โกฐก้านพร้าว

โกฐก้านพร้าว

โกฐก้านพร้าว หรือ โกฐก้านมะพร้าว เป็นเครื่องยาสมุนไพรที่ได้จากเหง้าแห้งของพืชสกุล Neopicrorhiza ซึ่งมีรสขมจัดและมีการใช้ในตำรับยาแผนไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในกลุ่ม ยาหอม และตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับอาการไข้ ระบบทางเดินอาหาร และระบบทางเดินหายใจ ปัจจุบัน ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia) ระบุพืชที่ให้เครื่องยาโกฐก้านพร้าวเป็น Neopicrorhiza scrophulariiflora (Pennell) D.Y.Hong วงศ์ Plantaginaceae และกำหนดมาตรฐานคุณภาพของเหง้าแห้งไว้อย่างชัดเจน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : โกฐก้านพร้าว
  • ชื่ออื่น : โกฐก้านมะพร้าว, โกดก้านพร้าว, กะฎุกะ, กฏุโรหินี, กฏุกะโรหินี, โอ่วไน้
  • ชื่อสามัญ : Figwortflower Picrorhiza, Picrorhiza, Kutki, Katuka
  • ชื่อเครื่องยาในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย : Neopicrorhizae Scrophulariiflorae Rhizoma
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในมาตรฐานไทย : Neopicrorhiza scrophulariiflora (Pennell) D.Y.Hong
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Picrorhiza scrophulariiflora Pennell
  • วงศ์ : Plantaginaceae
  • ส่วนที่ใช้เป็นเครื่องยา : เหง้าแห้ง
  • รสยา : ขมจัด
  • ลักษณะเด่น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดินยาว และใบรวมกันเป็นกระจุกบริเวณโคนต้น
  • การใช้ในแพทย์แผนไทย : มักใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาหลายชนิดมากกว่าการใช้เป็นยาสมุนไพรเดี่ยว โดยเฉพาะตำรับกลุ่ม พิกัดโกฐ และ ยาหอม

หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์: เอกสารเก่าจำนวนมาก โดยเฉพาะเอกสารด้านอายุรเวทและงานวิจัย อาจใช้ชื่อ Picrorhiza kurroa Royle ex Benth. หรือ Picrorhiza scrophulariiflora Pennell แทนกัน เนื่องจากพืชทั้งสองชนิดมีความใกล้ชิดกันและเหง้ามีลักษณะคล้ายกันมาก การจัดจำแนกปัจจุบันของ Kew ยอมรับ Neopicrorhiza scrophulariiflora เป็นชื่อที่ถูกต้องสำหรับชนิดนี้ ขณะที่ CITES ระบุ Picrorhiza kurrooa เป็นชนิดที่อยู่ในบัญชี Appendix II แต่ ไม่รวม P. scrophulariiflora

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 4–30 เซนติเมตร มีเหง้าใต้ดินทอดยาวและแตกเป็นรากกับลำต้น
  • เหง้า : เหง้ายาวประมาณ 15–25 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร เป็นส่วนสำคัญที่นำมาใช้ทำยา
  • ราก : รากค่อนข้างแข็งและอวบ แตกออกจากบริเวณเหง้า
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงเวียน ใบส่วนโคนออกเป็นกระจุก ลักษณะรูปช้อนหรือรูปรีแคบ ยาวประมาณ 5–15 เซนติเมตร ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ใบค่อนข้างเหนียวและเมื่อแห้งมีสีคล้ำจนเกือบดำ
  • ช่อดอก : ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดหรือช่อกระจะคล้ายช่อรวงที่ปลายก้านดอก
  • ก้านช่อดอก : ยาวประมาณ 5–15 เซนติเมตร ค่อนข้างโล่ง มีใบประดับเพียงเล็กน้อย
  • ดอก : มีจำนวนมาก สีฟ้าอ่อนจนถึงสีม่วงเข้ม ดอกมีขน กลีบดอกเป็นแบบสองปาก ปากบนมี 1 กลีบ ปากล่างมี 3 กลีบ
  • เกสรเพศผู้ : มี 4 อัน และยื่นออกจากหลอดกลีบดอก
  • ผล : เป็นผลแห้งแบบแคปซูล รูปรีหรือรูปไข่ ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร เมื่อแก่แตกตามแนวประสาน
  • เมล็ด : มีจำนวนมาก ขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร

ลักษณะเครื่องยาโกฐก้านพร้าว

  • เหง้าแห้ง : มีลักษณะทรงกระบอก ยาวประมาณ 2.5–12 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร
  • ผิวภายนอก : สีน้ำตาลอมเทา ผิวหยาบ มีรอยย่นไม่สม่ำเสมอ อาจพบราก รอยแผลเป็นของราก ตา หรือเกล็ดตา
  • เนื้อใน : เมื่อหักพบเนื้อด้านในสีดำ มีมัดท่อลำเลียงสีขาวล้อมรอบ
  • กลิ่น : มีกลิ่นเฉพาะตัว
  • รส : ขมจัดมาก

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : บริเวณเทือกเขาหิมาลัยและพื้นที่ภูเขาสูงของเอเชีย
  • Neopicrorhiza scrophulariiflora มีเขตกระจายพันธุ์ตั้งแต่เทือกเขาหิมาลัยไปจนถึงจีน โดยพบในจีน เนปาล ทิเบต และบริเวณเทือกเขาหิมาลัยด้านตะวันตกและตะวันออก
  • มักขึ้นในพื้นที่สูง อากาศเย็น บริเวณลาดเขา ซอกหิน ทุ่งหญ้า และพื้นที่ดินชื้นที่มีอินทรียวัตถุสูง
  • พืชที่นำมาเป็นเครื่องยาโกฐก้านพร้าว ไม่ได้เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศไทย และไม่มีการเพาะปลูกเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย ตามข้อมูลของตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • พืชกลุ่ม โกฐก้านพร้าว/Kutki เหมาะกับสภาพแวดล้อมบนพื้นที่สูง อากาศเย็น และดินที่ระบายน้ำดี
  • การขยายพันธุ์สามารถทำได้ทั้ง การเพาะเมล็ด การใช้เหง้า และการใช้ไหลหรือลำต้นใต้ดิน
  • งานวิจัยด้านการขยายพันธุ์พบว่าสามารถใช้ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (micropropagation) เพื่อเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์ได้
  • มีการศึกษาการเพาะเลี้ยงจากยอดและตาข้าง รวมถึงการชักนำให้เกิดรากและนำต้นที่ได้ไปปรับสภาพก่อนปลูกลงดิน
  • การเพาะปลูกเชิงอนุรักษ์มีความสำคัญ เนื่องจากการเก็บเหง้าจากธรรมชาติต้องถอนต้นทั้งต้นและส่งผลต่อการฟื้นตัวของประชากรในธรรมชาติ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เหง้าแห้ง : เป็นส่วนที่ใช้เป็นเครื่องยาโกฐก้านพร้าวตามมาตรฐาน Thai Herbal Pharmacopoeia
  • เอกสารบางฉบับอาจเรียกว่า รากหรือรากและเหง้า แต่ตามมาตรฐานยาสมุนไพรไทยปัจจุบันระบุชัดเจนว่าเครื่องยาเป็น เหง้าแห้ง (dried rhizome)

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โกฐก้านพร้าวมี รสขม และมักใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาหลายชนิด โดยมีการกล่าวถึงสรรพคุณในตำรายาและฐานข้อมูลสมุนไพร เช่น

  • ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับสำหรับ แก้ไข้เรื้อรัง
  • ใช้ในตำรับสำหรับ แก้ไข้ที่มีอาการสะอึก
  • ใช้ในตำรับสำหรับ แก้หอบ
  • ใช้ในตำรับสำหรับ แก้เสมหะ
  • ใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับ ระบบทางเดินอาหาร
  • ใช้ใน พิกัดโกฐทั้ง 7 ร่วมกับโกฐชนิดอื่น
  • ใช้ใน พิกัดโกฐทั้ง 9 ซึ่งเป็นการเพิ่มโกฐพุงปลาและโกฐชฎามังสีเข้าไปในพิกัดโกฐทั้ง 7
  • ใช้เป็นส่วนประกอบใน ยาหอม หลายตำรับ เช่น ยาหอมทิพโอสถ ยาหอมเทพจิตร ยาหอมนวโกฐ และยาหอมอินทจักร์

ข้อควรระวังในการสื่อสารสรรพคุณ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและตำรายา ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วทั้งหมด

วิธีใช้

  • ในรูปเครื่องยาผง : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดขนาดของเหง้าแห้งที่บดเป็นผงไว้ที่ 1–3 กรัมต่อวัน
  • ในตำรับยาแผนไทย : ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับตามสูตรและขนาดที่กำหนด เช่น ยาหอม ยาธาตุบรรจบ และตำรับยาแผนไทยอื่น ๆ
  • การใช้ในรูป ตำรับยา ควรใช้ตามสูตรที่ผ่านมาตรฐานและคำแนะนำของแพทย์แผนไทยหรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ
  • ไม่ควรนำข้อมูลขนาดใช้ของ Picrorhiza kurroa จากต่างประเทศมาใช้แทนขนาดของเครื่องยา Neopicrorhiza scrophulariiflora โดยอัตโนมัติ เนื่องจากเป็นคนละชนิดและมีความแตกต่างด้านมาตรฐานวัตถุดิบ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

โกฐก้านพร้าวมีบทบาทใน บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร/ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ในฐานะส่วนประกอบของตำรับยา ไม่ได้หมายความว่าเครื่องยาโกฐก้านพร้าวเดี่ยว ๆ เป็นยาสำเร็จรูปสำหรับรักษาโรคทุกชนิด

ตัวอย่างตำรับที่มีโกฐก้านพร้าวเป็นส่วนประกอบ ได้แก่

  • ยาหอมทิพโอสถ
  • ยาหอมเทพจิตร
  • ยาหอมนวโกฐ
  • ยาหอมอินทจักร์
  • ยาธาตุบรรจบ
  • ยาริดสีดวงมหากาฬ
  • ตำรับอื่น ๆ ในกลุ่มตำรับยาแผนไทยที่ใช้โกฐเป็นองค์ประกอบ

ดังนั้น ในเว็บไซต์ควรใช้ถ้อยคำว่า “เป็นเครื่องยาที่ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาแผนไทย” มากกว่าการระบุว่าเป็นยารักษาโรคเดี่ยว ๆ

สารสำคัญ

โกฐก้านพร้าวมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม โดยเฉพาะสารในเหง้า ได้แก่

  • Iridoid glycosides : เป็นกลุ่มสารสำคัญที่พบมากและเกี่ยวข้องกับรสขมและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการ
  • Kutkoside
  • Picrosides / Picroside I และ Picroside II
  • Picrorosides
  • Kutkin : เป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มสารไกลโคไซด์สำคัญของพืชกลุ่มนี้
  • Cucurbitacin triterpenoids
  • Apocynin
  • Cinnamic acid
  • Vanillic acid

งานทบทวนทางวิชาการพบว่ามีรายงานสารพฤกษเคมีจำนวนมากจากพืชชนิดนี้ โดยเฉพาะสารกลุ่ม iridoid glycosides ที่ได้รับความสนใจด้านฤทธิ์ต่อตับ การอักเสบ และการต้านอนุมูลอิสระ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ โกฐก้านพร้าว/Kutki/Picrorhiza มีจำนวนมาก แต่ต้องพิจารณาความแตกต่างของชนิดพืช เนื่องจากงานจำนวนหนึ่งใช้ชื่อ Picrorhiza kurroa ขณะที่ตำรามาตรฐานไทยใช้ Neopicrorhiza scrophulariiflora

  • งานทบทวนปี 2020 ของ Rokaya และคณะรวบรวมข้อมูลด้านชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ สารสำคัญ เภสัชวิทยา การเพาะปลูก การอนุรักษ์ และความเป็นพิษของ N. scrophulariiflora โดยพบรายงานการใช้ตามภูมิปัญญากับโรคหรืออาการจำนวนมาก และพบสารพฤกษเคมีจำนวนมาก
  • งานวิจัยระดับเซลล์และสัตว์ทดลองรายงานฤทธิ์ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องตับ ต้านจุลชีพ ต้านเบาหวาน และปรับภูมิคุ้มกัน
  • มีการศึกษาด้าน การปกป้องเซลล์ตับ และสาร picrosides อย่างต่อเนื่อง
  • มีการทดลองทางคลินิกในมนุษย์เกี่ยวกับ P. kurroa ในโรคตับบางชนิด แต่จำนวนผู้เข้าร่วมและจำนวนการศึกษายังมีจำกัด จึงยังไม่ควรสรุปว่าเป็นหลักฐานเพียงพอสำหรับการใช้รักษาโรคแทนยาแผนปัจจุบัน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

การศึกษาทางเภสัชวิทยาของพืชในกลุ่ม Picrorhiza/Kutki รายงานฤทธิ์หลายด้าน โดยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ได้แก่

  • ฤทธิ์ปกป้องตับ (hepatoprotective) : มีรายงานว่าสารสกัดและ picrosides ช่วยลดความเสียหายของเซลล์ตับในแบบจำลองสัตว์ทดลองหลายชนิด
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสำคัญบางชนิดมีผลต่อกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ inflammatory pathways
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : พบในสารสกัดและสารกลุ่ม iridoid glycosides
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีผลต่อจุลชีพบางชนิดในการทดลองในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด : พบผลในแบบจำลองสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะใช้แทนยารักษาเบาหวาน
  • ฤทธิ์ปรับภูมิคุ้มกัน : มีการศึกษาทั้งระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร : มีข้อมูลเกี่ยวกับการกระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินอาหารและฤทธิ์เป็นยาระบาย
  • ฤทธิ์ต่อระบบไต : มีรายงานผลในแบบจำลองทั้ง in vitro และ in vivo

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยของ Neopicrorhiza scrophulariiflora โดยตรงยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับปริมาณงานวิจัยด้านเภสัชวิทยา
  • งานทบทวนหนึ่งรายงานว่าการศึกษาความเป็นพิษของ N. scrophulariiflora ไม่พบความเป็นพิษเฉียบพลันเด่นชัดในแบบจำลองสัตว์ทดลอง แต่ยังจำเป็นต้องมีข้อมูลด้านความปลอดภัยระยะยาวเพิ่มเติม
  • สำหรับ Picrorhiza kurroa ซึ่งมักถูกเรียกรวมว่า Kutki มีรายงานอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ถ่ายบ่อย ท้องเสีย ท้องร้อง และปวดบิดท้อง โดยเฉพาะเมื่อใช้ในขนาดสูงหรือมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
  • การใช้เป็นเวลานานหรือใช้ขนาดสูงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ
  • ควรระวังการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา เพราะความแตกต่างของชนิดพืชและการปลอมปนของวัตถุดิบอาจส่งผลต่อคุณภาพและความปลอดภัย

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์ : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี Picrorhiza เนื่องจากมีข้อมูลจากเอกสารทบทวนบางแหล่งที่ระบุข้อกังวลด้านการตั้งครรภ์ และข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ
  • หญิงให้นมบุตร : ข้อมูลด้านความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ จึงควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพก่อนใช้
  • ผู้ที่มี อาการท้องเสีย ปวดท้อง หรือระบบทางเดินอาหารไวต่อยาระบาย ควรระมัดระวัง
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

หลักฐานเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างโกฐก้านพร้าวกับยาแผนปัจจุบัน ยังมีจำกัด และส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลจาก Picrorhiza kurroa มากกว่า Neopicrorhiza scrophulariiflora

  • การศึกษาบางชิ้นพบว่าสารสกัด P. kurroa มีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับระบบเอนไซม์ CYP ค่อนข้างต่ำในแบบจำลองบางชนิด
  • อย่างไรก็ตาม การศึกษาที่ใหม่กว่าพบว่า picroside II อาจมีผลต่อเอนไซม์ CYP บางชนิดในแบบจำลองสัตว์ จึงยังไม่ควรสรุปว่าไม่มีโอกาสเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาโดยเด็ดขาด
  • มีเหตุผลทางเภสัชวิทยาที่ควรระวังการใช้ร่วมกับ ยาลดน้ำตาลในเลือด เนื่องจากมีข้อมูลการทดลองว่าสารสกัดอาจช่วยเพิ่มการควบคุมระดับน้ำตาลในแบบจำลองสัตว์
  • หากใช้ร่วมกับยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ยาที่ผ่านกระบวนการเมแทบอลิซึมที่ตับหลายชนิด หรือยารักษาโรคเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

การใช้ในอาหาร

ไม่พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่ามีการใช้ โกฐก้านพร้าวเป็นอาหารหรือผักรับประทานทั่วไปในประเทศไทย โดยตรง เนื่องจากส่วนที่นำมาใช้เป็นเครื่องยาคือเหง้าแห้งที่มีรสขมจัดและใช้ในทางยาเป็นหลัก

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ยาสมุนไพรและยาแผนไทย : ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาหอมหลายชนิด
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากเหง้า : ในประเทศที่ใช้ระบบอายุรเวทมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก Picrorhiza ในรูปผง แคปซูล และสารสกัด
  • สารสกัดมาตรฐาน : มีการศึกษาสารสกัดที่กำหนดปริมาณสารกลุ่ม picrosides หรือ kutkin เพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ควรตรวจสอบ ชนิดพืช แหล่งวัตถุดิบ ปริมาณสารสำคัญ และมาตรฐานการผลิต เนื่องจากมีปัญหาการใช้ชื่อ Picrorhiza kurroa และ N. scrophulariiflora ปะปนกันในเอกสารและตลาด

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ส่วนที่เก็บเกี่ยว : เหง้า
  • การเก็บจากธรรมชาติจำเป็นต้องระมัดระวัง เพราะการถอนทั้งต้นทำให้กระทบต่อการฟื้นตัวของประชากร
  • ควรทำความสะอาดเหง้า คัดสิ่งแปลกปลอม และทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บ
  • ตามมาตรฐาน Thai Herbal Pharmacopoeia เครื่องยาโกฐก้านพร้าวควรมี สิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 2%
  • ความชื้น/การสูญเสียน้ำหนักเมื่อทำให้แห้ง : ไม่เกิน 11%
  • เถ้ารวม : ไม่เกิน 5%
  • เถ้าที่ไม่ละลายในกรด : ไม่เกิน 2%
  • สารสกัดที่ละลายในเอทานอล : ไม่น้อยกว่า 30%
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง และเก็บในบริเวณแห้ง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

โกฐก้านพร้าวเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาการใช้ เครื่องยาโกฐ ในการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะการนำไปจัดรวมกับเครื่องยาอื่นเป็น พิกัดโกฐ และตำรับยาหอม

  • พิกัดโกฐทั้ง 7 : เพิ่มโกฐกระดูกและโกฐก้านพร้าวเข้าไปจากพิกัดโกฐทั้ง 5
  • พิกัดโกฐทั้ง 9 : เพิ่มโกฐพุงปลาและโกฐชฎามังสีเข้าไป
  • การใช้โกฐก้านพร้าวจึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงสรรพคุณของสมุนไพรเดี่ยว แต่เป็นการใช้ร่วมกับสมุนไพรหลายชนิดเพื่อให้เกิดคุณสมบัติของตำรับ
  • เป็นส่วนประกอบของ ยาหอมไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาในระบบการแพทย์แผนไทย

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ โกฐก้านพร้าว เป็นชื่อเครื่องยาที่สัมพันธ์กับรูปลักษณ์ของเหง้าแห้ง ซึ่งมีลักษณะเป็นข้อและรูปร่างคล้ายส่วนก้านย่อยของช่อดอกมะพร้าว จึงเกิดชื่อเรียกดังกล่าว

ในทางประวัติศาสตร์ โกฐก้านพร้าวเป็นหนึ่งในกลุ่มเครื่องยา โกฐ ที่ปรากฏในตำรับยาแผนไทย และมีบทบาทเด่นในตำรับ ยาหอม โดยยาหอมเป็นภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่มีการใช้มาอย่างยาวนานและได้รับการสืบทอดเข้าสู่ระบบตำรับยาไทยสมัยใหม่

สถานะการอนุรักษ์

  • พืชกลุ่ม Picrorhiza/Kutki มีปัญหาจากการเก็บเกี่ยวจากธรรมชาติมากเกินไป การทำลายถิ่นอาศัย และการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างช้า
  • Picrorhiza kurrooa ถูกจัดอยู่ใน CITES Appendix II เพื่อควบคุมการค้าระหว่างประเทศ โดยรายการ CITES ระบุชัดว่า ไม่รวม Picrorhiza scrophulariiflora
  • สำหรับ Neopicrorhiza scrophulariiflora ซึ่งเป็นชนิดที่ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยใช้เป็นแหล่งของเครื่องยาโกฐก้านพร้าว ไม่ควรนำสถานะ CITES ของ P. kurrooa มาอ้างว่าเป็นสถานะของ N. scrophulariiflora โดยตรง
  • อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ ประชากรโกฐก้านพร้าวในธรรมชาติ ยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากพืชทั้งกลุ่มมีประวัติการเก็บจากธรรมชาติเพื่อใช้เป็นยาอย่างเข้มข้น และการแยกชนิดจากเหง้าที่อยู่ในตลาดทำได้ยาก

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Lamiales
  • วงศ์ (Family) : Plantaginaceae
  • สกุล (Genus) : Neopicrorhiza D.Y.Hong
  • ชนิด (Species) : Neopicrorhiza scrophulariiflora (Pennell) D.Y.Hong
  • ชื่อพ้องสำคัญ (Synonym) : Picrorhiza scrophulariiflora Pennell

ปัจจุบัน Kew Plants of the World Online ยอมรับ Neopicrorhiza scrophulariiflora (Pennell) D.Y.Hong เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ และจัดอยู่ในวงศ์ Plantaginaceae อันดับ Lamiales

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ โกฐก้านพร้าว สามารถทำได้ทั้งทางกายภาพและทางเคมีตามมาตรฐาน Thai Herbal Pharmacopoeia

  • การตรวจสอบลักษณะภายนอก : ตรวจลักษณะเหง้าทรงกระบอก ผิวสีน้ำตาลอมเทา ผิวหยาบและย่น เมื่อหักมีเนื้อด้านในสีดำและมัดท่อลำเลียงสีขาว
  • การตรวจสอบทางจุลทรรศน์ : หน้าตัดเหง้าพบชั้น cork/periderm, cortex, vascular tissue และ pith
  • ลักษณะผงยา : พบเซลล์พาเรงคิมาที่มีสารสีน้ำตาลเข้มและเซลล์พาเรงคิมาที่มีผนังเป็นลูกปัด ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญในการวินิจฉัย
  • การทดสอบทางเคมี : เมื่อนำผงยามาสกัดและทดสอบด้วยสารละลาย ferric chloride จะเกิดสีเขียวเข้ม
  • Thin-layer chromatography (TLC) : ใช้ silica gel GF254 และระบบตัวทำละลายตามมาตรฐาน เพื่อตรวจสอบลักษณะ chromatographic fingerprint ของสารในเหง้า
  • มาตรฐานคุณภาพ : กำหนด foreign matter, loss on drying, total ash, acid-insoluble ash และ ethanol-soluble extractive ตามเกณฑ์ที่กำหนด

ข้อควรระวังในการตรวจสอบ: เหง้าของ Neopicrorhiza scrophulariiflora และ Picrorhiza kurrooa มีความคล้ายกันมาก การระบุชนิดจากเหง้าเพียงอย่างเดียวจึงทำได้ยาก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ควรใช้ตัวอย่างอ้างอิงจากแหล่งที่ทราบชนิดหรือใช้วิธีตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์และโมเลกุลเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สำนักยาและวัตถุเสพติด. (2564). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia 2021): โกฐก้านพร้าว. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). โกฐก้านพร้าว: ฐานข้อมูลสมุนไพร.
  4. สุนทรเจริญนนท์, น. (ม.ป.ป.). โกฐก้านพร้าว. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  5. Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora. (2023). CITES Appendices.
  6. Mehta, S., Sharma, A. K., & Singh, R. K. (2021). Advances in ethnobotany, synthetic phytochemistry and pharmacology of endangered herb Picrorhiza kurroa (Kutki): A comprehensive review (2010–2020). Current Pharmaceutical Design, 27(19), 2976–2995.
  7. Rokaya, M. B., Parajuli, B., Bhatta, K. P., & Timsina, B. (2020). Neopicrorhiza scrophulariiflora (Pennell) Hong: A comprehensive review of its traditional uses, phytochemistry, pharmacology and safety. Journal of Ethnopharmacology, 247, 112250. https://doi.org/10.1016/j.jep.2019.112250
  8. Ma, S., Lou, C., et al. (2020). Evaluation of pharmacological effects and mechanisms of picroside II and related constituents of Picrorhiza. Biomedicine & Pharmacotherapy.
  9. Verma, N., et al. (2022). Pharmacological and clinical efficacy of Picrorhiza kurroa and its secondary metabolites: A comprehensive review. Molecules, 27(23), 8316.
Scroll to top