แครอท

แครอท

แครอท

แครอท เป็นพืชผักรากที่ได้รับความนิยมทั่วโลก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Daucus carota L. โดยแครอทที่ใช้รับประทานทั่วไปจัดอยู่ในชนิดย่อย Daucus carota subsp. sativus จุดเด่นของแครอทคือรากสะสมอาหารที่มีสีส้ม เหลือง แดง ม่วง หรือดำ และอุดมด้วย แคโรทีนอยด์ โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีน (β-carotene) รวมถึงสารฟีนอลิก โพลีอะเซทิลีน และวิตามินต่าง ๆ จึงเป็นทั้งอาหารและพืชที่ได้รับความสนใจด้าน สมุนไพรและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : แครอท
  • ชื่อภาษาอังกฤษ : Carrot
  • ชื่อสามัญ : Carrot
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Daucus carota L.
  • ชนิดที่ปลูกเพื่อบริโภค : Daucus carota subsp. sativus (Hoffm.) Schübl. & G.Martens
  • วงศ์ : Apiaceae
  • ชื่อวงศ์เดิมที่พบในเอกสาร : Umbelliferae
  • ส่วนที่นิยมบริโภค : รากสะสมอาหาร
  • ลักษณะเด่น : เป็นพืชล้มลุกอายุ 2 ปีตามธรรมชาติ แต่ในการเพาะปลูกเพื่อบริโภคมักเก็บเกี่ยวภายในปีแรก
  • สารสำคัญเด่น : β-carotene, α-carotene, lutein, phenolic compounds, polyacetylenes และวิตามินซี
  • การใช้ประโยชน์หลัก : อาหาร เครื่องดื่ม น้ำผัก ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป และเป็นแหล่งสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Daucus carota subsp. sativus เป็นชนิดย่อยที่ปลูกเพื่อบริโภค โดยมีถิ่นกำเนิดในฐานะพืชเพาะปลูกตั้งแต่เอเชียกลางถึงอัฟกานิสถาน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นพืชล้มลุก โดยทั่วไปมีวงจรชีวิต 2 ปี หากปล่อยให้เจริญต่อเนื่อง ในปีแรกจะเน้นการสร้างใบและรากสะสมอาหาร ส่วนปีที่สองจึงออกดอกและสร้างเมล็ด แต่แครอทที่ปลูกเพื่อบริโภคมักเก็บเกี่ยวก่อนออกดอก
  • ราก : เป็นรากแก้วที่พองตัวเป็นรากสะสมอาหาร มีรูปร่างแตกต่างกันตามสายพันธุ์ เช่น ทรงกระบอก ทรงกรวย หรือเรียวยาว สีมีตั้งแต่ส้ม เหลือง แดง ม่วง ไปจนถึงดำ โดยแครอทสีส้มมีแคโรทีนอยด์ โดยเฉพาะ β-carotene ในปริมาณสูง
  • ลำต้น : ลำต้นสั้นมากในระยะแรก ใบจะแตกออกจากบริเวณโคนต้น เมื่อเข้าสู่ระยะออกดอกจึงเกิดลำต้นชูช่อดอก
  • ใบ : ใบประกอบแบบขนนก มีการแตกแขนงเป็นใบย่อยละเอียด ลักษณะโดยรวมคล้ายพืชในวงศ์ผักชี
  • ดอก : ออกเป็นช่อแบบซี่ร่ม ประกอบด้วยดอกขนาดเล็กจำนวนมาก โดยดอกมักมีสีขาว
  • ผล : เป็นผลแห้งขนาดเล็ก เมื่อแก่จะแยกออกเป็นส่วนย่อย แต่ละส่วนมีลักษณะคล้ายเมล็ดและมีสันหรือขนสำหรับช่วยในการแพร่กระจาย
  • เมล็ด : มีขนาดเล็ก ใช้เป็นส่วนสำคัญในการขยายพันธุ์

แครอทปลูกทั่วไปเป็นชนิดย่อยที่ได้รับการคัดเลือกและพัฒนามาจากกลุ่ม Daucus carota โดยรากของแครอทปลูกมีลักษณะอวบและแตกต่างจากรากของแครอทป่าที่มักมีขนาดเล็กและแข็งกว่า

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิดของแครอทปลูก : ฐานข้อมูล Kew ระบุว่า Daucus carota subsp. sativus มีถิ่นกำเนิดในฐานะพืชเพาะปลูกตั้งแต่เอเชียกลางถึงอัฟกานิสถาน
  • การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันมีการปลูกแครอทอย่างกว้างขวางในเขตอบอุ่นและหลายพื้นที่ของเขตร้อนที่มีสภาพอากาศเหมาะสม
  • ประเทศไทย : สามารถปลูกได้ดีในพื้นที่สูงหรือพื้นที่ที่มีอากาศค่อนข้างเย็น โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรบนภูเขา

แครอทปลูกได้รับการนำไปเพาะปลูกในหลายประเทศทั่วโลก และเป็นพืชผักรากที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและโภชนาการ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
  • การเตรียมดิน : ควรใช้ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี ดินควรมีความลึกเพียงพอเพื่อให้รากสามารถพัฒนาได้เต็มที่
  • การหว่านเมล็ด : หว่านเมล็ดโดยตรงลงแปลง เนื่องจากรากแก้วอาจเสียรูปได้หากย้ายกล้าอย่างไม่เหมาะสม
  • การให้น้ำ : ควรรักษาความชื้นในดินอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงเมล็ดงอกและช่วงที่รากกำลังขยายตัว
  • อุณหภูมิ : แครอทเจริญได้ดีในสภาพอากาศค่อนข้างเย็น การปลูกในอากาศร้อนมากอาจทำให้คุณภาพรากและการสะสมสารบางชนิดเปลี่ยนแปลง
  • การเก็บเกี่ยว : เก็บเมื่อรากมีขนาดและสีตามต้องการ โดยทั่วไปเป็นการเก็บเกี่ยวก่อนที่ต้นจะเข้าสู่ระยะออกดอก

ปัจจัยด้านพันธุกรรมและสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ มีผลต่อปริมาณแคโรทีนอยด์ น้ำตาล และสารระเหยในแครอท

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : เป็นส่วนที่มีข้อมูลด้านโภชนาการและสารออกฤทธิ์มากที่สุด และเป็นส่วนที่บริโภคเป็นอาหารโดยทั่วไป
  • เมล็ด : มีน้ำมันหอมระเหยและสารออกฤทธิ์หลายชนิด โดยมีการศึกษาทางเภสัชวิทยา โดยเฉพาะในกลุ่มแครอทป่า
  • ส่วนเหนือดิน : ใบและดอกมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม แต่ไม่ได้เป็นส่วนที่นิยมใช้เป็นอาหารหรือสมุนไพรหลักของแครอทปลูก

หมายเหตุ : ข้อมูลการใช้เมล็ดและน้ำมันหอมระเหยในทางสมุนไพรจำนวนมากมาจากการศึกษาของ Daucus carota กลุ่มแครอทป่า จึงไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับการรับประทานรากแครอททั่วไปโดยตรง

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • บำรุงร่างกายและเสริมคุณค่าทางโภชนาการ : รากแครอทเป็นแหล่งของแคโรทีนอยด์ ใยอาหาร และสารพฤกษเคมีหลายชนิด
  • เป็นแหล่งสารตั้งต้นของวิตามินเอ : β-carotene และ α-carotene สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย ซึ่งวิตามินเอมีบทบาทสำคัญต่อการมองเห็น ระบบภูมิคุ้มกัน และการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ
  • ต้านอนุมูลอิสระ : สารแคโรทีนอยด์และสารฟีนอลิกในแครอทมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระในการศึกษาเชิงทดลอง
  • ต้านการอักเสบ : สารพฤกษเคมีบางชนิดในแครอทได้รับการศึกษาพบศักยภาพในการลดกระบวนการอักเสบในแบบจำลองทดลอง
  • สนับสนุนสุขภาพโดยรวม : การรับประทานผักที่มีแคโรทีนอยด์และสารพฤกษเคมีเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุล

มีการทบทวนงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับ แครอทและแคโรทีน โดยพบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคแครอทหรือแคโรทีนกับผลลัพธ์ด้านสุขภาพหลายด้าน อย่างไรก็ตาม หลักฐานประเภทความสัมพันธ์จากการศึกษาประชากรไม่ควรตีความว่าแครอทสามารถใช้รักษาโรคได้โดยตรง

สำหรับ แครอทป่า (Daucus carota subsp. carota) มีประวัติการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในด้านขับปัสสาวะ ขับลม ลดการอักเสบ และอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลองก่อนคลินิก และจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม

วิธีใช้

  • รับประทานสด : ล้างให้สะอาด ปอกเปลือกตามความเหมาะสม และรับประทานเป็นผักหรือสลัด
  • ประกอบอาหาร : ใช้ทำแกง ซุป ผัด ต้ม นึ่ง อบ และอาหารประเภทต่าง ๆ
  • น้ำแครอท : นำรากแครอทสดมาล้างและคั้นเป็นน้ำ สามารถรับประทานเป็นเครื่องดื่มได้
  • แครอทปรุงสุก : การปรุงอาหารช่วยทำให้โครงสร้างของเนื้อเยื่อพืชเปลี่ยนแปลงและอาจเพิ่มการเข้าถึงแคโรทีนอยด์บางส่วน แต่ความร้อนและระยะเวลาเก็บรักษาสามารถทำให้สารบางชนิดลดลงได้
  • การใช้เป็นสมุนไพร : ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับสำหรับรากแครอทเพื่อใช้รักษาโรค จึงควรเน้นการบริโภคในฐานะอาหารมากกว่าการใช้เป็นยา

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นพบ ไม่พบหลักฐานว่าแครอท (Daucus carota subsp. sativus) เป็นตัวยาสำคัญในรายการบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติของไทย ในลักษณะเดียวกับสมุนไพรที่ใช้เป็นยาในตำรับมาตรฐาน

ดังนั้น ควรแยกคำว่า “แครอทเป็นพืชสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์” ออกจาก “แครอทเป็นตัวยาในบัญชียาจากสมุนไพร” เพราะสองประเด็นนี้ไม่ใช่ความหมายเดียวกัน

สารสำคัญ

แครอทมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม ได้แก่

  • β-Carotene (เบต้าแคโรทีน) : เป็นแคโรทีนอยด์หลักของแครอทสีส้ม และเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ
  • α-Carotene : เป็นแคโรทีนอยด์อีกชนิดหนึ่งที่พบในแครอท
  • Lutein : พบมากขึ้นในแครอทบางสายพันธุ์ โดยเฉพาะแครอทสีเหลือง
  • Lycopene : พบเด่นในแครอทสีแดงบางสายพันธุ์
  • Anthocyanins : พบในแครอทสีม่วงและดำ
  • Phenolic compounds : ได้แก่ กรดฟีนอลิกและสารฟลาโวนอยด์หลายชนิด
  • Chlorogenic acid : เป็นสารฟีนอลิกที่พบในแครอท
  • Falcarinol : เป็นสารกลุ่ม polyacetylenes ที่พบในแครอทและพืชวงศ์ Apiaceae
  • Falcarindiol : เป็น polyacetylene อีกชนิดหนึ่งที่พบในแครอท
  • วิตามินซี : พบในปริมาณแตกต่างกันตามพันธุ์และสภาพการปลูก
  • ใยอาหาร : มีส่วนช่วยเพิ่มกากใยในอาหาร

งานทบทวนพบว่าแครอทมีสารพฤกษเคมีสำคัญ 4 กลุ่ม ได้แก่ phenolics, carotenoids, polyacetylenes และ ascorbic acid โดยชนิดและปริมาณสารแตกต่างกันตามสีของราก พันธุ์ และสภาพแวดล้อม

สำหรับ falcarinol มีข้อมูลจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลว่าเป็นสารกลุ่ม polyacetylenes ที่พบในแครอท โดยแครอทสดมีปริมาณที่ตรวจพบแตกต่างกันได้ประมาณ 20–300 มก./กก. และสารชนิดนี้มีความไวต่อแสงและความร้อน

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับแครอทมุ่งศึกษาทั้งด้านโภชนาการ สารพฤกษเคมี และผลต่อสุขภาพ โดยมีหลักฐานสำคัญดังนี้

  • งานทบทวนขนาดใหญ่พบว่าแครอทมีสารแคโรทีนอยด์ ฟีนอลิก โพลีอะเซทิลีน และวิตามินซี ซึ่งมีศักยภาพด้านการต้านอนุมูลอิสระและการลดกระบวนการอักเสบ
  • งาน umbrella review ปี ค.ศ. 2023 ซึ่งรวบรวม meta-analyses จำนวน 30 รายการ พบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคแครอทกับความเสี่ยงที่ลดลงของผลลัพธ์ด้านสุขภาพบางประการ รวมถึงมะเร็งบางชนิด แต่หลักฐานดังกล่าวเป็นการสรุปความสัมพันธ์จากงานวิจัยหลายรูปแบบ ไม่ใช่หลักฐานว่าแครอทเป็นยารักษามะเร็ง
  • การศึกษาเกี่ยวกับ falcarinol พบว่าสารดังกล่าวมีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้านในการศึกษาเชิงทดลอง เช่น ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อจุลชีพ และมีความสนใจด้านฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะใช้สารดังกล่าวเป็นยารักษาโรคในมนุษย์
  • การศึกษาในแครอทป่าพบกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ ในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง แต่ยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกที่ออกแบบอย่างดีเพิ่มเติม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

จากการศึกษาทดลองพบศักยภาพทางเภสัชวิทยาของสารจาก Daucus carota หลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : เกี่ยวข้องกับ carotenoids และ phenolic compounds
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารบางชนิดและน้ำมันหอมระเหยจากพืชสามารถลดตัวชี้วัดการอักเสบในแบบจำลองทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย : มีรายงานจากสารสกัดและน้ำมันหอมระเหย โดยเฉพาะในแครอทป่า
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : มีการศึกษาสารจาก Daucus carota หลายชนิดย่อย
  • ฤทธิ์ปกป้องตับและกระเพาะอาหาร : พบในแบบจำลองสัตว์ทดลองบางการศึกษา
  • ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : มีข้อมูลระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง โดยเฉพาะสารจากแครอทป่า แต่ยังไม่สามารถสรุปเป็นประสิทธิผลในการรักษามะเร็งในมนุษย์ได้

การทบทวนทางเภสัชวิทยาระบุอย่างชัดเจนว่าการศึกษาส่วนหนึ่งใช้ แครอทป่า ไม่ใช่แครอทปลูกที่รับประทานทั่วไป และสารสกัด น้ำมันหอมระเหย รวมถึงอวัยวะพืชที่ใช้ทดลองแตกต่างกัน จึงไม่ควรนำผลการทดลองเหล่านั้นมาเทียบเท่ากับการรับประทานแครอทเป็นอาหาร

ความปลอดภัย

  • แครอทที่รับประทานเป็นอาหารโดยทั่วไปมีความปลอดภัยสูง สำหรับคนทั่วไปเมื่อบริโภคในปริมาณเหมาะสม
  • การรับประทานแครอทหรืออาหารที่มีแคโรทีนอยด์สูงเป็นเวลานานในปริมาณมาก อาจทำให้เกิด ภาวะแคโรทีนในเลือดสูง (carotenemia) ส่งผลให้ผิวมีสีเหลืองหรือส้ม โดยทั่วไปเป็นภาวะที่ไม่รุนแรงและแตกต่างจากดีซ่าน
  • ผู้ที่มี อาการแพ้แครอท อาจเกิดอาการคันในช่องปาก บวม ลมพิษ หรืออาการแพ้ที่รุนแรงได้ในบางราย
  • มีการระบุสารก่อภูมิแพ้ของแครอท เช่น Dau c 1 และ Dau c 4 และพบความสัมพันธ์กับการแพ้ละอองเกสรในผู้ป่วยบางกลุ่ม
  • ผู้ที่เคยแพ้แครอทควรหลีกเลี่ยงและปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้

ข้อห้ามใช้

  • ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้แครอท หรือมีอาการแพ้หลังรับประทาน
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชในวงศ์ Apiaceae ควรระมัดระวัง เนื่องจากอาจเกิดการแพ้ข้ามกลุ่มในผู้ป่วยบางราย
  • ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้น น้ำมันหอมระเหย หรือผลิตภัณฑ์จากเมล็ดแครอทแทนอาหาร โดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรแยกการรับประทานแครอทเป็นอาหารออกจากการใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น ซึ่งมีข้อมูลความปลอดภัยแตกต่างกัน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • สำหรับ แครอทในรูปอาหารทั่วไป ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างมีนัยสำคัญในคนทั่วไป
  • ผู้ที่ใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin ควรรักษาปริมาณการรับประทานผักที่มีวิตามินเคให้สม่ำเสมอ และไม่ควรเพิ่มหรือลดปริมาณอาหารอย่างรวดเร็วโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • สารสกัด น้ำมันหอมระเหย หรือผลิตภัณฑ์เข้มข้นจากเมล็ดแครอท อาจมีเภสัชวิทยาแตกต่างจากแครอทที่ใช้เป็นอาหาร จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำ
  • ผู้ที่รับประทานยาหลายชนิดหรือมีโรคประจำตัวควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรืออาหารเสริมที่ใช้ทั้งหมด

การใช้ในอาหาร

แครอทเป็นผักที่สามารถนำมาใช้ในอาหารได้หลากหลาย ได้แก่

  • รับประทานสดในสลัด
  • ทำสลัดผักและสลัดผลไม้
  • ทำน้ำแครอท
  • ทำซุปและแกง
  • ผัดกับผักหรือเนื้อสัตว์
  • นึ่งหรือต้ม
  • อบ
  • ทำแครอทดอง
  • ทำแครอทอบแห้งและผงแครอท
  • ใช้เป็นส่วนประกอบในขนม เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม

แครอทมีการนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหลายรูปแบบ เช่น น้ำแครอท น้ำแครอทเข้มข้น แครอทผง ผลิตภัณฑ์กระป๋อง แยม ลูกอม และผลิตภัณฑ์อาหารเชิงหน้าที่

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • น้ำแครอทและเครื่องดื่มผัก
  • แครอทผง
  • สารสกัดแครอท
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มี carotenoids
  • อาหารฟังก์ชัน
  • ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่
  • ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็ก
  • เครื่องสำอางบางประเภท ที่ใช้สารสกัดหรือสารต้านอนุมูลอิสระจากพืช
  • ผลิตภัณฑ์จากกากแครอท ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้เป็นแหล่งใยอาหารและสารพฤกษเคมี

การใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรพิจารณามาตรฐานการผลิต ปริมาณสารสำคัญ และการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง เนื่องจาก ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยารักษาโรค

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เก็บเกี่ยวรากเมื่อมีขนาด สี และความแก่เหมาะสม
  • ถอนหรือขุดรากอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดบาดแผล
  • ตัดใบและทำความสะอาดดินที่ติดอยู่กับราก
  • คัดแยกรากที่เน่า ช้ำ หรือมีโรคออก
  • เก็บในที่เย็นและมีความชื้นเหมาะสมเพื่อช่วยรักษาคุณภาพ
  • หลีกเลี่ยงแสงและความร้อนสูง โดยเฉพาะเมื่อมุ่งรักษาสารพฤกษเคมีบางชนิด
  • Falcarinol มีความไวต่อความร้อน แสง และระยะเวลาการเก็บรักษา ปริมาณของสารอาจลดลงหลังผ่านกระบวนการปรุงหรือเก็บไว้นาน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

แครอทปลูกไม่ใช่พืชพื้นเมืองดั้งเดิมของไทย จึงไม่มีหลักฐานเด่นชัดเกี่ยวกับการใช้เป็น ยาสมุนไพรไทยตามตำรับยาไทยโบราณ เมื่อเทียบกับพืชสมุนไพรพื้นเมืองของประเทศไทย

การใช้แครอทในประเทศไทยในปัจจุบันมีลักษณะเด่นในด้าน อาหารและโภชนาการ มากกว่าการใช้เป็นยาตามภูมิปัญญาไทย

ในทางกลับกัน Daucus carota กลุ่มแครอทป่ามีประวัติการใช้เป็นยาพื้นบ้านในหลายภูมิภาค เช่น การใช้เพื่อขับปัสสาวะ ขับลม และเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ แต่ข้อมูลดังกล่าวควรแยกจากการใช้รากแครอทปลูกเป็นอาหาร

ประวัติและวัฒนธรรม

แครอทมีประวัติความสัมพันธ์กับมนุษย์มาเป็นเวลานาน โดยบรรพบุรุษของแครอทในกลุ่ม Daucus carota มีการใช้ในภูมิภาคยุโรป แอฟริกาเหนือ และเอเชีย ก่อนที่จะมีการคัดเลือกพันธุ์จนเกิดแครอทปลูกที่มีรากขนาดใหญ่และสีสันหลากหลาย

หลักฐานจาก Kew ระบุว่าแครอทป่ามีประวัติการปลูกในสวนหลวงของบาบิโลนตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล และในอดีตอาจปลูกเพื่อใช้ใบหรือเมล็ดที่มีกลิ่นหอมมากกว่าการใช้รากแบบแครอทสมัยใหม่

แครอทสมัยใหม่มีหลายสี เช่น สีส้ม สีเหลือง สีแดง สีม่วง และสีดำ โดยสีที่แตกต่างกันสัมพันธ์กับองค์ประกอบของสารสีและสารพฤกษเคมี เช่น β-carotene ในแครอทสีส้ม lycopene ในแครอทสีแดง และ anthocyanins ในแครอทสีม่วง

สถานะการอนุรักษ์

แครอทปลูก (Daucus carota subsp. sativus) เป็นพืชเกษตรที่ปลูกอย่างแพร่หลายทั่วโลก จึงไม่ได้มีสถานะเป็นพืชหายากหรือพืชใกล้สูญพันธุ์ในระดับที่เป็นประเด็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ความหลากหลายทางพันธุกรรมของสายพันธุ์แครอทและแครอทป่า มีความสำคัญต่อการปรับปรุงพันธุ์ การต้านทานโรค และการพัฒนาพันธุ์ที่มีสารพฤกษเคมีสูง

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Apiales
  • Family : Apiaceae
  • Genus : Daucus
  • Species : Daucus carota L.
  • Subspecies : Daucus carota subsp. sativus (Hoffm.) Schübl. & G.Martens

ชื่อที่ใช้ในอดีตและชื่อพ้องที่เกี่ยวข้องกับชนิดย่อยนี้ ได้แก่ Daucus carota var. sativus Hoffm., Daucus sativus (Hoffm.) Röhl. ex Pass. และ Carota sativa (Hoffm.) Rupr.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของแครอทควรพิจารณาหลายระดับ ได้แก่

  • ลักษณะทางมหภาค : ตรวจสอบรูปร่าง ขนาด สี กลิ่น และลักษณะของราก
  • ลักษณะทางจุลทรรศน์ : ตรวจสอบโครงสร้างเนื้อเยื่อของราก ลักษณะเซลล์ และองค์ประกอบทางกายวิภาค
  • การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้เทคนิคโครมาโทกราฟี เช่น TLC, HPLC หรือวิธีวิเคราะห์แคโรทีนอยด์เพื่อยืนยันองค์ประกอบทางเคมี
  • การวิเคราะห์สารสำคัญ : ตรวจสอบ carotenoids, phenolic compounds หรือ polyacetylenes ตามวัตถุประสงค์ของการตรวจ
  • DNA barcoding : สามารถนำข้อมูลพันธุกรรมมาใช้ยืนยันชนิดพืช โดยเฉพาะในกรณีวัตถุดิบแห้งหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถระบุจากลักษณะภายนอกได้

การตรวจสอบเอกลักษณ์ด้วย DNA barcoding เป็นแนวทางที่ใช้ในการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพรและสามารถช่วยแยกพืชที่มีลักษณะคล้ายกันได้

หมายเหตุ : วิธีวิเคราะห์ข้างต้นเป็นแนวทางทางเภสัชเวทและการควบคุมคุณภาพ ไม่ควรถือเป็นข้อกำหนดมาตรฐานเฉพาะของแครอทในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย หากยังไม่มี monograph ที่กำหนดวิธีดังกล่าวโดยตรง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2567). ฟอลคารินอลในแครอท. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2568). ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพร ใช้ผิดชีวิตไม่ปลอดภัย. คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  3. คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2569). กินอย่างไร (สุขภาพ) ก็เป็นอย่างนั้น. คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  4. คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (ม.ป.ป.). ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางดีเอ็นเอบาร์โค้ดของพืชสมุนไพรไทย. คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  5. Ismail, J., Shebaby, W. N., Daher, J., & Rroueh, M. (2023). The wild carrot (Daucus carota): A phytochemical and pharmacological review. Plants, 13(1), 93. https://doi.org/10.3390/plants13010093
  6. Que, F., Hou, X. L., Wang, G. L., Tan, G. F., Wei, L., & Xiong, A. S. (2019). Advances in research on the carrot, an important root vegetable in the Apiaceae family. Horticulture Research, 6, 69.
  7. Sharma, K. D., Karki, S., Thakur, N. S., & Attri, S. (2012). Chemical composition, functional properties and processing of carrot—A review. Journal of Food Science and Technology, 49, 22–32. https://doi.org/10.1007/s13197-011-0310-7
  8. Sharma, K. D., Karki, S., Thakur, N. S., & Attri, S. (2019). Phytochemicals in Daucus carota and their health benefits—Review article. Foods, 8(10), 424.
  9. Yi, X., Li, J., Liao, D., Peng, G., Zheng, X., Xu, H., Zhang, T., & Ai, J. (2023). Carrot and carotene and multiple health outcomes: An umbrella review of the evidence. Journal of the Science of Food and Agriculture, 103(5), 2251–2261. https://doi.org/10.1002/jsfa.12425
  10. Ballmer-Weber, B. K., Wüthrich, B., Wangorsch, A., Fötisch, K., Altmann, F., & Vieths, S. (2001). Carrot allergy: Double-blinded, placebo-controlled food challenge and identification of allergens. Journal of Allergy and Clinical Immunology, 108(2), 301–307. https://doi.org/10.1067/mai.2001.116430
  11. Foetisch, K., Dahl, L., Jansen, B., Becker, W.-M., Lidholm, J., van Ree, R., Broll, H., Kaul, S., Vieths, S., & Holzhauser, T. (2011). Development and in-house validation of allergen-specific ELISA tests for the quantification of Dau c 1.01, Dau c 1.02 and Dau c 4 in carrot extracts (Daucus carota). Analytical and Bioanalytical Chemistry, 399(2), 935–943. https://doi.org/10.1007/s00216-010-4348-6
  12. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Daucus carota subsp. sativus (Hoffm.) Schübl. & G.Martens. Plants of the World Online.
  13. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Daucus carota L. Plants of the World Online.
Scroll to top