เกด
เกด เป็นไม้ยืนต้นพื้นเมืองที่มีความสำคัญทั้งในด้านสมุนไพร อาหาร พรรณไม้ป่า และวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะความเกี่ยวข้องกับ ต้นราชายตนะในพุทธประวัติ ซึ่งตามคัมภีร์และแหล่งข้อมูลไทยหลายแห่งระบุว่าพระพุทธเจ้าประทับเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นเกดเป็นเวลา 7 วันหลังตรัสรู้ นอกจากนี้ผลสุกของเกดยังรับประทานได้ และส่วนต่าง ๆ ของต้นมีการนำมาใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมาแต่โบราณ
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : เกด
- ชื่อไทย : เกด
- ชื่อท้องถิ่น / ชื่ออื่น : ราชายตนะ, ครินี, ไรนี, ชีริกา โดยชื่อ “ครินี” และ “ไรนี” เป็นชื่อที่พบในข้อมูลเกี่ยวกับอินเดียและพุทธประวัติ
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Manilkara hexandra (Roxb.) Dubard
- ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ : Mimusops hexandra Roxb., Mimusops indica A.DC., Manilkara emarginata H.J.Lam และ Kaukenia hexandra (Roxb.) Kuntze
- วงศ์ : Sapotaceae หรือวงศ์ละมุด
- ประเภท : ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ
- ลักษณะเด่น : เป็นไม้เนื้อแข็ง มีน้ำยางสีขาว ใบหนาเป็นมัน และมีผลสุกสีเหลืองหรือเหลืองอมส้ม
- ส่วนที่ใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพร : ผล เมล็ด และเปลือก
ข้อมูลพฤกษศาสตร์ของประเทศไทยระบุเกดเป็นสมาชิกของวงศ์ Sapotaceae และพบในระบบนิเวศป่าหลายประเภท โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีสภาพค่อนข้างแห้งแล้งหรือดินทรายและพื้นที่ชายฝั่งบางแห่ง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โดยแหล่งข้อมูลไทยรายงานความสูงประมาณ 8–15 เมตร ขณะที่บางแหล่งรายงานว่าสามารถสูงได้ประมาณ 15–25 เมตร ลำต้นค่อนข้างตรง เปลือกสีดำหรือเทาดำแตกเป็นสะเก็ด เนื้อไม้แข็งและเหนียว กิ่งมักคดงอ และต้นอ่อนอาจมีกิ่งที่มีลักษณะคล้ายหนาม
- น้ำยาง : เมื่อเปลือกหรือส่วนของต้นได้รับบาดแผลจะมีน้ำยางสีขาวไหลออกมา ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของพืชในวงศ์ Sapotaceae
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ มักกระจุกบริเวณปลายกิ่ง รูปไข่กลับหรือรูปรีแกมไข่กลับ ปลายใบอาจหยักเว้าหรือเว้าเล็กน้อย โคนใบสอบ เนื้อใบค่อนข้างหนา ด้านบนเป็นมัน ส่วนด้านล่างมักเห็นคราบสีขาว
- ดอก : ดอกขนาดเล็ก ออกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุกสั้นตามซอกใบ ดอกสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองนวล มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ กลีบเลี้ยงมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ
- ผล : ผลสดรูปกลมรีหรือรูปไข่ ขนาดประมาณ 1–1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกมีสีเหลืองถึงเหลืองอมส้ม เนื้อนุ่มและรับประทานได้ ภายในมีเมล็ดประมาณ 1–2 เมล็ด
- เมล็ด : เมล็ดแข็ง สีน้ำตาลแดงเป็นมัน รูปไข่
ช่วงออกดอกและติดผล : ในประเทศไทยมีข้อมูลว่ามักออกดอกประมาณเดือนมกราคม–กรกฎาคม และติดผลประมาณเดือนกุมภาพันธ์–สิงหาคม
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
เกดมีถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุถิ่นกำเนิดตั้งแต่อินเดียไปจนถึงจีนตอนใต้ รวมถึงคาบสมุทรมลายู และพบตามธรรมชาติใน อินเดีย บังกลาเทศ กัมพูชา จีนตอนใต้ เกาะไหหลำ มาเลเซีย เมียนมา ศรีลังกา ไทย และเวียดนาม
ในประเทศไทยพบเกดในพื้นที่ป่าดิบแล้ง ป่าชายฝั่ง และพื้นที่ที่มีดินทรายหรือดินปนหิน โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุว่าเกดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของป่าดิบแล้งตามชายฝั่งทะเลและเกาะบางพื้นที่
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่มีการระบุไว้สำหรับเกด โดยใช้เมล็ดจากผลที่แก่และสุกสมบูรณ์
- สภาพพื้นที่ : เหมาะกับพื้นที่กลางแจ้งและมีแสงแดดเพียงพอ สามารถพบตามธรรมชาติในดินทรายและดินปนหิน
- การดูแล : ควรเลือกพื้นที่ระบายน้ำได้ดี ไม่ควรปลูกในบริเวณที่มีน้ำขังเป็นเวลานาน
- การปลูกเพื่ออนุรักษ์ : เนื่องจากเป็นไม้ยืนต้นอายุยืน การปลูกจากเมล็ดและดูแลให้ต้นกล้าตั้งตัวได้ดีเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มประชากรต้นเกดในพื้นที่ที่เหมาะสม
แหล่งข้อมูลพรรณไม้ไทยระบุว่าการขยายพันธุ์เกดทำได้โดยเมล็ด และเกดสามารถเจริญได้ในสภาพดินทรายหรือดินปนหิน
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ผล : ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นยาฝาดสมานและบำรุงกำลัง
- เมล็ด : มีการใช้เกี่ยวกับอาการระคายเคืองและแผลบางชนิดตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- เปลือก : มีการใช้เป็นยาฝาดสมาน และใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับเหงือกและไข้
- ใบ : มีรายงานการศึกษาทางเภสัชวิทยาและเภสัชเวท แต่ไม่ควรนำผลการทดลองดังกล่าวไปเทียบเท่ากับข้อบ่งใช้ทางคลินิกโดยตรง
ข้อมูลการใช้แบบพื้นบ้านของผล เมล็ด และเปลือกสอดคล้องกับข้อมูลสมุนไพรไทยที่เผยแพร่โดยแหล่งข้อมูลพฤกษศาสตร์ไทย
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
ผลเกด
- มีรสหวานเมื่อสุก
- ใช้รับประทานเป็นอาหารและผลไม้พื้นบ้าน
- ตามภูมิปัญญาไทยใช้เป็น ยาฝาดสมาน
- ใช้ บำรุงกำลัง
- ใช้แก้ ร้อนในและกระหายน้ำ
- มีการระบุการใช้เพื่อช่วย บรรเทาอาการท้องผูก
ผลและเมล็ด
- มีการใช้เพื่อช่วยทำให้ผิวหนังอ่อนนุ่ม
- การใช้ดังกล่าวเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญา ไม่ใช่ข้อบ่งใช้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก
เมล็ด
- ตามข้อมูลสมุนไพรไทยมีการใช้เพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง
- ใช้รักษาแผลเปื่อยและแผลพุพองในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
เปลือก
- ใช้เป็น ยาฝาดสมาน
- ใช้ในภูมิปัญญาเพื่อช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน
- ใช้สำหรับอาการเหงือกอักเสบ
- ใช้แก้ไข้ตามตำรับพื้นบ้าน
- มีการกล่าวถึงการใช้เป็นยาต้านพิษและช่วยขับปัสสาวะในข้อมูลสมุนไพรไทย
ข้อสำคัญ: สรรพคุณข้างต้นควรระบุบนเว็บไซต์ว่าเป็น “การใช้ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม” ไม่ควรเขียนในลักษณะว่าเป็นการรักษาโรคที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในมนุษย์ เพราะหลักฐานทางคลินิกของเกดยังมีจำกัด
วิธีใช้
- รับประทานผลสุก : ผลเกดสุกสามารถรับประทานเป็นผลไม้ได้ เนื้อนุ่มและมีรสหวาน
- การใช้ส่วนเปลือก เมล็ด หรือสารสกัด : ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานสำหรับประชาชนทั่วไปจากข้อมูลการทดลองในสัตว์หรือหลอดทดลอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดยามาตรฐานที่เพียงพอสำหรับการใช้เป็นยาสมุนไพรเดี่ยวในมนุษย์
- หากต้องการใช้ เปลือกหรือเมล็ดเป็นยา ควรใช้ตามตำรับแพทย์แผนไทยหรือคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้ด้านสมุนไพร
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบ บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566 และข้อมูลการปรับปรุงบัญชีฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ไม่พบ “เกด” หรือ Manilkara hexandra เป็น รายการยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ที่ใช้เป็นรายการยาโดยตรง
บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566 กำหนดรายการยาสำหรับใช้ในโรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุข และมีการแบ่งเป็นบัญชีรายการยาพื้นฐาน ยาเฉพาะ และยาพิเศษ ส่วนประกาศฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 เป็นการปรับปรุงเพิ่มเติมรายการและข้อบ่งใช้ของรายการยาเดิม
ดังนั้น ไม่ควรระบุว่าเกดเป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร เพียงเพราะมีการใช้ในตำรับพื้นบ้าน
สารสำคัญ
จากการศึกษาทางพฤกษเคมีพบว่าเกดมีสารประกอบออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม โดยองค์ประกอบที่รายงานในส่วนต่าง ๆ ของพืช ได้แก่
- Triterpenoids
- Flavonoids
- Flavan-3-ols
- Phenolic compounds
- Tannins
- Saponins
- Sterols
- Terpenoids
- Glycosides
งานวิจัยด้านมาตรฐานทางเภสัชเวทและการวิเคราะห์ทางเคมีพบสารสำคัญหรือสารบ่งชี้ เช่น lupeol, betulinic acid, (+)-catechin และ (-)-epicatechin ในใบและเปลือกต้น และมีการใช้ HPTLC เป็นวิธีวิเคราะห์เพื่อควบคุมคุณภาพ
นอกจากนี้มีการตรวจพบสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ในผลและเมล็ด เช่น quercetin, gallic acid, myricetin และ taxifolin จากการศึกษาสารสกัดของผล
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีงานวิจัยเกี่ยวกับ Manilkara hexandra เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลอง การทดลองในสัตว์ และการศึกษาด้านเภสัชเวท/พฤกษเคมี มากกว่าการทดลองทางคลินิกในมนุษย์
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากเมล็ดมีผลต่อการกำจัดอนุมูลอิสระหลายชนิดในการทดลองในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านเบาหวาน : สารสกัดเมล็ดแสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-amylase และ α-glucosidase ในการทดลองในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีการรายงานจากการศึกษาสารสกัดส่วนต่าง ๆ ของพืชในแบบจำลองทดลอง
- ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ : มีรายงานฤทธิ์ต้านแบคทีเรียจากสารสกัดบางส่วนของพืช
- ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร : งานวิจัยในหนูพบว่าสารสกัดเมทานอลจากเปลือกต้นช่วยลดรอยโรคของแผลกระเพาะอาหารที่เหนี่ยวนำด้วยกรดอะซิติกในขนาดที่ศึกษา และมีการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของระบบต้านอนุมูลอิสระในเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารร่วมด้วย
- ฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ : งานทบทวนวรรณกรรมรายงานผลการศึกษาด้าน antibacterial, anti-inflammatory, antiulcer, antioxidant, immunostimulation และ anti-arthritic จากสารสกัดหรือส่วนต่าง ๆ ของพืช
ข้อจำกัดของหลักฐาน: ผลการทดลองเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเกดสามารถใช้รักษาโรคดังกล่าวในมนุษย์ได้ และจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิก การกำหนดขนาดยา และการประเมินความปลอดภัยเพิ่มเติม
เภสัชวิทยา
การศึกษาทางเภสัชวิทยาของ Manilkara hexandra รายงานฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน ได้แก่
- Antioxidant activity: ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในระบบทดลอง
- Antimicrobial activity: มีฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิดจากสารสกัด
- Anti-inflammatory activity: มีผลต่อกระบวนการอักเสบในแบบจำลองทดลอง
- Antiulcer activity: สารสกัดเปลือกต้นมีผลปกป้องและช่วยสมานแผลกระเพาะอาหารในสัตว์ทดลอง
- Antidiabetic activity: สารสกัดเมล็ดแสดงฤทธิ์ต่อเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต
- Immunomodulatory activity: มีรายงานฤทธิ์ปรับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในงานทดลองบางส่วน
- Anthelmintic activity: มีรายงานจากการศึกษาบางรูปแบบเกี่ยวกับฤทธิ์ต่อพยาธิ
ฤทธิ์เหล่านี้ควรถือเป็น ข้อมูลเภสัชวิทยาระดับก่อนคลินิก และไม่ควรนำไปใช้แทนข้อมูลประสิทธิผลทางการแพทย์ในมนุษย์
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของเกดในมนุษย์ยังมีจำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับสมุนไพรที่มีการใช้เป็นยามาตรฐานอย่างแพร่หลาย
- ผลสุกมีประวัติการรับประทานเป็นอาหาร
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานของสารสกัดเกดเพื่อการรักษาโรค
- ไม่ควรนำขนาดสารสกัดที่ใช้ในการทดลองสัตว์มาใช้เป็นขนาดยาสำหรับมนุษย์โดยตรง
- หากใช้เปลือก เมล็ด หรือสารสกัดเข้มข้น ควรใช้ความระมัดระวังมากกว่าการรับประทานผลสุกในฐานะอาหาร
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว ใช้ยาหลายชนิด หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็ก ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากเกด
ข้อห้ามใช้
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนด ข้อห้ามใช้เฉพาะของเกด ในลักษณะเดียวกับรายการยาสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ
อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้เป็นยาในหญิงตั้งครรภ์ เด็ก และผู้มีโรคประจำตัวโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ปัจจุบันยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะระบุ ปฏิกิริยาระหว่างเกดกับยาแผนปัจจุบันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในมนุษย์
จึงไม่ควรสรุปว่าเกดไม่มีปฏิกิริยากับยาเพียงเพราะยังไม่มีรายงาน โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสารสกัดเกดในปริมาณสูง ผู้ที่รับประทานยาประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
การใช้ในอาหาร
- ผลเกดสุก : รับประทานเป็นผลไม้ได้
- ผลสุกมีเนื้อนุ่มและมีรสหวาน
- ในประเทศไทยผลเกดถือเป็นผลไม้พื้นบ้านที่สามารถรับประทานได้
- ผลของเกดยังมีการศึกษาด้านคุณค่าทางโภชนาการและสารพฤกษเคมี โดยพบสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ที่น่าสนใจ
การใช้ในผลิตภัณฑ์
เกดมีศักยภาพในการนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จากพืช เนื่องจากมีทั้ง ผลที่รับประทานได้ เนื้อไม้ น้ำยาง และสารพฤกษเคมีจากส่วนต่าง ๆ
งานวิจัยสมัยใหม่มีการศึกษาสารสกัดเกดเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพ รวมถึงการนำสารสกัดไปประยุกต์กับระบบนำส่งสารรูปแบบนาโน แต่ยังอยู่ในระดับการวิจัยและพัฒนา ไม่ควรตีความว่าเป็นผลิตภัณฑ์ยาที่ได้รับการรับรองเพื่อรักษาโรค
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ผล : ควรเก็บเมื่อผลแก่หรือสุกตามวัตถุประสงค์ หากต้องการรับประทานควรเลือกผลที่สุกสมบูรณ์
- เปลือก : หากเก็บเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเก็บจากต้นที่ระบุชนิดได้ถูกต้องและไม่เก็บจนทำให้ต้นเสียหาย
- เมล็ด : ควรนำออกจากผลที่สมบูรณ์และทำความสะอาดก่อนเก็บรักษา
- การเก็บวัตถุดิบแห้ง : ควรทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันความชื้น แสง และแมลง
- ควรติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ เพื่อป้องกันการปะปนหรือการใช้วัตถุดิบผิดชนิด
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ในภูมิปัญญาสมุนไพรไทย เกด ถูกใช้หลายส่วน โดยเฉพาะผล เมล็ด และเปลือก ผลสุกใช้รับประทานและมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อแก้กระหายน้ำและร้อนใน ขณะที่เปลือกมีการใช้เป็นยาฝาดสมานและเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาด้านการดูแลช่องปากและอาการไข้ ส่วนเมล็ดมีการกล่าวถึงการใช้กับปัญหาผิวหนังบางชนิด
การใช้ดังกล่าวเป็น ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน และควรแยกออกจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระดับก่อนคลินิก
ประวัติและวัฒนธรรม
เกดมีความสำคัญเป็นพิเศษในวัฒนธรรมพุทธ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับ ต้นราชายตนะ หรือ “ไม้เกด” ในพุทธประวัติ
ตามพระไตรปิฎกและเอกสารพุทธประวัติ พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ควงไม้ราชายตนะ และมีเหตุการณ์ที่พ่อค้าสองคน คือ ตปุสสะและภัลลิกะ เข้ามาถวายสัตตุผงและสัตตุก้อน พระไตรปิฎกฉบับที่เผยแพร่โดยฐานข้อมูลพระไตรปิฎกไทยกล่าวถึงเหตุการณ์การประทับ ณ ควงไม้ราชายตนะโดยตรง
แหล่งข้อมูลทางพระพุทธศาสนาและพุทธประวัติของไทยระบุว่า ราชายตนะคือไม้เกด และเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าประทับเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลา 7 วันในช่วงหลังตรัสรู้
ด้วยเหตุนี้ เกดจึงไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในฐานะ สมุนไพรไทยและไม้พื้นเมือง แต่ยังมีคุณค่าด้าน พุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม อีกด้วย
สถานะการอนุรักษ์
ข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่าการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของเกดอยู่ในระดับ not threatened ตาม Angiosperm Extinction Risk Predictions และ World Flora Online ระบุสถานะ Least Concern (LC) ตามข้อมูลที่เชื่อมโยงกับ IUCN Red List
อย่างไรก็ตาม การที่สถานะระดับโลกยังไม่อยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม ไม่ได้หมายความว่าประชากรในทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะปลอดภัยจากการลดจำนวน การสูญเสียถิ่นอาศัย หรือการเก็บใช้ทรัพยากรเกินสมดุล จึงควรส่งเสริมการปลูกและอนุรักษ์ต้นเกดในพื้นที่ที่เหมาะสม
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Ericales
- Family : Sapotaceae
- Genus : Manilkara
- Species : Manilkara hexandra (Roxb.) Dubard
ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ยอมรับ Manilkara hexandra (Roxb.) Dubard เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของชนิดนี้ และจัดอยู่ในอันดับ Ericales วงศ์ Sapotaceae และสกุล Manilkara
ชื่อพ้องที่สำคัญ
- Mimusops hexandra Roxb.
- Mimusops indica A.DC.
- Manilkara emarginata H.J.Lam
- Kaukenia hexandra (Roxb.) Kuntze
ชื่อพ้องเหล่านี้มีความสำคัญในการสืบค้นงานวิจัยเก่า เพราะเอกสารบางฉบับอาจใช้ชื่อ Mimusops hexandra แทนชื่อ Manilkara hexandra
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของเกดควรพิจารณาทั้ง ลักษณะทางมหภาค ลักษณะทางจุลทรรศน์ และการตรวจสอบทางเคมี เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่น
- ลักษณะมหภาค : ตรวจสอบลักษณะต้น เปลือก ใบ ดอก ผล และเมล็ด โดยเฉพาะใบรูปไข่กลับ เนื้อค่อนข้างหนา ผิวด้านบนเป็นมัน และผลสุกสีเหลืองหรือเหลืองอมส้ม
- ลักษณะจุลทรรศน์ของใบ : งานเภสัชเวทพบลักษณะสำคัญ เช่น ปากใบแบบ anomocytic, ขนเซลล์เดียว, เส้นใย pericyclic ที่มีลักษณะเป็นหลุม, ท่อลำเลียง xylem แบบเกลียว และผลึกแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งสามารถใช้ประกอบการตรวจสอบเอกลักษณ์ของวัตถุดิบได้
- การตรวจสอบทางเคมี : มีการพัฒนาวิธี HPTLC สำหรับตรวจวิเคราะห์สารกลุ่ม triterpenoids และ flavan-3-ols เช่น lupeol, betulinic acid, catechin และ epicatechin ในใบและเปลือกต้น
- การตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ : ควรใช้ชื่อ Manilkara hexandra (Roxb.) Dubard เป็นชื่อหลักในการจัดทำฐานข้อมูล และเก็บชื่อพ้องไว้เป็นคำค้น SEO เพื่อช่วยให้ผู้ค้นหางานวิจัยเก่าพบข้อมูลได้ง่ายขึ้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566. ราชกิจจานุเบกษา.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2554). คู่มือจำแนกพรรณไม้. กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2554). ป่าของประเทศไทย. กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้.
- มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อุทยานพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). เกด: Manilkara hexandra (Roxb.) Dubard.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). เกด.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กองนโยบายแห่งชาติด้านยา. (2568). ประกาศบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568.
- Chaudhary, S., Sharma, A., Bhatia, S., et al. (2023). Review on phytochemistry, biology and nano formulations of Manilkara hexandra: An update. Clinical Complementary Medicine and Pharmacology, 3(1), 100069. https://doi.org/10.1016/j.ccmp.2022.100069
- Khandwe, V. G., Pande, P. R., & Deshmukh, V. N. (2025). Manilkara hexandra: A multi-purpose medicinal plant—a review of its phytochemistry and pharmacological potential. International Journal of Pharmacology and Clinical Research, 7(2), 1–5. https://doi.org/10.33545/26647613.2025.v7.i2a.85
- Sharma, S., Modi, K., Thakar, M., Sindhav, G., & Shah, M. B. (2026). Development of validated HPTLC methods for determination of triterpenoids and flavan-3-ols in leaf and stem bark of Manilkara hexandra Dubard. Natural Product Research, 40(7), 1816–1821. https://doi.org/10.1080/14786419.2024.2435533
- World Flora Online. (2026). Manilkara hexandra Dubard.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Manilkara hexandra (Roxb.) Dubard. Plants of the World Online.
