กูดแดง

กูดแดง

กูดแดง

กูดแดง เป็นเฟิร์นเถาเลื้อยที่พบในพื้นที่ชื้นแฉะ ป่าพรุ ริมลำห้วย และป่าดิบชื้นของประเทศไทย มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น ลำเท็ง ลำเพ็ง ปรงสวน ผักยอดแดง ผักกูดแดง และผักกูดมอญ ยอดอ่อนนิยมรับประทานเป็นผักพื้นบ้าน และในภูมิปัญญาท้องถิ่นมีการนำส่วนต่าง ๆ มาใช้เป็นสมุนไพร โดยเฉพาะยอดอ่อน ราก และเถา

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กูดแดง
  • ชื่อไทย : กูดแดง
  • ชื่อท้องถิ่น : ลำเพ็ง, ลำเท็ง, ปรงสวน, ปรงสวย, ผักยอดแดง, ผักกูดแดง, ผักกูดมอญ, ลำมะเท็ง และปากุ๊มะดิง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Stenochlaena palustris (Burm.f.) Bedd.
  • ชื่อวงศ์ที่ยอมรับในปัจจุบัน : Blechnaceae
  • ลักษณะพืช : เฟิร์นเถาเลื้อยหรือไม้เลื้อยจำพวกเฟิร์น
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : Climbing fern, Swamp fern, Liane fern
  • ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญา : ราก ยอดอ่อน และเถา

หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน: แหล่งข้อมูลไทยบางแห่งยังระบุวงศ์ Pteridaceae แต่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากลในปัจจุบัน เช่น NCBI, ITIS และ World Flora Online จัด Stenochlaena palustris ไว้ในวงศ์ Blechnaceae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น : เป็นเหง้าหรือเถาเลื้อยยาว แตกแขนง สามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพันเกาะต้นไม้อื่น มีรากออกตามลำต้นช่วยยึดเกาะ
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบประกอบมีขนาดประมาณ 15–30 × 30–70 เซนติเมตร ก้านใบยาวประมาณ 10–15 เซนติเมตร ใบย่อยเรียงสลับประมาณ 20–30 ใบ รูปรีเรียวแคบ ปลายแหลม ขอบใบหยัก
  • ใบอ่อน : มักมีสีแดงหรือแดงอมม่วง ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่เป็นที่มาของชื่อ ผักยอดแดงหรือกูดแดง
  • ใบสร้างสปอร์ : แตกต่างจากใบที่ไม่สร้างสปอร์อย่างชัดเจน ใบสร้างสปอร์มีลักษณะเรียวยาว และบริเวณด้านล่างมีอับสปอร์สีน้ำตาลปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง
  • ลักษณะเด่นในการจำแนก : เป็นเฟิร์นที่มีใบสองแบบ คือใบที่ไม่สร้างสปอร์และใบที่สร้างสปอร์ จึงสามารถใช้ลักษณะของใบและอับสปอร์ช่วยตรวจสอบเอกลักษณ์ได้

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กูดแดง มีถิ่นกระจายพันธุ์ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อินเดีย จีนตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะแปซิฟิกและออสเตรเลีย โดยมักขึ้นในบริเวณที่มีความชื้นสูง เช่น ป่าพรุ พื้นที่ลุ่ม ริมน้ำ และพื้นที่ป่าที่มีร่มเงา

ในประเทศไทยมีรายงานพบหลายภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ รวมถึงพื้นที่ชื้นแฉะและป่าพรุ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ชอบพื้นที่ชื้น มีอินทรียวัตถุสูง และมีแสงรำไรถึงแสงปานกลาง
  • วัสดุปลูก : ควรเป็นดินร่วนหรือดินร่วนผสมอินทรียวัตถุที่สามารถเก็บความชื้นได้ดี แต่ไม่ควรมีน้ำขังตลอดเวลา
  • การขยายพันธุ์ : เฟิร์นชนิดนี้สามารถขยายพันธุ์ด้วย สปอร์ และการแยกหรือใช้ส่วนของเหง้าและลำต้นที่สามารถออกรากได้
  • การดูแล : ควรรักษาความชื้นของวัสดุปลูกอย่างสม่ำเสมอ และจัดให้มีวัสดุหรือโครงสร้างสำหรับให้ลำต้นเลื้อยเกาะ หากต้องการปลูกเพื่อเก็บยอดอ่อน

มีข้อมูลว่ากูดแดงมีการนำมาปลูกในบางพื้นที่ แต่โดยทั่วไปยังพบการเก็บยอดอ่อนจากธรรมชาติเป็นสำคัญ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะเกี่ยวกับแผลจากงูกัด
  • ยอดอ่อน : ใช้เป็นผักและใช้เป็นสมุนไพรในภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • เถา/ลำต้น : มีการใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่ รวมถึงใช้เป็นยาบำรุงสตรีหลังคลอดตามข้อมูลสมุนไพรไทย

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ยอดอ่อน : ใช้เป็นอาหารและมีภูมิปัญญาระบุว่าเป็น ยาบำรุงเลือด รวมถึงใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ
  • ยอดอ่อน : มีการใช้ภายนอกสำหรับอาการบวมของกล้ามเนื้อ แผลฟกช้ำดำเขียว และแผลบางชนิด
  • ยอดอ่อนและทั้งต้น : มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการอัมพาตและนิ่ว
  • ราก : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับ แผลงูกัด
  • เถา : ใช้เป็นยาบำรุงสตรีหลังคลอดในตำรับพื้นบ้านบางแห่ง
  • รากและลำต้น : ภูมิปัญญาภาคใต้มีการนำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อใช้แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และช่วยขับปัสสาวะ
  • การใช้ภายนอก : สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ระบุภูมิปัญญาการนำส่วนหัวของลำเท็งฝนกับน้ำปูนใสหรือน้ำแช่หอยโข่งเพื่อใช้ทาบริเวณที่มีไฟลามทุ่ง เริม หรืองูสวัด

ข้อควรระวัง: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก โดยเฉพาะการใช้รากหรือส่วนของพืชเพื่อรักษา งูกัด ไม่ควรใช้แทนการรักษาฉุกเฉินในโรงพยาบาล

วิธีใช้

  • รับประทานเป็นอาหาร : ยอดอ่อนนำมารับประทานสด ลวกจิ้ม ผัด หรือใช้ประกอบอาหาร เช่น แกงเลียง
  • ใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน : มีข้อมูลการนำยอดอ่อนมาตำให้ละเอียดแล้วใช้พอกบริเวณแผล
  • ใช้เป็นยาต้ม : มีภูมิปัญญาระบุการนำส่วนต่าง ๆ ของพืชต้มแล้วดื่มเฉพาะน้ำในบางตำรับ
  • ใช้ภายนอก : ภูมิปัญญาภาคใต้มีการนำหัวหรือส่วนของพืชฝนกับน้ำปูนใสเพื่อใช้ทาผิวหนังในบางอาการ

ยังไม่มีข้อมูลมาตรฐานที่ยืนยัน ขนาดรับประทานและระยะเวลาการใช้กูดแดงในรูปแบบยา สำหรับประชาชนทั่วไป จึงไม่ควรกำหนดขนาดยาเอง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นพบ ยังไม่พบหลักฐานว่ากูดแดง (Stenochlaena palustris) เป็นตัวยาสำคัญหรือสมุนไพรที่มีข้อบ่งใช้ระบุเป็นมาตรฐานในบัญชียาจากสมุนไพรแห่งชาติ จึงควรแยกข้อมูล สรรพคุณตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ออกจาก ข้อบ่งใช้ของบัญชียาจากสมุนไพร อย่างชัดเจน

สารสำคัญ

งานวิจัยพบสารกลุ่ม polyphenols, flavonoids, hydroxycinnamic acids และ anthocyanins ในส่วนใบของกูดแดง โดยปริมาณสารแตกต่างกันตามอายุและชนิดของใบ

มีการแยกสารฟลาโวนอลไกลโคไซด์จากใบ ได้แก่

  • Stenopalustrosides
  • Kaempferol glycosides
  • Tiliroside
  • Kaempferol
  • Quercetin
  • Rutin

สารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์เป็นกลุ่มสารที่มีความเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดกูดแดงในการทดลองในห้องปฏิบัติการ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : งานวิจัยในปี ค.ศ. 2012 พบว่าสารสกัดจากใบกูดแดงมี polyphenols, flavonoids และ hydroxycinnamic acids และสามารถแสดงฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระและรีดิวซ์เหล็กได้ โดยปริมาณ polyphenol มีความสัมพันธ์อย่างมากกับฤทธิ์ดังกล่าว
  • ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase และ α-amylase : งานวิจัยปี ค.ศ. 2024 แยกสาร flavonols 5 ชนิดจากกูดแดง และพบว่าสารเหล่านี้มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรตในการทดลอง โดยมีค่า IC50 แตกต่างกันประมาณ 40–250 µg/mL
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้ง α-glucosidase : งานวิจัยพบว่าส่วนสกัดน้ำมีฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยพบความสัมพันธ์กับสาร polyphenols และ hydroxycinnamic acids
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีการศึกษาสารสกัดกูดแดงต่อเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิด แต่ผลเหล่านี้เป็นหลักฐานระดับห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาการติดเชื้อในมนุษย์
  • สารฟลาโวนอยด์และฤทธิ์ทางชีวภาพ : มีการศึกษา kaempferol glycosides และสารกลุ่ม acylated flavonol glycosides จากกูดแดง ซึ่งแสดงฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระและมีการศึกษาด้าน cytotoxicity ในระดับห้องปฏิบัติการ

สรุปหลักฐาน: งานวิจัยของกูดแดงมีความน่าสนใจในด้าน สารต้านอนุมูลอิสระ การยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต และฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิด แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับหลอดทดลองหรือการศึกษาสารสกัด จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากูดแดงสามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้

เภสัชวิทยา

จากการศึกษาทางเภสัชวิทยาพบแนวโน้มฤทธิ์ที่น่าสนใจ ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จากสารกลุ่ม polyphenols และ flavonoids
  • ฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการย่อยคาร์โบไฮเดรต
  • ฤทธิ์ยับยั้ง α-amylase ในระดับการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ จากสารสกัดบางชนิด
  • ฤทธิ์จับโลหะบางชนิด ของสารฟีนอลิกในสารสกัด
  • ฤทธิ์ทางชีวภาพของ kaempferol glycosides ที่ได้รับการศึกษาด้าน antioxidant และ cytotoxicity

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดสารสกัดที่มีประสิทธิผลในการรักษาโรค

ความปลอดภัย

กูดแดงเป็น ผักพื้นบ้านที่มีการบริโภคยอดอ่อน ในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของการรับประทานเป็นอาหารไม่เท่ากับความปลอดภัยของสารสกัดเข้มข้นหรือการใช้เป็นยา เนื่องจากข้อมูลด้านขนาดยา ระยะเวลาการใช้ และความปลอดภัยระยะยาวยังมีจำกัด

ควรเลือกเก็บจากพื้นที่ที่ปลอดจากสารเคมี โลหะหนัก น้ำเสีย และมลพิษ เนื่องจากพืชที่ขึ้นในพื้นที่ชุ่มน้ำอาจได้รับสารปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้ กูดแดงแทนการรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะกรณีงูกัด แผลติดเชื้อ หรือโรคร้ายแรง
  • ผู้ที่มีอาการแพ้พืชหรือเฟิร์นควรหลีกเลี่ยง
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบสารสกัดหรือยา หากไม่มีข้อมูลความปลอดภัยและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกูดแดง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังมีข้อมูลทางคลินิกไม่เพียงพอที่จะระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกูดแดงกับยาชนิดใดอย่างชัดเจน จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด

โดยเฉพาะสารสกัดที่มีฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase และ α-amylase ในห้องปฏิบัติการ ควรระมัดระวังหากนำไปใช้ร่วมกับ ยาลดน้ำตาลในเลือด เพราะยังไม่มีข้อมูลเพียงพอว่ามีผลต่อระดับน้ำตาลในผู้ป่วยจริงหรือไม่

การใช้ในอาหาร

ยอดอ่อนกูดแดง เป็นผักพื้นบ้านที่รับประทานได้ โดยมีการบริโภคในประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • รับประทานเป็นผักสด
  • ลวกจิ้มน้ำพริก
  • ผัด
  • ใส่ในแกงเลียง
  • นำไปประกอบอาหารพื้นบ้านอื่น ๆ

งานวิจัยด้านองค์ประกอบทางอาหารพบว่ายอดอ่อนมีสารกลุ่ม polyphenols, flavonoids และ anthocyanins และมีศักยภาพในการเป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

มีศักยภาพในการพัฒนาเป็น

  • ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ
  • วัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารที่เน้นสารต้านอนุมูลอิสระ
  • ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดพืช
  • แหล่งสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
  • แหล่งสีธรรมชาติจาก anthocyanins จากยอดอ่อน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร จำเป็นต้องมีข้อมูลด้านมาตรฐานสารสำคัญ ความปลอดภัย ความคงตัว และประสิทธิผลเพิ่มเติมก่อนนำไปกล่าวอ้างสรรพคุณทางสุขภาพ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ยอดอ่อน : เก็บในระยะที่ยอดยังอ่อนและมีสีแดง ซึ่งเป็นระยะที่นิยมใช้เป็นผัก
  • ควรเก็บจากพื้นที่ที่ทราบแหล่งที่มาและไม่มีการปนเปื้อน
  • หากนำมารับประทานควรคัดเลือกยอดที่สด สะอาด และไม่มีร่องรอยเชื้อรา
  • การเก็บสด : ล้างทำความสะอาดและเก็บในภาชนะหรือถุงที่ช่วยลดการสูญเสียน้ำ แล้วเก็บในอุณหภูมิเย็น
  • การทำวัตถุดิบแห้ง : ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กูดแดงหรือลำเท็ง มีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการใช้พืชพื้นบ้านของภาคใต้ โดยมีการใช้ทั้งเป็นอาหารและสมุนไพร เช่น ใบอ่อนรับประทานเป็นผัก รากและลำต้นนำไปประกอบตำรับยา และมีการใช้ส่วนต่าง ๆ สำหรับอาการตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

ฐานข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุการใช้ยอดอ่อนเป็นอาหาร และการใช้ยอดอ่อนเพื่อพอกแผล รวมถึงการใช้ส่วนต่าง ๆ ในภูมิปัญญารักษาอาการบวม ฟกช้ำ อัมพาต และนิ่ว

ประวัติและวัฒนธรรม

กูดแดงหรือลำเท็งเป็น ผักพื้นบ้านของภาคใต้ และมีชื่อเรียกในภาษามลายูหลายชื่อ สะท้อนถึงการใช้ประโยชน์จากพืชร่วมกันของชุมชนในพื้นที่คาบสมุทรมลายู

สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้บันทึกข้อมูล ลำเท็ง ไว้ในฐานะพืชพื้นบ้านที่ใช้เป็นอาหารและสมุนไพร และระบุว่ามีการกระจายพันธุ์ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ของประเทศไทย

นอกจากใช้เป็นอาหารและสมุนไพรแล้ว เถาหรือเหง้าของพืชยังมีการนำไปใช้ประโยชน์ด้านงานจักสานและงานผูกมัดในบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Ferns of Thailand, Laos and Cambodia ประเมินเบื้องต้นว่า กูดแดง (Stenochlaena palustris) อยู่ในระดับ Least Concern (LC) เนื่องจากเป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างและไม่พบภัยคุกคามระดับชนิดพันธุ์อย่างชัดเจนในข้อมูลดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าพรุ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินอาจส่งผลต่อประชากรในระดับท้องถิ่น จึงควรส่งเสริมการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืนและการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Tracheophyta) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Polypodiopsida
  • อันดับ (Order) : Polypodiales
  • วงศ์ (Family) : Blechnaceae
  • อนุวงศ์ (Subfamily) : Stenochlaenoideae
  • สกุล (Genus) : Stenochlaena J.Sm.
  • ชนิด (Species) : Stenochlaena palustris (Burm.f.) Bedd.

ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน ได้แก่ Polypodium palustre, Acrostichum scandens, Lomariopsis scandens, Stenochlaena scandens และชื่อพ้องอื่น ๆ อีกหลายชื่อ

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ กูดแดง (Stenochlaena palustris) ควรพิจารณาร่วมกันหลายลักษณะ ได้แก่

  • ลักษณะวิสัย : เฟิร์นเถาเลื้อย สามารถเลื้อยตามพื้นหรือเกาะต้นไม้อื่น
  • ลำต้นและราก : มีลำต้นหรือเหง้าเลื้อยและมีรากช่วยยึดเกาะ
  • ใบ : ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ
  • ใบย่อย : รูปรีเรียวแคบ ปลายแหลม ขอบหยัก
  • ยอดอ่อน : มีสีแดงหรือแดงอมม่วง ซึ่งเป็นลักษณะเด่น
  • ใบสร้างสปอร์ : มีลักษณะต่างจากใบไม่สร้างสปอร์ และมีอับสปอร์สีน้ำตาลอยู่บริเวณด้านล่างของใบ
  • การยืนยันทางวิทยาศาสตร์ : ควรใช้ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (herbarium specimen) เปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิง และหากเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตยา ควรใช้การตรวจสอบทางจุลทรรศน์และวิธีวิเคราะห์ทางเคมีหรือ DNA barcoding ตามความเหมาะสม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (ม.ป.ป.). ภูมิปัญญาพืชสมุนไพร: ลำเท็ง. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
  2. มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. (2542). ลำเท็ง : พืช. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 14, 6852.
  3. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กูดแดง.
  4. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพและฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ. (ม.ป.ป.). Stenochlaena palustris (Burm.f.) Bedd.
  5. Chai, T. T., Panirchellvum, E., Ong, H. C., & Wong, F. C. (2012). Phenolic contents and antioxidant properties of Stenochlaena palustris, an edible medicinal fern. Botanical Studies, 53, 439–446.
  6. Chai, T. T., Kwek, M. T., Ong, H. C., & Wong, F. C. (2015). Water fraction of edible medicinal fern Stenochlaena palustris is a potent α-glucosidase inhibitor with concurrent antioxidant activity. Food Chemistry, 186, 26–31. https://doi.org/10.1016/j.foodchem.2014.12.099
  7. Gasper, A. L. de, Dittrich, V. A. de O., Smith, A. R., & Salino, A. (2016). A classification for Blechnaceae (Polypodiales: Polypodiopsida): New genera, resurrected names, and combinations. Phytotaxa, 275(3), 191–227. https://doi.org/10.11646/phytotaxa.275.3.1
  8. Kew Science. (2026). Stenochlaena palustris (Burm.f.) Bedd. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
  9. Liu, H., Orjala, J., Sticher, O., & Rali, T. (1999). Acylated flavonol glycosides from leaves of Stenochlaena palustris. Journal of Natural Products, 62(1), 70–75. https://doi.org/10.1021/np980179f
  10. National Center for Biotechnology Information. (2026). Stenochlaena palustris (Burm.f.) Bedd.: Taxonomy. NCBI Taxonomy.
  11. PROSEA. (ม.ป.ป.). Stenochlaena palustris (Burm.f.) Bedd. Plant Resources of South-East Asia.

 

Scroll to top