เกล็ดปลา

เกล็ดปลา

เกล็ดปลา

เกล็ดปลา เป็นชื่อสมุนไพรที่ใช้เรียกพืชชนิด Aerva lanata (L.) Juss. ex Schult. ในวงศ์ Amaranthaceae เป็นพืชล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็กที่มีขนสีขาวนุ่มปกคลุม โดยเฉพาะบริเวณลำต้นและใบ มีการใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน ในหลายประเทศของเอเชียและแอฟริกา โดยเด่นด้านการใช้เกี่ยวกับ ระบบทางเดินปัสสาวะ การขับปัสสาวะ นิ่วในไต และการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรแยกข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากข้อสรุปด้านประสิทธิผลทางการแพทย์อย่างชัดเจน

หมายเหตุด้านชื่อพฤกษศาสตร์: ฐานข้อมูลไทยจำนวนหนึ่งยังใช้ชื่อ Aerva lanata ขณะที่ Plants of the World Online (Kew) และ NCBI ปัจจุบันรับ Ouret lanata (L.) Kuntze เป็นชื่อที่ยอมรับ และจัด Aerva lanata เป็นชื่อพ้อง ดังนั้นสำหรับฐานข้อมูลเว็บไซต์ควรเก็บทั้งสองชื่อไว้เพื่อรองรับการค้นหาและการตรวจสอบเอกลักษณ์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: เกล็ดปลา
  • ชื่ออื่น: หูปลาข่อ, ต้นเบาหวาน, แมะยาเงาะ, บาตูการัง และในบางแหล่งพบชื่อเกล็ดปลาขาว
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย: Aerva lanata (L.) Juss. ex Schult.
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ Kew ยอมรับในปัจจุบัน: Ouret lanata (L.) Kuntze
  • วงศ์: Amaranthaceae
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ: Mountain knotgrass, Polpola
  • ลักษณะการใช้: สมุนไพรพื้นบ้านและพืชอาหารในบางพื้นที่
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา: ทั้งต้น โดยบางภูมิปัญญาใช้ใบ ราก หรือต้นแยกกัน

ชื่อ เกล็ดปลา อาจทำให้เกิดความสับสนกับพืชชนิดอื่น เช่น Phyllodium longipes ซึ่งในประเทศไทยก็มีชื่อท้องถิ่นว่าเกล็ดปลา ดังนั้นการระบุ ชื่อวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับชื่อไทยมีความสำคัญอย่างมากสำหรับฐานข้อมูลสมุนไพร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นพืชล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นอาจตั้งตรงหรือทอดเอน แตกกิ่งจากโคน ลำต้นและกิ่งมีขนสีขาวหรือขนคล้ายปุยปกคลุม
  • ราก: มีรากแก้วค่อนข้างยาว และตามข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นมีการนำรากมาใช้เป็นยา
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ รูปรีถึงรูปเกือบกลม ขอบใบเรียบ ปลายใบมนหรือแหลมเล็กน้อย ใบมีขน โดยเฉพาะด้านล่าง
  • ดอก: ดอกขนาดเล็กมาก สีขาวหรือขาวอมเขียว ออกเป็นช่อรูปทรงกระบอกหรือช่อกระจุกแน่นตามซอกใบ
  • ผล: ผลขนาดเล็ก ลักษณะเป็นผลแห้งชนิด utricle
  • เมล็ด: ขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายไต สีดำหรือดำเป็นมัน

ลักษณะสำคัญที่ใช้ช่วยจำแนกคือ ลำต้นมีขน ใบเดี่ยวเรียงสลับและมีขน ดอกเล็กสีขาวรวมกันแน่นเป็นช่อที่ซอกใบ และเมล็ดสีดำรูปร่างคล้ายไต

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • มีถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในเขตร้อนและกึ่งร้อนของ แอฟริกาถึงเอเชียเขตร้อน
  • พบในอินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ เนปาล อินโดจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่อื่นของเอเชีย รวมถึงหลายพื้นที่ของแอฟริกา
  • มักพบตาม พื้นที่รกร้าง ริมถนน พื้นที่เกษตร แปลงพักดิน และบริเวณที่ได้รับแสงแดดมาก
  • สามารถพบได้ตั้งแต่พื้นที่ราบจนถึงระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตรในบางพื้นที่
  • สำหรับประเทศไทย มีหลักฐานทางพฤกษศาสตร์ที่ตีพิมพ์ระบุว่า Aerva lanata เป็น รายงานพืชชนิดใหม่สำหรับประเทศไทย และมีข้อมูลการใช้ในภูมิปัญญาไทยด้วย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: เป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการขยายพันธุ์ทั่วไป มีข้อมูลการเพาะปลูก Aerva lanata จากเมล็ดในงานด้านพืชอาหารและสมุนไพร
  • สภาพแวดล้อม: เจริญได้ดีในพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดมาก ดินค่อนข้างโปร่ง และบริเวณที่มีฤดูแล้งชัดเจน
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ: มีงานวิจัยที่พัฒนาการสร้างยอดจากชิ้นส่วนใบของ Aerva lanata ในสภาพปลอดเชื้อ โดยใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช และสามารถพัฒนาเป็นต้นที่มีรากได้

สำหรับการปลูกเพื่อใช้เป็น สมุนไพร ควรเลือกแหล่งพันธุ์ที่ตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ได้ชัดเจน เนื่องจากชื่อพื้นเมือง “เกล็ดปลา” สามารถหมายถึงพืชต่างชนิดกันได้

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ทั้งต้น: เป็นส่วนที่มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมากที่สุด
  • ใบ: ใช้ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่เกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะและการใช้เป็นอาหาร
  • ราก: มีการใช้ในตำรับพื้นบ้าน โดยเฉพาะเกี่ยวกับปัสสาวะ นิ่ว และอาการตัวเหลือง
  • ส่วนเหนือดิน: เป็นส่วนที่ถูกนำมาศึกษาทางเภสัชวิทยาหลายรูปแบบ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ระบบทางเดินปัสสาวะ: ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด และปัสสาวะกะปริดกะปรอย
  • นิ่ว: ภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้เพื่อช่วยขับนิ่วและนิ่วในไต
  • เบาหวาน: มีการใช้ทั้งต้นหรือส่วนต่าง ๆ ในตำรับพื้นบ้านเพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
  • ไขมันในเลือด: มีการกล่าวถึงการใช้เพื่อลดไขมันในเลือดในฐานข้อมูลสมุนไพรไทย
  • ตับ: มีการใช้รากหรือทั้งต้นในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับความผิดปกติของตับและอาการตัวเหลือง
  • ปวดข้อและอาการบวม: มีการใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • พยาธิ: ตำรายาอินเดียดั้งเดิมมีการใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ
  • อาการไอและทางเดินหายใจ: มีรายงานการใช้ในระบบการแพทย์ดั้งเดิมของอินเดีย

ข้อสำคัญ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจาก ภูมิปัญญาพื้นบ้านและงานวิจัยก่อนคลินิก ไม่ควรนำมาเขียนในลักษณะว่าเป็นการรักษาโรคที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์แล้ว

วิธีใช้

มีการบันทึกวิธีใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น

  • ใบสด: มีการนำใบที่โตเต็มที่ไปเคี้ยวรับประทานสดหรือรับประทานร่วมกับหมาก
  • ชาสมุนไพร: ใบแห้งนำมาคั่วแล้วชงเป็นเครื่องดื่ม
  • ยาต้ม: รากหรือทั้งต้นแห้งนำมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม
  • น้ำคั้นใบ: มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับนิ่วในไต
  • รากสด: มีตำรับพื้นบ้านที่นำมาตำ คั้น และดื่มสำหรับอาการตัวเหลือง

คำเตือน: วิธีใช้และปริมาณข้างต้นเป็น ตำรับภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่ขนาดยามาตรฐานทางการแพทย์ และไม่ควรใช้แทนการรักษาโรคเบาหวาน โรคนิ่ว หรือโรคไตโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพ

สารสำคัญ

จากการศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารหลายกลุ่ม ได้แก่

  • แอลคาลอยด์: เช่น aervine, methylaervine, ervoside, aervoside และอนุพันธ์ของ canthin-6-one
  • ฟลาโวนอยด์: เช่น quercetin, kaempferol, isorhamnetin และสารกลุ่ม flavonoid glycosides
  • สารฟีนอลิก: รวมถึง ferulic acid และสารประกอบฟีนอลิกอื่น ๆ
  • สเตอรอล: เช่น β-sitosterol
  • ไตรเทอร์พีน: เช่น lupeol และ betulin
  • แทนนินและซาโปนิน
  • สารกลุ่ม polysaccharides และสารพฤกษเคมีอื่น ๆ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่พบว่าส่วนใบ ลำต้น และรากของ Aerva lanata มีสารฟีนอลิกรวมและฟลาโวนอยด์ และมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระแตกต่างกันตามส่วนของพืชและวิธีการสกัด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต่อภาวะนิ่วในไต: งานทดลองในหนูที่ทำให้เกิดนิ่วแคลเซียมออกซาเลตพบว่าสารแขวนลอยจาก Aerva lanata ช่วยลดตัวชี้วัดบางประการที่เกี่ยวข้องกับการเกิดนิ่วและการสะสมผลึกในไต
  • quercetin และ betulin: มีการแยกสารดังกล่าวจาก Aerva lanata และศึกษาฤทธิ์ต้านการเกิดนิ่วในแบบจำลองสัตว์ทดลอง พบการเพิ่มปริมาณปัสสาวะและผลต่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับนิ่ว
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ: สารสกัดจากทั้งต้นสามารถลดความเสียหายของตับในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย carbon tetrachloride และมีผลต่อเอนไซม์และระบบต้านอนุมูลอิสระ
  • การปกป้องตับจากพาราเซตามอล: งานทดลองในเซลล์ตับและหนูพบว่าสารสกัดเอทานอลของ Aerva lanata มีผลลดตัวชี้วัดความเสียหายของตับและเกี่ยวข้องกับกลไก Nrf2/COX ในแบบจำลองดังกล่าว
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่พบว่าสารสกัดจากใบ ลำต้น และรากมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์แตกต่างกันระหว่างส่วนของพืช
  • ฤทธิ์ลดน้ำตาล: มีรายงานการศึกษาทั้งในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลและต้านเบาหวาน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าใช้รักษาเบาหวานในมนุษย์ได้

ภาพรวมหลักฐาน: งานวิจัยส่วนใหญ่ยังเป็น in vitro และสัตว์ทดลอง หลักฐานจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรใช้คำว่า “มีศักยภาพ” หรือ “มีรายงานฤทธิ์” แทนคำว่า “รักษาได้”

เภสัชวิทยา

จากงานวิจัยที่มีการทบทวนพบการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ขับปัสสาวะ
  • ฤทธิ์ต้านการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ
  • ฤทธิ์ปกป้องไต
  • ฤทธิ์ต้านพยาธิ
  • ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด

ผลเหล่านี้เป็นผลจากการศึกษาสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ในระบบทดลอง จึงไม่สามารถเทียบเท่ากับประสิทธิผลของยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยจริงได้โดยตรง

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ เกล็ดปลา (Aerva lanata) ในมนุษย์ยังมีไม่มาก โดยเฉพาะการใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

งานศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดน้ำจากทั้งต้นในสัตว์ทดลองพบว่า การได้รับทางปากแบบเฉียบพลันมีความเป็นพิษค่อนข้างต่ำ แต่การให้ต่อเนื่องเป็นเวลานานพบการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดทางชีวเคมี โลหิตวิทยา และอวัยวะบางส่วน รวมถึงผลต่อระบบสืบพันธุ์เพศผู้ในหนูทดลอง

อีกงานหนึ่งศึกษาการให้ Aerva lanata ต่อเนื่อง 30 วันในหนู พบว่าไม่พบความผิดปกติชัดเจนของการทำงานของไตจากค่า creatinine clearance แต่พบการเปลี่ยนแปลงระดับ ultrastructure ของเซลล์ท่อไตเมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน

ดังนั้น ไม่ควรสรุปว่าเกล็ดปลา “ปลอดภัยเมื่อใช้ระยะยาว” จากหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ข้อห้ามใช้

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนด ข้อห้ามใช้ในมนุษย์อย่างเป็นมาตรฐาน สำหรับเกล็ดปลาโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลด้านพิษวิทยา ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการใช้เป็นยารับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน และควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาด้วยตนเองในผู้ที่มีโรคไต โรคตับ หรือผู้ที่กำลังได้รับยารักษาโรคเรื้อรัง จนกว่าจะมีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่เพียงพอ

การใช้ในอาหาร

มีข้อมูลว่า ใบอ่อน ยอด ลำต้นอ่อน และเมล็ด ของ Aerva lanata สามารถนำมาประกอบอาหารได้ในบางวัฒนธรรม โดยนำไปปรุงสุก ใส่ในซุป หรือรับประทานเป็นผัก นอกจากนี้ยังมีการนำต้นสดหรือตากแห้งมาทำเป็นเครื่องดื่ม

ในข้อมูลภูมิปัญญาไทยที่เผยแพร่โดยสมุนไพรดอทคอม มีการระบุว่าในอดีตมีการนำใบหรือยอดอ่อนของเกล็ดปลามารับประทานเป็นผักและใส่ในแกง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

จากองค์ความรู้ด้านพฤกษเคมีและเภสัชวิทยา Aerva lanata มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหารสุขภาพ และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นสารต้านอนุมูลอิสระ

นอกจากนี้มีงานวิจัยด้านศักยภาพของสารสกัด Aerva lanata สำหรับการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยา อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับบริโภคจำเป็นต้องประเมิน ความปลอดภัย ปริมาณสารสำคัญ ความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ และมาตรฐานการผลิต ก่อน

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบและส่วนเหนือดิน: สามารถเก็บในช่วงที่ต้นเจริญสมบูรณ์ และมีข้อมูลการเก็บใบในช่วงฤดูฝนในแหล่งข้อมูลด้านพืชอาหาร
  • การทำแห้ง: ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสม เพื่อลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา
  • การเก็บรักษา: เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะที่สะอาด แห้ง ปิดสนิท และพ้นแสงแดดโดยตรง
  • การติดฉลาก: ควรระบุชื่อวิทยาศาสตร์และส่วนของพืชที่ใช้ เพื่อป้องกันการปะปนกับสมุนไพรที่มีชื่อพื้นเมืองว่า “เกล็ดปลา” เหมือนกัน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

เกล็ดปลามีข้อมูลการใช้ในภูมิปัญญาของหลายประเทศ โดยเฉพาะ อายุรเวท สิทธา และการแพทย์พื้นบ้านของเอเชียใต้

ในประเทศไทยมีรายงานการใช้ Aerva lanata ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน และมีการศึกษาพืชสมุนไพรที่ใช้รักษา เบาหวาน ในกลุ่มชุมชนชนบทไทย โดยส่วนที่ใช้ของ Aerva lanata คือทั้งต้น

ข้อมูลภูมิปัญญาไทยที่รวบรวมไว้ยังระบุการใช้เกล็ดปลาเกี่ยวกับ ปัสสาวะขัด ปัสสาวะกะปริดกะปรอย นิ่วในไต เบาหวาน และอาการตัวเหลือง โดยมีตำรับที่แตกต่างกันตามหมอพื้นบ้านและท้องถิ่น

ประวัติและวัฒนธรรม

ในอินเดียและศรีลังกา Aerva lanata มีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรในระบบการแพทย์ดั้งเดิมมายาวนาน โดยเฉพาะในตำรับเกี่ยวกับ ระบบทางเดินปัสสาวะและนิ่ว และในศรีลังกามีการปลูกพืชชนิดนี้ในสวนเพื่อใช้ทำเครื่องดื่มสมุนไพร

ในบางวัฒนธรรมของอินเดีย พืชชนิดนี้ยังเกี่ยวข้องกับประเพณีและความเชื่อพื้นบ้านบางอย่าง นอกเหนือจากการใช้เป็นอาหารและสมุนไพร

สถานะการอนุรักษ์

  • Aerva lanata เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนและกึ่งร้อน และพบได้ในพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ถูกรบกวน
  • ฐานข้อมูล Digital Flora of Eastern Ghats ระบุสถานะการอนุรักษ์ในฐานข้อมูลดังกล่าวว่า Not Evaluated (NE)
  • Plants of the World Online ระบุว่าชื่อที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Ouret lanata และข้อมูลการประเมินความเสี่ยงเชิงคาดการณ์จัดว่า not threatened แต่ข้อมูลนี้ไม่ควรนำไปแทนการประเมินสถานะตามบัญชี IUCN อย่างเป็นทางการ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • กลุ่มพืชมีดอก (Angiosperms): Angiosperms
  • กลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่แท้ (Eudicots): Eudicots
  • อันดับ (Order): Caryophyllales
  • วงศ์ (Family): Amaranthaceae
  • สกุล (Genus): Ouret / Aerva
  • ชนิด (Species): Ouret lanata (L.) Kuntze
  • ชื่อพ้องที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย: Aerva lanata (L.) Juss. ex Schult.
  • ชื่อพื้นฐานทางอนุกรมวิธาน (Basionym): Achyranthes lanata L.

หมายเหตุสำหรับฐานข้อมูลเว็บไซต์: หากต้องการให้ค้นหา SEO ได้ครอบคลุม แนะนำให้ใช้ “เกล็ดปลา – Aerva lanata” เป็นชื่อหลัก และใส่ “Ouret lanata” เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน/ชื่อพ้องในข้อมูลอนุกรมวิธาน เพราะผู้ใช้และเอกสารวิชาการจำนวนมากยังค้นด้วยชื่อ Aerva lanata

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เกล็ดปลา (Aerva lanata) ควรพิจารณาร่วมกันหลายลักษณะ ได้แก่

  • ลักษณะต้น: พืชล้มลุกหรือกึ่งไม้พุ่ม ลำต้นและกิ่งมีขนสีขาว
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ ขอบเรียบ มีขน โดยเฉพาะด้านล่าง
  • ดอก: ดอกเล็กมาก สีขาวหรือขาวอมเขียว รวมกันแน่นเป็นช่อที่ซอกใบ
  • ผลและเมล็ด: ผลแห้งขนาดเล็ก เมล็ดมีลักษณะคล้ายไตและมีสีดำ
  • การตรวจสอบทางอนุกรมวิธาน: ควรเปรียบเทียบกับตัวอย่างพรรณไม้หรือ herbarium specimen ที่ผ่านการระบุชนิดแล้ว
  • การตรวจสอบทางโมเลกุล: ในกรณีวัตถุดิบแห้งหรือผงสมุนไพรที่ไม่สามารถดูรูปร่างได้ การใช้ DNA barcoding สามารถช่วยยืนยันชนิดพืชและลดปัญหาการปะปนของสมุนไพรที่มีชื่อคล้ายกันได้

ข้อควรระวังด้านชื่อ: คำว่า “เกล็ดปลา” ในประเทศไทยไม่ได้หมายถึง Aerva lanata เพียงชนิดเดียว ยังพบการใช้ชื่อดังกล่าวกับ Phyllodium longipes และพืชอื่น ดังนั้น ไม่ควรระบุชนิดจากชื่อพื้นเมืองเพียงอย่างเดียว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. Mekanawakul, M. (2014). Aerva lanata (L.) Juss. ex Schult. (Amaranthaceae) a new record to Thailand. Thai Forest Bulletin (Botany), (24), 62–65.
  2. Chewchinda, S., Kongkiatpaiboon, S., & Sithisarn, P. (2019). Evaluation of antioxidant activities, total phenolic and total flavonoid contents of aqueous extracts of leaf, stem, and root of Aerva lanata. Chiang Mai University Journal of Natural Sciences, 18(3), 345–357.
  3. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). เกล็ดปลา. ฐานข้อมูลสมุนไพรไทย.
  4. Goyal, M., Pareek, A., Nagori, B. P., & Sasmal, D. (2011). Aerva lanata: A review on phytochemistry and pharmacological aspects. Pharmacognosy Reviews, 5(10), 195–198. https://doi.org/10.4103/0973-7847.91120
  5. Gunatilake, M., Lokuhetty, D., Herath, H., Edirisuriye, D., Bartholameuz, N., Wijayabandara, J., Kularatne, M. U., & Anand, D. (2012). Diuretic vs toxic effects of Aerva lanata (Polpala) on kidney of Sprague Dawley rats. FASEB Journal, 26, 868.8.
  6. Nevin, K. G., & Vijayammal, P. L. (2005). Effect of Aerva lanata against hepatotoxicity of carbon tetrachloride in rats. Environmental Toxicology and Pharmacology, 20(3), 471–477. https://doi.org/10.1016/j.etap.2005.05.010
  7. Soundararajan, P., Mahesh, R., Ramesh, T., & Hazeena Begum, V. (2006). Effect of Aerva lanata on calcium oxalate urolithiasis in rats. Indian Journal of Experimental Biology, 44(12), 981–986.
  8. Udupa, K. N., & others. ข้อมูลการใช้ Aerva lanata ในระบบการแพทย์ดั้งเดิมและฤทธิ์ขับปัสสาวะ รวบรวมในฐานข้อมูล PROSEA.
  9. Ekanem, A. P., et al. (2017). Toxicological evaluation of the aqueous whole plant extract of Aerva lanata (L.) Juss. ex Schult. (Amaranthaceae). Journal of Ethnopharmacology, 208, 174–184. https://doi.org/10.1016/j.jep.2017.06.032
  10. World Flora Online. (2026). Aerva lanata (L.) Juss. ex Schult. World Flora Online.
  11. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Ouret lanata (L.) Kuntze. Plants of the World Online.
Scroll to top