เกล็ดปลาช่อน
เกล็ดปลาช่อน เป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กในวงศ์ถั่ว มีลักษณะเด่นคือใบประดับบริเวณช่อดอกที่เรียงประกบกันคล้าย เกล็ดปลา จึงเป็นที่มาของชื่อ “เกล็ดปลาช่อน” นอกจากใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านแล้ว ยอดอ่อนยังนำมาใช้เป็นผักพื้นบ้าน และปัจจุบันมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ สารฟลาโวนอยด์ สารฟีนอล ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ปกป้องเซลล์ตับ ของพืชชนิดนี้ด้วย
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : เกล็ดปลาช่อน
- ชื่อไทย : เกล็ดปลาช่อน
- ชื่อท้องถิ่น : เกล็ดลิ่นใหญ่, ลูกหนีบต้น, หางลิ่น, หญ้าเกล็ดลิ่น, ลิ่นต้น, หญ้าสองปล้อง, กาสามปีกเล็ก, เกล็ดลิ้น โดยชื่อเรียกแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น เกล็ดลิ่นใหญ่พบเรียกในนครราชสีมา ลูกหนีบต้นพบในปราจีนบุรี หางลิ่นพบในสุราษฎร์ธานี และหญ้าเกล็ดลิ่นพบในภาคเหนือและภาคใต้
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllodium pulchellum (L.) Desv.
- ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ : Hedysarum pulchellum L., Desmodium pulchellum (L.) Benth., Dicerma pulchellum (L.) DC., Meibomia pulchella (L.) Kuntze และ Zornia pulchella (L.) Pers. โดยปัจจุบันชื่อที่ยอมรับคือ Phyllodium pulchellum (L.) Desv.
- วงศ์ : Fabaceae หรือ Leguminosae
- วงศ์ย่อย : Papilionoideae
- ลักษณะวิสัย : ไม้พุ่มขนาดเล็ก อายุหลายปี
- ความสูง : โดยทั่วไปประมาณ 0.5–2 เมตร
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้นและลำต้น : เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กอายุหลายปี สูงประมาณ 0.5–2 เมตร ลำต้นแตกกิ่งตั้งแต่บริเวณโคน กิ่งปลายโค้งลง เปลือกต้นสีน้ำตาลค่อนข้างเรียบ ส่วนกิ่งและก้านใบมีขนนุ่มสีเทาถึงน้ำตาลอ่อนปกคลุมค่อนข้างหนาแน่น
- ใบ : เป็นใบประกอบแบบมีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ ใบย่อยตรงกลางมีขนาดใหญ่กว่าใบย่อยด้านข้าง รูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบใบเรียบหรืออาจเป็นคลื่น ด้านล่างของใบมีขนนุ่มมากกว่าด้านบน
- ดอก : ออกตามซอกใบและปลายกิ่งเป็นช่อ ดอกย่อยรวมกันเป็นกระจุกประมาณ 3–5 ดอก มีใบประดับ 2 ใบประกบหุ้มดอก ลักษณะคล้ายเกล็ดปลา ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพืชชนิดนี้ กลีบดอกมีสีขาวหรือเหลืองอ่อนและมีรูปร่างแบบดอกถั่ว
- ผล : เป็นฝักแบน รูปขอบขนาน มีรอยคอดเป็นข้อประมาณ 2–4 ข้อ ผิวฝักมีขนและมีลวดลายคล้ายร่างแห เมล็ดมีรูปร่างรี
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
เกล็ดปลาช่อน มีถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชียต่อเนื่องไปจนถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย พบในหลายพื้นที่ เช่น ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา จีน อินเดีย บังกลาเทศ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และออสเตรเลีย
ในประเทศไทยพบได้หลายภูมิภาค โดยขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าผลัดใบ ป่าสน ป่าไผ่ ชายป่าดิบ พื้นที่เปิด และบริเวณทำเลเลี้ยงสัตว์ โดยมีรายงานพบตั้งแต่พื้นที่ใกล้ระดับน้ำทะเลไปจนถึงประมาณ 1,300 เมตร
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : มีข้อมูลระบุว่าสามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
- สภาพพื้นที่ : เนื่องจากเป็นไม้พุ่มที่พบขึ้นตามธรรมชาติในพื้นที่ป่าโปร่งและพื้นที่ค่อนข้างแห้ง จึงควรเลือกพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอและดินระบายน้ำได้ดี
- การปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ : สามารถปลูกเป็นไม้ประดับหรือใช้เป็นพืชสมุนไพรและพืชอาหารพื้นบ้านได้ นอกจากนี้มีการกล่าวถึงการใช้พืชตระกูลถั่วกลุ่มนี้เพื่อช่วยปรับปรุงสภาพดิน
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก
- เปลือกราก
- ใบ
ส่วนต่าง ๆ ดังกล่าวปรากฏในข้อมูลภูมิปัญญาการใช้ เกล็ดปลาช่อนเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน โดยวิธีใช้แตกต่างกันตามตำรับและท้องถิ่น
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ราก : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำรากมาต้มกับน้ำดื่มเพื่อใช้เกี่ยวกับอาการผิดปกติของตับหรือที่เรียกในตำรับพื้นบ้านว่า “โรคตับพิการ” และมีการใช้เป็นยาสำหรับอาการปวดเส้น ปวดข้อ และปวดหลัง
- ราก : มีตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่นำรากเกล็ดปลาช่อนผสมกับรากสมุนไพรชนิดอื่น แล้วต้มดื่มสำหรับกลุ่มอาการที่อธิบายในภูมิปัญญาท้องถิ่นว่า ผอมแห้ง ใจสั่น เพ้อคลั่ง หรือร้องไห้
- เปลือกราก : ตำพอกบริเวณที่มีอาการปวดหรือเคล็ดบวม
- ใบ : ต้มดื่มตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการไข้และไข้จับสั่น และมีข้อมูลบางแหล่งกล่าวถึงการใช้ใบกับอาการทางผิวหนัง เช่น แผลหรือแผลพุพอง
หมายเหตุด้านหลักฐาน : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในคน เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกของเกล็ดปลาช่อนยังมีจำกัด
วิธีใช้
- ราก : ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านนำมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม
- เปลือกราก : นำมาตำแล้วใช้พอกบริเวณที่มีอาการปวดหรือเคล็ดบวม
- ใบ : นำมาต้มกับน้ำสำหรับดื่มตามตำรับพื้นบ้าน
- ยอดอ่อน : ใช้รับประทานเป็นผักสดตามภูมิปัญญาด้านอาหาร
ไม่ควรนำวิธีใช้จากตำรับพื้นบ้านไปกำหนดเป็นขนาดรับประทานมาตรฐาน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดยา ระยะเวลาใช้ และความปลอดภัยในมนุษย์อย่างชัดเจน
สารสำคัญ
การศึกษาทางพฤกษเคมีพบว่า เกล็ดปลาช่อน (Phyllodium pulchellum) มีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ
- สารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) : มีการแยกสารฟลาโวนอยด์ได้หลายชนิด และการวิเคราะห์ด้วย HPLC-LTQ-Orbitrap-MS พบสารฟลาโวนอยด์ที่สามารถระบุหรือเสนอการมีอยู่ได้รวม 34 ชนิดในการศึกษาหนึ่ง
- สารอัลคาลอยด์ (indole alkaloids) : พบสารในกลุ่มอินโดลอัลคาลอยด์หลายชนิด
- สารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds)
- ลิกแนน (lignans) : มีรายงานการแยกสารกลุ่มลิกแนนจากส่วนเหนือดิน
- กรดฟีนอลิกและสารประกอบอื่น ๆ
มีการศึกษาพบสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น gallocatechin, epigallocatechin และ epicatechin โดยสารบางชนิดแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระหรือปกป้องเซลล์ตับในแบบจำลองห้องปฏิบัติการ
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีงานวิจัยเกี่ยวกับ Phyllodium pulchellum ในด้านองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาในระดับ สารสกัด เซลล์ หรือแบบจำลองทดลอง มากกว่าการทดลองทางคลินิกในมนุษย์
การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Molecules พบว่าส่วนสกัดเอทานอลและบางส่วนของสารสกัดจากเกล็ดปลาช่อนมีฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระและปกป้องเซลล์ตับ ในการทดลอง นอกจากนี้ยังสามารถแยกสารฟลาโวนอยด์ 11 ชนิดและอินโดลอัลคาลอยด์ 8 ชนิดจากส่วนที่ออกฤทธิ์ได้
งานวิจัยอีกฉบับศึกษาสารจากรากของเกล็ดปลาช่อนและพบสารประกอบฟีนอลิกใหม่ 3 ชนิด โดยหนึ่งในสารดังกล่าวมีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์ HSC-T6 ที่ถูกกระตุ้นด้วย acetaldehyde ในหลอดทดลอง ซึ่งเป็นแบบจำลองที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพังผืดในตับ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารฟลาโวนอยด์บางชนิดที่แยกได้จากเกล็ดปลาช่อนมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH โดย gallocatechin และ epigallocatechin แสดงค่า IC50 ที่ดีกว่าวิตามินซีในการทดลองดังกล่าว
- ฤทธิ์ปกป้องเซลล์ตับ : epigallocatechin และ epicatechin แสดงฤทธิ์ช่วยเพิ่มความอยู่รอดของเซลล์ตับมนุษย์ชนิด L-O2 ที่ถูกทำลายด้วย D-galactosamine ในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับพังผืดในตับ : สารบางชนิดจากรากสามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์ HSC-T6 ที่ถูกกระตุ้นในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพและฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ : มีรายงานการศึกษาสารสกัดใบและใบประดับของเกล็ดปลาช่อนเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพ แต่ผลดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปเป็นประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของเกล็ดปลาช่อนในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยงานวิจัยที่ค้นพบส่วนใหญ่เป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือการศึกษาทางพฤกษเคมี จึงยังไม่สามารถระบุขนาดรับประทานที่ปลอดภัยสูงสุด ระยะเวลาการใช้ที่เหมาะสม หรือความเสี่ยงจากการใช้สารสกัดเข้มข้นได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ การพบสารอัลคาลอยด์หลายชนิดในพืชชนิดนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยงการสรุปว่าการใช้สารสกัดเข้มข้นมีความปลอดภัยเช่นเดียวกับการรับประทานยอดอ่อนเป็นอาหารตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
การใช้ในอาหาร
ยอดอ่อนเกล็ดปลาช่อน มีการนำมาใช้เป็นผักพื้นบ้าน รับประทานสดร่วมกับน้ำพริกหรือลาบ มีรสฝาด มัน และขมเล็กน้อย
มีโครงการวิจัยของมหาวิทยาลัยมหาสารคามศึกษาศักยภาพของเกล็ดปลาช่อนทั้งราก ลำต้น ใบอ่อน และใบแก่ รวมถึงผลของการแปรรูปด้วยการทำแห้ง การนึ่ง การต้ม และน้ำต้ม โดยมุ่งศึกษาสารประกอบฟีนอล สารฟลาโวนอยด์ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านไกลเคชัน เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ
การใช้ในผลิตภัณฑ์
มีแนวทางการศึกษาศักยภาพ เกล็ดปลาช่อนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหาสารคามศึกษาผลของวิธีแปรรูปหลายรูปแบบต่อสารสำคัญและฤทธิ์ทางชีวภาพ เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
สำหรับการใช้เป็นสมุนไพร ควรเก็บเกี่ยว ราก เปลือกราก หรือใบจากต้นที่ระบุชนิดได้ถูกต้อง และควรหลีกเลี่ยงต้นที่ขึ้นในบริเวณที่อาจปนเปื้อนสารเคมีหรือมลพิษ
หลังเก็บเกี่ยวควรทำความสะอาดและลดความชื้นก่อนจัดเก็บ โดยเก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง เพื่อช่วยรักษาคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
เกล็ดปลาช่อนเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายพื้นที่ของประเทศไทย ทั้งด้านยาและอาหาร โดยมีการใช้ราก เปลือกราก และใบในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการต่าง ๆ เช่น ไข้ ปวดข้อ ปวดหลัง เคล็ดบวม และอาการที่เกี่ยวข้องกับตับ ขณะเดียวกันยอดอ่อนสามารถนำมารับประทานเป็นผักพื้นบ้านได้
ในบางท้องถิ่นยังมีการนำต้นเกล็ดปลาช่อนไปใช้ในพิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับการนำข้าวขึ้นยุ้งฉาง โดยถือเป็น ไม้มงคลตามความเชื่อพื้นบ้าน
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ “เกล็ดปลาช่อน” มีความเกี่ยวข้องกับลักษณะของ ใบประดับที่หุ้มช่อดอกและเรียงซ้อนกันคล้ายเกล็ดปลา ซึ่งเป็นลักษณะที่ใช้สังเกตพืชชนิดนี้ได้ค่อนข้างชัดเจน
ในวัฒนธรรมพื้นบ้านของบางพื้นที่ ต้นเกล็ดปลาช่อนมีความเชื่อว่าเป็น ไม้มงคลสำหรับใช้ในช่วงนำข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วขึ้นยุ้งฉาง นอกจากนั้นยอดอ่อนยังเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาการใช้พืชป่าเป็นอาหารในท้องถิ่น
สถานะการอนุรักษ์
ปัจจุบัน Phyllodium pulchellum มีสถานะการอนุรักษ์ตามข้อมูลที่ Kew อ้างอิงจาก IUCN Red List เป็น Least Concern (LC) หรือความเสี่ยงต่ำ และฐานข้อมูลการอนุรักษ์ของ ILDIS ระบุว่าเป็นพืชที่ไม่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
- อันดับ (Order) : Fabales
- วงศ์ (Family) : Fabaceae
- วงศ์ย่อย (Subfamily) : Papilionoideae
- สกุล (Genus) : Phyllodium Desv.
- ชนิด (Species) : Phyllodium pulchellum (L.) Desv.
- ชื่อพ้องสำคัญ (Synonyms) : Hedysarum pulchellum L., Dicerma pulchellum (L.) DC., Desmodium pulchellum (L.) Benth., Meibomia pulchella (L.) Kuntze, Zornia pulchella (L.) Pers.
- ชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน (Accepted name) : Phyllodium pulchellum (L.) Desv.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ เกล็ดปลาช่อน ควรพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์หลายประการร่วมกัน ได้แก่
- ลักษณะต้น : ไม้พุ่มขนาดเล็กอายุหลายปี กิ่งแตกจากโคนและปลายกิ่งโค้งลง
- ใบ : ใบประกอบมีใบย่อย 3 ใบ โดยใบย่อยตรงกลางมีขนาดใหญ่กว่า
- ดอก : ดอกเล็กสีขาวหรือเหลืองอ่อน ออกเป็นกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่ง
- ใบประดับ : มีใบประดับ 2 ใบประกบกัน มีรูปร่างคล้ายเกล็ดปลาและยังคงติดอยู่บริเวณช่อผล
- ผล : ฝักแบน มีรอยคอดแบ่งเป็นข้อประมาณ 2–4 ข้อ และมีขนปกคลุม
ในการจัดทำวัตถุดิบสมุนไพรเพื่อการวิจัยหรือผลิตภัณฑ์ ควรใช้ การตรวจสอบทางอนุกรมวิธานและตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (voucher specimen) ร่วมกับการตรวจสอบลักษณะทางมหภาคและจุลทรรศน์ และหากจำเป็นควรใช้การวิเคราะห์ทางเคมีหรือ DNA barcoding เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่นที่มีชื่อท้องถิ่นใกล้เคียงกัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ. (2563). การศึกษาศักยภาพเกล็ดปลาช่อน (Phyllodium pulchellum L.) เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ. กองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม.
- อุทยานพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). เกล็ดปลาช่อน.
- มูลนิธิสวนหลวง ร.9 / คลังต้นไม้แห่งการเรียนรู้. (2564). เกล็ดปลาช่อน.
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). ต้นเกล็ดปลาช่อน พืชตระกูลถั่ว.
- มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). เกล็ดปลาช่อน. ฐานข้อมูลท้องถิ่น.
- Chen, F.-L., Zhang, H.-S., Yang, J., Chai, L., Zhong, M., Liu, B., Yuan, J., Jiang, Z.-H., & Zhu, G.-Y. (2021). Phytochemical and chemotaxonomic studies on Phyllodium pulchellum (Leguminosae). Biochemical Systematics and Ecology, 95, 104243. https://doi.org/10.1016/j.bse.2021.104243
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Phyllodium pulchellum (L.) Desv. Plants of the World Online.
- Wang, Y.-C., et al. (2018). Phytochemical composition, hepatoprotective, and antioxidant activities of Phyllodium pulchellum (L.) Desv. Molecules, 23(6), 1361. https://doi.org/10.3390/molecules23061361
- Zhang, H., et al. (2014). Phenolic constituents from the roots of Phyllodium pulchellum. Pharmaceutical Biology. https://doi.org/10.1080/10286020.2014.910197
- Chen, F.-L., et al. (2014). Chemical constituents against hepatic fibrosis from Phyllodium pulchellum roots. Chinese Journal of Natural Medicines.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Phyllodium pulchellum var. pulchellum. Plants of the World Online.
