เกล็ดปลาหมอ

เกล็ดปลาหมอ

เกล็ดปลาหมอ เป็นไม้พุ่มในวงศ์ถั่ว (Fabaceae) ที่พบในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อพื้นเมืองหลายชื่อ และมีการใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะส่วนรากในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการผิดปกติของตับและอาการเจ็บปวดบางชนิด ปัจจุบันมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของพืชชนิดนี้อยู่บ้าง โดยเฉพาะการศึกษาด้านสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง แต่ยังมีข้อมูลทางคลินิกในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด

ข้อควรแก้ไขข้อมูลเดิม: ชื่อวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับ เกล็ดปลาหมอ คือ Phyllodium elegans (Lour.) Desv. ไม่ใช่ Phyllodium pulchellum (L.) Desv. ซึ่งเป็นคนละชนิดกัน แม้ชื่อพื้นเมืองจะมีความซ้ำซ้อนกันในบางพื้นที่ก็ตาม ฐานข้อมูลกรมการแพทย์แผนไทยและ Kew ระบุ P. elegans เป็นชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน ขณะที่ข้อมูลเดิมของเว็บไซต์สมุนไพรดอทคอมมีการระบุชื่อวิทยาศาสตร์และรายละเอียดทางพฤกษศาสตร์ที่สอดคล้องกับ P. pulchellum จึงควรตรวจสอบและแยกข้อมูลสองชนิดนี้ออกจากกันให้ชัดเจน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: เกล็ดปลาหมอ
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Phyllodium elegans (Lour.) Desv.
  • ชื่อวงศ์: Fabaceae หรือ Leguminosae
  • ชื่อสกุล: Phyllodium
  • ชื่อพื้นเมือง: เกล็ดปลาหมอ, กาสามปีกกลาง, หญ้าเกล็ดลิ่น, หางลิ่น โดยชื่อเรียกอาจแตกต่างกันตามท้องถิ่น
  • ชื่อพ้องทางพฤกษศาสตร์ที่สำคัญ: Hedysarum elegans Lour., Dicerma elegans (Lour.) DC., Desmodium elegans (Lour.) Benth., Desmodium blandum Meeuwen และ Zornia elegans (Lour.) Pers.
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์: เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้าน และมีการใช้เป็นพืชอาหารสัตว์ในบางพื้นที่

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้พุ่ม ลำต้นแตกกิ่ง แข็งและค่อนข้างเป็นเนื้อไม้เมื่อเจริญเต็มที่ โดยข้อมูลภาคสนามในประเทศไทยรายงานความสูงประมาณ 1.1–1.6 เมตร ขณะที่ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ต่างประเทศรายงานว่าสามารถสูงได้ประมาณ 2 เมตร
  • ใบ: เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ ใบย่อยส่วนปลายมีขนาดใหญ่กว่าใบย่อยด้านข้าง ลักษณะของใบและขนบนใบเป็นหนึ่งในลักษณะที่ใช้ช่วยจำแนกชนิดในสกุล Phyllodium
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณยอดและซอกใบ มีใบประดับ 2 ใบที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดปลา จึงเป็นที่มาของชื่อพื้นเมืองว่า เกล็ดปลาหมอ กลีบดอกมีสีขาวนวลถึงสีอ่อน
  • ผล: เป็นฝักแบนและแบ่งเป็นข้อ ๆ เมื่อแก่ ฝักมีขนและมีเมล็ดอยู่ภายใน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย ตั้งแต่จีนตอนใต้ อินโดจีน ไปจนถึงชวา
  • ประเทศที่พบ: จีนตอนใต้ จีนตะวันออกเฉียงใต้ กัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย เวียดนาม และชวา
  • ประเทศไทย: พบกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ และมีรายงานการศึกษาพืชสกุล Phyllodium ในประเทศไทยโดยใช้ลักษณะทางสัณฐานวิทยา รวมถึงลักษณะทางกายวิภาคของใบและละอองเรณูในการจำแนกชนิด
  • ถิ่นอาศัย: สามารถพบในพื้นที่ป่าโปร่ง ป่าผสมผลัดใบ พื้นที่หญ้า พื้นที่รกร้าง และพื้นที่ที่ถูกรบกวน รวมถึงบริเวณที่มีดินหลายประเภท

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: เป็นวิธีที่มีข้อมูลรองรับสำหรับพืชชนิดนี้ เมล็ดสามารถใช้ในการขยายพันธุ์ได้
  • สภาพแวดล้อม: ควรปลูกในบริเวณที่มีแสงเพียงพอและดินระบายน้ำได้ดี โดยธรรมชาติพืชสามารถเจริญได้ในพื้นที่หลากหลาย ตั้งแต่ป่าโปร่ง พื้นที่หญ้า ไปจนถึงพื้นที่เกษตรกรรมที่ปล่อยพัก
  • การปลูกเพื่อเป็นสมุนไพร: ควรเลือกต้นที่สามารถตรวจสอบเอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากชื่อพื้นเมือง เกล็ดปลาหมอ เกล็ดปลาช่อน และเกล็ดปลา มีโอกาสใช้เรียกพืชต่างชนิดกัน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก: เป็นส่วนที่มีข้อมูลการใช้เป็นยาพื้นบ้านเด่นที่สุด โดยเฉพาะการนำมาต้มเป็นน้ำดื่ม
  • เปลือกราก
  • เปลือกต้น
  • ดอก
  • ทั้งต้น

ข้อมูลแหล่งหนึ่งของไทยระบุส่วนที่ใช้เป็นยา ได้แก่ ราก เปลือกราก เปลือกต้น ดอก และทั้งต้น แต่ควรแยกข้อมูลตามชนิดพืชอย่างเคร่งครัด เนื่องจากชื่อพื้นเมืองของพืชสกุล Phyllodium มีความซ้ำซ้อนกัน

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ราก: ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำรากมาต้มเป็นน้ำดื่มเพื่อใช้กับอาการที่เรียกว่า ตับพิการหรือตับทำงานผิดปกติ และมีการใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับพื้นบ้าน
  • ราก: มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการปวดและอาการทางระบบกล้ามเนื้อและข้อ
  • รากและใบ: เอกสารทางพฤกษศาสตร์และเภสัชพฤกษศาสตร์บางแหล่งกล่าวถึงการใช้พื้นบ้านเพื่อช่วยลดไข้ รวมถึงฤทธิ์ต้านการอักเสบ ขับปัสสาวะ และช่วยลดอาการเกี่ยวกับทางเดินอาหาร แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็น การใช้ตามภูมิปัญญาและข้อมูลพฤกษศาสตร์ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก
  • ทั้งต้น: ในบางภูมิภาคของเอเชียมีการใช้ภายนอกในรูปตำพอกสำหรับแผล ฟกช้ำ หรือการบาดเจ็บ
  • การใช้ในประเทศไทย: มีข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นระบุการใช้รากต้มน้ำดื่มสำหรับอาการผิดปกติของตับ และใช้ร่วมกับรากสมุนไพรอื่นในตำรับพื้นบ้าน

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจาก ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและเอกสารพฤกษศาสตร์ ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในมนุษย์

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: รากนำมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม โดยมีรายงานการใช้สำหรับอาการผิดปกติของตับ
  • ตำรับผสม: มีการใช้รากเกล็ดปลาหมอร่วมกับรากพืชสมุนไพรชนิดอื่น เช่น กระดูกอึ่ง กาสามปีกใหญ่ โมกมัน และหางหมาจอก ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่
  • ใช้ภายนอก: มีรายงานการนำส่วนของพืชทำเป็นยาพอกในภูมิปัญญาบางประเทศของเอเชีย
  • ขนาดรับประทาน: ยังไม่มีข้อมูลมาตรฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานแบบสมุนไพรสมัยใหม่ จึงไม่ควรกำหนดขนาดยาเองจากข้อมูลพื้นบ้าน

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่ค้นหาได้ ไม่พบหลักฐานชัดเจนว่า เกล็ดปลาหมอ (Phyllodium elegans) เป็นตัวยาสำคัญหรือสมุนไพรเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้เฉพาะในบัญชียาจากสมุนไพรแห่งชาติ จึงควรแยกออกจากสมุนไพรที่มีชื่อใกล้เคียงหรือพืชชนิดอื่นในตำรับยาไทย

สารสำคัญ

ข้อมูลด้าน สารสำคัญของ Phyllodium elegans ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษามากกว่า

  • งานวิจัยหนึ่งวิเคราะห์สารสกัดเมทานอลจากส่วนเหนือดินของ P. elegans ด้วย LC-MS และพบสารที่ตรวจสอบได้หลายชนิด
  • ตรวจพบกลุ่ม flavan-3-ols เช่น (-)-epicatechin และสารกลุ่ม proanthocyanidin
  • ตรวจพบสารกลุ่มกรดฟีนอลิก เช่น gallic acid, protocatechuic acid, 4-hydroxybenzoic acid, syringic acid, vanillic acid และ salicylic acid
  • ตรวจพบกรดฟีนอลิกกลุ่ม hydroxycinnamic acids เช่น chlorogenic acid, caffeic acid, p-coumaric acid และ ferulic acid
  • งานวิจัยด้านเคมีอีกชุดหนึ่งรายงานการแยกสารจากกิ่งของ P. elegans ได้แก่ 3β-taraxerol, myricadiol, betulinaldehyde, betulin และ oleanolic acid

สารเหล่านี้เป็นข้อมูลจากการวิเคราะห์ทางเคมี ไม่ได้หมายความว่าสารแต่ละชนิดจะเป็นตัวออกฤทธิ์หลักของสมุนไพรเมื่อใช้เป็นยาพื้นบ้าน

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยปี ค.ศ. 2019 ศึกษา สารสกัดเมทานอลจากส่วนเหนือดินของ Phyllodium elegans ซึ่งเก็บตัวอย่างจากประเทศลาว โดยตรวจสอบเอกลักษณ์พืชและเก็บตัวอย่างอ้างอิงในพิพิธภัณฑ์พืช
  • สารสกัดดังกล่าวถูกทดสอบกับเซลล์มะเร็งมนุษย์ 3 ชนิด ได้แก่ เซลล์มะเร็งสมอง U251-MG เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ HCT116 และเซลล์มะเร็งผิวหนัง A375
  • ผลการทดลองพบว่าสารสกัดสามารถลดความมีชีวิตของเซลล์และกระตุ้นกระบวนการ apoptosis ในระดับเซลล์
  • กลไกที่สังเกตพบเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงศักย์ไฟฟ้าของเยื่อหุ้มไมโทคอนเดรีย และการกระตุ้น caspase-3 และ caspase-9
  • การทดลองเป็น งานวิจัยระดับเซลล์ในหลอดทดลอง จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกล็ดปลาหมอสามารถรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งในมนุษย์ได้
  • ฐานข้อมูล PROSEA ระบุว่าข้อมูลด้านเภสัชเคมีและเภสัชวิทยาของพืชสกุล Phyllodium โดยรวมยังมีไม่มาก และยังต้องมีการศึกษาต่อเพิ่มเติม

เภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารสกัดเมทานอลจากส่วนเหนือดินของ P. elegans แสดงฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหลายชนิดในการทดลองในหลอดทดลอง
  • การกระตุ้น apoptosis: พบการกระตุ้นเส้นทางการตายของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับ caspase-3 และ caspase-9
  • ผลต่อไมโทคอนเดรีย: สารสกัดทำให้ mitochondrial membrane potential ลดลง ซึ่งสัมพันธ์กับการกระตุ้น apoptosis
  • ฤทธิ์ต้านการเคลื่อนที่ของเซลล์: การทดลอง scratch assay พบว่าสารสกัดสามารถลดการเคลื่อนที่ของเซลล์มะเร็งในระบบทดลองได้
  • ข้อจำกัดของหลักฐาน: ยังไม่มีหลักฐานจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของเกล็ดปลาหมอในมนุษย์ยังมีจำกัด
  • ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับขนาดรับประทานที่ปลอดภัยในระยะยาว การใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
  • ไม่ควรนำผลการทดลองสารสกัดในหลอดทดลองมาใช้กำหนดขนาดยารับประทาน
  • การใช้ เปลือกต้นในปริมาณมาก มีข้อมูลภูมิปัญญาบางแหล่งเตือนเรื่องความเป็นพิษ จึงไม่ควรใช้ในขนาดสูงหรือใช้ต่อเนื่องโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล

ข้อห้ามใช้

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดข้อห้ามใช้เฉพาะของ Phyllodium elegans อย่างเป็นมาตรฐาน
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยารับประทานใน หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หากไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
  • ไม่ควรใช้แทนการรักษาโรคตับ มะเร็ง หรือโรคสำคัญอื่น ๆ ที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างเกล็ดปลาหมอ (Phyllodium elegans) กับยาแผนปัจจุบัน ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่ผ่านกระบวนการเมแทบอลิซึมที่ตับ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์จากพืชชนิดนี้

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • มีข้อมูลการใช้ เกล็ดปลาหมอเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน มากกว่าการใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์สมุนไพรมาตรฐาน
  • มีศักยภาพสำหรับการศึกษาต่อยอดด้าน สารสกัดพืช สารต้านอนุมูลอิสระ และผลิตภัณฑ์สมุนไพร แต่ยังต้องมีข้อมูลด้านมาตรฐานวัตถุดิบ ความปลอดภัย ความคงตัว และประสิทธิผลเพิ่มเติม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ราก: หากเก็บเพื่อใช้เป็นสมุนไพร ควรเลือกต้นที่ระบุชนิดได้แน่นอนและเก็บจากพื้นที่ที่ปราศจากสารปนเปื้อน
  • หลังเก็บเกี่ยวควรทำความสะอาด ตัดส่วนที่เสียหาย และทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บ
  • ควรเก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด แมลง และเชื้อรา
  • ควรติดฉลากระบุ ชื่อพืช ชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ใช้ วันที่เก็บ และแหล่งที่มา เพื่อป้องกันการปะปนกับ Phyllodium pulchellum หรือพืชชื่อพื้นเมืองใกล้เคียง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการใช้ รากเกล็ดปลาหมอ ต้มน้ำดื่มเพื่อบรรเทาอาการที่เรียกว่าโรคตับหรือตับพิการ
  • มีการนำรากไปใช้ร่วมกับสมุนไพรหลายชนิดในตำรับพื้นบ้าน
  • งานศึกษาภูมิปัญญาพืชวงศ์ถั่วในจังหวัดมหาสารคามยังพบการใช้ราก P. elegans เป็นยาต้มสำหรับปัญหาระบบทางเดินอาหาร สะท้อนว่าพืชชนิดนี้ยังมีความสำคัญในองค์ความรู้สมุนไพรท้องถิ่น

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ เกล็ดปลาหมอ มีความเกี่ยวข้องกับลักษณะของใบประดับที่หุ้มช่อดอก ซึ่งมีรูปร่างคล้ายเกล็ดปลา เป็นลักษณะสำคัญที่ช่วยให้เกิดชื่อพื้นเมืองของพืชในกลุ่มนี้ นอกจากนี้ยังพบชื่อเรียกท้องถิ่นแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น กาสามปีกกลาง หญ้าเกล็ดลิ่น และหางลิ่น

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะระดับโลก: Least Concern (LC) หรือ มีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ ตามข้อมูลที่อ้างอิงสถานะ IUCN ของ Phyllodium elegans
  • การศึกษาทางอนุกรมวิธานและการอนุรักษ์ล่าสุดในปี 2025 ยังระบุว่า P. elegans มีสถานะ Least Concern (LC) อย่างสม่ำเสมอในพื้นที่ที่ทำการประเมินในกัมพูชา ลาว เวียดนาม และอินโดจีน
  • แม้สถานะโดยรวมจะยังไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง แต่การเก็บรากจากธรรมชาติจำนวนมากอาจส่งผลต่อต้นแม่ จึงควรส่งเสริมการปลูกและเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • อันดับ (Order): Fabales
  • วงศ์ (Family): Fabaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily): Faboideae หรือ Papilionoideae
  • เผ่า (Tribe): Desmodieae
  • สกุล (Genus): Phyllodium Desv.
  • ชนิด (Species): Phyllodium elegans (Lour.) Desv.

ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ: Phyllodium elegans (Lour.) Desv. โดย Kew Plants of the World Online จัดให้เป็นชื่อที่ยอมรับ (accepted name)

ชื่อพ้องที่สำคัญ: Hedysarum elegans Lour.; Dicerma elegans (Lour.) DC.; Desmodium elegans (Lour.) Benth.; Desmodium blandum Meeuwen; Zornia elegans (Lour.) Pers.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เกล็ดปลาหมอ ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากชื่อพื้นเมืองมีความซ้ำซ้อนกับพืชในสกุลเดียวกัน

  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้เป็นหลัก: Phyllodium elegans (Lour.) Desv.
  • ลักษณะสำคัญ: ไม้พุ่ม ใบประกอบ 3 ใบ และช่อดอกมีใบประดับคล้ายเกล็ดปลา
  • การตรวจสอบใบ: ตรวจรูปแบบใบประกอบและลักษณะใบย่อยทั้ง 3 ใบ
  • การตรวจสอบช่อดอก: ใบประดับที่หุ้มช่อดอกเป็นลักษณะสำคัญในการจำแนก
  • การตรวจสอบผล: ตรวจลักษณะฝักแบบข้อและลักษณะของขนบนฝัก
  • ตัวอย่างอ้างอิง: ควรเก็บตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (voucher specimen) และเปรียบเทียบกับตัวอย่างในหอพรรณไม้หรือฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน
  • การตรวจสอบระดับโมเลกุล: ในงานวิจัยสมัยใหม่สามารถใช้ DNA barcoding ร่วมกับลักษณะทางสัณฐานวิทยาได้เมื่อจำเป็น
  • ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้ชื่อ เกล็ดปลาช่อน หรือ Phyllodium pulchellum แทน Phyllodium elegans โดยอัตโนมัติ เพราะเป็นคนละชนิด แม้มีชื่อพื้นเมืองใกล้เคียงกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลคลังความรู้สมุนไพร: เกล็ดปลาหมอ. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช. (2558). พืชสมุนไพรในสวนพฤกษศาสตร์และสวนรุกขชาติในประเทศไทย เล่ม 2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
  3. วงศ์สถิตย์, และคณะ. (2543). ข้อมูลการใช้ประโยชน์พืชสมุนไพรพื้นบ้าน. อ้างถึงในฐานข้อมูลโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ.
  4. สายศร, ว., & จันทรโณทัย, ป. (2015). พืชสกุล Phyllodium (วงศ์ถั่ว) ในประเทศไทย. Tropical Natural History, 15(1), 23–40.
  5. ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2543). สารานุกรมสมุนไพร เล่ม 2 สยามไภษัชยพฤกษ์. กรุงเทพฯ: อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
  6. Jung, S., Shin, J., Oh, J., Enkhtaivan, G., Lee, S. W., Gopal, J., Sydara, K., Saini, R. K., Keum, Y. S., & Oh, J. W. (2019). Cytotoxic and apoptotic potential of Phyllodium elegans extracts on human cancer cell lines. Bioengineered, 10(1), 501–512. https://doi.org/10.1080/21655979.2019.1682110
  7. Saisorn, W., Satthaphorn, J., & Tagane, S. (2025). Taxonomy, lectotypification, and conservation of the genus Phyllodium (Fabaceae: Desmodieae) in Cambodia, Laos, and Vietnam. Plants, 14(12), 1822. https://doi.org/10.3390/plants14121822
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Phyllodium elegans (Lour.) Desv. Plants of the World Online.
  9. Ohashi, H. (1973). The Asiatic species of Desmodium and its allied genera (Leguminosae). Ginkgoana, 1, 1–318.
  10. Chuakul, W., Saralamp, P., Paonil, W., Temsiririrkkul, R., & Clayton, T. (Eds.). (1997). Medicinal plants of Thailand (Vol. 2). Department of Pharmaceutical Botany, Faculty of Pharmacy, Mahidol University.
  11. Plant Resources of South-East Asia. (n.d.). Phyllodium elegans (Lour.) Desv. PROSEA.

 

Scroll to top