เครือพูเงิน

เครือพูเงิน

เครือพูเงิน

เครือพูเงิน เป็นสมุนไพรพื้นบ้านประเภทไม้เถาในวงศ์ผักบุ้ง มีลักษณะเด่นคือใบด้านล่างมีขนละเอียดสีเงินหรือสีเหลืองเงิน ดอกเป็นรูปกระดิ่งสีม่วงอ่อนถึงชมพู และผลเมื่อแก่มีสีแดงหรือแดงอมส้ม ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทยมีการนำ ราก ใบ และทั้งต้นเครือพูเงิน มาใช้ในตำรับต่าง ๆ โดยเฉพาะการใช้ภายนอกและการเตรียมเป็นยาพื้นบ้าน อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ของเครือพูเงินยังมีจำกัด จึงควรแยกข้อมูลภูมิปัญญาดั้งเดิมออกจากข้อพิสูจน์ทางการแพทย์สมัยใหม่อย่างชัดเจน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : เครือพูเงิน
  • ชื่อท้องถิ่น : ย่านตาน (สงขลา), เครือพูเงิน (ชุมพรและบางแหล่งในภาคกลาง) และมีชื่อพื้นเมืองที่เกี่ยวข้องกับชนิดพืชในกลุ่มเดียวกัน เช่น เครือตาปลา เถากระดึงช้าง ใบระบาด ผักบุ้งช้าง ผักระบาด และฝนแสนห่า
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ใน Flora of Thailand : Argyreia mollis (Burm.f.) Choisy
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Argyreia obtecta (Choisy) C.B.Clarke, Convolvulus sericeus L.
  • วงศ์ : Convolvulaceae หรือวงศ์ผักบุ้ง
  • ประเภทพืช : ไม้เถาเนื้อแข็ง
  • การใช้ตามภูมิปัญญา : ใช้ทั้งต้น ราก และใบในตำรับพื้นบ้าน

หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์: ข้อมูลของเครือพูเงินมีประเด็นทางอนุกรมวิธานที่ควรระวัง เพราะเอกสารของกรมอุทยานแห่งชาติฯ บางฐานข้อมูลระบุชื่อ Argyreia obtecta แต่ Flora of Thailand ระบุ Argyreia mollis เป็นชื่อที่ยอมรับ และเอกสารอนุกรมวิธานรุ่นต่อมาระบุว่า A. obtecta เป็นชื่อพ้องของ A. mollis ในฐานข้อมูล Kew POWO ขณะที่งาน Flora of Thailand เคยแยกพืชสองกลุ่มนี้ออกจากกันในแนวคิดแบบแคบ ดังนั้นการระบุชนิดจากตัวอย่างจริงควรอาศัยลักษณะทางสัณฐานวิทยาและตัวอย่างพรรณไม้แห้งประกอบ ไม่ควรใช้ชื่อท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ลำต้นเลื้อยหรือพันพาด ไม่มีมือเกาะ ลำต้นสามารถยาวได้ประมาณ 10 เมตร กิ่งอ่อนมีขนยาวแนบราบหนาแน่น สีขาวหรือสีขาวปนเหลือง และส่วนล่างของลำต้นมีเนื้อไม้ค่อนข้างแข็ง
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี รูปขอบขนาน รูปไข่ หรือรูปหอก ขนาดโดยทั่วไปประมาณ 4–19 × 1.5–9.5 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือมน ผิวใบด้านบนมักเกลี้ยงและเห็นเส้นใบค่อนข้างชัด ส่วนด้านล่างมีขนนุ่มละเอียดคล้ายเส้นไหม สีเงินหรือสีเหลืองเงิน เป็นลักษณะสำคัญในการจำแนกชนิด
  • ดอก : ออกเป็นช่อตามซอกใบ โดยทั่วไปพบประมาณ 1–5 ดอกต่อช่อ ดอกรูปกระดิ่งหรือรูปกรวย สีม่วงอ่อน สีชมพู หรือมีโคนกลีบสีขาว ด้านในของดอกมีสีเข้มกว่า ดอกมีขนาดประมาณ 3.5–4 เซนติเมตรในข้อมูลภาคสนามบางแหล่ง
  • ผล : เป็นผลแบบ berry หรือผลสดค่อนข้างกลม เมื่อสุกมีสีแดงถึงแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ดประมาณ 4 เมล็ดหรือน้อยกว่า
  • เมล็ด : มีสีดำหรือเข้ม รูปร่างค่อนข้างเป็นเหลี่ยมกลม และพบได้ไม่เกินประมาณ 4 เมล็ดต่อผลตามลักษณะของสกุล

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

เครือพูเงินพบกระจายพันธุ์ในเขตร้อนของเอเชีย โดยมีรายงานในจีน กัมพูชา อินเดีย หมู่เกาะอันดามัน อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ไทย และเวียดนาม

ในประเทศไทยมีรายงานพบในหลายภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภาคกลาง และภาคใต้ โดยพบตามป่ารุ่น ป่าละเมาะ ป่าเบญจพรรณ และบริเวณพื้นที่เปิดหรือริมเส้นทาง ในข้อมูลบางแหล่งพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำจนถึงประมาณ 1,000–1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : ข้อมูลสมุนไพรพื้นบ้านระบุว่าสามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
  • สภาพแวดล้อม : เนื่องจากเป็นไม้เถาที่พบตามป่ารุ่น ป่าละเมาะ และป่าเบญจพรรณ จึงเหมาะกับพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอและมีวัสดุหรือค้างสำหรับให้เถาเลื้อยพาด
  • การดูแล : ควรจัดให้มีโครงค้างหรือไม้พยุงเถา และควรใช้ดินที่ระบายน้ำได้ดี
  • ข้อควรระวังในการขยายพันธุ์ : ข้อมูลวิธีเพาะเมล็ดแบบเป็นมาตรฐานสำหรับการผลิตเชิงการค้ายังมีจำกัด จึงควรศึกษาความงอกและสภาพที่เหมาะสมของเมล็ดจากแหล่งพันธุ์ที่เชื่อถือได้ก่อนการผลิตจำนวนมาก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ทั้งต้น : ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยมีรายงานการคั้นน้ำเพื่อใช้เป็นยาหยอดตา
  • ราก : ใช้ต้มกับน้ำดื่มตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการไอและหอบ และใช้เป็นยาบำรุงน้ำนม
  • ใบ : ใช้ตำหรือเตรียมเป็นยาพอกบริเวณฝี และเป็นส่วนประกอบของตำรับยาพื้นบ้านบางชนิด

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ทั้งต้น : ภูมิปัญญาพื้นบ้านนำมาคั้นน้ำใช้เป็นยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการอักเสบของตา
  • ราก : ต้มกับน้ำดื่มเพื่อใช้แก้ไอและแก้อาการหอบตามการใช้พื้นบ้าน
  • ราก : มีรายงานการใช้เป็นยาบำรุงน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอด
  • ใบ : ใช้เป็นยาพอกบริเวณฝี
  • ใบ : มีการใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาคุ้มกันและยาบำบัดตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

ข้อสำคัญ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจาก ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ โดยเฉพาะการใช้น้ำคั้นจากพืชหยอดตาไม่ควรนำไปปฏิบัติเอง เพราะผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการทำให้ปราศจากเชื้ออาจก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาได้

วิธีใช้

ข้อมูลที่พบเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ได้แก่

  • ราก : นำมาต้มกับน้ำแล้วใช้เป็นเครื่องดื่มตามตำรับพื้นบ้าน
  • ใบ : ใช้เตรียมเป็นยาพอกภายนอก
  • ทั้งต้น : มีรายงานการคั้นน้ำเพื่อใช้กับดวงตาในภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ยังไม่มีข้อมูลขนาดรับประทานมาตรฐานที่ได้รับการยืนยันทางคลินิกสำหรับเครือพูเงิน จึงไม่ควรกำหนดขนาดยาเอง และไม่ควรใช้น้ำคั้นจากพืชสดหยอดตาโดยไม่มีการควบคุมความสะอาดและความปราศจากเชื้อ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ยังไม่พบหลักฐานที่เพียงพอที่จะระบุว่า เครือพูเงิน (Argyreia mollis) เป็นตัวยาสำคัญหรือเป็นสูตรตำรับที่มีข้อบ่งใช้มาตรฐานอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทย ดังนั้นควรแยกสถานะของเครือพูเงินในฐานะสมุนไพรพื้นบ้านออกจากสมุนไพรที่มีสูตรตำรับและข้อบ่งใช้กำหนดไว้ในบัญชียาจากสมุนไพร

สารสำคัญ

การศึกษาทางพฤกษเคมีของ Argyreia mollis พบสารกลุ่มสำคัญหลายประเภท ได้แก่

  • Flavonoids และ flavonoid sulfates : มีรายงานการแยกสาร quercetin 7-methyl ether-3,3′-disulfate และสารอนุพันธ์ของ quercetin จากรากของ A. mollis
  • Loline alkaloids : มีรายงานการตรวจพบสารกลุ่ม loline alkaloids ใน A. mollis รวมถึง N-formylloline ซึ่งเป็นสารกลุ่ม 1-aminopyrrolizidine alkaloid
  • สารกลุ่มฟลาโวนอยด์และอัลคาลอยด์ : การศึกษาทางกายวิภาคของใบในสกุล Argyreia พบสารสะสมในเซลล์บางบริเวณซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับ flavonoids หรือ alkaloids และสอดคล้องกับรายงานการพบ loline alkaloids ใน A. mollis

หมายเหตุด้านความปลอดภัยของสารสำคัญ: การตรวจพบสารเคมีในพืชไม่ได้หมายความว่าสารเหล่านั้นมีฤทธิ์รักษาโรคหรือปลอดภัยเมื่อรับประทานในมนุษย์ จำเป็นต้องมีข้อมูลด้านปริมาณ ความเป็นพิษ เภสัชจลนศาสตร์ และการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติม

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยของเครือพูเงินที่ค้นพบส่วนหนึ่งเน้นด้าน อนุกรมวิธาน กายวิภาคศาสตร์ และพฤกษเคมี มากกว่าการทดลองทางคลินิก

  • งานด้านพฤกษเคมีพบสารกลุ่ม flavonoid sulfates จากรากของ Argyreia mollis ซึ่งช่วยยืนยันองค์ประกอบทางเคมีของพืชชนิดนี้
  • งานวิจัยอีกชิ้นพบ loline alkaloids ใน A. mollis และรายงาน N-formylloline จากราก
  • งานด้านอนุกรมวิธานของสกุล Argyreia พบว่าพืชในกลุ่มที่เคยเรียกรวมเป็น A. mollis มีความหลากหลายและเคยเกิดปัญหาการระบุชนิดผิด จึงมีความสำคัญต่อการตรวจสอบตัวอย่างสมุนไพรให้ถูกชนิดก่อนนำไปศึกษาทางเภสัชวิทยา

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลของเครือพูเงินในการรักษาโรคในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

สำหรับ Argyreia mollis โดยตรง พบข้อมูลทางเภสัชวิทยาสมัยใหม่ค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับพืชบางชนิดในสกุล Argyreia การพบ flavonoids และ alkaloids แสดงให้เห็นว่าพืชมีสารทุติยภูมิที่น่าสนใจทางเภสัชวิทยา แต่ ไม่ควรนำผลการศึกษาของพืชชนิดอื่นในสกุล Argyreia มาอ้างแทนเครือพูเงิน

ดังนั้น ข้อมูลเรื่องฤทธิ์ต้านการอักเสบ แก้ปวด ต้านอนุมูลอิสระ หรือฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ ที่พบในพืชสกุลเดียวกัน ไม่ควรระบุว่าเป็นฤทธิ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วของเครือพูเงินโดยตรง หากยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษา A. mollis โดยเฉพาะ

ความปลอดภัย

  • ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ของเครือพูเงินไม่เพียงพอ
  • มีรายงานการพบ loline alkaloids ใน A. mollis จึงไม่ควรสรุปว่าสมุนไพรชนิดนี้ปลอดภัยสำหรับการรับประทานในปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • ไม่ควรนำสารสกัดหรือพืชสดไปใช้กับดวงตาเอง แม้จะมีข้อมูลภูมิปัญญาการใช้น้ำคั้นหยอดตา เพราะการเตรียมที่ไม่ปลอดเชื้ออาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือการระคายเคืองที่ดวงตา
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สมุนไพรชนิดนี้

ข้อห้ามใช้

เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอ จึงไม่ควรกำหนดข้อห้ามใช้เฉพาะโรคโดยอ้างว่าเป็นข้อห้ามที่ได้รับการยืนยันทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครือพูเงินด้วยตนเองในหญิงตั้งครรภ์ เด็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด จนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่ชัดเจน

ไม่ควรใช้พืชสดหรือน้ำคั้นที่ไม่ได้ผ่านการควบคุมความปราศจากเชื้อหยอดตา

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่น่าเชื่อถือเพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างเครือพูเงินกับยาแผนปัจจุบัน จึงไม่สามารถระบุคู่ยาที่มีปฏิกิริยากันอย่างชัดเจนได้

ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์จากเครือพูเงิน

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ราก : ควรเก็บจากต้นที่ระบุชนิดถูกต้อง ล้างทำความสะอาด หั่นเป็นชิ้น และทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาวะที่เหมาะสม
  • ใบและส่วนเหนือดิน : ควรเก็บในช่วงที่ต้นแข็งแรง ไม่มีเชื้อรา แมลง หรือสิ่งปนเปื้อน
  • การเก็บรักษา : สมุนไพรแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • การตรวจสอบก่อนใช้ : ควรตรวจสอบสี กลิ่น เชื้อรา และสิ่งแปลกปลอมก่อนนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

เครือพูเงินมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายรูปแบบ โดยมีรายงานการใช้ รากต้มดื่มเพื่อแก้ไอและหอบ ใช้เป็นยาบำรุงน้ำนม ใบใช้พอกฝี และทั้งต้นใช้เตรียมเป็นยาสำหรับอาการอักเสบของตา

ข้อมูลการใช้ดังกล่าวสะท้อนองค์ความรู้พื้นบ้าน แต่ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโรคโดยแพทย์ โดยเฉพาะอาการหอบและโรคของดวงตาซึ่งอาจมีสาเหตุรุนแรงและต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูลการสำรวจพืชในจังหวัดอุดรธานีระบุ Argyreia mollis เป็นพืชพื้นเมืองที่พบได้ค่อนข้างทั่วไป และจัดสถานะตามฐานข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาดังกล่าวเป็น NE (Not Evaluated) ในส่วนสถานภาพ IUCN

จากข้อมูลที่ค้นพบยังไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่าเครือพูเงินเป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การเก็บจากธรรมชาติควรทำอย่างยั่งยืน และควรหลีกเลี่ยงการถอนรากจากประชากรธรรมชาติในปริมาณมาก

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum/Division) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Solanales
  • วงศ์ (Family) : Convolvulaceae
  • สกุล (Genus) : Argyreia Lour.
  • ชนิด (Species) : Argyreia mollis (Burm.f.) Choisy
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Argyreia obtecta (Choisy) C.B.Clarke; Convolvulus sericeus L.

Flora of Thailand ระบุ Argyreia mollis เป็นชื่อที่ยอมรับในประเทศไทย ขณะที่ Kew POWO ปัจจุบันจัด Argyreia obtecta เป็นชื่อพ้องของ A. mollis

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเครือพูเงินควรพิจารณาหลายลักษณะร่วมกัน เนื่องจากพืชสกุล Argyreia มีชนิดที่มีรูปร่างคล้ายกันหลายชนิด

  • ลำต้น : ไม้เถาเนื้อแข็ง กิ่งอ่อนมีขนแนบราบ
  • ใบ : ด้านบนค่อนข้างเกลี้ยง เส้นใบเห็นเด่น ด้านล่างมีขนละเอียดสีเงินหรือสีเหลืองเงิน
  • ดอก : รูปกระดิ่ง สีม่วงอ่อนหรือชมพู และภายในมักมีสีเข้มกว่า
  • ผล : ค่อนข้างกลม สีแดงหรือแดงอมส้ม
  • ลักษณะสำคัญสำหรับจำแนก : ใต้ใบมีขนสีเงินคล้ายเส้นไหม และลักษณะกลีบเลี้ยงที่มีขนด้านนอกเป็นลักษณะที่ใช้ช่วยแยก A. mollis ตามแนวทาง Flora of Thailand

ข้อควรระวังในการระบุชนิด: ชื่อเครือพูเงินเคยถูกใช้กับพืชที่ปัจจุบันมีการแยกทางอนุกรมวิธานออกเป็นหลายกลุ่ม การทำฐานข้อมูลสมุนไพรจึงควรใช้ ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (voucher specimen) ภาพถ่ายหลายส่วนของพืช และข้อมูลแหล่งเก็บตัวอย่าง ประกอบการยืนยันชนิด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืชในประเทศไทย: เครือพูเงิน. สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2553). Flora of Thailand: Convolvulaceae, Argyreia. The Forest Herbarium, National Park, Wildlife and Plant Conservation Department.
  3. จันทร์สิงห์, ก. (2563). เครือพูเงิน. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร.
  4. Chitchak, N., Traiperm, P., & Staples, G. W. (2018). Identification among morphologically similar Argyreia (Convolvulaceae) based on leaf anatomy and phenetic analyses. Botanical Studies, 59.
  5. Mann, P., Tofern, B., Kaloga, M., & Eich, E. (1999). Flavonoid sulfates from the Convolvulaceae. Phytochemistry, 50(2), 267–271.
  6. Staples, G. W., & Traiperm, P. (2008). New species, new combinations, and new records in Convolvulaceae for the Flora of Thailand. Thai Forest Bulletin (Botany), 36, 86–108.
  7. Staples, G. W., & Traiperm, P. (2017). A nomenclatural review of Argyreia (Convolvulaceae). Taxon, 66(2), 445–477.
  8. Tofern, B., Kaloga, M., Witte, L., Hartmann, T., & Eich, E. (1999). Occurrence of loline alkaloids in Argyreia mollis (Convolvulaceae). Phytochemistry, 51(8), 1177–1180.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Argyreia mollis (Burm.f.) Choisy. Plants of the World Online.
Scroll to top