แคแสด
แคแสด เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ที่มีดอกสีแดงหรือแดงอมส้มโดดเด่น มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spathodea campanulata P.Beauv. จัดอยู่ในวงศ์ Bignoniaceae หรือวงศ์แคหางค่าง นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและไม้ให้ร่มเงาในประเทศไทย นอกจากคุณค่าด้านภูมิทัศน์แล้ว แคแสดยังมีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรในภูมิปัญญาท้องถิ่นของหลายประเทศ โดยเฉพาะส่วนเปลือกต้น ใบ และดอก อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำผลการวิจัยมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์โดยตรง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : แคแสด
- ชื่อท้องถิ่น : แคแดง, ยามแดง
- ชื่อสามัญ : African tulip tree, Fire bell, Fountain tree, Flame of the forest
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Spathodea campanulata P.Beauv.
- วงศ์ : Bignoniaceae
- ลักษณะ : ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมค่อนข้างหนาทึบ
- การใช้ประโยชน์ : ไม้ประดับ ไม้ให้ร่มเงา และมีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน
- ส่วนที่มีรายงานการใช้ทางสมุนไพร : เปลือกต้น ใบ ดอก และในบางตำรับมีการใช้ส่วนอื่นของต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 7–24 เมตร ลำต้นตั้งตรง เรือนยอดกลมและค่อนข้างทึบ เปลือกต้นมีสีน้ำตาลเข้มหรือเทาอ่อนและแตกเป็นร่องตามยาว
- ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงตรงข้ามหรือสลับตั้งฉาก ใบประกอบยาวประมาณ 30–45 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 3–9 คู่ ใบย่อยรูปไข่ รูปรี หรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมักเบี้ยว ขอบใบเรียบ
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งขึ้น ดอกมีสีแดง แดงอมส้ม หรือสีส้ม กลีบดอกเชื่อมกันเป็นรูปกระดิ่งหรือรูประฆัง ปลายแยกเป็นแฉก ดอกมีขนาดค่อนข้างใหญ่และเป็นลักษณะเด่นของต้นแคแสด
- ผล : เป็นฝักแห้งรูปเรือ เมื่อแก่จะแตกออกด้านเดียว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
- เมล็ด : เมล็ดมีขนาดเล็ก แบน และมีปีกบางล้อมรอบ ช่วยให้กระจายไปกับลม
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
แคแสดมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมใน แอฟริกาเขตร้อน โดยมีเขตการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติตั้งแต่แอฟริกาตะวันตกเขตร้อนไปจนถึงยูกันดาและแองโกลา ปัจจุบันมีการนำไปปลูกในพื้นที่เขตร้อนหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงเอเชีย อเมริกา และหมู่เกาะในมหาสมุทรต่าง ๆ
ในประเทศไทย แคแสดเป็นไม้ต่างถิ่นที่นำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามสวนสาธารณะ สถานที่ราชการ สวนพฤกษศาสตร์ และพื้นที่ริมถนน โดยสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนและมีแสงแดดเพียงพอ
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม : แคแสดเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่มีแสงแดดจัด อากาศอบอุ่น และดินที่มีการระบายน้ำดี
- ดิน : เหมาะกับดินร่วนหรือดินที่อุดมด้วยอินทรียวัตถุและไม่แฉะน้ำ
- น้ำ : ในระยะต้นกล้าควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่สามารถทนต่อช่วงแล้งได้พอสมควร
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป เมล็ดมีขนาดเล็กและมีอายุการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น จึงควรนำไปเพาะหลังเก็บเกี่ยวไม่นาน
- การปักชำ : สามารถใช้กิ่งหรือลำต้นในการขยายพันธุ์ได้
- การใช้หน่อหรือราก : มีรายงานว่าสามารถใช้หน่อจากรากช่วยขยายพันธุ์ได้
- การเจริญเติบโต : เป็นไม้โตเร็วและเหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้ประดับหรือไม้ให้ร่มเงา
ส่วนที่ใช้เป็นยา
ส่วนของแคแสดที่มีรายงานการใช้เป็นสมุนไพร ได้แก่
- เปลือกต้น : มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและการดูแลแผล
- ใบ : มีรายงานการใช้เป็นยาพอกและใช้ในตำรับพื้นบ้านหลายประเทศ
- ดอก : มีรายงานการนำมาใช้ในตำรับสมุนไพรพื้นบ้าน
- รากและส่วนอื่นของต้น : พบรายงานการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของบางประเทศ แต่ข้อมูลแตกต่างกันตามท้องถิ่น
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
ข้อมูลการใช้ แคแสดเป็นสมุนไพร ที่พบในเอกสารภูมิปัญญาท้องถิ่นและฐานข้อมูลพรรณไม้ ได้แก่
- เปลือกต้น : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับแก้บิด ดูแลโรคผิวหนัง แผลเรื้อรัง และใช้เป็นยาบำรุงธาตุ
- เปลือก : มีรายงานการต้มใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการท้องผูก
- ใบ : ใช้พอกบริเวณบาดแผลตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใบและดอก : ใช้พอกแผลและดูแลแผลเรื้อรัง
- เปลือกและใบ : ในการแพทย์พื้นบ้านของบางประเทศมีการใช้เกี่ยวกับอาการอักเสบ โรคผิวหนัง โรคระบบทางเดินอาหาร และโรคติดเชื้อบางชนิด
หมายเหตุสำคัญ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรและเอกสารทางชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ ไม่ได้หมายความว่ามีหลักฐานทางคลินิกยืนยันว่าแคแสดสามารถรักษาโรคดังกล่าวได้ในมนุษย์
วิธีใช้
การใช้แคแสดตามภูมิปัญญาที่มีรายงานพบทั้ง การต้ม การทำเป็นยาพอก และการใช้ส่วนของพืชภายนอก โดยเฉพาะเปลือกต้น ใบ และดอก
- ใช้ภายนอก : ใบหรือดอกนำมาบดหรือเตรียมเป็นยาพอกสำหรับแผลตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ใช้เป็นยาต้ม : มีรายงานการใช้เปลือกหรือใบต้มเป็นยาพื้นบ้านในบางประเทศ
- การใช้รับประทาน : ไม่ควรนำข้อมูลจากตำรับพื้นบ้านมาใช้กำหนดขนาดรับประทานเอง เนื่องจากยังไม่มีมาตรฐานขนาดยาและความปลอดภัยสำหรับมนุษย์ที่ชัดเจน
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบัญชียาจากสมุนไพรและข้อมูลยาสมุนไพรของประเทศไทย ยังไม่พบหลักฐานที่เพียงพอว่าแคแสด (Spathodea campanulata) เป็นสมุนไพรเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้บรรจุอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทย ดังนั้นไม่ควรนำแคแสดไปกล่าวว่าเป็น “ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ” หากไม่มีหลักฐานจากประกาศฉบับปัจจุบันรองรับ
สารสำคัญ
การศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารออกฤทธิ์หลายกลุ่มในแคแสด โดยองค์ประกอบแตกต่างกันตาม ส่วนของพืช วิธีสกัด และตัวทำละลาย สารที่มีรายงาน ได้แก่
- Iridoids : เช่น ajugol, loganic acid และอนุพันธ์ของ iridoid
- Flavonoids : เช่น quercetin, isoquercetin, rutin และอนุพันธ์ของ quercetin
- Phenolic acids : เช่น caffeic acid และ ferulic acid
- Triterpenoids : มีรายงานในส่วนเปลือกและใบ
- Tannins
- Saponins
- Alkaloids
- Steroids
- Cardiotonic glycosides
- Anthocyanins : มีรายงานในดอก
งานวิเคราะห์ด้วย LC-ESI-QTOF-MS หนึ่งการศึกษาพบสารทั้งหมด 57 องค์ประกอบจากสารสกัดใบและเปลือกต้น โดยมี iridoids, flavonoids และ phenolic acids เป็นกลุ่มสารสำคัญที่ตรวจพบเด่น
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Spathodea campanulata มีจำนวนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง
การศึกษาด้านองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพพบว่าสารสกัดจากใบและเปลือกต้นมีฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ และสามารถยับยั้งเอนไซม์บางชนิด เช่น cholinesterase, amylase, glucosidase และ tyrosinase ในการทดลอง นอกจากนี้ยังพบฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งบางชนิดในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง
การศึกษาในปี ค.ศ. 2023 พบว่าสารสกัดบางส่วนจากดอกแคแสดมีฤทธิ์ยับยั้ง Plasmodium falciparum ในหลอดทดลอง และมีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งบางชนิดในหลอดทดลอง แต่ผลดังกล่าวยังไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคมาลาเรียหรือมะเร็งในคนได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของแคแสดหลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : พบในสารสกัดจากใบและเปลือกต้น โดยเฉพาะสารสกัดที่มี flavonoids และ phenolic compounds ในปริมาณสูง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีรายงานจากการทดลองก่อนคลินิก
- ฤทธิ์ระงับปวด : พบจากการทดลองในสัตว์
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีการศึกษาสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืชต่อเชื้อจุลชีพบางชนิด
- ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย : สารสกัดบางส่วนสามารถยับยั้ง Plasmodium falciparum ในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง : พบในการทดลองระดับเซลล์
- ฤทธิ์ต่อเอนไซม์ : มีรายงานการยับยั้งเอนไซม์ cholinesterase, amylase, glucosidase และ tyrosinase
หลักฐานเหล่านี้เป็น เภสัชวิทยาระดับก่อนคลินิก จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพื่อประเมินประสิทธิผล ขนาดที่เหมาะสม และความปลอดภัยในมนุษย์
ความปลอดภัย
ข้อมูลความปลอดภัยของแคแสดยังมีข้อจำกัดและแตกต่างกันตามส่วนของพืชและวิธีสกัด
การทดลองความเป็นพิษเฉียบพลันในหนูแรทด้วยสารสกัดน้ำจากดอกแคแสดไม่พบความผิดปกติสำคัญหลังให้ทางปากในขนาดทดลองสูงสุด 5,000 มก./กก. และประเมินเป็นเวลา 14 วัน อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูล ความเป็นพิษเฉียบพลันในสัตว์ทดลอง ไม่ใช่หลักฐานว่าสามารถรับประทานในคนได้อย่างปลอดภัยในขนาดดังกล่าว
ในทางกลับกัน มีข้อมูลการศึกษาความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังของสารสกัดเอทานอลจากใบในหนูทดลอง ซึ่งพบการเพิ่มขึ้นของเอนไซม์ตับและลักษณะที่สอดคล้องกับ ความเป็นพิษต่อตับแบบขึ้นกับขนาดและระยะเวลา ที่ขนาดทดลอง 750–3,000 มก./กก./วัน เป็นเวลา 90 วัน
ดังนั้น ไม่ควรนำแคแสดมารับประทานหรือใช้เป็นยาด้วยตนเองเป็นเวลานาน โดยเฉพาะสารสกัดเข้มข้นที่ยังไม่มีข้อมูลขนาดยาที่ปลอดภัยในมนุษย์
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้แคแสดเป็นยารับประทานเอง หากไม่มีคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์หรือแพทย์แผนไทย
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยา เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
- ผู้ที่มีโรคตับ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดรับประทานจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่ชัดเจน
- ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชควรระมัดระวังเมื่อใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยเฉพาะการใช้ภายนอก
- ไม่ควรใช้แทนยามาตรฐานสำหรับโรคสำคัญ เช่น มาลาเรีย มะเร็ง หรือการติดเชื้อ
การใช้ในผลิตภัณฑ์
แคแสดมีศักยภาพในด้าน ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง เนื่องจากมีสารกลุ่ม flavonoids, phenolic acids และ iridoids ซึ่งมีการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและกิจกรรมทางชีวภาพหลายด้าน
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องควบคุม ชนิดของสารสกัด ปริมาณสารสำคัญ ความบริสุทธิ์ ความคงตัว และความปลอดภัย เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามส่วนของพืชและวิธีการสกัด
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- เปลือกต้น : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และหลีกเลี่ยงการลอกเปลือกรอบลำต้นทั้งหมด เพราะอาจทำให้ต้นไม้ตาย
- ใบ : เลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือถูกแมลงทำลาย
- ดอก : เก็บในช่วงดอกสมบูรณ์และนำไปใช้หรือแปรรูปโดยเร็ว
- การทำแห้ง : หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมในที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้น
- การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
- เมล็ด : เมล็ดแคแสดมีความสามารถในการงอกลดลงเมื่อเก็บไว้นาน จึงควรใช้เมล็ดใหม่สำหรับการเพาะขยายพันธุ์
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ในประเทศไทยมีข้อมูลการใช้ เปลือก ใบ และดอกแคแสด ในตำรับพื้นบ้าน โดยเฉพาะการนำมาพอกบริเวณบาดแผลและใช้เกี่ยวกับโรคผิวหนัง นอกจากนี้มีรายงานการใช้เปลือกสำหรับอาการบิดและความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
ในประเทศแอฟริกาหลายพื้นที่มีการใช้เปลือกและใบแคแสดเป็นยาพื้นบ้านสำหรับโรคและอาการหลายชนิด เช่น โรคผิวหนัง แผล โรคระบบทางเดินอาหาร ไข้ และโรคติดเชื้อบางชนิด โดยรูปแบบการใช้แตกต่างกันตามแต่ละภูมิภาค
ประวัติและวัฒนธรรม
แคแสดมีชื่อสามัญว่า African tulip tree เนื่องจากเป็นไม้พื้นเมืองของแอฟริกาเขตร้อนและมีดอกขนาดใหญ่ที่มีรูปทรงคล้ายดอกทิวลิป สีแดงหรือแดงอมส้มสะดุดตา จึงถูกนำไปปลูกเป็นไม้ประดับในประเทศเขตร้อนหลายแห่งทั่วโลก
ในประเทศไทยแคแสดเป็นไม้ต่างถิ่นที่ได้รับความนิยมในงานภูมิทัศน์และการปลูกประดับสถานที่ เนื่องจากเป็นไม้โตเร็ว มีเรือนยอดให้ร่มเงา และมีดอกสีสดที่โดดเด่น
สถานะการอนุรักษ์
แคแสดมีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาเขตร้อนและปัจจุบันถูกนำไปปลูกในหลายประเทศทั่วโลก โดยข้อมูลของ Thailand Biodiversity Information Facility ระบุสถานภาพการคุกคามระดับโลกเป็น Least Concern (LC) หรือกังวลน้อยที่สุด ตามข้อมูล IUCN ที่ฐานข้อมูลอ้างอิง
อย่างไรก็ตาม ในบางประเทศแคแสดที่ถูกนำเข้าไปปลูกสามารถแพร่กระจายออกจากพื้นที่ปลูกและมีพฤติกรรมรุกรานระบบนิเวศได้ จึงควรคำนึงถึงการปลูกในพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่อนุรักษ์อย่างเหมาะสม
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- กลุ่มพืช (Clade) : Tracheophytes
- กลุ่มพืชดอก (Clade) : Angiosperms
- กลุ่มยูดิคอต (Clade) : Eudicots
- อันดับ (Order) : Lamiales
- วงศ์ (Family) : Bignoniaceae
- สกุล (Genus) : Spathodea P.Beauv.
- ชนิด (Species) : Spathodea campanulata P.Beauv.
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online คือ Spathodea campanulata P.Beauv. โดย Kew ระบุว่าเป็นชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน และจัดอยู่ในวงศ์ Bignoniaceae อันดับ Lamiales
ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ที่พบในฐานข้อมูล : Bignonia tulipifera Schum. และ Spathodea tulipifera (Schum.) G.Don รวมถึงชื่อพ้องอื่นในระดับอนุกรมวิธาน
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ แคแสด ควรพิจารณาทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาและชื่อวิทยาศาสตร์เพื่อป้องกันการสับสนกับไม้ดอกชนิดอื่นที่มีดอกสีแดงหรือสีส้ม
- ลักษณะเด่นของต้น : ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ เรือนยอดกลมและหนาทึบ
- ลักษณะใบ : ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อยหลายคู่ เรียงตรงข้าม
- ลักษณะดอก : ช่อดอกออกที่ปลายกิ่ง ดอกสีแดงหรือแดงอมส้ม กลีบดอกเชื่อมกันเป็นรูปกระดิ่ง
- ลักษณะผล : ฝักแห้งรูปเรือ แตกด้านเดียวเมื่อแก่
- ลักษณะเมล็ด : เมล็ดแบนขนาดเล็ก มีปีกบางรอบเมล็ด
- ชื่อวิทยาศาสตร์สำหรับยืนยันชนิด : Spathodea campanulata P.Beauv.
- วงศ์ : Bignoniaceae
การตรวจสอบวัตถุดิบสมุนไพรที่นำไปทำสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์ควรใช้ ตัวอย่างพืชที่ผ่านการระบุชนิดโดยผู้เชี่ยวชาญหรือพิพิธภัณฑ์พืช/หอพรรณไม้ และหากเป็นวัตถุดิบเชิงอุตสาหกรรมควรพิจารณาการตรวจสอบด้วยวิธีทางเภสัชเวทและวิธีวิเคราะห์ทางเคมีเพิ่มเติม
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). แคแสด: Spathodea campanulata P.Beauv. สารานุกรมพืช. กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2569). e-Flora of Thailand: Spathodea campanulata P.Beauv. สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช.
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). แคแสด (Spathodea campanulata P.Beauv.). ฐานข้อมูลพรรณไม้และการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช.
- อุทยานหลวงราชพฤกษ์. (2560). แคแสด. ฐานข้อมูลพรรณไม้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). Spathodea campanulata. Thailand Biodiversity Information Facility.
- Kew Science. (2026). Spathodea campanulata P.Beauv. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
- Mbosso Teinkela, J. E., Oumarou, H., Siwe Noundou, X., Meyer, F., Megalizzi, V., Hoppe, H. C., Krause, R. W. M., & Wintjens, R. (2023). Evaluation of in vitro antiplasmodial, antiproliferative activities, and in vivo oral acute toxicity of Spathodea campanulata flowers. Scientific African, 21, e01871.
- Wagh, A. S., & Butle, S. R. (2018). Plant profile, phytochemistry and pharmacology of Spathodea campanulata P. Beauvais (African tulip tree): A review. International Journal of Pharmacy and Pharmaceutical Sciences, 10(5).
- Zengin, G., et al. (2022). Bridging the chemical profiles and biological effects of Spathodea campanulata extracts: A new contribution on the road from natural treasure to pharmacy shelves. Molecules, 27(15), 4694.
