คูน

คูน (ราชพฤกษ์)

คูน หรือ ราชพฤกษ์ เป็นไม้ยืนต้นที่มีดอกสีเหลืองสดออกเป็นช่อห้อยลงอย่างสวยงาม และเป็นพืชที่มีความสำคัญทั้งด้านวัฒนธรรมและการแพทย์แผนไทย ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Cassia fistula L. นิยมใช้เป็นไม้ประดับและเป็นสมุนไพร โดยเฉพาะ เนื้อในฝักแก่คูน ซึ่งตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยใช้เป็น ยาระบาย สำหรับบรรเทาอาการท้องผูก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกยังระบุข้อมูลด้านการปลูก การเก็บเกี่ยว และการใช้ประโยชน์ของคูนไว้เป็นองค์ความรู้สมุนไพรไทยโดยเฉพาะ

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : คูน
  • ชื่อไทย : คูน, ราชพฤกษ์, ชัยพฤกษ์, ลมแล้ง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia fistula L.
  • ชื่อวงศ์ : Fabaceae
  • ชื่อสามัญ : Golden shower, Indian laburnum, Pudding-pipe tree, Purging cassia
  • ชื่อท้องถิ่น : กุเพยะ, คูน, ชัยพฤกษ์, ปือยู, ปูโย, เปอโซ, แมะหล่าหยู่, ราชพริก, ลมแล้ง และลักเคยลักเกลือ โดยชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามภูมิภาคของประเทศไทย
  • ลักษณะเด่น : เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ดอกสีเหลืองเป็นช่อห้อยยาว และมีฝักทรงกระบอกยาว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือดำ
  • ส่วนที่ใช้ทางสมุนไพรที่สำคัญ : เนื้อในฝักแก่
  • การใช้ตามภูมิปัญญาไทยที่เด่น : ใช้เป็นยาระบาย ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : คูนเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 5–15 เมตร ลำต้นตั้งตรงและแตกกิ่งเป็นพุ่ม
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยมีประมาณ 3–8 คู่ รูปไข่หรือรูปรี ปลายใบแหลม ใบย่อยมีขนาดประมาณ 4–8 เซนติเมตร กว้าง และยาวประมาณ 7–12 เซนติเมตร
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง ลักษณะช่อห้อยลงคล้ายโคมระย้า ดอกมีสีเหลืองสดและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ
  • ผล : เป็นฝักทรงกระบอกยาว ฝักอ่อนสีเขียว เมื่อแก่จัดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ เปลือกแข็ง ภายในมีผนังกั้นเป็นช่อง ๆ แต่ละช่องมีเมล็ดหนึ่งเมล็ดหุ้มด้วยเนื้อสีเข้มเหนียวและมีรสหวาน
  • เมล็ด : มีจำนวนมาก รูปค่อนข้างแบนและแข็ง อยู่ภายในฝักที่แบ่งเป็นห้อง ๆ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชีย โดย Kew ระบุถิ่นกำเนิดหลักบริเวณอินเดียตะวันตกและตอนใต้ รวมถึงศรีลังกา
  • การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันมีการปลูกและกระจายพันธุ์ในหลายประเทศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน รวมถึงประเทศไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา จีนตอนใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศเขตร้อนอื่น ๆ
  • ในประเทศไทย : พบและปลูกได้ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าเบญจพรรณแล้ง สวนป่า หัวไร่ปลายนา และพื้นที่สำหรับปลูกไม้ประดับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจัดให้สามารถปลูกคูนได้ทุกภาคของประเทศไทย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด โดยเก็บเมล็ดจากฝักแก่ที่เปลี่ยนเป็นสีดำ
  • การเตรียมเมล็ด : นำฝักแก่แยกเนื้อออกจากเมล็ด ล้างเมล็ดให้สะอาดและตากให้แห้ง จากนั้นนำไปเพาะในถุงเพาะชำ
  • วัสดุเพาะ : ใช้ดินผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก และเพาะถุงละประมาณ 1 เมล็ด
  • ระยะงอก : ตามข้อมูลกรมการแพทย์แผนไทยฯ เมล็ดสามารถงอกเป็นต้นใหม่ได้ภายในประมาณ 2–3 สัปดาห์
  • การย้ายปลูก : เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 10–12 เดือน สามารถนำไปปลูกในพื้นที่จริงได้
  • ข้อควรทราบ : เมล็ดคูนมีเปลือกค่อนข้างแข็ง จึงเกิดภาวะพักตัวของเมล็ดได้ การขัดหรือทำให้เปลือกเมล็ดบางลงสามารถช่วยเพิ่มการดูดน้ำและส่งเสริมการงอกได้ งานทบทวนปี 2026 ยังรายงานแนวทางการทำลายการพักตัว เช่น การขัดเมล็ด การใช้น้ำร้อน และวิธีอื่น ๆ แต่ควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกจริง
  • สภาพพื้นที่ปลูก : ปลูกได้ในพื้นที่ทั่วไป สวนป่า และหัวไร่ปลายนา สามารถปลูกได้ทั่วประเทศไทย
  • ฤดูปลูก : ปลูกได้หลายฤดูหากมีน้ำเพียงพอ แต่ในประเทศไทยนิยมปลูกช่วงฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม
  • การเตรียมหลุม : ขุดหลุมประมาณ 50 × 50 × 50 เซนติเมตร ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักกับดินรองก้นหลุม
  • ระยะปลูก : ควรปลูกห่างกันประมาณ 4–5 เมตรขึ้นไป
  • การดูแล : ในระยะแรกควรให้น้ำอย่างเหมาะสม กำจัดวัชพืช และใส่ปุ๋ยปีละประมาณ 1–2 ครั้ง

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เนื้อในฝักแก่ : เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาหลักของ สมุนไพรคูน ตามข้อมูลการแพทย์แผนไทย
  • เนื้อในฝักมีสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ มีลักษณะเหนียวและมีรสหวานเอียนเล็กน้อย
  • ฝักแก่จึงเป็นส่วนสำคัญที่ใช้เตรียมตำรับ คูนแก้ท้องผูก หรือใช้เป็นยาระบายตามภูมิปัญญา

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • เนื้อในฝักแก่ : ใช้เป็นยาระบาย ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก
  • ฝักคูน : มีการใช้ในตำรับยาไทยหลายตำรับ โดยเฉพาะตำรับที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารและการขับถ่าย
  • ดอก : มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาในบางพื้นที่เพื่อช่วยระบายและใช้เกี่ยวกับอาการไข้ แต่การใช้แต่ละส่วนของต้นอาจแตกต่างกันตามระบบการแพทย์และตำรับยา จึงไม่ควรนำข้อมูลการใช้พื้นบ้านมาเทียบเท่ากับข้อบ่งใช้ทางการแพทย์โดยตรง
  • ในการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ดั้งเดิมของหลายประเทศ มีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของคูน เช่น ฝัก เปลือก ใบ ดอก และเมล็ด สำหรับอาการหลายชนิด แต่หลักฐานทางคลินิกของแต่ละข้อบ่งใช้มีความแตกต่างกันมาก

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : ใช้เนื้อในฝักแก่เป็นส่วนประกอบของยาระบายหรืออยู่ในตำรับยาไทย
  • มีข้อมูลการใช้เนื้อในฝักหรือฝักคูนต้มกับน้ำเพื่อรับประทานเป็นยาระบายในแนวทางการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพร แต่การใช้สมุนไพรเพื่อรักษาอาการท้องผูกควรคำนึงถึงขนาดที่เหมาะสมและสาเหตุของอาการท้องผูกด้วย
  • ปัจจุบันมีการศึกษารูปแบบ น้ำเชื่อมคูน (Cassia fistula syrup) ในงานวิจัยทางคลินิก เช่น การศึกษาผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง แต่ขนาดที่ใช้ในการวิจัยไม่ควรนำไปใช้เป็นคำแนะนำสำหรับการรับประทานผลิตภัณฑ์ทั่วไปโดยตรง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • คูน (Cassia fistula) มีบทบาทในตำรับยาแผนไทยและองค์ความรู้ด้านยาสมุนไพรของประเทศไทย โดยมีการนำส่วนของฝักหรือเนื้อในฝักไปใช้เป็นตัวยาในตำรับต่าง ๆ
  • เอกสารตำรับยาแผนไทยแห่งชาติพบ ราชพฤกษ์/คูน เป็นส่วนประกอบในตำรับยา เช่น ตำรับที่ใช้เกี่ยวกับอาการระบบทางเดินอาหารและการขับถ่าย
  • อย่างไรก็ตาม ควรแยกคำว่า “สมุนไพรที่เป็นตัวยาในตำรับ” ออกจาก “ยาเดี่ยวที่มีชื่อคูนเป็นรายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร” เนื่องจากบัญชียาหลักฯ มีการปรับปรุงเป็นระยะ ล่าสุดมีประกาศแก้ไขเพิ่มเติมใน พ.ศ. 2568
  • ดังนั้น สำหรับเว็บไซต์ควรใช้ข้อความว่า “คูนเป็นสมุนไพรที่มีการใช้เป็นตัวยาในตำรับยาแผนไทย” แทนการระบุว่าคูนเป็นยาเดี่ยวในบัญชีฯ หากยังไม่ได้ตรวจสอบรายการฉบับปัจจุบันแบบรายตำรับ

สารสำคัญ

เนื้อในฝักคูนมีสารกลุ่ม แอนทราควิโนน (anthraquinone derivatives) ซึ่งเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ด้านการระบาย ได้แก่

  • Rhein (เรอิน)
  • Sennoside A (เซนโนไซด์ เอ)
  • Sennoside B (เซนโนไซด์ บี)
  • Barbaloin (บาร์บาโลอิน)
  • Aloin (อะโลอิน)

นอกจากนั้น งานวิจัยสมัยใหม่พบสารพฤกษเคมีในส่วนต่าง ๆ ของ Cassia fistula จำนวนมาก เช่น ฟลาโวนอยด์ แอนทราควิโนน โครโมน ฟีนอลิก คูมาริน อัลคาลอยด์ และสารแทนนิน โดยชนิดและปริมาณของสารแตกต่างกันตามส่วนของพืชและวิธีสกัด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Cassia fistula มีจำนวนมากทั้งด้านฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและการใช้เป็นยาระบาย โดยงานทบทวนปี 2021 รายงานหลักฐานการศึกษาหลายด้าน เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ ลดระดับน้ำตาล ปกป้องตับ และฤทธิ์เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตาม งานจำนวนมากยังเป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรสรุปว่าใช้รักษาโรคในคนได้โดยอัตโนมัติ

หลักฐานทางคลินิกที่น่าสนใจ ได้แก่

  • อาการท้องผูกในเด็ก : การทดลองแบบสุ่มในเด็ก 81 คนพบว่าน้ำมัน/อิมัลชันจากคูนมีประสิทธิผลในการบรรเทาอาการท้องผูก และไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ที่มีนัยสำคัญทางคลินิกในช่วงเวลาศึกษา 3 สัปดาห์
  • การเปรียบเทียบกับ PEG ในเด็ก : การทดลองในเด็ก 109 คนพบว่า Cassia fistula emulsion ให้ผลดีต่ออาการท้องผูก และมีผลใกล้เคียงกับ polyethylene glycol ในหลายตัวชี้วัด โดยไม่พบผลข้างเคียงที่มีนัยสำคัญทางคลินิก
  • ผู้สูงอายุ : การทดลองในผู้สูงอายุ 70 คนพบว่าน้ำเชื่อมคูนช่วยเพิ่มความถี่ของการถ่ายและปรับลักษณะอุจจาระได้ และผลบางตัวชี้วัดดีกว่ากลุ่มที่ได้รับ lactulose
  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง : การทดลองในผู้ป่วย 66 คนที่มีอาการท้องผูกพบว่าน้ำเชื่อมคูนช่วยเพิ่มความถี่การขับถ่ายและปรับอาการท้องผูกได้เมื่อเปรียบเทียบกับ lactulose

หลักฐานดังกล่าวสนับสนุนว่า คูนมีศักยภาพด้านการบรรเทาอาการท้องผูก แต่ยังควรพิจารณาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ขนาดยา และประชากรที่ศึกษาเป็นรายกรณี

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของคูนและสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืชหลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์เป็นยาระบาย : เป็นฤทธิ์ที่มีข้อมูลสนับสนุนเด่นที่สุด โดยเฉพาะสารกลุ่มแอนทราควิโนนในเนื้อฝัก
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : พบในสารสกัดจากดอก ใบ และส่วนอื่น ๆ ของพืช
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีรายงานจากการทดลองระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากใบ ดอก ฝัก และเปลือกมีการศึกษาต่อเชื้อหลายชนิด
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล : มีข้อมูลจากการทดลองในสัตว์และหลอดทดลอง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะใช้แทนยารักษาเบาหวาน
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ : มีรายงานจากการศึกษาก่อนคลินิก
  • ฤทธิ์สมานแผลและต้านเชื้อรา : มีการศึกษาสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืชในระดับก่อนคลินิก

ความปลอดภัย

  • การใช้ คูนเป็นยาระบายต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่ควรทำโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากการใช้ยาระบายเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดความผิดปกติของการขับถ่ายและสมดุลเกลือแร่ได้
  • งานศึกษาความเป็นพิษก่อนคลินิกบางงานพบว่าสารสกัดฝักคูนมีความเป็นพิษเฉียบพลันค่อนข้างต่ำในขนาดที่ศึกษา แต่ผลดังกล่าวไม่สามารถใช้รับรองความปลอดภัยของทุกผลิตภัณฑ์หรือทุกขนาดการใช้ในมนุษย์ได้
  • อาการที่อาจพบจากการใช้ยาระบายมากเกินไป ได้แก่ ถ่ายเหลว ปวดบิดท้อง คลื่นไส้ และภาวะเสียสมดุลของน้ำและเกลือแร่
  • หากมีอาการท้องผูกเรื้อรัง มีเลือดปนในอุจจาระ น้ำหนักลด ปวดท้องรุนแรง หรือการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงผิดปกติ ควรพบแพทย์แทนการใช้สมุนไพรต่อเนื่อง

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้คูนในปริมาณสูงหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพื่อหวังผลเป็นยาระบาย
  • ผู้ที่มีอาการปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ ลำไส้อุดตัน หรือสงสัยภาวะทางเดินอาหารผิดปกติ ไม่ควรใช้ยาระบายเอง
  • ผู้ที่มีอาการท้องเสียหรือมีภาวะขาดน้ำควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาระบาย
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์คูนเพื่อเป็นยาระบาย แม้จะมีการศึกษาทางคลินิกในเด็กและหญิงตั้งครรภ์บางการศึกษาก็ตาม เพราะหลักฐานดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์และขนาดเฉพาะ ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำสำหรับผลิตภัณฑ์ทุกชนิดได้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจนเพียงพอที่จะระบุ ปฏิกิริยาระหว่างคูนกับยาทุกชนิด โดยตรง และการทบทวนปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรไทยกับยาต้านมะเร็งพบว่า Cassia fistula ยังไม่มีข้อมูลปฏิกิริยาทางเภสัชจลนศาสตร์ที่ชัดเจนในตารางที่ประเมิน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคูนมีฤทธิ์เป็นยาระบาย จึงควรระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ร่วมกับยาหรือสมุนไพรที่มีผลต่อสมดุลน้ำและเกลือแร่ โดยเฉพาะการใช้ในปริมาณมากหรือเป็นเวลานาน

  • ยาระบายชนิดอื่น : อาจเพิ่มฤทธิ์การระบาย ทำให้ท้องเสียหรือสูญเสียน้ำและเกลือแร่มากขึ้น
  • ยาขับปัสสาวะ : การใช้ร่วมกันอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของเกลือแร่
  • ยาที่ได้รับผลจากระดับโพแทสเซียม : หากเกิดภาวะโพแทสเซียมต่ำจากการถ่ายมาก อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลไม่พึงประสงค์ของยาบางชนิด
  • ผู้ที่รับประทาน ยารักษาโรคหัวใจ ยาขับปัสสาวะ ยารักษาโรคเบาหวาน หรือยาหลายชนิดพร้อมกัน ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์คูนในขนาดยาเพื่อการรักษา

การใช้ในอาหาร

  • คูน ไม่ได้จัดเป็นสมุนไพรที่ใช้เป็นอาหารหลักในประเทศไทย โดยข้อมูลของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกระบุสายพันธุ์ที่ใช้เป็นยาเป็นพันธุ์พื้นบ้านทั่วไปดอกสีเหลือง และระบุว่าไม่ใช้เป็นพืชอาหาร
  • เนื้อในฝักมีรสหวาน แต่การนำมารับประทานเพื่อเป็นอาหารโดยตรงไม่ควรสับสนกับการใช้เป็น ยาระบายจากสมุนไพร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรเพื่อช่วยระบาย : มีการนำเนื้อในฝักคูนไปพัฒนาเป็นรูปแบบต่าง ๆ เช่น น้ำเชื่อมและสารสกัด
  • ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากดอก : มีการศึกษาสารสกัดดอกคูนด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและคุณสมบัติทางเครื่องสำอาง เช่น การยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการวิจัยและไม่ควรตีความเป็นสรรพคุณรักษาโรค
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรแปรรูป : การพัฒนาผลิตภัณฑ์ควรควบคุมชนิดของวัตถุดิบ ส่วนที่ใช้ ปริมาณสารสำคัญ ความสะอาด และมาตรฐานการผลิตอย่างเหมาะสม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ช่วงเก็บเกี่ยว : คูนเริ่มให้ผลผลิตเมื่อมีอายุประมาณ 7–10 ปีขึ้นไป โดยสามารถสังเกตฝักแก่จากสีดำ
  • วิธีเก็บเกี่ยว : เมื่อฝักแก่จัดและร่วงลงบริเวณโคนต้น สามารถเก็บฝักที่สมบูรณ์มาใช้ได้
  • การเตรียมวัตถุดิบ : แยกเปลือกฝัก นำเนื้อด้านในออก และแยกเมล็ดออก
  • การเก็บรักษา : เนื้อในฝักที่เตรียมแล้วสามารถบรรจุในถุงพลาสติก หากต้องการเก็บไว้เป็นเวลานานควรปิดปากถุงให้แน่นและเก็บไว้ในสถานที่แห้ง อุณหภูมิปกติ และป้องกันความชื้น
  • ควรเลือกวัตถุดิบที่ไม่ขึ้นรา ไม่มีแมลงทำลาย และไม่มีสิ่งแปลกปลอม เพื่อรักษาคุณภาพของ สมุนไพรคูน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

คูนมีการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะ เนื้อในฝักแก่ ซึ่งนำมาใช้เป็นยาระบาย นอกจากนี้ราชพฤกษ์ยังปรากฏเป็นส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทยหลายตำรับ โดยมีการกำหนดส่วนของพืชและวิธีเตรียมที่แตกต่างกันตามสรรพคุณของตำรับ

ภูมิปัญญาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าคูนไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะด้านความสวยงาม แต่ยังเป็นหนึ่งในพืชที่เชื่อมโยงระหว่าง พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพร อย่างต่อเนื่อง

ประวัติและวัฒนธรรม

ราชพฤกษ์หรือคูน มีความสำคัญต่อวัฒนธรรมไทยอย่างมาก ดอกสีเหลืองทองเป็นสัญลักษณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทย และราชพฤกษ์ได้รับการยกย่องให้เป็น ดอกไม้ประจำชาติไทย จึงมักถูกนำไปใช้ในการจัดภูมิทัศน์ งานพิธี และการประดับสถานที่สำคัญ

ในด้านภูมิทัศน์ คูนเป็นไม้ที่นิยมปลูกตามถนน สวนสาธารณะ สถานที่ราชการ และพื้นที่สาธารณะ เนื่องจากมีช่อดอกสีเหลืองจำนวนมากและออกดอกอย่างโดดเด่นในช่วงฤดูร้อน

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะตาม IUCN Red List : Least Concern (LC) หรือ ความเสี่ยงต่ำ/ไม่อยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม
  • Kew Plants of the World Online ระบุ Cassia fistula เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธาน และข้อมูล IUCN ระบุสถานะ LC
  • ในประเทศไทยคูนสามารถปลูกได้ทั่วไปและมีการนำไปใช้เป็นไม้ประดับอย่างแพร่หลาย จึงไม่จัดเป็นสมุนไพรหายากในระดับประเทศ
  • อย่างไรก็ตาม การเก็บวัตถุดิบจากธรรมชาติควรทำอย่างเหมาะสมและควรสนับสนุนการปลูกเพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบสมุนไพรอย่างยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Fabales
  • Family : Fabaceae
  • Genus : Cassia
  • Species : Cassia fistula L.

ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ที่พบในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน :

  • Bactyrilobium fistula (L.) Willd.
  • Cathartocarpus fistula (L.) Pers.
  • Cassia bonplandiana DC.
  • Cassia excelsa Kunth
  • Cassia fistuloides Collad.
  • Cassia rhombifolia Roxb.
  • Cathartocarpus excelsus G.Don
  • Cathartocarpus fistuloides (Collad.) G.Don
  • Cathartocarpus rhombifolius G.Don

ปัจจุบัน Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับชื่อ Cassia fistula L. เป็นชื่อที่ถูกต้อง

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ สมุนไพรคูน ควรดำเนินการตั้งแต่ระดับพฤกษศาสตร์ไปจนถึงระดับวัตถุดิบสมุนไพร เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชสกุลใกล้เคียง

  • ตรวจสอบลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ต้น ใบ ดอก และฝัก โดยเฉพาะช่อดอกสีเหลืองห้อยลงและฝักทรงกระบอกยาวสีดำเมื่อแก่
  • ตรวจสอบส่วนที่ใช้ : หากเป็นวัตถุดิบทางยา ควรระบุให้ชัดว่าเป็น เนื้อในฝักแก่ของ Cassia fistula L.
  • ตรวจสอบทางเภสัชเวท : สามารถใช้ลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจุลทรรศน์ร่วมกับการวิเคราะห์ทางเคมี
  • การวิเคราะห์สารสำคัญ : สามารถใช้เทคนิคโครมาโทกราฟี เช่น TLC/HPLC เพื่อช่วยตรวจสอบกลุ่มสารแอนทราควิโนนและสารบ่งชี้ที่เหมาะสม
  • การตรวจสอบ DNA : DNA barcode สามารถนำมาใช้ยืนยันเอกลักษณ์ของวัตถุดิบสมุนไพรคูนได้ และมีรายงานการใช้ DNA barcode ในการตรวจสอบวัตถุดิบคูนในผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย
  • การทำตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (voucher specimen) : ในงานวิจัยควรเก็บตัวอย่างอ้างอิงและฝากไว้ในหอพรรณไม้หรือสมุนไพรที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับชนิดพืชได้

ข้อควรระวังในการนำข้อมูลไปใช้

คูนเป็นสมุนไพรที่มีหลักฐานสนับสนุนด้านการระบายมากกว่าสรรพคุณอื่น ๆ โดยเฉพาะจากการใช้เนื้อในฝักแก่ ดังนั้นในการจัดทำข้อมูลเว็บไซต์ควรหลีกเลี่ยงข้อความที่สื่อว่าคูนสามารถรักษาโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน มะเร็ง โรคตับ หรือโรคติดเชื้อได้โดยตรง เนื่องจากหลักฐานจำนวนมากยังอยู่ในระดับการทดลองก่อนคลินิก

สำหรับ SEO ควรเน้นคำว่า “สรรพคุณคูน” “คูนแก้ท้องผูก” “ราชพฤกษ์แก้ท้องผูก” และ “Cassia fistula” มากกว่าการใช้คำว่า “รักษาโรค” เพื่อให้เนื้อหามีความถูกต้องและสอดคล้องกับหลักฐานทางวิชาการ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2567). คูน (Cassia fistula L.). กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2560). สารานุกรมพืชในประเทศไทย: ราชพฤกษ์ (Cassia fistula L.).
  3. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
  4. กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2568). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568. กระทรวงสาธารณสุข.
  5. Bhardwaj, U., Brar, J., & Kaur, R. (2026). Ethnomedicinal, phytochemical and pharmacological properties of Cassia fistula: A medicinal plant. Indian Journal of Natural Products and Resources, 17(1), 28–50. https://doi.org/10.56042/ijnpr.v17i1.17726
  6. Jahanian, I., Akbari, R., Shirafkan, H., Rezghi, M., & Mozaffarpur, S. A. (2025). The efficacy of Cassia fistula on constipation in chronic kidney disease patients in comparison with lactulose: A randomized clinical trial. Avicenna Journal of Phytomedicine, 15(6), 1662–1676. https://doi.org/10.22038/ajp.2025.26012
  7. Mozaffarpur, S. A., Naseri, M., Esmaeili-Dooki, M. R., Kamalinejad, M., & Bijani, A. (2012). The effect of Cassia fistula emulsion on pediatric functional constipation in comparison with mineral oil: A randomized, clinical trial. DARU Journal of Pharmaceutical Sciences, 20, 83. https://doi.org/10.1186/2008-2231-20-83
  8. Mozaffarpur, S. A., et al. (2016). Comparison between the Cassia fistula‘s emulsion with polyethylene glycol (PEG4000) in the pediatric functional constipation: A randomized clinical trial. Iranian Red Crescent Medical Journal. https://doi.org/10.5812/ircmj.33998
  9. Mwangi, R. W., Macharia, J. M., Wagara, I. N., & Bence, R. L. (2021). The medicinal properties of Cassia fistula L: A review. Biomedicine & Pharmacotherapy, 144, 112240. https://doi.org/10.1016/j.biopha.2021.112240
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cassia fistula L. Plants of the World Online.
Scroll to top