แคฝอย

แคฝอย

แคฝอย

แคฝอย เป็นไม้ต้นในวงศ์แคหางค่าง (Bignoniaceae) ที่พบในป่าธรรมชาติของประเทศไทย โดยในฐานข้อมูลสมุนไพรไทยใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ Stereospermum tetragonum DC. และมีชื่อท้องถิ่น เช่น แคหิน แคหันแห้ แคนา แคทราย แคสัก แคเขา และแคขาว อย่างไรก็ตาม คำว่า “แคฝอย” เป็นชื่อพื้นเมืองที่อาจใช้เรียกพืชหลายชนิดในสกุล Stereospermum จึงควรตรวจสอบเอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์ก่อนนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: แคฝอย
  • ชื่ออื่น: แคหิน, แคหันแห้, แคนา, แคทราย, แคสัก, แคเขา, แคขาว
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Stereospermum tetragonum DC.
  • ชื่อที่พบในอนุกรมวิธานสากล: Stereospermum colais (Buch.-Ham. ex Dillwyn) Mabb. โดย Stereospermum tetragonum DC. เป็นชื่อพ้องที่สำคัญ ทั้งนี้ e-Flora of Thailand ระบุ S. tetragonum เป็นชื่อที่ใช้ใน Flora of Thailand ขณะที่ Kew Plants of the World Online ปัจจุบันยอมรับ S. colais เป็นชื่อที่ยอมรับ
  • วงศ์: Bignoniaceae หรือวงศ์แคหางค่าง
  • ประเภทพืช: ไม้ต้นผลัดใบ
  • การใช้ประโยชน์: เป็นพืชสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน และเป็นไม้ป่า/ไม้เนื้อแข็งที่มีประโยชน์ด้านเนื้อไม้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้ต้นผลัดใบ สูงประมาณ 10–25 เมตร ลำต้นค่อนข้างตรง แตกกิ่งก้าน เปลือกสีน้ำตาลและอาจแตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ
  • ใบ: เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ใบประกอบยาวประมาณ 25–45 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 3–6 คู่ ใบย่อยรูปรีหรือรูปรีแกมขอบขนาน ขนาดประมาณ 6–13 × 3–6 เซนติเมตร ด้านล่างของใบมีจุดหรือต่อมสีคล้ำกระจายอยู่
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง ดอกมีกลิ่นหอม สีเหลืองนวลหรือครีม มีสีม่วงแดงหรือสีน้ำตาลบริเวณกลีบเลี้ยง ดอกมีลักษณะเป็นหลอดและปลายแยกเป็นกลีบ ดอกทยอยบานในช่วงกลางคืนถึงเช้า
  • ผล: เป็นฝักหรือแคปซูลยาว ทรงกระบอก โค้งหรือบิด มีสันตามยาว 4 สัน เมื่อแก่และแห้งสามารถแตกออกได้ ฝักมีความยาวประมาณ 9–55 เซนติเมตร
  • เมล็ด: มีจำนวนมากภายในฝัก เป็นเมล็ดมีปีก ช่วยให้กระจายพันธุ์ด้วยลม

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • การกระจายพันธุ์: พบตั้งแต่ศรีลังกา อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ เมียนมา จีนตอนใต้ ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไทย ไปจนถึงบางส่วนของมาเลเซียและสุมาตรา
  • ในประเทศไทย: พบในหลายพื้นที่ เช่น แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ ตาก อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ ชัยภูมิ จันทบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สระบุรี และจังหวัดทางภาคใต้บางแห่ง
  • ถิ่นอาศัย: พบได้ในป่าเบญจพรรณ ป่าโปร่ง ทุ่งหญ้าสะวันนา และบริเวณใกล้ลำธาร รวมถึงพื้นที่ป่าเต็งรังและป่าโอ๊กในระดับความสูงได้ถึงประมาณ 1,400 เมตร

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: เป็นวิธีหลักที่ใช้ในการขยายพันธุ์ โดยเก็บฝักแก่จากต้นแม่ นำไปผึ่งในที่ร่ม แล้วแยกเมล็ดออกจากฝัก
  • เมล็ด: ควรเพาะหลังเก็บเกี่ยวไม่นาน เนื่องจากความมีชีวิตของเมล็ดลดลงเมื่อเก็บรักษาเป็นเวลานาน
  • การเพาะกล้า: เมล็ดสามารถเพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี และควรรักษาความชื้นให้เหมาะสม
  • การปักชำ: มีรายงานว่าสามารถขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศด้วยกิ่งหรือท่อนพันธุ์ได้เช่นกัน
  • การปลูก: เหมาะกับพื้นที่ที่มีสภาพอากาศร้อนถึงร้อนชื้น ดินระบายน้ำดี และมีความชื้นเพียงพอในระยะเริ่มต้นของการเจริญเติบโต

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ
  • เปลือกต้น
  • เนื้อไม้
  • ราก มีรายงานการใช้ในตำรายาและงานวิจัยของอินเดีย แต่ข้อมูลการใช้รากแตกต่างจากการใช้ตามภูมิปัญญาไทย จึงควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูลทุกครั้ง

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ใบแห้ง: ตามข้อมูลภูมิปัญญาสมุนไพรไทย ใช้สำหรับรักษาหรือดูแลบาดแผล
  • เปลือกต้น: ใช้ทาหรือล้างบริเวณแผลเปื่อยและแผลพุพอง
  • เปลือกต้นและใบ: มีรายงานภูมิปัญญาการนำมาใช้ร่วมกันสำหรับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิสและหนองใน แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็น การใช้ตามภูมิปัญญา ไม่ใช่หลักฐานว่ารักษาโรคได้ และไม่ควรนำมาใช้แทนการรักษามาตรฐาน
  • เนื้อไม้: ตามตำราเภสัชกรรมไทยมีการระบุรสฝาดเฝื่อนหวาน และใช้ตามภูมิปัญญาในกลุ่มอาการ เช่น ท้องบวม ขับพยาธิ และอาการตกเลือด
  • ราก: ในระบบการแพทย์ดั้งเดิมของอินเดียมีรายงานการใช้สำหรับไข้ ไอ อาการทางเดินอาหาร และอาการอื่น ๆ หลายประการ แต่ยังไม่ควรสรุปเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์สำหรับมนุษย์

วิธีใช้

  • ใช้ภายนอก: ใบแห้งหรือเปลือกต้นมีรายงานการนำมาใช้กับบาดแผลและแผลพุพองตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใช้เป็นยาต้ม/ยาสมุนไพร: มีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชในระบบการแพทย์ดั้งเดิมของอินเดีย แต่ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานที่ยืนยันด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยสำหรับประชากรไทย
  • ข้อควรระวัง: ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานจากข้อมูลสัตว์ทดลองหรือสูตรพื้นบ้านมาใช้กับคนโดยตรง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • จากการตรวจสอบฐานข้อมูล บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และข้อมูลรายการที่เผยแพร่ล่าสุด ไม่พบชื่อ แคฝอย (Stereospermum tetragonum) เป็นรายการยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรที่ตรวจสอบได้
  • บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรมีการปรับปรุงเป็นระยะ โดยมีประกาศฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ดังนั้นควรตรวจสอบประกาศฉบับล่าสุดก่อนนำข้อมูลไปเผยแพร่ในเชิงกฎหมายหรือการรักษา

สารสำคัญ

  • Iridoid glycoside: มีการแยกสารกลุ่ม iridoid glycoside จากส่วนรากในงานวิจัยด้านฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
  • Naphthoquinone derivative: พบสารอนุพันธ์แนฟโทควิโนนชนิดหนึ่ง คือ 5,8-dihydro-7-isopentyl-2,3,5,8-tetramethoxynaphthalene-1,4,6-triol
  • Coumarin: งานวิจัยระยะแรกมีรายงานการวิเคราะห์เบื้องต้นว่าอาจมีสารกลุ่ม coumarin ขณะที่การศึกษาในเวลาต่อมาสามารถแยกและจำแนกสารออกฤทธิ์ได้ละเอียดขึ้น
  • Specioside: ฐานข้อมูล IMPPAT ระบุการพบสาร specioside ในเปลือกของพืชชนิดนี้

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองที่ศึกษาสารสกัดจากราก Stereospermum tetragonum ต่อระดับน้ำตาลในเลือด
  • การศึกษาในหนูที่ทำให้เกิดเบาหวานด้วย alloxan พบว่าส่วนสกัดจากรากมีฤทธิ์ลดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และมีการศึกษาความเป็นพิษระยะสั้นและกึ่งเรื้อร้อนร่วมด้วย
  • งานวิจัยต่อมาในหนูเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เหนี่ยวนำด้วย streptozotocin พบฤทธิ์ลดน้ำตาลของส่วนสกัดที่ออกฤทธิ์ และสามารถแยกสารสำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ iridoid glycoside และอนุพันธ์ naphthoquinone
  • ผลดังกล่าวเป็น หลักฐานระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคเบาหวานในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด: ส่วนสกัดจากรากแสดงฤทธิ์ลดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงในหนูทดลอง
  • การดูดซึมกลูโคส: งานวิจัยเสนอว่าส่วนสกัดอาจเกี่ยวข้องกับการลดการดูดซึมกลูโคสจากทางเดินอาหาร และเพิ่มการนำกลูโคสไปใช้ในเนื้อเยื่อบางชนิด
  • การหลั่งอินซูลิน: งานวิจัยพบว่าส่วนสกัดที่ออกฤทธิ์ไม่ได้เพิ่มการหลั่งอินซูลินจากเกาะเซลล์ตับอ่อนอย่างมีนัยสำคัญ จึงอาจมีกลไกอื่นที่เกี่ยวข้องกับการลดน้ำตาลในเลือด
  • ฤทธิ์ต้านพิษงู: มีการศึกษาเบื้องต้นทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองเกี่ยวกับความสามารถในการลดผลของพิษงู Russell’s viper แต่ยังไม่ใช่หลักฐานสำหรับใช้รักษาผู้ถูกงูกัด และการรักษาหลักยังคงเป็นการได้รับเซรุ่มต้านพิษตามมาตรฐาน

ความปลอดภัย

  • งานวิจัยในสัตว์ทดลองรายงานว่าส่วนสกัดที่ออกฤทธิ์ไม่ทำให้สัตว์ทดลองเสียชีวิตหรือเกิดความผิดปกติเด่นชัดในการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันในขนาดทดลองสูงถึง 2,000 มก./กก. และการให้ซ้ำ 28 วันในขนาด 100–400 มก./กก. ไม่พบความผิดปกติสำคัญของค่าทางโลหิตวิทยาและชีวเคมีส่วนใหญ่
  • อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นผลจากสัตว์ทดลอง ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยในมนุษย์ได้
  • ยังมีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับความปลอดภัยของแคฝอยในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ข้อห้ามใช้

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดข้อห้ามใช้เฉพาะของ แคฝอย (Stereospermum tetragonum) ในมนุษย์อย่างเป็นมาตรฐาน
  • ผู้ตั้งครรภ์และให้นมบุตร: ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานในรูปสารสกัดหรือยา เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • ผู้ป่วยเบาหวาน: ไม่ควรใช้สารสกัดแคฝอยแทนยาลดน้ำตาลที่แพทย์สั่ง แม้งานทดลองในสัตว์จะแสดงฤทธิ์ลดน้ำตาล
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่น่าเชื่อถือเพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่าง แคฝอยกับยาในมนุษย์
  • เนื่องจากมีข้อมูลสัตว์ทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ลดน้ำตาล จึงมีเหตุผลทางทฤษฎีที่ควรระวังการใช้ร่วมกับ ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะอาจเสริมฤทธิ์กันได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกยืนยัน
  • ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยารักษาเบาหวาน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ผลิตภัณฑ์แคฝอยเข้มข้น

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: ส่วนใบ เปลือก และเนื้อไม้มีประวัติการใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ผลิตภัณฑ์จากเนื้อไม้: ไม้มีลักษณะค่อนข้างแข็งและมีรายงานการใช้ประโยชน์เป็นไม้สำหรับงานต่าง ๆ
  • ไม้ประดับและไม้ให้ร่มเงา: สามารถนำไปปลูกเป็นไม้ต้นในพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบ: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และไม่ปนเปื้อน แล้วทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสม
  • เปลือกและเนื้อไม้: ควรเก็บจากต้นที่ระบุชนิดได้ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการลอกเปลือกรอบลำต้น เพราะอาจทำให้ต้นไม้ตาย
  • เมล็ด: ควรใช้เมล็ดสดหรือเมล็ดที่เก็บรักษาในช่วงเวลาสั้น เนื่องจากความมีชีวิตของเมล็ดลดลงเมื่อเก็บไว้นาน
  • การเก็บวัตถุดิบแห้ง: ควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ป้องกันความชื้น แสงแดด แมลง และเชื้อรา

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • แคฝอยมีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามภูมิภาค โดยชื่อที่พบ ได้แก่ แคหิน แคหันแห้ แคทราย แคเขา และแคขาว
  • ในภูมิปัญญาเภสัชกรรมไทย มีการกล่าวถึง เนื้อไม้และเปลือกต้น ในกลุ่มยาที่มีรสฝาดเฝื่อนหวาน และใช้ตามตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการทางเดินอาหาร การขับพยาธิ และการตกเลือด
  • ควรระวังการใช้ชื่อ “แคฝอย” ในตำรายาพื้นบ้าน เนื่องจากชื่อเดียวกันอาจหมายถึงพืชหลายชนิดในสกุล Stereospermum

ประวัติและวัฒนธรรม

  • ชื่อ แคฝอย ปรากฏในวรรณกรรมและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาไทย โดยมีการกล่าวถึงต้นแคฝอยในพระไตรปิฎกหลายแห่ง
  • ในพุทธประวัติของพระวิปัสสีพุทธเจ้า มีการกล่าวถึง ต้นปาตลีหรือแคฝอย ว่าเป็นต้นไม้ที่พระวิปัสสีพุทธเจ้าตรัสรู้
  • พระไตรปิฎกยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับการบูชาต้นแคฝอยและดอกแคฝอย สะท้อนให้เห็นว่าชื่อและภาพแทนของต้นไม้ชนิดนี้มีความเกี่ยวข้องกับวรรณกรรมและคติทางพระพุทธศาสนามาเป็นเวลานาน
  • หมายเหตุด้านพฤกษศาสตร์: ชื่อ “แคฝอย” ในเอกสารโบราณไม่ควรถูกนำมาเทียบกับ Stereospermum tetragonum โดยอัตโนมัติ เพราะชื่อพื้นเมืองอาจครอบคลุมพืชหลายชนิด

สถานะการอนุรักษ์

  • ฐานข้อมูล Kew Plants of the World Online ซึ่งยอมรับชื่อ Stereospermum colais ระบุการประเมินความเสี่ยงจาก Angiosperm Extinction Risk Predictions ว่า not threatened หรือยังไม่ถูกคาดการณ์ว่าอยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม โดยมีระดับความเชื่อมั่นสูง
  • อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวไม่ควรตีความว่าทรัพยากรในประเทศไทยไม่มีความเสี่ยง เพราะการทำลายถิ่นอาศัยและการเก็บส่วนรากหรือเปลือกจากต้นธรรมชาติอาจกระทบต่อประชากรท้องถิ่น
  • การเก็บวัตถุดิบสมุนไพรควรเน้น การปลูกทดแทน การเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน และการรักษาต้นแม่พันธุ์

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร: Plantae
  • หมวด: Tracheophyta
  • ชั้น: Equisetopsida
  • กลุ่ม: Angiosperms
  • อันดับ: Lamiales
  • วงศ์: Bignoniaceae
  • สกุล: Stereospermum Cham.
  • ชนิด: Stereospermum tetragonum DC.
  • ชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูล Kew: Stereospermum colais (Buch.-Ham. ex Dillwyn) Mabb.
  • ชื่อพ้องสำคัญ: Bignonia colais, Bignonia caudata, Bignonia tetragona, Dipterosperma personatum, Stereospermum personatum และ Stereospermum tetragonum DC.

หมายเหตุเรื่องชื่อวิทยาศาสตร์: สำหรับเว็บไซต์สมุนไพรไทย สามารถใช้ Stereospermum tetragonum DC. เป็นชื่อหลักเพื่อให้สอดคล้องกับ Flora of Thailand และฐานข้อมูลไทย พร้อมระบุ Stereospermum colais (Buch.-Ham. ex Dillwyn) Mabb. เป็นชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากลบางระบบ เพื่อช่วยให้ผู้ค้นหาข้อมูลทั้งสองระบบพบข้อมูลตรงกัน

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์: ควรตรวจสอบให้ตรงกับ Stereospermum tetragonum DC. หรือชื่อพ้อง Stereospermum colais ตามระบบฐานข้อมูลที่ใช้อ้างอิง
  • ลักษณะเด่น: ไม้ต้นผลัดใบสูงประมาณ 10–25 เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อย 3–6 คู่ และฝักยาว มีสัน 4 สัน เป็นลักษณะที่ช่วยแยกชนิด
  • การตรวจสอบตัวอย่างแห้ง: ควรพิจารณารูปร่างใบ ใบย่อย ก้านใบ เปลือก และเนื้อไม้ร่วมกัน
  • การตรวจสอบทางเภสัชเวท: หากเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตยา ควรใช้ตัวอย่างอ้างอิงจาก herbarium และตรวจสอบทางกายภาพ จุลทรรศน์ และสารเคมีตามมาตรฐานที่เหมาะสม
  • ข้อสำคัญ: ชื่อพื้นเมือง “แคฝอย” ใช้กับพืชหลายชนิด จึงไม่ควรระบุชนิดจากชื่อพื้นเมืองเพียงอย่างเดียว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). e-Flora of Thailand: Bignoniaceae, Stereospermum. สำนักหอพรรณไม้.
  2. กองนโยบายแห่งชาติด้านยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2568). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566. กระทรวงสาธารณสุข.
  4. สุขอึ่ง, ก., วงศ์ชัย, พ., และ ลาเกอร์ต, จ. (2562). การศึกษาพืชสมุนไพรในป่าพรุพื้นที่ชุ่มน้ำของอุทยานแห่งชาติภูซาง จังหวัดพะเยา. วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้, 10(2).
  5. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). แคฝอย. ฐานข้อมูลสมุนไพรไทย.
  6. Kingsley, R. B., Nair, S. A., John, J. A., Mishra, M., Brindha, P., & Subramoniam, A. (2012). Effect of Stereospermum tetragonum DC. in alloxan induced diabetic rats. Journal of Pharmacology and Pharmacotherapeutics, 3(2), 191–193. https://doi.org/10.4103/0976-500X.95530
  7. Kingsley, R. B., Mishra, M., Brindha, P., & Subramoniam, A. (2013). Anti-diabetic activity of active fractions of Stereospermum tetragonum DC and isolation of active principles. Journal of Young Pharmacists, 5(1), 7–12. https://doi.org/10.1016/j.jyp.2012.09.002
  8. Kingsley, R. B., Brindha, P., & Subramoniam, A. (2015). Pharmacological action of the active fraction—Stereospermum tetragonum DC. International Journal of Pharmacy and Pharmaceutical Sciences, 7(10/11), 312–315.
  9. Kew Science. (2026). Stereospermum colais (Buch.-Ham. ex Dillwyn) Mabb. Plants of the World Online.
  10. Santisuk, T. (1987). Bignoniaceae. In Flora of Thailand (Vol. 5, Part 1, pp. 32–66). The Forest Herbarium, Royal Forest Department.
  11. Sasmitamihardja, D. (1998). Stereospermum colais (Buch.-Ham. ex Dillw.) Mabb. In M. S. M. Sosef, L. T. Hong, & S. Prawirohatmodjo (Eds.), Plant Resources of South-East Asia No. 5(3): Timber trees; Lesser-known timbers. PROSEA Foundation.
Scroll to top