัชเวทและการวิเคราะห์ทางเคมี เช่น TLC/HPTLC หรือวิธีวิเคราะห์ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชสกุล Gardenia ชนิดอื่น
ฐานข้อมูลตัวอย่างพรรณไม้ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีตัวอย่าง Gardenia sootepensis ที่เก็บจากแหล่งปลูกและระบุส่วนของพืชไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงทางเภสัชพฤกษศาสตร์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมศิลปากร. (2559). คำมอกหลวง (Gardenia sootepensis Hutch.). กรมศิลปากร.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). คำมอกหลวง: Gardenia sootepensis Hutch. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). คำมอกหลวง: Gardenia sootepensis Hutch. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2569). ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ: Gardenia sootepensis. TH-BIF.
- องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). Gardenia sootepensis Hutch. ฐานข้อมูลพรรณไม้.
- Khanitha, P., Nuanyai, T., & Matsubara, K. (2012). Cytotoxic and anti-angiogenic properties of minor 3,4-seco-cycloartanes from Gardenia sootepensis exudate. Chemical and Pharmaceutical Bulletin, 60(12), 1538–1543. https://doi.org/10.1248/cpb.c12-00699
- Pudhom, K., Nuanyai, T., & Matsubara, K. (2009). Cytotoxic 3,4-seco-cycloartane triterpenes from Gardenia sootepensis. Journal of Natural Products, 72(6), 1161–1164. https://doi.org/10.1021/np900156k
- Ratnamhin, A., Elliott, S., & Wangpakapattanawong, P. (2011). Vegetative propagation of rare tree species for forest restoration. Chiang Mai Journal of Science, 38(2), 306–310.
- Youn, U. J., & Chang, L. C. (2017). Chemical constituents from the apical bud of Gardenia sootepensis and their bioactivity. Korean Journal of Pharmacognosy, 48, 113–118.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Gardenia sootepensis Hutch. Plants of the World Online.
- World Flora Online. (2026). Gardenia sootepensis Hutch. World Flora Online.
